ตำหนักท่านเจ้าเมืองพยัคฆ์ขาวยามนี้แทบราพณาสูร
หนึ่งร่างวิญญาณพญางูยักษ์ยาวกว่า 20 จั้ง ตัวร่างอวบหนา มันเรื่อยล่าสังหารฉินเทียนอย่างไม่สนใจผู้ใดสิ้น เสียงครือครากการเลื่อยและโถมทับของพญางูทำตำหนักน้อยใหญ่ และผู้คนไม่น้อยตกตายไปมากมาย แม้แต่เหล่าผู้บำเพ็ญนักรบระดับต่ำในตำหนักท่านเจ้าเมืองก็ตกตายไปหลายร้อยในเวลาเพียงไม่นาน
หากแต่ร่างของฉินเทียนยามนี้แม้จะหลบร่างวิญญาณพญางูยักษ์ได้ หากแต่กลับมีสภาพอ่อนล้าเต็มทน มันเกือบใกล้มาถึงขีดจำกัดของร่างนี้แล้ว
ส่วนท่านเดรัจฉานเจ้าเมืองเมื่อเห็นสภาพของฉินเทียน มันก็กล่าววาจาเย้ยหยัน "ดูเหมือนเจ้าจะมาถึงขีดจำกัดแล้วสินะ หึหึ"
ท่านเดรัจฉานเจ้าเมืองไม่พูดเปล่า มันบินไปพร้อมร่ายฤทธิ์สายฟ้าอัสนีก็ทอประกายจากท้องฟ้า ก็ฟาดสู่พื้นปฐพีทันที
!!!ตูมตาม!!!ปุ้งปัง เสียงระเบิดดังเป็นระยะ ฉินเทียนพลิกร่างหมุนกายกระโดดเหยียบย่างหนีสายฟ้าเส้นแล้ว เส้นเล่า หากแต่ฤทธาของท่านเจ้าเมืองก็หาได้มีเพียงเท่านี้ มันวาดมือร่ายอักขระลึกลับชุดใหญ่ แผ่ขยายกว้างหลายสิบจั้ง ก่อนที่ในไม่ช้าก็พุ่งร่างสู่พื้นดิน และในไม่ช้าหลังจากนั้นหลังจากอักขระลักลับนั้นจมสู่พื้นดิน
!!! ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม อยู่ๆ พื้นดินก็ปรากฏเป็นหนามแหลมมากมายขนาดใหญ่ยักษ์กว้างราวหนึ่งจั้งปลายยอดเป็นหนามแหลมแผ่พุ่งสู่ท่องนภาอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งฉินเทียนมันก็อยู่ในระยะและขอบเขตแห่งฤทธานี้ด้วยเช่นกัน
หากแต่...
"!!!บัดซบ" ท่านเจ้าเมืองกัดฟันพูด มันใช้อิทธิฤทธิ์ไปมากมายร่ายคาถายิ่งใหญ่ หากแต่เจ้าสวะนั้นกลับยังไม่ตาย มันเหยียบย่างได้อย่างถูกจุด พลิกกาย อาศัยก้อนหินเหล่านั้นเป็นราวแทนเหยียบ นอกจากนั้น
"กรี๊กกกกกกกกกกกกกกกกก" เสียงร้องของพญางูยักษ์กรีดร้อง ศิลาหินแหลมจำนวนมากแผ่พุ่งมาที่มันเช่นกัน นอกจากนั้นฉินเทียนยังก้าวย่างมาผัวพันกับมันอีก พร้อมใช้ร่างของมันพญางูบางส่วนเป็นเครื่องป้องกันอีกด้วย ไม่ช้าร่างแห่งพญางูก็คล้ายจะแน่นิ่ง
ก่อนที่ในไม่ช้าท่านเดรัจฉานเจ้าเมืองจะร่ายฤทธิ์อีกครั้ง อณูพลังวิญญาณค่อยๆ ปลุกพญางูยักษ์ตื่นขึ้นอีกครั้ง ร่างของมันค่อยๆ พื้นฟู จากนั้นในไม่ช้าพญางูยักษ์ที่ตื่นขึ้นก็พุ่งฉกร่างของฉินเทียนทันที
หากแต่ครั้งนี้มิใช่การฉกธรรมดา เมื่อหัวงูกระแทกสู่พื้นดิน จากหนึ่งพญางูยักษ์ร่างก็แตกออกกลายเป็นงูตัวเล็กตัวน้อยนับพันหมื่น พวกมันพุ่งร่างราวกับเป็นแหทำฟ้าดินเหนือศีรษะของฉินเทียนราวกับมืดมิดไปในทันที
ท่านเจ้าร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง ครั้งนี้มันมั่นใจว่าฉินเทียนจะไม่รอดแน่เพราะสวะผู้นี้เป็นเพียงแค่ระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มเท่านั้น... "สวะชั้นต่ำ เจ้าคิดว่าจะรอดจากแหอสรพิษนี้ได้รึ... ฮะฮาฮา ตายซะ!!! ไอ้สารเลว"
ฉินเทียนไม่พูดกล่าวตอบกลับ หากแต่มันกลับยิ้มเบาสบาย ก่อนที่ในไม่ช้ามันจะไอออกมาเป็นโลหิตกองใหญ่คำโต
ไม่ช้าร่างของมันก็แดงก่ำขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมเส้นโลหิตที่บูดโบนอย่างเห็นได้ชัด ผมเผ้าก็ปลิดปลิว รอบกายมีไอร้อนที่เกิดจากการแผดเผาโลหิต
ไม่ช้าฉินเทียนมันก็ยิ้ม พร้อมพุ่งร่างเข้าหาท่านเจ้าเมืองอีกครั้ง พร้อมแหวกผ่านเหล่างูนับพันหมื่นทะลวงฝ่าออกมาได้อย่างง่ายดาย
เสียงระเบิดของอากาศดังก้องไปทั่วจากเคล็ดวิชาเจ็ดก้าวพริบตา
นัยน์ตาของท่านเดรัจฉานเจ้าเมืองนั้นในตอนนี้มันหาได้มีความประมาทไม่ มันเรียกร่างวิญญาณพญางูกลับมาอารักขามันทันที หากแต่ดูท่าจะช้าเกินไปฉินเทียนได้มาถึงร่างมันแล้ว... เคล็ดวิชาเจ็ดก้าวพริบตาช่างเร็วยิ่ง
หากแต่แม้ฉินเทียนจะรวดเร็ว...
ดาบก็แสนฉับไว...
หากแต่...
คุณภาพอาวุธที่ใช้ยังนับว่าต่ำทราม หากอาวุธนี้มีคุณภาพมากกว่านี้ มันอาจจะสะบั้นศีรษะของท่านเจ้าเมืองได้ในคราวเดียว หากแต่ในครั้งนี้
กริ๊ง... ฉึก... เสียงเกล็ดของงูที่ราวกับเป็นเกราะเหล็กแตกกระจายอีกครั้ง ดาบนี้ฟันเข้าลำคอของเดรัจฉานเจ้าเมืองได้ราวหนึ่งชุ่น กระแสดาบกรีดอากาศแหวกเป็นทาง กระแสโลหิตแห่งท่านเจ้าเมืองก็ฉายเป็นเส้นขีดกรีดอากาศเช่นเดียวกัน
ท่านเจ้าเมืองแย้มยิ้มมันก็รอโอกาสแบบนี้เช่นกัน ร่างของฉินเทียนที่เสียจังหวะจากการฟาดดาบ มันมีช่วงเวลาที่คล้ายหยุดนิ่งและช้าลงอย่างยิ่งยวด...
และมันก็เป็นจังหวะที่สำคัญนัก
หนึ่งมือไม้ของมันท่านเดรัจฉานเจ้าเมืองได้คว้าจับแขนข้างหนึ่งของฉินเทียนได้สำเร็จ ตอนนี้ขอเพียงมันหยุดการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเหนือจินตนาการของเจ้ามนุษย์ชั้นต่ำนี้ได้ ทุกสิ่งอย่างก็จะจบลงอย่างเร็วไว ไม่ช้าร่างของมันมนุษย์ผู้นี้ก็จะแหลกสลายตกตายกลายเป็นหนึ่งในมื้ออาหารของตัวมันท่านเจ้าเมือง หรือหากไม่ต้องการให้มันตกตายในทันที มันท่านเจ้าเมืองก็อาจจะจับมันสวะต่ำชั้นผู้นี้มาทำทัณฑ์ทรมานสร้างความสุขสันต์ก็แลดูจะเป็นความคิดที่ไม่เลว
ท่านเดรัจฉานเจ้าเมืองยิ้มเยาะ...
หากแต่รอยยิ้มนี้กลับอยู่ได้ไม่นานนัก...
เพราะในไม่ช้าสิ่งหนึ่งที่เจ้าเมืองเดรัจฉานผู้นี้ไม่คาดคิดมันก็เกิดขึ้น ดาบของฉินเทียนมันตวัดสะบั้นเอาแขนของมันข้างที่ถูกท่านเดรัจฉานเจ้าเมืองคร่ากุมหันสะบั้นออกทันที โลหิตแดงฉายของฉินเทียนแผ่พุ่ง
ไม่ช้าตัวมันฉินเทียนก็ตีลังกากลางอากาศหมุนกลับพร้อมหันมองทางท่านเดรัจฉานเจ้าเมือง ที่มือไม้ข้างหนึ่งยังถือแขนของมันฉินเทียนอยู่
ฉินเทียนยิ้ม... เท้าของมันเหยียบย่ำอากาศอันว่างเปล่า เคล็ดวิชาเจ็ดก้าวพริบตาถูกใช้อีกครั้ง และไม่ใช่เพียงแค่ หนึ่งก้าว สองก้าว หรือเจ็ดก้าว หากแต่เป็นสิบสี่ก้าว
ไม่รู้ทำไมเดรัจฉานเจ้าเมืองจึงรู้สึกว่ารอยยิ้มนี้ของฉินเทียนบุรุษตรงหน้ามัน... มันคือรอยยิ้มแห่งความตาย
ระยะที่ห่างกันเพียงสามถึงสี่ช่วงตัวเช่นนี้ กับเคล็ดวิชาเจ็ดก้าวพริบตา เมื่อฉินเทียนสามารถพลิกตัวได้ เท้าของมันก็คล้ายกำลังย่ำอากาศ ก่อเป็นมวลและแรงบีบอัดมหาศาลเจ็ดก้าวพริบตาถูกใช้ ดาบคลั่งปลิดชีพก็เช่นกัน
และไม่ใช่เพียงแค่หนึ่ง
!!!ตูมมมมม!!!ตูมมมมม!!!ตูมมมมม!!!ตูมมมมม!!!ตูมมมมม!!!ตูมมมมม...
ฉินเทียนฟาดฟันอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นภาพติดตาของกระแสดาบ เป็นรอยหันเฉือนสว่างวาบเป็นทางยาว พร้อมเสียงร้องตะโกนก้องของคนผู้หนึ่ง มันเป็นเสียงกรีดร้องที่แสบสัน และเต็มไปด้วยความทรมานอันทุกข์ทน ความเจ็บปวดถาโถมเข้าหามันอย่างรวดเร็ว
"ดาบนี้สำหรับคนที่ถูกเดรัจฉานเช่นเจ้าย่ำยี"
"!!!อ๊าาาาาาาาาาาาก"
"ดาบนี้สำหรับคนที่ถูกเจ้าสังหารกลืนกิน"
"!!!อ๊าาาาาก"
"ดาบนี้สำหรับผู้ที่ต้องทุกข์ทนเพราะเจ้า"
"!!!อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาก"
"ดาบนี้สำหรับครอบครัวของผู้ตาย"
"!!!อ๊าาาาาาาก" "!!!อ๊าาาาาาาาาาาาก"
"ดาบนี้คือของแม่ลูกที่เจ้าดื่มด่ำและกลืนกินพวกนาง... "
"!!!อ๊าาาาาก" "!!!อ๊าาาาาาาาาาาาก" "!!!อ๊าาาาาาาาาาาาก"
"ไอ้สารเลว!!! เดรัจฉานบัดซบ"
"!!!อ๊าาาาาาาก" "!!!อ๊าาาาาาาาาาาาก"
"ไปตายซะ!!!"
14 ย่างก้าว 14 ดาบสังหารถูกใช้
ฉินเทียนหันร่างของเดรัจฉานเจ้าเมืองซ้ำๆ เมื่อครั้งหนึ่งไม่อาจจะบั่นศีรษะมันได้ หากแต่ถ้า 14 ครั้งเล่า ไม่ช้าศีรษะนั้นก็หลุดลอย พร้อมร่างกายที่ถูกสะบั้นหั่นเฉือน ด้วยความรวดเร็วและฉับไวถึงที่สุดที่ร่างกายของมนุษย์จะทำได้
"ไม่จริง..." ศีรษะที่ไร้ร่างของเดรัจฉานเจ้าเมืองคงหมายจะพูดเช่นนี้
มันเจ็บปวด มันทุกข์ทน นัยน์ตาของมันคล้ายไม่ยินยอมที่จะตายเช่นนี้
หากแต่มันก็มิอาจจะเลือกได้ เพราะตัวมันมิใช่ผู้กำหนดชีวิตของตัวมันอีกต่อไป
หากแต่เป็นบุรุษผู้หนึ่งที่มีตราสัญลักษณ์วิญญาณอันต่ำต้อย กลับเป็นมันผู้นั้นเป็นผู้กำหนดชีวิตของมันวันนี้ให้ต้องดับสูญ
.
.
.
ฉินเทียนก้าวย่างสู่พื้นปฐพี แขนข้างหนึ่งของมันถูกใช้เพื่อสร้างจังหวะสังหาร ทำให้ตัวมันฉินเทียนยามนี้ราวกับไม่ใช้คน โลหิตแตกซ่านออกมาจากเจ็ดทวาร
ร่างกายก็สั่นเครือ หากแต่แม้จะเป็นเช่นนั้น หนึ่งดาบในมือมันก็ยังคว้าจับไว้แน่น เช่นเดิม
ย่างก้าวของมันดุจราชันย์
นักรบบ่าวไพร่ของเดรัจฉานเจ้าเมืองโดยรอบที่เห็นเหตุการณ์มิมีใครกล้าที่จะเข้าใกล้ตัวมัน แม้สภาพจะมิต่างกับศพเดินได้
ฟันต้าและฟันจิน กระโดดพุ่งร่างมาหาฉินเทียน
ฉินเทียนสะกดข่มร่างที่สั่นเทาด้วยจิตตานุภาพแห่งจักรพรรดิ พร้อมพูดเสียงแหบพร่าที่ไร้เรี่ยวแรง หากแต่กลับแฝงไว้ด้วยจิตตานุภาพอันแข็งแกร่งเกินบรรยาย
"ห้องหนังสือท่านเจ้าเมืองอยู่ที่ใด..."
ฟันต้าไม่รอช้ารีบบอกกล่าว พร้อมถามฉินเทียนต้องการไปที่นั่นทำไม หากแต่ฉินเทียนไม่พูดบอก
และเมื่อทั้งสามไปถึงก็พบสองนักรบระดับเดินดินนายทหารบ่าวรับใช้ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มเป็นผู้ดูแล
เมื่อพวกมันเห็นฉินเทียน พวกมันคล้ายกับสั่นกลัวอย่างมิอาจจะห้ามได้ในทันที กลิ่นอายแห่งความตายที่ไร้รูปลักษณ์ ที่ปกคลุมรอบกายบุรุษผู้นี้ทำให้มันทั้งสองแม้มีขาก็มิอาจจะก้าวเดิน เพียงแค่สายตาของบุรุษผู้นี้ก็ทำให้พวกมันทั้งสองอึดอัดเสมือนหนึ่งคนจมน้ำแล้ว
ไม่ต้องพูดพร่ำ มันยื่นกุญแจให้ฉินเทียนและสหายของมันโดยเร็ว
ฉินเทียนที่ตอนนี้ไร้เรี่ยวแรงเต็มทนบอกกับฟันต้าและฟันจินว่า ภายในห้องหนังสือมีห้องลับ มันอยู่หลังโต๊ะอ่านหนังสือของท่านเจ้าเมืองที่มีชั้นหนังสือปิดซ่อนอยู่ จงเปิดประตูนั้น แล้วช่วยชีวิตเหล่าผู้คนภายในนั้นออกมา
ฟันต้าและฟันจินรับคำก่อนจะรีบดำเนินการ...
.
.
.
หากแต่ในไม่ช้าก็มีนักรบเมืองพยัคฆ์ขาวจำนวนมากค่อยๆ ก้าวเข้ามารายล้อมฉินเทียน ที่บัดนี้ชุดสีเทาหม่นของมันกลายเป็นสีโลหิตแดงชาดไปหมดแล้ว นอกจากนั้นใบหน้าของมันก็มีแต่คราบโลหิต
แม้สภาพของมันจะน่าอดสูถึงเพียงนี้ หากแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปคร่ากุมมันแม้แต่น้อย เพราะเพียงแค่ตัวมันฉินเทียนยืนอยู่ ก็ประดุจมีหนึ่งราชันย์มัจจุราชไร้พ่ายสถิตอยู่
และแค่เพียงแค่มันปรายตา ไม่ว่ามันจะมองไปยังพูดใด
มันผู้นั้นที่ถูกจับจ้องก็พลันสั่นสะท้านทั้งหัวใจ ราวกับว่าสายตานั้นสามารถฆ่าคนได้
.
.
.
ไม่ช้าฟันต้าและฟันจินก็เดินออกมา พร้อมเด็กเล็กสตรีมากมาย นักรบเมืองพยัคฆ์ขาวเห็นเช่นนี้ก็แปลกใจ ไยในตำหนักท่านเจ้าเมืองถึงมีเด็กและสตรีมากมายถึงเพียงนี้
เมื่อทุกคนออกมาจนหมดฉินเทียนที่ยืนอยู่หน้าสุดก็จับดาบชี้ โดยมีฟันต้ากับฟันจินอยู่ด้านซ้ายขวา
"ข้าจะพาคนพวกนี้ไป ใครขว้างข้าคือตาย..." หากแต่เพียงแม้ฉินเทียนจะกล่าวคำแค่นี้... หากแต่ตัวมันก็มิอาจจะเก็บกลั่นซึ่งความทรุดโทรมของร่างกายได้ ไม่ช้าโลหิตคำโตก็โพยพุ่งออกมาอย่างห้ามไม่ได้
สติของฉินเทียนคล้ายกับค่อยๆ เลือนราง มันใกล้มาถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้วจริงๆ
หากแต่ที่มันยังไม่ทรุดล้มกายลง เพราะทั้งร่างถูกประคองด้วยจิตตานุภาพอันยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิอย่างแท้จริง
.
.
.
ฉินเทียนยังมิยอมล้ม มันจำต้องมีก้าวเดินต่อไป จนกว่าตัวมันจะพาเหล่าผู้บริสุทธิ์สตรีเพศและเด็กน้อยทั้งหลายจากไป มันลากดาบของมันก่อนจะก้าวเดินจากไปอย่างแช่มช้า
แม้เจ็บปวดราวเนื้อหนังราวถูกบี้ป่นด้วยยอดเขาสูงและหินแข็ง หากแต่ตัวมันก็อดทน
แม้เรี่ยวแรงในกายคล้ายหมดสิ้น หากแต่มันก็ยอมเลือกแผลเผาโลหิตของมันมาเป็นพลังให้ก้าวเดิน
ด้านหลังมันมีชีวิตมากมายเกินไป
ขาของมันมิอาจจะหยุดก้าวได้จริงๆ
ดาบในมือมิอาจจะปล่อยวาง
นักรบผู้ฝึกตนครึ่งพันยามนี้ไม่มีใครกล้าห้ามตัวมันฉินเทียน คล้ายๆ เส้นทางก้าวเดินของมันถูกแหวกโดยปริยาย คล้ายทุกย่างก้าวนี้คือราชันย์อสูรร้าย แม้มันจะบาดเจ็บ แม้มันจะทรุดโทรม หากแต่ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายและดุดันเช่นนี้
สตรีและเด็กเล็กเดินตามฉินเทียนไม่ห่าง แผ่นหลังนี้ในใจของผู้คนที่อยู่ด้านหลังและเดินก้าวตามมันช่างยิ่งใหญ่... ยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ก้าวแล้วก้าวเล่า... ค่อยๆ ผ่านไป
.
.
.
หากแต่ในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีร่างบุรุษหน้าตาหมดจด และสตรีเพศแต่งบุรุษหลายคนล่องลอยลงมาจากท้องนภา พร้อมมองจดจ้องไปที่ฉินเทียน
ฉินเทียนไม่รู้จักมันพวกนี้ หากแต่ไม่รู้ทำไม
หนึ่งในนั้น บุรุษผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดขาวถักทอด้วยผ้าเนื้อดีที่มีลวดลายวิจิตร ฉินเทียนจึงคล้ายรู้สึกคุ้นเคยนัก มันจดจ้องไปที่นัยน์ตาของคนผู้นั้นอย่างลึกซึ้ง
ไม่รู้ทำไมตัวฉินเทียนคล้ายรู้สึกไว้ใจมันผู้นั้นนัก นัยน์ตาของบุรุษผู้นั้นช่างรู้สึกคุ้นเคย
ไม่ช้ากลางหน้าผากของผู้ปรากฏกายจากท้องนภาต่างปรากฏตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิต คนทั้งหลายในตำหนักต่างสั่นกลัว เพราะเพียงแค่หนึ่งก็สยบซึ่งหมู่เมืองพร้อมทหารนักรบกล้าหมื่นแสนได้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงจำนวนนับสิบของตัวตนระดับเหนือตำนานแห่งผู้บำเพ็ญเช่นนี้
.
.
.
ในที่สุดฉินเทียนก็คลายซึ่งจิตตานุภาพแห่งจักรพรรดิ ร่างของมันค่อยๆ ทรุดลง พร้อมสิ้นสติไปในทันที
บุรุษชุดขาวหน้ามนเข้ากอดรับประคองร่างอันทรุดโทรมที่ชุ่มโชกด้วยโลหิตของฉินเทียน
บุรุษผู้นี้จดจ้อง พร้อมมีความสงสัยในใจมากมาย
คำว่า "อะไร" "ทำไม" มีมากมายในใจมันเกินจะกล่าว
.
.
.
---------- ณ ศาลเทพสวรรค์ ----------
"ฉินผิงเจ้าเป็นอะไรรึ เหตุใดวันนี้จึงไม่รีบหลับนอน พรุ่งนี้เรายังมีเรียนวิชาและฝึกฝนแต่เช้าตรู่นะ" ฉินจวิ้นเจี๋ยเด็กน้อยหน้าแก่ร่างบึกบึนพูดกล่าว
ไม่ช้าตัวน้อยสุดที่รักของฉินเทียนก็เหม่อมองท้องฟ้าในใจรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาด
"วันนี้ฉินผิงรู้สึกใจคอไม่ดีเจ้าค่ะ ฉินผิงคิดถึงท่านพ่อเหลือเกินเจ้าค่ะท่านพี่"
"พี่เองก็เหมือนกัน หากแต่ทางเดียวที่เราจะช่วยแบ่งเบาภาระของท่านพ่อได้คือการฝึกฝน ท่านอาจารย์บอกว่าผู้เป็นราชันย์สวรรค์คือผู้รับภาระจากฟ้าดินให้ปกครองผู้คน ยิ่งมีคุณธรรมฟ้า ยิ่งยิ่งใหญ่มากเพียงไร ก็ยิ่งต้องพร้อมเสียสละเพื่อผู้คน ฉินผิงท่านพ่อของเราก็คงเป็นเช่นนั้นกระมัง..."
.
.
.
อีกด้านหนึ่งเรื่องราวของแม่ลูกตระกูลฟู่นำโดยฟันไท่ การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเรียบร้อย ฟันไท่นำคนตีฝ่าบุกช่วยเหลือได้อย่างง่ายดาย นอกจากแม่ลูกตระกูลฟู่แล้ว ยังมีผู้ถูกจองจำโดยมิมีความผิดอีกหลายพันคนนัก
หากแต่ร่างกายของฮูหยินฟู่เหยียนกับย่ำแย่ไม่น้อยเมื่อได้ออกมา ใบหน้าของนางขาวซีด ร่างกายดูเหน็ดเหนื่อย หลายเดือนมากนี้ในคุกเมืองพยัคฆ์ขาวชีวิตนางไม่สู้ดีแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะนางนั้นเป็นแค่คนธรรมผู้หนึ่ง ทำให้ยามนี้แม้จะได้ออกจากคุกมาหากแต่ก็ยังมีอาการน่าเป็นห่วงนัก
ไม่ช้าฟันไท่ก็ได้รับสัญญาจากพี่ชาย
ฟันต้าบอกกล่าวเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในตำหนักท่านเจ้าเมือง พร้อมการกระทำที่ยิ่งใหญ่ของสหายฉิน ผู้แทบจะพลีชีพเพื่อผู้คน ทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างสำนึกในบุญคุณสหายฉินผู้นี้ยิ่ง หากแต่กลับมิมีใครรู้ที่มาที่ไปของสหายฉินผู้นี้เลย ว่าเป็นสหายฝ่ายใดของท่านแม่ทัพ ที่อุอาจเสียสละตัวเองถึงเพียงนี้ สุดท้ายได้แต่คิดว่ารอฮูหยินฟู่เหยียนอาการดีกว่านี้สักหน่อยค่อยสอบถามคงมีแต่เพียงนางเท่านั้นที่รู้ดี
นอกจากนั้นในไม่ช้าเรื่องราวใหญ่โตที่เกิดขึ้นของเมืองพยัคฆ์ขาวก็รู้ไปถึงหูผู้เป็นราชันย์ผู้ปกครองแห่งทวีปเล็กแห่งนี้ พร้อมส่งผู้บำเพ็ญระดับสูงมาตรวจสอบ หากแต่ฟันต้าก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเช่นกันตัวผู้บำเพ็ญระดับสูงที่มาจึงแลดูคล้ายตกตะลึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนักเมื่อมาถึง
อาจจะเป็นเพราะตัวตนของผู้บำเพ็ญตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตจำนวนมาก
ทำให้สถานการณ์ในเมืองพยัคฆ์ขาวตอนนี้เปลี่ยนไปในทางเหนือไปจากที่คาดหมายของตัวฟันต้าและเหล่าผู้ก่อการนัก หากแต่มันกลับเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างน่าใจหาย
ฟันต้าบอกกล่าวว่าท่านผู้ตรวจการบอกว่าจะคืนความเป็นธรรมให้ทุกผู้คน ตระกูลฟู่และบุคคลทั้งหลายที่ตกเป็นเหยื่อของท่านเจ้าเมืองผู้เลวทรามจะได้รับการชดใช้ หากมีศักดิ์มียศก็จะได้กลับคืน บ้านเรือนที่ถูกยึดพร้อมทรัพย์สินก็เช่นกัน
หากแต่เพียงว่าเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลาตรวจสอบเสียหน่อย
.
.
.
หนึ่งวันผ่านไป
ด้วยความที่ขึ้นวันใหม่แล้ว หลังจากบอกเล่าพูดคุยกันอยู่นาน ฟันต้า ฟันไท่ ฟันจิน และเหล่าผู้ก่อการทั้งหลายต่างรีบเดินทางไปหาฮูหยินที่ตื่นจากการหลับนอนเพื่อถามบางสิ่งอย่างที่ค้างคาในใจ
เพราะปัญหานี้คงมีแค่ฮูหยินเท่านั้นที่ล่วงรู้
ฟันต้าเป็นผู้นำกล่าวถาม มันถามว่าสหายฉินคือใคร และพวกเราควรจะไปขอบคุณสหายผู้นี้อย่างไรดี
หากแต่คำตอบที่ได้จากฮูหยินตระกูลฟู่กลับมีเพียง
"นายท่านมิมีสหายแซ่ฉิน?"
อยู่ๆ ในห้องโถงตระกูลฟู่คล้ายมีแต่ความเงียบงัน
"..." "..." "..." "..." "..." "..."
.
.
.
แต่ละคนล้วนมีคำถามในใจ
.
.
.
สหายฉินเป็นใคร?