....
"เร่เข้ามาๆ... ร้านอาหารอันดับ1ของเมืองนอริชเปิดให้บริการแล้วววจ้าาา"
ตอนนี้เซนชายหนุ่มร่างอวบที่ค่อยข้างขี้อาย กำลังแหกปากะโเสียงดังลั่นตามคำสั่งของนายตัวน้อย อยู่ในบริเวณกลางเมือนอริชทำให้พ่อค้าแม่ค้า และผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามองดูอย่างแปลกใจ เพราะพวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าในเมืองนอริชแห่งนี้มีร้านอาหารอันดับ1ด้วย
"ร้านอาหารอันดับ1ของเมืองนอริชเปิดแล้ว ร้านตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองอยู่บนถนนสายที่สอง ใครสนใจเชิญแวะไปทาน
อาหารได้เลยจ้าา!!! เร่เข้ามาๆ"
ในขณะที่เซนกำลังะโหาลูกค้าอยู่ภายในเมือง ภาคินเองก็เริ่มเปิดร้านแล้ว หลังจากที่ทั้งคู่ช่วยกันทำความสะอาดมานานเกือบ3วัน ร้านใหม่ที่เปิดในวันนี้มีทั้งหมดสองชั้น ทั่วทั้งหลังถูกสร้างขึ้นมาจากอิฐสีขาวออกเทาๆ ภายในชั้นแรกของร้านมีโต๊ะและเก้าอี้ที่ถูกจัดเอาไว้อย่างสวยงามและเป็ระเบียบเรียบร้อย
ส่วนชั้นล่างยังสามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ50-60คนได้อย่างสบายๆอีกด้วย ส่วนชั้นบนตอนนี้ยังไม่มีแผนที่จะเปิดเป็ร้านอาหารในตอนนี้ ส่วนภายในร้ายภาคินยังคงยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์เพื่อต้อนรับลูกค้า แต่ทว่าก็ผ่านไปวันแล้ววันเล่ากลับไม่มีลูกค้าเลยซักคน เพราะด้วยร้านที่ดูสวยงามและใหญ่โต จึงทำให้หลายๆคน ไม่กล้าเข้ามาทานอาหารที่ร้านเลย
ปกติร้านเล็กๆค่าอาหารก็แพงมากแล้วสำหรับพวกเขา ดังนั้นยิ่งเป็ร้านใหญ่ๆด้วยแล้วพวกเขายิ่งไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้ามาในร้านด้วยซ้ำ และที่สำคัญที่สุดคือเ้าของร้านคนเดิมขายอาหารในราคาที่แพงมากๆ ดังนั้นมันจึงทำให้หลายๆคนไม่กล้าที่จะมาใช้บริการ
"บ้าเอ้ย!! แบบนี้เนื้อสัตว์และผักที่เตรียมไว้ก็เสียหมดพอดี ทำยังไงดีนะเรา..?"
แม้ว่าภาคินจะให้เซนไปป่าวประกาศแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนมันจะไร้ประโยชน์ ในขณะที่ภาคินกำลังปวดหัวกับเื่ที่ต้องเผชิญอยู่ จู่ๆหน้าร้านก็ปรากฏร่างของใครบางคนขึ้นมา
"ไงหลานชาย ขายดีไหม?"
คนที่เอ่ยขึ้นมานี้ก็คือพ่อบ้านวัยชราของเ้าเมืองนอริชนั่นเอง เมื่อภาคินเห็นว่าใครมาก็ไม่กล้าที่จะเสียมารยาทภาคินจึงรีบเชิญคุณลุงตรงหน้า เข้าไปนั่งในร้านทันที
"ดื่มน้ำเย็นๆก่อนครับคุณลุง...." เมื่อพ่อบ้านของเ้าเมืองนั่งลง ภาคินก็รีบยกน้ำเปล่ามาเสิรฟให้ทันที
"โอ้!!! น้ำของเ้าทั้งใสและไม่มีกลื่นสาบโคลนเลย เ้าไปหาน้ำพวกนี้มาจากไหนกัน...?"
ภาคินยังไม่เข้าใจกับคำถามของพ่อบ้านตรงหน้านัก เพราะต่างโลกนี้น้ำที่คนทั่วไปใช้ดื่มกินส่วนมากจะมาจากแม่น้ำดังนั้นถึงมันจะใสก็จริง แต่มันก็ยังมีกลิ่นสาบของดิน และอื่นๆปนมาด้วยอยู่ดี
แต่น้ำที่ภาคินยกมาให้พ่อบ้านของเ้าเมืองดื่ม มันทั้งใสและไม่มีกลิ่นสาบอะไรเลย เพราะภาคินพกเครื่องกรองน้ำแบบพกพามาด้วยดังนั้นน้ำที่ผ่านการกรองแล้วจึงใสและไม่มีกลิ่น และเื่นี้มันจึงทำให้ชายชราตรงหน้ารู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยแต่มันก็เพียง่สั้นๆ เพราะพ่อบ้านยังมีเื่สำคัญที่ต้องพูดคุยอยู่
"หลานชายจำเื่ที่ข้าบอกไปเมื่อวันก่อนได้ไหม อีก2วันข้างหน้างานต่อสู้ก็จะถูกจัดขึ้นแล้ว เ้าหานักรบอิรสะได้หรือยัง?"
เมื่อดื่มน้ำดับกระหายแล้ว พ่อบ้านจึงพูดเื่สำคัญทันที
"ผมหาได้แล้วครับ นับรบคนนี้ถึงจะอ้วนไปหน่อย แต่ก็ค่อนข้างบ้าพลังอยู่ไม่น้อยหึๆ"
ภาคินพูดออกมาพร้อมกับ รอยยิ้มอันเ้าเลห์ หลังจากที่ทั้งคุยกันอีกซักพักพ่อบ้านชราจึงได้ขอตัวกลับ เพราะเขาแค่ตั้งใจแวะมาบอกข่าวแก่ภาคินเพียงเท่านี้ว่าหาคนได้หรือยัง ถ้ายังเขาก็ยินดีอาสาจะหาให้นั่นเอง
และแล้วเวลา2วันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง..
ภายในร้านอาหาร..
"มะไม่เอานายน้อย!!!!!! ข้าจะไม่ยอมลงไปต่อสู้กับคนป่าเถื่อนพวกนั้นเด็ดขาดไม่!!!!!" เสียงะโของเซนดังออกมาจากในร้านหลังจากที่เขาได้ยินภาคินพูดว่า จะส่งเขาไปลงแข่งในงานต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงนี้
"ข้าเป็เพียงพ่อค้าดูหุ่นข้าสิข้านายน้อย เนี้ย!!พุงข้ามีแต่ไขมันทั้งนั้นเด้งดึ๋งๆ แล้วแบบนี้จะไปสู้ใครไหวละแล้วข้าก็กลัวด้วย"
เซ็นกล่าวออกมาขณะที่กำลังกอดขาของภาคินเอาไว้แน่น และกำลังทำตัวให้น่าสงสารที่สุดอยู่
"ไม่เป็ไรพี่เซน ท่านลืมไปแล้วเหรอว่าข้ามียังมีเ้าสิ่งนั้นอยู่" เมื่อเซนได้ยินคำพูดของนายน้อยร่างเล็ก มันก็ต้องเปลี่ยนจากใบหน้าอมทุกข์มาเป็ใบหน้าที่ และแสนจะตื่นเต้นทันที
"นะนายกำลังท่านหมายถึงโลหิตัทองใช่ไหม!!?? หากท่านมอบมันให้ข้า1ขวด… มะไม่สิแม้เพียงแค่ครึ่งขวดข้าน้อยยินดีจะลงประลองโดยไม่บ่นซักคำเลยยย!!" เซนรีบพูดออกมาด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นและดีใจเป็อย่างมาก
ส่วนโลหิตัทองที่เซนกำลังพูดถึงนี้ก็คือ เครื่องดื่มบำรุงกำลังสีเหลืองอร่ามนั่นเอง เพียงแต่ภาคินหลอกว่ามันเป็โลหิตัทอง เพราะจากสีของมันและผลลัพธ์ที่ได้หลังจากดื่มมันเข้าไปแล้ว ภาคินจึงได้คิดชื่นนี้ขึ้นมาเพื่อเพิ่มคุณค่าของมันให้ดูสูงส่งยิ่งขึ้น และมันก็ดูเหมือนจะได้ผลไม่น้อย โดยสังเกตได้จากอาการของเซนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
"หากพี่ชายยอมลงแข่งอย่าว่าแต่ครึ่งขวดเลย ข้าให้ท่านทั้งขวดเลยยังได้เอา!!"
ภาคินเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับทำท่าทางเหมือนคนใจกว้าง ที่เห็นคุณค่าในตัวของลูกน้องตัวเองมากๆ มันจึงทำให้เซนรู้สึกปลาบปลื้มและนับถือในตัวนายน้อยของมันเป็อย่างมากๆเช่นกัน
แต่ในขณะที่มันกำลังเทิดทูลนายน้อยของมันราวกับบูชชาพระเ้า มันกลับไม่ได้รู้เลยว่าโลหิตัทองที่มันอยากได้นักหนากลับมีค่าเพียง10บาทในโลกของจริงเท่านั้น และแล้วหลังจากตกลงกันเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็เดินไปลงทะเบียนที่งานและรอเวลาลงแข่งรอบแรกทันที
ภายในเมือง..
"เอาละครับชาวเมืองนอริชทุกท่าน ตอนนี้ก็มาถึงเวลาเปิดงานแล้ว งานต่อสู้ประจำปีที่ทุกๆปีจะมีเพียงครั้งเดียวขอเชิญท่านเ้าเมืองนอริชออก มากล่าวเปิดงานด้วยขอรับ"
เมื่องานเริ่มขึ้นพิธีต่างๆก็ไม่ต่างไปจากโลกปัจจุบันมากนัก อย่างเช่นให้คนใหญ่คนโตเป็คนกล่าวเปิดงาน และเมื่อเ้าเมืองนอริชกล่าวเปิดงานเสร็จ การต่อสู้เพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้กับห้างร้าน และสมาคมของตัวเองจึงได้เริ่มขึ้น
"เอาเริ่มได้.."
เสียงของกรรมการผู้คุมการทดสอบดังขึ้นมา โดยการทดสอบแรกเป็การทดสอบง่ายๆเพื่อคัดคนออกเพราะคนที่มาสมัครมีมากเกินไป
"เห้ยนั่นมันเ้าหมูอ้วนเซนนิ มันคิดอะไรของมันอยู่..?"
"นั่นดิ ปกติเ้านั่นทั้งอ่อนแอและขี้ขลาดจะตายไป?"
"เห้ย!!เ้าหมูเ้าไหวไหมเนี้ย?"
เสียงของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเซนดังขึ้นมาเป็ระรอกๆ เมื่อมันเห็นว่าร่างของเซนกำลังสั่นเพราะความกลัว และหลายๆคนก็เริ่มมุ่งความสนใจมาที่เซนต่างก็พากันหัวเราะออกมา
เนื่องจากเซนที่อยู่ในกลุ่มของพวกนักรบ ทำให้เขาดูเด่นและแตกต่างจากคนอื่นอยู่มาก ส่วนเซนที่ถูกเพ่งเล็งก็เริ่มสั่นขึ้นเรื่อยๆเพราะเขาไม่เคยทำเื่แบบนี้มาก่อนจนในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวอีกค่อไป
"ข้าทำได้ๆ เพื่อโลหิตัทอง อึกๆๆ.."
เซนทนไม่ไหวอีกต่อไป มันกำขวดเล็กๆที่อยู่ในมือแน่นก่อนจะรีบยกมันขึ้นมาดื่มอย่างรวดเร็ว อึกๆๆจนหมด และผลของมันก็ช่างออกมาได้รวดเร็วยิ่งนัก จนแม้แต่ภาคินเองก็ยังต้องรู้สึกแปลกใจ
"ข้ามาจากร้านของนายน้อยฮ่าๆๆ!!!"
"ข้ามาจากร้านของนายน้อยฮ่าๆๆ!!!"
"ข้ามาจากร้านของนายน้อยฮ่าๆๆ!!!"
"ข้ามาจากร้านของนายน้อยฮ่าๆๆ!!!"
เมื่อเครื่องดื่มผ่านลำคอ ท่าทางและการแสดงออกของเซนก็เปลี่ยนไปทันที จากชายหนุ่มร่างอวบที่กำลังตั่วสั่นและเต็มไปด้วยความประหม่า ตอนนี้เซนยืดอกและหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เซนหันหน้าไปทางซ้าย ขวา และมองไปรอบๆเหมือนคนบ้า และหัวเราะออกมาอยู่เป็ระยะๆ ทำให้ผู้เข้ารับการทดสอบที่ยืนอยู่ใกล้ๆเซน เริ่มรู้สึกหวาดกลัวเ้าหมูอ้วนคนนี้อยู่ไม่น้อย
"ข้ามาจากร้านของนายน้อยฮ่าๆๆ!!!"
เซนะโชื่อร้านที่มันคิดขึ้นมาเองอยู่เกือบจะตลอดเวลา จนกระทั่งเริ่มทำให้หลายๆคนรู้สึกรำคาญอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
"ข้ารู้แล้วโว้ยยย!! ะโอยู่ได้ร้านนายน้อยๆหนวกหูชะมัด!!!"
และแล้วผู้ชมที่อยู่ด้านข้างก็ทนไม่ไหว จนะโออกมาในที่สุด แต่ดูเหมือนเซนจะไม่ได้สนใจมันเลยซักนิด
"ข้ามาจากร้านของนายน้อยฮ่าๆๆ!!!"
ภายในสนามทดสอบ..
"เอาถึงตาเ้าแล้ว..."
และแล้วก็ถึงคราวของเซน เซนมองไปยังตรงหน้าที่มีก้อนหินทรงกลมวางเอาไว้ ก้อนหินก้อนนี้มีน้ำหนักประมาณ70-80กิโลกรัม ซึ่งเป็น้ำหนักที่คนทั่วไปไม่สามารถจะยกมันขึ้นมาได้ และแน่นอนปกติเซนก็ไม่สมควรจะยกขึ้นได้อย่างแน่นอนแต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว
"ย๊ากกกกก!!!!"
เซนยกมันขึ้นมาอย่างง่ายดายและหมุนตัวอย่างรวดเร็วเพื่อโชว์ความแข็งแรงของตัวเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้หลายๆคนที่รู้จักกับเซนต่างก็ขยี้ตาอย่างแรง เหมือนไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น ส่วนเซนเห็นผู้คนเริ่มให้ความสนใจตัวเอง มันจึงยกขวดสีทองเล็กๆขึ้นมาพร้อมกับะโ ด้วยเสียงที่ดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณว่า
"ข้ามาจากร้านของนายน้อย และนี้คือโลหิตัทองที่นายน้อยของข้าเป็ผู้ปรุงมันขึ้นมา หากใครดื่มมันเข้าไปจะทำให้พละกำลังเพิ่มขึ้นมหาศาล หลายเท่า เหมือนข้าในตอนนี้ ฮ่าๆ!!!"
เซนหัวเราะออกมาพร้อมกับขว้างหินก้อนใหญ่ไปด้านหน้าอย่างง่ายดาย เพื่อเป็การยืนยันว่าเขานั้นไม่ได้โกหก หลังจากที่รออยู่นาน ในที่สุดก็มาถึงคิวของภาคิน ภาคินเดินตรงไปยังก้อนหินที่ใช้ในการทดสอบ พร้อมกับยกมันขึ้นมาด้วยมือเพียงข้างเดียวเหมือนก้อนหินก้อนนั้นไม่ได้มี น้ำหนักอะไรเลยแม้แต่น้อย
"ร้านของผมจำหน่ายโลหิตัทอง อย่างที่เห็นแม้ผมจะเป็เพียงเด็กแต่หากได้ดื่มมันเข้าไปแล้ว พละกำลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ใครสนใจสามารถไปหาผมได้ที่ร้านัทอง ในทิศเหนือของเมืองนอริช.."
เมื่อภาคินพูดเสร็จเขาก็เดินออกไปจากงานพร้อมกับเซน มันจึงทำให้นักรบและขุมพลังหลายๆแห่งเริ่มสนใจในคำพูดของภาคินบ้างแล้ว และหลังจากการแข่งขันจบลงพวกเขาก็พากันคิดว่า น่าจะหาเวลาไปเยี่ยมร้านัทองดูซักครั้ง
หลังจากที่แผนการแรกดำเนินไปด้วยดีแล้ว ภาคินจึงตัดสินใจกลับไปยังโลกปัจจุบันทันที เพราะกว่าการแข่งขันจะจบก็คงอีกหลายวัน ดังนั้นเขาจึงคิดว่าน่าออกไปเตรียมเครื่องดื่มบำรุงกำลังมาเพิ่มซักหน่อย เพราะภาคินนำมันติดตัวมาเพียงไม่กี่ขวด
และที่สำคัญภาคินยัง้าขวดเล็กๆที่มีขนาดเพียง1/10ของขวดเครื่องดื่มปกติ และบนขวดก็ต้องมีโลโก้ที่เป็เอกลักษณ์เพื่อป้องกันการแอบอ้างในวันข้างหน้า ดังนั้นภาคินจึงตัดสินใจกลับมายังปัจจุบันในทันที