ขณะที่ซ่งติ้งหย่วนกำลังมุ่งหน้าสู่ชายแดนอันห่างไกล ในเมืองหลวงเซิ่งจิงกลับเกิดมรสุมลูกใหญ่ที่สั่นะเืไปทั่ววงสังคมชั้นสูง
เมล็ดพันธุ์แห่งความเคลือบแคลงใจที่เหยาเหยาเคยหว่านทิ้งไว้ในงานประชันกวีตงเจียวเมื่อหลายเดือนก่อน บัดนี้ได้หยั่งรากลึกอย่างเงียบงันในใจของผู้คน
ประจวบเหมาะกับมีบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งเคยทุ่มเทใจรักฟ่านชิงเสวี่ยอย่างสุดซึ้ง ทว่ากลับถูกนางปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ความรักอันแรงกล้าจึงแปรเปลี่ยนเป็ความเคียดแค้น เขาตั้งมั่นว่าจะต้องกระชากหน้ากากของนางให้ได้ จึงเริ่มตระเวนสืบเสาะหาตำรากวีเก่าแก่ตามร้านหนังสือทั่วทั้งเซิ่งจิง
และในที่สุด ความพยายามก็สัมฤทธิ์ผล! เขาพบตำรากวีโบราณเล่มหนึ่ง ซึ่งบันทึกบทกวีที่ฟ่านชิงเสวี่ยเคยโอ้อวดว่าเป็ผลงานสร้างสรรค์ของตนเองไว้หลายต่อหลายบท โดยระบุชื่อผู้แต่งว่าเป็ 'กวีนิรนามจากดินแดนอันห่างไกล'!
แต่แท้จริงแล้ว ตำราเก่าคร่ำคร่าเ่าั้ล้วนเป็แผนการที่ซ่งจิ้งอันจัดฉากไว้อย่างแเี เขาลอบสั่งให้คนคัดลอกบทกวีที่ฟ่านชิงเสวี่ยเคย 'รังสรรค์' ขึ้น ซึ่งเหยาเหยาเผยกับเขาในภายหลังว่าเป็บทกวีที่นางลอกเลียนมาจากอีกโลกหนึ่ง ลงในหน้ากระดาษของตำราโบราณอย่างประณีต แล้วลงนามกวีนิรนาม ตบแต่งร่องรอยให้ดูราวกับเป็ผลงานที่มีอยู่ก่อนหน้าที่ฟ่านชิงเสวี่ยจะแต่งเสียอีก
ช่างเป็กลลวงที่แยบยลยิ่งนัก การใช้ 'ความจริง' ที่ว่านางลอกผลงานผู้อื่น มาสร้างเป็หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้!
อันที่จริง ก่อนหน้านี้ซ่งจิ้งอันเคยลังเลอยู่นานว่าจะลงมือจัดการฟ่านชิงเสวี่ยดีหรือไม่ เพราะสำหรับเขา นางเป็เพียงหมากไร้ค่าตัวหนึ่ง เมื่อเทียบกับศัตรูตัวฉกาจอย่างอ๋องรองแล้ว การเสียเวลาเล่นงานนางดูจะไม่คุ้มค่านัก ทว่าเมื่อตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน เขาก็ตระหนักถึงเหตุผลสำคัญสองประการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ประการแรก ฟ่านชิงเสวี่ยคือสะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลกู้และอ๋องรอง การเด็ดปีกนางทิ้งเสีย ย่อมเท่ากับตัดแขนขากำลังสำคัญของฝ่ายอริไปข้างหนึ่ง
ประการที่สอง ซึ่งเป็เหตุผลสำคัญที่สุด... ฟ่านชิงเสวี่ยเริ่มระแคะระคายและสงสัยว่าน้องสาวตัวน้อยของเขาเป็ 'คนประเภทเดียวกับนาง' หากปล่อยให้นางก้าวหน้า มีชื่อเสียงและอำนาจล้นมือ วันใดวันหนึ่งนางอาจหาทางพิสูจน์เื่นี้จนนำภัยมาสู่เหยาเหยา การทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของนางเสียั้แ่ตอนนี้ ย่อมเป็การปิดปากนางได้อย่างถาวร—เพราะต่อให้นางจะป่าวประกาศเื่เหลือเชื่อใดๆ ออกไปในภายหลัง ก็คงไม่มีใครยอมรับฟังคำพูดของ 'หญิงลอกกวี' ที่เกียรติยศป่นปี้ไม่มีชิ้นดีผู้นี้อีกแล้ว
————
ไม่นาน ข่าวลืออื้อฉาวก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงเซิ่งจิงราวกับไฟลามทุ่ง ผู้คนต่างโจษจันกันว่า 'ยอดหญิงอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งยุค' แท้จริงแล้วเป็เพียงหัวขโมยหน้าด้านที่ชุบมือเปิบลอกเลียนผลงานผู้อื่น
เพื่อกอบกู้เกียรติยศและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน ฟ่านชิงเสวี่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าร่วมงานประชันกวีที่จัดขึ้นเพื่อ 'ล้างมลทิน' โดยมีข้อกำหนดอันเข้มงวดว่า นางจะต้องแต่งบทกวีสดๆ ต่อหน้าฝูงชนตามหัวข้อที่ถูกกำหนดขึ้นในเวลานั้นทันที
ทว่านี่กลับเป็จุดตายที่ปลิดชีพนางอย่างแท้จริง! เพราะเนื้อแท้แล้ว ฟ่านชิงเสวี่ยหาได้มีความสามารถในการประพันธ์แม้แต่น้อย นางอาศัยเพียงความจำอันดีเลิศ ท่องจำบทกวีอันเลื่องชื่อจากชาติก่อนมาแอบอ้าง ครั้นต้องเผชิญหน้ากับการแต่งกลอนสดโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า นางจึงทำได้เพียงนั่งกุมขมับ เหงื่อกาฬไหลโซมกายด้วยความตระหนก มือไม้สั่นเทาจนเขียนออกมาได้เพียงถ้อยคำกระท่อนกระแท่น ไร้ซึ่งััและชั้นเชิงกวี ดูกระจอกงอกง่อยยิ่งกว่าฝีมือของบัณฑิตหางแถวเสียอีก
เสียงซุบซิบและสายตาดูแคลนจากผู้คนรอบข้างเริ่มดังระงมขึ้นเรื่อยๆ
"นี่หรือยอดหญิงอัจฉริยะอันดับหนึ่ง? แค่แต่งกลอนสดยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!"
"หึ ที่ลือกันว่าลอกผลงานผู้อื่นมาตลอด คงจะเป็ความจริงแท้แน่นอน"
"ช่างน่าอับอายขายขี้หน้าสิ้นดี!"
ใบหน้าของฟ่านชิงเสวี่ยซีดเผือดไร้สีเื ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความอัปยศ ชื่อเสียงเกียรติยศที่นางเพียรสร้างและสั่งสมมาหลายปี พังทลายลงตรงหน้าในชั่วพริบตาเดียว
————
เมื่อชื่อเสียงของฟ่านชิงเสวี่ยป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี สองพี่น้องตระกูลกู้ที่เคยออกหน้าปกป้องและเกื้อหนุนนางอย่างออกหน้าออกตา ก็กลับลำตีตัวออกหากอย่างรวดเร็วราวกับหลบเลี่ยงโรคระบาด
"คุณหนูฟ่าน" กู้หรูเยี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าไร้เยื่อใย ยามที่ฟ่านชิงเสวี่ยซมซานไปหาเพื่อขอความช่วยเหลือ "เื่อื้อฉาวของเ้า หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลกู้ของเราไม่ ต่อไปนี้... อย่ามาเหยียบที่จวนตระกูลกู้อีกเลย"
ในวงสังคมชั้นสูงที่ไร้ซึ่งมิตรแท้ มีเพียงผลประโยชน์ที่เกื้อหนุนกัน เมื่อฟ่านชิงเสวี่ยหมดสิ้นซึ่งคุณค่าและประโยชน์ใดๆ นางจึงถูกสลัดทิ้งอย่างไม่ไยดี... ไม่ต่างจากวิธีที่นางเคยใช้ผู้อื่นเป็สะพานเหยียบย่ำขึ้นสู่ที่สูง
แม้แต่ฝั่งเซียวจิ่งหรงที่เคยมองนางเป็เครื่องมือที่มีประโยชน์ ก็เมินเฉยไม่ไยดีเช่นกัน เพราะเครื่องมือที่ชำรุดเสียหายจนใช้งานไม่ได้แล้ว ย่อมไร้ค่าที่จะเหลียวแล
จากดาวเด่นที่เคยจรัสแสงกลางสรวง์ ฟ่านชิงเสวี่ยกลับดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง กลายเป็ตัวตลกที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างหัวเราะเยาะและถ่มน้ำลายรดในชั่วข้ามคืน
——————
เช้าวันถัดมา ฟ่านชิงเสวี่ยดักรอพบเหยาเหยาอยู่ที่บริเวณหน้าวัดเทียนหนิง ขณะที่เด็กน้อยกำลังเดินตามมารดามาทำบุญสะเดาะเคราะห์
นางจ้องมองเด็กหญิงวัยหกขวบตรงหน้าด้วยดวงตาที่แดงก่ำ เต็มไปด้วยเพลิงแค้นและความระแวงสงสัยที่อัดแน่นจนแทบะเิ
"เด็กน้อย... เ้าใช่ไหมที่เป็คนทำเื่ทั้งหมดนี้?" นางเค้นเสียงลอดไรฟันพลางก้าวสามขุมเข้าไปหา "เ้ารู้ได้อย่างไร... เ้ารู้ได้อย่างไรว่าบทกวีพวกนั้น..."
นางชะงักงันไปในทันที ราวกับเพิ่งตระหนักถึงความจริงบางอย่างอันน่าตระหนก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง "เ้า... เ้าก็เป็คนประเภทเดียวกับข้าใช่หรือไม่! เ้ามาจาก 'ที่แห่งนั้น' เหมือนกันกับข้า!"
เหยาเหยาช้อนสายตามองฟ่านชิงเสวี่ยที่มีสีหน้าตื่นตระหนกปนคลุ้มคลั่ง เด็กหญิงแสร้งทำดวงตากลมโตใสซื่อที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "ท่านป้าฟ่านพูดเื่อะไรเ้าคะ เหยาเหยาไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด... ท่านป้าร้องไห้ทำไมเ้าคะ หน้าตาน่ากลัวจัง เหยาเหยากลัวแล้วนะ..."
น้ำเสียงของเด็กหญิงสั่นเครืออย่างน่าสงสาร นางค่อยๆ ถอยร่นไปกอดขาของผู้เป็มารดาไว้แน่น สวมบทบาทเป็เด็กน้อยวัยหกขวบที่กำลังขวัญเสียเพราะถูกผู้ใหญ่แปลกหน้าคุกคามได้อย่างแเี
เสิ่นว่านอวี๋ก้าวขึ้นมาขวางเบื้องหน้าบุตรสาวทันที สีหน้าของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบประดุจน้ำค้างแข็ง "คุณหนูฟ่าน เด็กอายุเพียงหกขวบจะไปรู้เื่บทกวีบทกลอนอะไรกับเ้ากัน? เ้าถึงขั้นมาข่มขู่รังแกเด็กเล็กถึงหน้าอารามหลวงเช่นนี้ ช่างน่าอดสูยิ่งนัก! หากยังรักศักดิ์ศรีและไม่อยากให้เื่นี้ลือสะพัดเหม็นโฉ่ไปมากกว่านี้ ก็จงรีบไสหัวไปเสีย!"
ฟ่านชิงเสวี่ยจ้องมองสองแม่ลูกตรงหน้า ยิ่งทวีความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ — เด็กคนนี้จะต้องเป็ผู้ทะลุมิติมาเหมือนนางอย่างแน่นอน! มิเช่นนั้นจะรู้เื่บทกวีเ่าั้ได้อย่างไร? ทว่าตอนนี้นางไม่มีหลักฐานใดๆ เลย ซ้ำร้ายในสภาพที่ชื่อเสียงเกียรติยศพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดีเช่นนี้ ต่อให้นางป่าวประกาศออกไปว่า ‘เด็กอายุหกขวบคนนี้เป็คนทะลุมิติ’ ผู้คนก็คงมีแต่จะตราหน้าว่านางเสียสติวิปลาสไปแล้วเท่านั้น
หญิงสาวจึงทำได้เพียงถลึงตาจ้องมองเหยาเหยาด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ก่อนจะสะบัดหน้าหมุนตัวจากไปด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวอัปลักษณ์
——————
ระหว่างทางขากลับบนรถม้า เหยาเหยาพ่นลมหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก
‘เฮ้อ เกือบไปแล้วไหมล่ะ นังฟ่านเริ่มมั่นใจแล้วว่าข้าเป็คนทะลุมิติมาเหมือนนาง’ เด็กหญิงครุ่นคิดในใจ ‘แต่ก็ช่างเถอะ นางไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง แถมตอนนี้ชื่อเสียงก็พังพินาศยับเยินขนาดนั้น ใครจะไปเชื่อคำพูดของยอดกวีจอมลอกเลียนแบบที่หมดสิ้นหนทางสู้กันล่ะ’
เหยาเหยาคิดอย่างสะใจ ก่อนจะสรุปคติเท่ๆ เหมือนตัวละครเอกในนิยาย ‘นี่แหละหนาบทเรียนชีวิต สิ่งของที่ไม่ใช่ของเรา ต่อให้่ชิงมาโอ้อวดได้ชั่วครั้งชั่วคราว สุดท้ายก็ต้องคืนให้เ้าของที่แท้จริงอยู่ดี แถมยังพาตัวเองดิ่งลงเหวไปด้วย’
‘พี่ใหญ่เก่งกาจสมคำเล่าลือจริงๆ’ นางคิดด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ‘ข้าแค่หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความคลางแคลงใจไว้ในงานประชันกลอนแท้ๆ แต่พี่ใหญ่กลับสามารถนำไปสืบเสาะต่อยอดจนได้หลักฐานที่แ่า แล้วล้มฟ่านชิงเสวี่ยลงได้อย่างงดงามหมดจด... เอ๊ะ? หรือว่าพี่ใหญ่จะได้ยินเสียงในหัวของข้ากันนะ? บ้าน่า... คงไม่หรอก เป็เพราะพี่ใหญ่เฉลียวฉลาดปราดเปรื่องต่างหาก’
เสิ่นว่านอวี๋ที่ได้ยินเสียงความคิดในใจของบุตรสาวอย่างแจ่มชัด อดยิ้มละไมออกมาไม่ได้
ลูกรักเอ๋ย เ้ายังคงไม่รู้สินะว่า ‘ความสงสัย’ ทุกอย่างที่เ้าโปรยทิ้งไว้นั้น ครอบครัวของเราต่างตั้งใจรับฟังและนำไปวางแผนต่อยอดอย่างรัดกุมในทุกครั้งต่างหาก
‘เอาเถอะ เื่ของฟ่านชิงเสวี่ยคลี่คลายไปได้เปลาะหนึ่งแล้ว’ เหยาเหยาคิดต่อ พลันดวงตากลมโตก็เริ่มเคร่งขรึมลง ‘แต่เื่ใหญ่ที่ข้าเป็ห่วงที่สุดในตอนนี้ก็คือ... พี่รอง ไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางชายแดนเหนือจะเป็อย่างไรบ้างแล้วนะ’
‘ขอให้พี่รองระมัดระวังตัวให้มาก ขอให้คำเตือนของข้าช่วยปกป้องพี่รองได้ด้วยเถิด... ขอให้เขารอดพ้นจากชะตากรรมแห่งความตายตามที่บทนิยายกำหนดไว้ด้วยเถอะนะ’ มือเล็กๆ เอื้อมไปกำกำไลกระดิ่งที่ข้อมือแน่น ดวงตาคู่กลมฉายแววห่วงใยและกังวลอย่างปิดไม่มิด
เสิ่นว่านอวี๋ดึงร่างเล็กของบุตรสาวเข้ามาโอบกอดไว้แนบอกลูบหลังเบาๆ ในใจของนางเองก็สวดอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยความหวังเช่นเดียวกัน
ขอให้บุตรชายคนรองปลอดภัยแคล้วคลาด และขอให้คำเตือนล่วงหน้าของน้องสาวตัวน้อย สามารถพลิกผันเส้นทางชะตากรรมของพี่ชายได้สำเร็จด้วยเถิด
——————
ในขณะเดียวกัน ณ ชายแดนทางเหนืออันห่างไกลและหนาวเหน็บ ซ่งติ้งหย่วนเพิ่งเดินทางมาถึงค่ายทหารกองทัพชายแดนได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น
ทว่าเขายังคงจดจำทุกคำเตือนของน้องสาวตัวน้อยเอาไว้ขึ้นใจ — ให้ระวังคนทรยศที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพ ระวังการถูกลอบตัดเส้นทางเสบียง และระวังข่าวลวงของศัตรู
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเพิ่มความระแวดระวังตัวเป็พิเศษ คอยตรวจสอบทุกตราสั่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเฝ้าสังเกตทุกความเคลื่อนไหวรอบกายอย่างไม่คลาดสายตา
และในเวลาไม่นาน เขาก็เริ่มจับพิรุธและสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง — มีนายทหารระดับสูงผู้หนึ่งในค่าย นามว่า 'รองแม่ทัพเฉียว' ชายผู้นี้มักจะเสนอแผนการรบที่ชักจูงให้นำทัพเคลื่อนพลออกห่างจากฐานที่มั่นอยู่เสมอ ซ้ำยังคอยรายงานความเคลื่อนไหวของกองทัพศัตรูในลักษณะที่ 'ดูดีและราบรื่นเกินจริง' จนน่าสงสัย
ซ่งติ้งหย่วนหรี่ั์ตาคมปลาบลง พลางครุ่นคิดในใจอย่างเยือกเย็น
คนทรยศหนอนบ่อนไส้ที่น้องเล็กเตือนไว้... แท้จริงแล้วอาจเป็สุนัขรับใช้ตัวนี้เองสินะ
มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า คนของอ๋องรองคิดจะใช้แผนการเดิมๆ เพื่อล่อลวงเขาไปติดกับดัก ทว่าคราวนี้เขารู้เท่าทันหมดแล้ว และเขาจะซ้อนแผนนี้ ตลบหลังเพื่อจับกุมตัวหนอนบ่อนไส้ผู้นี้ให้ได้คาหนังคาเขา และส่งมอบหลักฐานชิ้นสำคัญกลับไปยังเมืองหลวง ให้พี่ใหญ่ใช้เป็อาวุธในการโค่นล้มขั้วอำนาจของอ๋องรองให้ราบคาบ