ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 42 ชื่อของจ้าวนิกาย

    “จ้าวนิกาย”

    คำสองคำหลุดจากปากคนทรยศพร้อมเลือดก้อนหนึ่ง

    ผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าหนักขึ้น ตราสีหม่นบนอกชายคนนั้นหยุดสว่างแต่ปลายไม้เท้ากลับแตกร้าวอีกเส้น มือบาดเจ็บของชายชราซีดจนเห็นข้อกระดูก

    เยี่ยซิงเหอไม่เคยเห็นเขาหยุดนิ่งเพราะตำแหน่งของผู้ใด

    คืนนี้ เขาหยุด

    “จ้าวนิกายใด” อาเหวินถามแทนทุกคนในเรือนกลาง

    คนเฝ้าโรงเกลือพยายามสูดลม ตราแดงใต้เสื้อกระตุกตามหัวใจ“โลหิต...ทมิฬ”

    แสงแดงระเบิดออกจากร่าง

    มันไม่พุ่งใส่คนรอบข้าง แต่แผ่ขึ้นบนเพดานเป็นเงาบุรุษสูงใหญ่สวมเสื้อคลุมซึ่งชายเสื้อเหมือนทำจากควันเลือด ใบหน้าว่างเปล่ามีเพียงดวงตาสองจุดมองลงมา

    ชาวบ้านหลายคนคุกเข่าโดยไม่ตั้งใจ

    เยี่ยซิงเหอชักกระบี่หนึ่งคืบ แสงเงาบนเพดานหันมาหาเขาทันที

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าตีฝักให้กระบี่กลับเข้าไป“มันกำลังรอให้เจ้าตอบ”

    “ภาพมองเห็นข้าแล้ว”

    “เห็นว่าเจ้าถือกระบี่ แต่ยังไม่รู้ว่ากระบี่ถือพลังใดอย่าให้มันรู้เพิ่ม”

    เงาบุรุษยื่นมือ นิ้วยาวแตะตำแหน่งหัวใจของคนทรยศวงแดงในดวงตาชายผู้นั้นลุกไหม้อีกครั้ง เขากรีดร้องร่างเกร็งจนเชือกมัดข้อมือฝังเข้าเนื้อ

    ผู้เฒ่าโม่กล่าวกับอาเหวิน “พาคนอื่นออกไป”

    “แล้วเขา?”

    “ถ้าคนมาก ภาพมีดวงตาหลายคู่ให้ยืม”

    อาเหวินต้อนชาวบ้านออกทางประตูหลังบางคนไม่ยอมทิ้งผู้ใหญ่บ้านซึ่งยังนอนหมดสติ จึงยกเสื่อทั้งผืนไปด้วยเหลือเพียงเยี่ยซิงเหอ ผู้เฒ่าโม่ และคนทรยศใต้เงาสีเลือด

    เมื่อประตูปิด ชายชราจึงคว่ำชามน้ำลงพื้นใช้ปลายไม้เท้าลากเป็นวง น้ำธรรมดาไม่อาจกักภาพค่ายกลได้แต่เงาบนเพดานสั่นเมื่อเห็นลายที่เขาวาด

    มันรู้จักวิธีของผู้เฒ่าโม่

    เยี่ยซิงเหอเห็นเพียงเท่านั้นก็เข้าใจว่าคำว่าไม่รู้ของชายชราจะมาอีกแล้ว

    “ท่านเคยพบมัน”

    “ข้าเคยพบสิ่งที่เหลือหลังมันผ่านไป”

    “ต่างกันหรือ”

    “คนตายตอบคำถามน้อยกว่าคนเป็น”

    ผู้เฒ่าโม่เคาะไม้เท้าสามครั้ง เงาบุรุษแตกเป็นหยดแดงแต่หยดทุกหยดกลับลอยมารวมบนอกคนทรยศ ตราได้ฝังรากลึกเกินกว่าจะลบโดยไม่ฆ่าผู้ถือ

    “มันกำลังเอาวิญญาณเขา” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    “มันกำลังทำลายสิ่งที่ซื้อไป เพื่อไม่ให้เหลือพยาน”

    “ช่วยได้หรือไม่”

    ผู้เฒ่าโม่มองเขา “เจ้าต้องการช่วยคนซึ่งวางยาผู้ใหญ่บ้าน?”

    “ข้าต้องการให้จ้าวนิกายรู้ว่าของซึ่งซื้อไปไม่อยู่ในอำนาจมันทุกชิ้น”

    มุมปากชายชรายกน้อย ๆ “คำตอบใช้ได้”

    เขาสั่งให้เยี่ยซิงเหอวางฝ่ามือบนพื้นนอกวงน้ำแล้วปล่อยปราณทองเพียงเส้นเดียว ไม่ให้แตะตราโดยตรง เยี่ยซิงเหอทำตามปราณไหลออกอย่างไม่สม่ำเสมอ รากฐานซึ่งร้าวจากการใช้เนตรเจ็บเหมือนถูกบีบ

    “อย่าฝืนให้มันนิ่ง” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “ใช้จังหวะร้าว”

    “รากฐานแตกแล้วจะช่วยเขาได้อย่างไร”

    “สิ่งซึ่งไม่สมบูรณ์อ่านยากกว่าสิ่งสมบูรณ์จ้าวนิกายชอบผูกคำสั่งกับจังหวะหัวใจ ถ้าปราณเจ้าเดินไม่เหมือนตำรา มันจะคำนวณผิด”

    เยี่ยซิงเหอปล่อยปราณทีละช่วง สั้นสอง ยาวหนึ่ง สั้นสองจังหวะเดียวกับประตูสวรรค์บนแผนที่ มิใช่เพื่อเปิดประตูแต่เพื่อทำให้เส้นแดงหาจุดเริ่มไม่ได้

    เงาบนเพดานสั่น

    คนทรยศสำลักแล้วหายใจเข้าได้อีกครั้ง

    ทันใดนั้น ดวงตาในเงาหันกลับมามองเยี่ยซิงเหอเต็มที่ความเย็นเยียบไหลผ่านปราณเข้ามา รากฐานทองคำร้าวเพิ่มหนึ่งเส้นเขาตัดการเชื่อมทันที แต่ข้อมูลได้ไหลออกไปแล้ว

    ศัตรูรู้ว่าปราณของเขาไม่เป็นไปตามวิถีโลกมนุษย์

    ผู้เฒ่าโม่ฟาดไม้เท้าลงกลางวงน้ำ เงาสีเลือดดับสนิท

    เพดานกลับเป็นไม้ดำจากควัน ทว่ากลิ่นคาวยังไม่หาย

    คนเฝ้าโรงเกลือนอนหอบ ดวงตากลับเป็นสีเดิม แต่ตราบนอกยังอยู่เขามีชีวิตและมีเวลาพูด ทว่าไม่มีผู้ใดรับรองว่าเวลานั้นยาวถึงรุ่งเช้า

    เยี่ยซิงเหอนั่งพิงเสา กดมือกับท้องน้อย “ชื่อของมันคืออะไร”

    “เจ้าก็ได้ยินแล้ว”

    “จ้าวนิกายเป็นตำแหน่ง”

    “สำหรับคนทั่วไปใช่” ผู้เฒ่าโม่เก็บไม้เท้า“แต่คนผู้นั้นทิ้งชื่อตนตั้งแต่รับนิกาย เขาให้ทุกคนเรียกเพียงจ้าวนิกายโลหิตทมิฬเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจำว่าไม่มีชีวิตใดสำคัญกว่านิกายแม้แต่ชีวิตของผู้เป็นเจ้า”

    “ท่านรู้มากกว่าสิ่งที่เหลือหลังมันผ่านไป”

    “และเจ้าบาดเจ็บมากกว่าที่แสดง”

    “อย่าเปลี่ยนเรื่อง”

    “ข้ากำลังบอกว่าเราทั้งคู่ยังมีเรื่องซึ่งไม่ควรเปิดต่อหน้าศัตรู”

    เยี่ยซิงเหอมองตราแดงบนอกคนทรยศ ภาพดับแล้ว แต่อาจยังฟังอยู่เขาจึงไม่บังคับผู้เฒ่าโม่ตรงนั้น

    “บอกเท่าที่ช่วยให้หมู่บ้านรอด”

    ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง “จ้าวนิกายไม่บุกสถานที่เพราะโกรธมันเลือกสถานที่ซึ่งเปลี่ยนคนเป็นสิ่งที่ใช้ได้ บ้านเป็นเชลย ความกลัวเป็นเชือกเลือดเป็นค่ายกล และความหวังว่าจะรอดเป็นราคาซื้อวิญญาณ”

    “มันเคยทำเช่นนี้ที่ใด”

    “สามหมู่บ้าน”

    ผู้เฒ่าโม่ยกตะเกียงมาวางระหว่างพวกเขาเปลวไฟส่องริ้วรอยบนใบหน้าให้ลึกขึ้น

    หมู่บ้านแรกอยู่หลังสันสนผู้คนทำถ่านและมีอุโมงค์เก็บไม้ใต้บ้านจ้าวนิกายซื้อคนเฝ้าอุโมงค์คนหนึ่งด้วยสัญญาว่าจะละเว้นบุตร เขาเปิดทางศัตรูเข้าไปผูกตราใต้เตาไฟทุกหลัง เมื่อชาวบ้านรวมกันต่อต้านเปลวไฟของตนจึงกลายเป็นค่ายกลเผาวิญญาณ

    ไม่มีบุตรคนใดได้รับการละเว้น

    หมู่บ้านที่สองอยู่ข้างลำน้ำ หนีได้ทั้งทางเรือและทางเขาจ้าวนิกายปล่อยให้คนครึ่งหนึ่งออกไปแล้วตามรอยเลือดของพวกเขาไปยังญาติในหุบเขาเดียวกันการหนีซึ่งดูเหมือนเมตตากลายเป็นแผนที่ให้กองทัพทำลายสองแห่งพร้อมกัน

    หมู่บ้านที่สามไม่เปิดประตู ไม่รับเงิน และไม่ส่งผู้ใดออกมามันจึงไม่ซื้อคน

    มันซื้อความหิว

    กองทัพปิดทางส่งข้าว ทิ้งอาหารปนพิษไว้หน้าด่านและรอจนคนข้างในแย่งกัน ผู้ซึ่งกินกลายเป็นดวงตาให้ค่ายกลผู้ซึ่งไม่กินอ่อนแรงจนจับอาวุธไม่ได้ เมื่อประตูเปิดไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนเปิดเป็นผู้ทรยศหรือผู้พยายามช่วยเด็ก

    “ทั้งสามแห่งถูกทำลาย” ผู้เฒ่าโม่จบเรื่อง

    เยี่ยซิงเหอมองถุงเสบียงในเรือนกลาง เหลือไม่พอหลายวันร่องเกลือเสียหาย และศัตรูมีสายอยู่ข้างในโม่เหอกำลังถูกบีบด้วยวิธีเดียวกันทุกด้าน

    “ท่านเห็นด้วยตนเอง?”

    “ข้าไปถึงหลังแห่งแรกเงียบแล้ว ไปถึงแห่งที่สองขณะน้ำยังแดงและไปถึงแห่งที่สามเมื่อคนสุดท้ายกำลังฝังเด็ก”

    “แล้วจ้าวนิกายอยู่ที่ใด”

    “ไม่อยู่”

    “มันทำลายสามหมู่บ้านโดยไม่ปรากฏตัว?”

    “ผู้สั่งซึ่งต้องลงมือทุกอย่างด้วยตนเองยังไม่ใช่ผู้สั่งที่น่ากลัวที่สุด”

    เยี่ยซิงเหอจำคำนี้ไว้ จ้าวนิกายอาจไม่อยู่บนภูเขา แต่กองทัพค่ายกล และตราซื้อวิญญาณทำหน้าที่แทนมันแล้ว

    เสียงฝีเท้าวิ่งมาหยุดนอกเรือน อาเหวินเคาะสามครั้งตามสัญญาณ

    “เข้ามา” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    อาเหวินเปิดประตู สีหน้าเคร่ง“พบถุงเกลือถูกกรีดเพิ่มอีกสองแห่ง ไม่มีคนหาย แต่แนวตะวันออกมีเงาเคลื่อน”

    ผู้เฒ่าโม่ลุก “ย้ายคนเจ็บออกจากเรือนกลาง”

    “เหตุใด”

    “ตราในตัวผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่หากพวกมันส่งภาพมาได้ครั้งหนึ่ง ก็อาจใช้ตรานั้นเป็นหมุดค่ายกลครั้งต่อไป”

    คนทรยศพึมพำจากพื้น “ไม่ใช่...เพียงตราเดียว”

    เยี่ยซิงเหอหัน “หมายความว่าอย่างไร”

    “ทุกครั้งที่ข้าส่งข่าว มันให้ข้าฝังเมล็ดหนึ่งเม็ด”

    “ฝังที่ใด”

    “ในที่ซึ่งมีคนมองเห็นฟ้ามากที่สุด”

    หลังคา

    เยี่ยซิงเหอพุ่งออกจากเรือนกระโดดขึ้นกำแพงดินแล้วปีนหลังคาเรือนกลางด้วยมือข้างเดียวใต้กระเบื้องสันหลังคามีเมล็ดดำฝังเรียงเจ็ดเม็ด ทุกเม็ดหันไปยังแนวเขา

    เขาใช้ปลายกระบี่เขี่ยเม็ดแรกออก

    เมล็ดที่เหลือแตกพร้อมกัน

    แสงแดงพุ่งขึ้นเหนือหมู่บ้าน กลางอากาศปรากฏภาพหุบเขาจากมุมสูงโม่เหอเป็นเพียงจุดดำตรงกลาง รอบนอกมีแสงไฟเรียงเป็นวงนับไม่ถ้วน

    ภาพไม่ใช่ความทรงจำของคนทรยศ

    เป็นภาพซึ่งศัตรูตั้งใจส่งให้เห็น

    เงาทหารเดินผ่านแสงทีละแถว เกราะดำดูดแสง คันธนูตั้งบนไหล่รถขนเสาหินเลือดเคลื่อนตามทางเขา และผู้ถือธงเดินนำจนผืนสีเข้มปกคลุมหิมะ

    มิใช่หน่วยนักฆ่า

    มิใช่คนสิบคนหรือร้อยคนซึ่งแอบเข้ามา

    เป็นกองทัพซึ่งเตรียมล้อมทั้งหุบเขา

    ผู้เฒ่าโม่ยืนบนลาน เงยหน้ามองภาพโดยไม่แสดงความตกใจแต่ไม้เท้าในมือกดดินลึกลง

    “ถ้ามันมา เจ้าต้องหนี” เขากล่าว

    เยี่ยซิงเหอยังมองจำนวนแสง “ถ้าข้าหนีมันจะตามข้าและปล่อยหมู่บ้านหรือ”

    ชายชราไม่ตอบ

    คำตอบนั้นเพียงพอ

    ภาพกองทัพโลหิตสั่น แล้วเปลี่ยนจากการข่มขู่เป็นพิกัดจริงผืนธงแนวหน้าอยู่ใกล้กว่าที่ทุกคนคิด พวกมันมิได้เพิ่งเดินทางมาแต่ซ่อนอยู่หลังหมอกและค่ายกลรอบภูเขามาหลายคืน

    เยี่ยซิงเหอปิดตาข้างที่เจ็บ ใช้อีกข้างจำตำแหน่งทางลงหุบเขาไม่ใช้เนตร ไม่ให้ภาพมองกลับ เขานับช่องระหว่างแสง หาแนวซึ่งขบวนต้องผ่านและเห็นว่าทุกทางมุ่งเข้าหาโม่เหอ

    แสงภาพดับ

    แต่คราวนี้ความมืดบนสันเขาไม่กลับมา

    ผืนผ้าสีเลือดผืนแรกโผล่พ้นแนวสน

    จากนั้นผืนที่สอง ผืนที่สิบและผืนที่ร้อยก็ตามขึ้นบนยอดเขารอบหมู่บ้าน

    ธงนิกายโลหิตทมิฬปรากฏบนภูเขา

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน