“จ้าวนิกาย”
คำสองคำหลุดจากปากคนทรยศพร้อมเลือดก้อนหนึ่ง
ผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าหนักขึ้น ตราสีหม่นบนอกชายคนนั้นหยุดสว่างแต่ปลายไม้เท้ากลับแตกร้าวอีกเส้น มือบาดเจ็บของชายชราซีดจนเห็นข้อกระดูก
เยี่ยซิงเหอไม่เคยเห็นเขาหยุดนิ่งเพราะตำแหน่งของผู้ใด
คืนนี้ เขาหยุด
“จ้าวนิกายใด” อาเหวินถามแทนทุกคนในเรือนกลาง
คนเฝ้าโรงเกลือพยายามสูดลม ตราแดงใต้เสื้อกระตุกตามหัวใจ“โลหิต...ทมิฬ”
แสงแดงระเบิดออกจากร่าง
มันไม่พุ่งใส่คนรอบข้าง แต่แผ่ขึ้นบนเพดานเป็นเงาบุรุษสูงใหญ่สวมเสื้อคลุมซึ่งชายเสื้อเหมือนทำจากควันเลือด ใบหน้าว่างเปล่ามีเพียงดวงตาสองจุดมองลงมา
ชาวบ้านหลายคนคุกเข่าโดยไม่ตั้งใจ
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่หนึ่งคืบ แสงเงาบนเพดานหันมาหาเขาทันที
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าตีฝักให้กระบี่กลับเข้าไป“มันกำลังรอให้เจ้าตอบ”
“ภาพมองเห็นข้าแล้ว”
“เห็นว่าเจ้าถือกระบี่ แต่ยังไม่รู้ว่ากระบี่ถือพลังใดอย่าให้มันรู้เพิ่ม”
เงาบุรุษยื่นมือ นิ้วยาวแตะตำแหน่งหัวใจของคนทรยศวงแดงในดวงตาชายผู้นั้นลุกไหม้อีกครั้ง เขากรีดร้องร่างเกร็งจนเชือกมัดข้อมือฝังเข้าเนื้อ
ผู้เฒ่าโม่กล่าวกับอาเหวิน “พาคนอื่นออกไป”
“แล้วเขา?”
“ถ้าคนมาก ภาพมีดวงตาหลายคู่ให้ยืม”
อาเหวินต้อนชาวบ้านออกทางประตูหลังบางคนไม่ยอมทิ้งผู้ใหญ่บ้านซึ่งยังนอนหมดสติ จึงยกเสื่อทั้งผืนไปด้วยเหลือเพียงเยี่ยซิงเหอ ผู้เฒ่าโม่ และคนทรยศใต้เงาสีเลือด
เมื่อประตูปิด ชายชราจึงคว่ำชามน้ำลงพื้นใช้ปลายไม้เท้าลากเป็นวง น้ำธรรมดาไม่อาจกักภาพค่ายกลได้แต่เงาบนเพดานสั่นเมื่อเห็นลายที่เขาวาด
มันรู้จักวิธีของผู้เฒ่าโม่
เยี่ยซิงเหอเห็นเพียงเท่านั้นก็เข้าใจว่าคำว่าไม่รู้ของชายชราจะมาอีกแล้ว
“ท่านเคยพบมัน”
“ข้าเคยพบสิ่งที่เหลือหลังมันผ่านไป”
“ต่างกันหรือ”
“คนตายตอบคำถามน้อยกว่าคนเป็น”
ผู้เฒ่าโม่เคาะไม้เท้าสามครั้ง เงาบุรุษแตกเป็นหยดแดงแต่หยดทุกหยดกลับลอยมารวมบนอกคนทรยศ ตราได้ฝังรากลึกเกินกว่าจะลบโดยไม่ฆ่าผู้ถือ
“มันกำลังเอาวิญญาณเขา” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“มันกำลังทำลายสิ่งที่ซื้อไป เพื่อไม่ให้เหลือพยาน”
“ช่วยได้หรือไม่”
ผู้เฒ่าโม่มองเขา “เจ้าต้องการช่วยคนซึ่งวางยาผู้ใหญ่บ้าน?”
“ข้าต้องการให้จ้าวนิกายรู้ว่าของซึ่งซื้อไปไม่อยู่ในอำนาจมันทุกชิ้น”
มุมปากชายชรายกน้อย ๆ “คำตอบใช้ได้”
เขาสั่งให้เยี่ยซิงเหอวางฝ่ามือบนพื้นนอกวงน้ำแล้วปล่อยปราณทองเพียงเส้นเดียว ไม่ให้แตะตราโดยตรง เยี่ยซิงเหอทำตามปราณไหลออกอย่างไม่สม่ำเสมอ รากฐานซึ่งร้าวจากการใช้เนตรเจ็บเหมือนถูกบีบ
“อย่าฝืนให้มันนิ่ง” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “ใช้จังหวะร้าว”
“รากฐานแตกแล้วจะช่วยเขาได้อย่างไร”
“สิ่งซึ่งไม่สมบูรณ์อ่านยากกว่าสิ่งสมบูรณ์จ้าวนิกายชอบผูกคำสั่งกับจังหวะหัวใจ ถ้าปราณเจ้าเดินไม่เหมือนตำรา มันจะคำนวณผิด”
เยี่ยซิงเหอปล่อยปราณทีละช่วง สั้นสอง ยาวหนึ่ง สั้นสองจังหวะเดียวกับประตูสวรรค์บนแผนที่ มิใช่เพื่อเปิดประตูแต่เพื่อทำให้เส้นแดงหาจุดเริ่มไม่ได้
เงาบนเพดานสั่น
คนทรยศสำลักแล้วหายใจเข้าได้อีกครั้ง
ทันใดนั้น ดวงตาในเงาหันกลับมามองเยี่ยซิงเหอเต็มที่ความเย็นเยียบไหลผ่านปราณเข้ามา รากฐานทองคำร้าวเพิ่มหนึ่งเส้นเขาตัดการเชื่อมทันที แต่ข้อมูลได้ไหลออกไปแล้ว
ศัตรูรู้ว่าปราณของเขาไม่เป็นไปตามวิถีโลกมนุษย์
ผู้เฒ่าโม่ฟาดไม้เท้าลงกลางวงน้ำ เงาสีเลือดดับสนิท
เพดานกลับเป็นไม้ดำจากควัน ทว่ากลิ่นคาวยังไม่หาย
คนเฝ้าโรงเกลือนอนหอบ ดวงตากลับเป็นสีเดิม แต่ตราบนอกยังอยู่เขามีชีวิตและมีเวลาพูด ทว่าไม่มีผู้ใดรับรองว่าเวลานั้นยาวถึงรุ่งเช้า
เยี่ยซิงเหอนั่งพิงเสา กดมือกับท้องน้อย “ชื่อของมันคืออะไร”
“เจ้าก็ได้ยินแล้ว”
“จ้าวนิกายเป็นตำแหน่ง”
“สำหรับคนทั่วไปใช่” ผู้เฒ่าโม่เก็บไม้เท้า“แต่คนผู้นั้นทิ้งชื่อตนตั้งแต่รับนิกาย เขาให้ทุกคนเรียกเพียงจ้าวนิกายโลหิตทมิฬเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจำว่าไม่มีชีวิตใดสำคัญกว่านิกายแม้แต่ชีวิตของผู้เป็นเจ้า”
“ท่านรู้มากกว่าสิ่งที่เหลือหลังมันผ่านไป”
“และเจ้าบาดเจ็บมากกว่าที่แสดง”
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง”
“ข้ากำลังบอกว่าเราทั้งคู่ยังมีเรื่องซึ่งไม่ควรเปิดต่อหน้าศัตรู”
เยี่ยซิงเหอมองตราแดงบนอกคนทรยศ ภาพดับแล้ว แต่อาจยังฟังอยู่เขาจึงไม่บังคับผู้เฒ่าโม่ตรงนั้น
“บอกเท่าที่ช่วยให้หมู่บ้านรอด”
ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง “จ้าวนิกายไม่บุกสถานที่เพราะโกรธมันเลือกสถานที่ซึ่งเปลี่ยนคนเป็นสิ่งที่ใช้ได้ บ้านเป็นเชลย ความกลัวเป็นเชือกเลือดเป็นค่ายกล และความหวังว่าจะรอดเป็นราคาซื้อวิญญาณ”
“มันเคยทำเช่นนี้ที่ใด”
“สามหมู่บ้าน”
ผู้เฒ่าโม่ยกตะเกียงมาวางระหว่างพวกเขาเปลวไฟส่องริ้วรอยบนใบหน้าให้ลึกขึ้น
หมู่บ้านแรกอยู่หลังสันสนผู้คนทำถ่านและมีอุโมงค์เก็บไม้ใต้บ้านจ้าวนิกายซื้อคนเฝ้าอุโมงค์คนหนึ่งด้วยสัญญาว่าจะละเว้นบุตร เขาเปิดทางศัตรูเข้าไปผูกตราใต้เตาไฟทุกหลัง เมื่อชาวบ้านรวมกันต่อต้านเปลวไฟของตนจึงกลายเป็นค่ายกลเผาวิญญาณ
ไม่มีบุตรคนใดได้รับการละเว้น
หมู่บ้านที่สองอยู่ข้างลำน้ำ หนีได้ทั้งทางเรือและทางเขาจ้าวนิกายปล่อยให้คนครึ่งหนึ่งออกไปแล้วตามรอยเลือดของพวกเขาไปยังญาติในหุบเขาเดียวกันการหนีซึ่งดูเหมือนเมตตากลายเป็นแผนที่ให้กองทัพทำลายสองแห่งพร้อมกัน
หมู่บ้านที่สามไม่เปิดประตู ไม่รับเงิน และไม่ส่งผู้ใดออกมามันจึงไม่ซื้อคน
มันซื้อความหิว
กองทัพปิดทางส่งข้าว ทิ้งอาหารปนพิษไว้หน้าด่านและรอจนคนข้างในแย่งกัน ผู้ซึ่งกินกลายเป็นดวงตาให้ค่ายกลผู้ซึ่งไม่กินอ่อนแรงจนจับอาวุธไม่ได้ เมื่อประตูเปิดไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนเปิดเป็นผู้ทรยศหรือผู้พยายามช่วยเด็ก
“ทั้งสามแห่งถูกทำลาย” ผู้เฒ่าโม่จบเรื่อง
เยี่ยซิงเหอมองถุงเสบียงในเรือนกลาง เหลือไม่พอหลายวันร่องเกลือเสียหาย และศัตรูมีสายอยู่ข้างในโม่เหอกำลังถูกบีบด้วยวิธีเดียวกันทุกด้าน
“ท่านเห็นด้วยตนเอง?”
“ข้าไปถึงหลังแห่งแรกเงียบแล้ว ไปถึงแห่งที่สองขณะน้ำยังแดงและไปถึงแห่งที่สามเมื่อคนสุดท้ายกำลังฝังเด็ก”
“แล้วจ้าวนิกายอยู่ที่ใด”
“ไม่อยู่”
“มันทำลายสามหมู่บ้านโดยไม่ปรากฏตัว?”
“ผู้สั่งซึ่งต้องลงมือทุกอย่างด้วยตนเองยังไม่ใช่ผู้สั่งที่น่ากลัวที่สุด”
เยี่ยซิงเหอจำคำนี้ไว้ จ้าวนิกายอาจไม่อยู่บนภูเขา แต่กองทัพค่ายกล และตราซื้อวิญญาณทำหน้าที่แทนมันแล้ว
เสียงฝีเท้าวิ่งมาหยุดนอกเรือน อาเหวินเคาะสามครั้งตามสัญญาณ
“เข้ามา” เยี่ยซิงเหอกล่าว
อาเหวินเปิดประตู สีหน้าเคร่ง“พบถุงเกลือถูกกรีดเพิ่มอีกสองแห่ง ไม่มีคนหาย แต่แนวตะวันออกมีเงาเคลื่อน”
ผู้เฒ่าโม่ลุก “ย้ายคนเจ็บออกจากเรือนกลาง”
“เหตุใด”
“ตราในตัวผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่หากพวกมันส่งภาพมาได้ครั้งหนึ่ง ก็อาจใช้ตรานั้นเป็นหมุดค่ายกลครั้งต่อไป”
คนทรยศพึมพำจากพื้น “ไม่ใช่...เพียงตราเดียว”
เยี่ยซิงเหอหัน “หมายความว่าอย่างไร”
“ทุกครั้งที่ข้าส่งข่าว มันให้ข้าฝังเมล็ดหนึ่งเม็ด”
“ฝังที่ใด”
“ในที่ซึ่งมีคนมองเห็นฟ้ามากที่สุด”
หลังคา
เยี่ยซิงเหอพุ่งออกจากเรือนกระโดดขึ้นกำแพงดินแล้วปีนหลังคาเรือนกลางด้วยมือข้างเดียวใต้กระเบื้องสันหลังคามีเมล็ดดำฝังเรียงเจ็ดเม็ด ทุกเม็ดหันไปยังแนวเขา
เขาใช้ปลายกระบี่เขี่ยเม็ดแรกออก
เมล็ดที่เหลือแตกพร้อมกัน
แสงแดงพุ่งขึ้นเหนือหมู่บ้าน กลางอากาศปรากฏภาพหุบเขาจากมุมสูงโม่เหอเป็นเพียงจุดดำตรงกลาง รอบนอกมีแสงไฟเรียงเป็นวงนับไม่ถ้วน
ภาพไม่ใช่ความทรงจำของคนทรยศ
เป็นภาพซึ่งศัตรูตั้งใจส่งให้เห็น
เงาทหารเดินผ่านแสงทีละแถว เกราะดำดูดแสง คันธนูตั้งบนไหล่รถขนเสาหินเลือดเคลื่อนตามทางเขา และผู้ถือธงเดินนำจนผืนสีเข้มปกคลุมหิมะ
มิใช่หน่วยนักฆ่า
มิใช่คนสิบคนหรือร้อยคนซึ่งแอบเข้ามา
เป็นกองทัพซึ่งเตรียมล้อมทั้งหุบเขา
ผู้เฒ่าโม่ยืนบนลาน เงยหน้ามองภาพโดยไม่แสดงความตกใจแต่ไม้เท้าในมือกดดินลึกลง
“ถ้ามันมา เจ้าต้องหนี” เขากล่าว
เยี่ยซิงเหอยังมองจำนวนแสง “ถ้าข้าหนีมันจะตามข้าและปล่อยหมู่บ้านหรือ”
ชายชราไม่ตอบ
คำตอบนั้นเพียงพอ
ภาพกองทัพโลหิตสั่น แล้วเปลี่ยนจากการข่มขู่เป็นพิกัดจริงผืนธงแนวหน้าอยู่ใกล้กว่าที่ทุกคนคิด พวกมันมิได้เพิ่งเดินทางมาแต่ซ่อนอยู่หลังหมอกและค่ายกลรอบภูเขามาหลายคืน
เยี่ยซิงเหอปิดตาข้างที่เจ็บ ใช้อีกข้างจำตำแหน่งทางลงหุบเขาไม่ใช้เนตร ไม่ให้ภาพมองกลับ เขานับช่องระหว่างแสง หาแนวซึ่งขบวนต้องผ่านและเห็นว่าทุกทางมุ่งเข้าหาโม่เหอ
แสงภาพดับ
แต่คราวนี้ความมืดบนสันเขาไม่กลับมา
ผืนผ้าสีเลือดผืนแรกโผล่พ้นแนวสน
จากนั้นผืนที่สอง ผืนที่สิบและผืนที่ร้อยก็ตามขึ้นบนยอดเขารอบหมู่บ้าน
ธงนิกายโลหิตทมิฬปรากฏบนภูเขา