บทที่ 122
ทางเดินหน้าห้องพักของวานีล“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะท่านภาม ท่านภาม!” เสียงเด็กสาวร้องเรียกเจ้านายของเธอที่เดินนำหน้ามาจนถึงจุดหมาย เมื่อสักครู่หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ชายหนุ่มก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินมาที่ห้องพักคนงานทันทีโดยที่เมโลเอ้ยังไม่ทันได้ตั้งตัวใดๆ“นี่เมโลเอ้ ตั้งแต่เช้าแล้วนะที่ดูเหมือนว่าเจ้าไม่อยากให้ข้ามาหาวานีลน่ะ” ภามมองค้อนไปที่เด็กสาวผมสั้นที่ท่าทางดูมีพิรุธ“ปะ...เปล่านะเจ้าคะ ข้าแค่อยากให้ท่านพี่พักผ่อนเท่านั้น” เมโลเอ้กล่าวตอบพร้อมหลบสายตาเจ้านายของเธอ ซึ่งยิ่งเป็นการยืนยันความไม่ปกติในคำพูดของเธอ แต่ชายหนุ่มเจ้าของฟาร์มก็ไม่อยากจะไปคาดคั้นสิ่งใด เขาเพียงแต่เคาะประตูห้องเบาๆเพียงเท่านั้น“ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก” หลังจากชายหนุ่มเคาะประตู ก็มีเสียงคนเดินมาที่ประตู“ท่านภาม มาเยี่ยมวานีลสินะเจ้าคะ นางหลับไปสักพักแล้วเดี๋ยวข้าขอไปปลุกนางก่อนนะเจ้าคะ” เลนก้าหญิงวัยกลางคนผู้เป็นมารดาของหญิงสาวเปิดประตูแล้วพูดออกมาเป็นชุด เพื่อไม่ให้ชายหนุ่มได้ทันตั้งตัว“มะ ไม่ๆๆ ข้าไม่ได้อยากรบกวนการพักผ่อนของวานีลหรอก แต่ขอเข้าไปดูนางใกล้ๆหน่อยได้ไหม?” ชายหนุ่มเจ้าของฟาร์มยังคงตั้งสติแล้วบอกจุดประสงค์ของเขา“เอ่อ...ได้เจ้าค่ะ” เมื่อเจ้านายกล่าวออกมาตรงๆแบบนี้ อดีตบารอนเนสก็ได้แต่ต้องยอมตามน้ำไปภามเดินผ่านผู้เป็นมารดาของหญิงสาวเข้าไปข้างเตียง ส่วนสายตาของนางเองก็มองค้อนไปยังบุตรสาวคนเล็กที่ได้แต่ก้มหน้ามองต่ำด้วยความรู้สึกผิดที่ขัดขวางเจ้านายของเธอไว้ไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรผู้เป็นแม่ก็ไม่อาจจะโทษเด็กสาวได้เพราะรู้ดีว่าเมโลเอ้นั้นโกหกไม่เก่งเอาเสียเลย ชายหนุ่มยืนอยู่ข้างเตียงนอนของหญิงสาวผมแดงผู้มีใบหน้างดงาม เขาทอดสายตาพิจารณาใบหน้าหน้าที่หลับตาสนิทของหญิงสาวเพื่อดูอาการคร่าวๆ หลังจากนั้นจึงกางฝ่ามือแล้วชูไปตรงหน้าของหญิงสาวพร้อมปลดปล่อยพลังงานสีขาวนวลให้ไหลเอื่อยออกมา โดยที่ด้านหลังของภามนั้น เลนก้ากับเมโลเอ้ก็มองด้วยความตื่นเต้นลุ้นระทึกว่าชายหนุ่มจะจับพิรุธที่วานีลไม่ได้ป่วยได้หรือไม่ พวกเธอได้แต่มองไปที่ลำแสงสีขาวที่สาดส่องอยู่เหนือศีรษะของวานีล แต่ในทางด้านของภามนั้นเขาเห็นท่าทางไม่ปกติของครอบครัวมูเน่มาตั้งแต่แรกแล้ว เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องปกปิดอาการป่วยของวานีล ไม่รู้เป็นเพราะว่านางป่วยหนัก หรือเพราะเหตุผลใดกันแน่เขาจึงต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง และในระหว่างนั้นภามก็สื่อโทรจิตถึงเจ้ามังกรน้อยไปด้วย‘แพนดั้น คุณเลนก้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าอยู่ที่นี่?’ ชายหนุ่มถามไถ่สถานการณ์เป็นอย่างแรก‘ตอนที่ข้าเข้ามาจนกระทั่งใช้พลังทำให้ท่านวานีลหลับ นางยังไม่เห็นตัวข้าขอรับ แล้วข้าก็ซ่อนตัวไว้เป็นอย่างดี’ เจ้ามังกรตัวเขียวตอบกลับ‘แล้วอาการของวานีลเป็นยังไงบ้าง? ข้าตรวจไม่พบอาการผิดปกติของร่างกายเลย แม้แต่ไข้เล็กน้อยก็ไม่มี’ เจ้าของฟาร์มถามในสิ่งที่สงสัย‘ร่างกายของท่านวานีลไม่ได้ป่วยอันใดขอรับ แต่เป็นใจของนางต่างหากที่กำลังป่วย นางโศกเศร้าเสียใจอย่างรุนแรงเลยล่ะขอรับ มันทำให้นางไม่มีแรงใจที่อยากจะทำสิ่งใดจึงได้แต่นอนอยู่อย่างนี้’ มังกรน้อยที่มุดอยู่ใต้ผ้าห่มของหญิงสาวส่งโทรจิตตอบกลับชายหนุ่มจากสิ่งที่ตรวจพบ‘หืม? นางมีเรื่องอันใดทำให้ไม่สบายใจงั้นรึ? ดูคนอื่นในครอบครัวก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่’ ชายหนุ่มยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก เพราะก่อนหน้านี้วานีลยังคงร่าเริงเป็นปกติ‘นางเสียใจเพราะท่านภามน่ะขอรับ’ มังกรตัวเขียวตอบออกมาสั้นๆ‘เพราะข้างั้นรึ!’ ภามถึงกับตกใจที่มีตัวเองเป็นสาเหตุ‘ใช่ขอรับ นั่นก็เพราะ...’ แพนดั้นกล่าวยืนยันแต่ยังไม่ทันที่จะได้อธิบายต่อก็เจอขัดเข้าเสียก่อน“ท่านภาม ท่านพบสิ่งใดผิดปกติหรือไม่เจ้าคะ?” สตรีผมแดงวัยกลางคนกล่าวถามด้วยความกังวล“อ้อ...ข้ายังไม่พบอาการป่วยเลย แต่รู้สึกว่าวานีลจะอ่อนเพลียเล็กน้อย ข้าว่าให้นางพักผ่อนต่อดีกว่า เอาเป็นว่าถ้านางหายดีก็ค่อยไปทำงานก็แล้วกัน ไม่ต้องไปบังคับฝืนใจนางนะ อย่างนั้นข้าขอตัวก่อน ไปกันเถอะเมโลเอ้” ภามที่เพิ่งโดนขัดจังหวะก็คิดว่าเขาควรไปหาที่โทรจิตหาเจ้ามังกรน้อยในที่เงียบๆคนเดียวจะดีกว่า บวกกับต้องไปทำงานต่อด้วยจึงชวนเด็กสาวผู้อ่านใจต้นไม้ได้ไปด้วยกัน คำพูดของภามที่เหมือนรีบกล่าวตัดจบนั้น ทำให้เลนก้าสงสัยว่าชายหนุ่มจะพบพิรุธอะไร แต่เธอก็ต้องปล่อยวางเรื่องทิ้งไป เพราะไม่มีทางเลยที่ชายหนุ่มจะสามารถรู้ถึงความในใจของหญิงสาวได้จากเวทมนตร์รักษาที่ชายหนุ่มใช้ออกมาเมื่อสักครู่ ในฟาร์มกลางหุบเขาอันกว้างใหญ่ มีแปลงเกษตรมากมาย แต่ในส่วนที่สร้างรายได้หลักให้กับฟาร์มแห่งนี้ก็คือผัก และพืชหัว ตอนนี้หลายๆคนในฟาร์มก็รวมตัวเก็บหัวไชเท้ากันอยู่ โดยที่ยังคุยเล่นกันอย่างเฮฮากันตามปกติ“แม็กซ์ มาแข่งกันเถอะว่าใครจะเก็บหัวไชเท้าได้มากกว่ากัน!” ชายหนุ่มวัยรุ่นผมแดงท้าทายชายหนุ่มอีกคนที่เก็บหัวไชเท้าแถวด้านข้างอยู่“เดนิส เจ้ายังอยากจะแข่งเก็บหัวไชเท้ากับข้าอีกอย่างนั้นเหรอ? เมื่อเช้าตอนเก็บมันฝรั่งกับแครอทเจ้าก็แพ้ข้าไปแล้วนะ รู้ไหมว่าคนที่มีมานาน้อยอย่างข้ามันเหนื่อยนะที่ต้องใช้พลังรีบทำอะไรพวกนี้” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลผิวเข้มกล่าวอย่างเบื่อหน่ายกับการท้าทายของอดีตคุณชาย“นั่นเรียกว่าเหนื่อยอย่างนั้นเรอะ!? ข้าสิที่ต้องบอกว่าเหนื่อย เจ้ามีพลังธาตุดินเสริมร่างกาย และการควบคุมดิน ตัวข้าที่ใช้ธาตุสายฟ้ายังเหนื่อยกว่าเจ้าเยอะที่ต้องใช้มานาเสริมพลังโดยตรง ถึงจะมีมากกว่าเจ้าก็ยังเหนื่อยแทบขาดใจ” เดนิสที่อดีตเคยเป็นคุณชายลูกขุนนางผู้กำลังฝึกฝนเป็นอัศวิน แต่ปัจจุบันต้องกลายมาเป็นเกษตรกร แม้ว่าเขาจะปรับตัวได้แล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่อาจเอาชนะชาวบ้านธรรมดาตรงหน้าเขาได้เลย“เจ้านี่นะ ไม่เคยนำคำแนะนำของท่านภามไปปรับใช้เลย แม้แต่ข้อดีของเวทย์สายฟ้าเจ้ายังไม่ดึงออกมาใช้ แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญธาตุสายฟ้าได้ยังไง ข้าที่เพิ่งศึกษาเวทมนตร์ได้ไม่นานยังเข้าใจได้มากกว่าเจ้าเสียอีก เฮ้อ...น่าเหนื่อยใจจริงๆ” แม็กซ์ทำท่าทางเบื่อหน่ายให้เพื่อนตรงหน้าเขาดู เหมือนเป็นการยั่วยุเล็กน้อย“เฮ้ย! พูดอย่างนี้ก็มาสู้กันเลยดีกว่า เรื่องต่อสู้ยังไงข้าก็เก่งกว่าเจ้าแน่นอน!” เดนิสที่ถูกกวนประสาทรู้สึกมีอารมณ์ขึ้นมาทันที แต่การถกเถียงของทั้งสองคนก็ต้องจบลงเมื่อมีคนเข้ามาขัดคอเสียก่อน“เดี๋ยวก่อนขอรับ ทั้งสองคนหยุดก่อนถ้าสู้กันโดยไม่ได้รับอนุญาต พวกท่านจะต้องถูกท่านภามลงโทษนะขอรับ” เป็นเด็กหนุ่มอามินเข้ามาขัดขวางทั้งสอง“ใช่เจ้าค่ะหยุดเลยนะ พี่เดนิสท่านเป็นผู้มีความรู้ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์มากกว่านี้สิ ส่วนท่านพี่แม็กซ์ก็อย่าขยันยั่วโมโหพี่เดนิสสิเจ้าคะ อย่างนี้สักวันท่านคงจะโดนชาวบ้านรุมกระทืบเอาได้นะเจ้าคะ” แอนเน่หญิงสาวตัวน้อยกล่าวเสริมพี่ชายของตน แต่เมื่อทุกคนได้ฟังก็รู้สึกว่าคำพูดคำจาของนางดูเหมือนจะเกินตัวไปหน่อย“แอนเน่! เจ้าอย่าเสียมารยาทกับท่านพี่ทั้งสองสิ ถ้าท่านพ่อท่านแม่อยู่นี่คงต้องลงโทษเจ้าแน่รู้ไหม” อามินเข้ามาตักเตือนน้องสาวของตนที่กล่าววาจาที่เสียมารยาทไปหน่อย“หึ! พี่อามินก็อีกคนท่านไม่สนใจข้าเลย ตั้งแต่ทั้งสองคนนี้มาอยู่ที่ฟาร์มท่านก็ตามไปกับพวกเขาทิ้งข้าไว้คนเดียว” แอนเน่ตัวน้อยผู้น่ารักอ่อนโยนกลายเป็นเด็กน้อยขี้งอนไปเสียแล้ว“เฮ้ย! ไหงกลายเป็นข้าที่ผิดไปได้ละเนี่ย?” เด็กหนุ่มกล่าวออกมาอย่างไม่เข้าใจในข้อกล่าวหาจากน้องสาวของตน แม้แต่เดนิส และแม็กซ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ยังงงไปด้วยเช่นกัน