หลังจากอิ่มท้อง ฮั่วิจูก็แอบนำน้ำตาลเล็กน้อยมาทำเป็น้ำตาลปั้น ที่นางต้องถลุงน้ำตาลเล่นเป็เพราะเถียนเถียนน้อย้า
กระต่ายน้อยสีขาวปุกปุยเลียน้ำตาลปั้นอยู่บนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย ฮั่วิจูเผยรอยยิ้มน่ารัก มือทั้งสองข้างเท้าคางมองมันอย่างตั้งใจ ไม่คิดว่าสัตว์เทพจะชอบกินของที่หวาน
[เถียนเถียน ข้าจะปลูกหูหลัวปัวให้เป็อาหารของเ้าดีหรือไม่]
(หูหลัวปัว แปลว่า แคร์รอต)
การปลูกผักไม่ได้เสียเงินมากเท่ากับซื้อน้ำตาล ตอนนี้ครอบครัวของนางต้องประหยัดอดออม ถึงจะสามารถมีชีวิตก้าวผ่านความยากลำบากในปีนี้ไปได้
[นายท่าน้าปลูกหูหลัวปัวหรือ ดีจัง ปลูกผักกาดขาวด้วยก็แล้วกัน แต่ต้องมีน้ำตาลให้ข้ากินบ่อยๆ นะ]
[น้ำตาลค่อนข้างมีราคาแพง เ้ากินแต่ผักมิได้หรือ]
[นายท่านอย่าใจร้ายกับสัตว์เทพอย่างข้าเลย เอาเป็ว่าข้าจะช่วยท่านหาเงินเอง]
“สำเร็จ!” ฮั่วิจูดีดนิ้วทันที
[เฮ้อ...สัตว์เทพอย่างข้าตกหลุมพรางนายท่านเสียแล้ว]
[ช่วยข้าหาเงิน ข้าจะซื้อน้ำตาลปั้นให้เ้ากินบ่อยๆ] ลูบขนปุกปุยของกระต่ายที่บอกว่าตัวเองเป็สัตว์เทพ แต่กลับชอบกินน้ำตาลอย่างกับเด็ก
ฮั่วเจินจูเดินกลับเข้ามาในบ้าน “น้องสาวทำน้ำตาลปั้นให้กับเถียนเถียนเ้าค่ะ” รายงานมารดาตามสิ่งที่เห็น จากนั้นจึงนั่งอ่านตำราต่อ
หวังซื่อส่ายหน้าเล็กน้อย อมยิ้มให้กับการแอบย่องหายไปทำน้ำตาลปั้นให้กับกระต่าย “นางทำน้ำตาลปั้นเป็ั้แ่เมื่อไหร่”
“นั่นน่ะสิ ดูเหมือนน้องสาวจะเก่งหลายอย่างเลยนะเ้าคะ”
มีอะไรอีกบ้างที่นางไม่รู้เกี่ยวกับน้องสาวผู้นี้ ดูเหมือนว่าทุกพื้นที่ในจวนจะถูกน้องสาวตัวน้อยไปเยือนจนหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งในห้องครัว เกรงว่าโรงซักล้างคงถูกนางไปเยือนมาแล้วเช่นเดียวกัน
ค่ำคืนนี้เป็คืนที่พระจันทร์เต็มดวง แสงสว่างที่ส่องลงมายังพื้นพิภพ สว่างจนสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้เกือบชัดเจน
หน้าต่างห้องนอนของสามแม่ลูก ถูกเปิดอ้าออกเล็กน้อยเพื่อรับลมเย็นยามค่ำคืน เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นปลุกหวังซื่อให้ตื่นขึ้นมา นางหันไปจุดตะเกียงให้ความสว่าง
“ิเอ๋อร์” เรียกบุตรสาวคนเล็กที่ร้องไห้ทั้งที่ยังหลับตา เพียงมือััลงบนร่างกายของเด็กหญิง หวังซื่อต้องใกับความร้อนที่ััได้
ฮั่วิจูกำลังอยู่ในห้วงแห่งความเ็ป นางเห็นความลำบากและความทุกข์ของตัวเองในแต่ละชาติภพ บุคคลที่นางรักล้วนตายจากและหายไปจากชีวิตทีละคน เหลือเพียงบิดาคนเดียวเท่านั้นที่ยังยืนหยัดอยู่เคียงข้าง
ทั้งหมดทั้งมวล คือบทลงโทษในการหวนกลับมาแก้ไขเื่ในอดีต ทำให้ภาพโหดร้ายเ่าั้ ฉายวนซ้ำอยู่ในหัวของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบ ยิ่งนางมีอาการป่วยร่วมด้วย ยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายทรุดหนัก
เสียงเรียกเสี่ยวเฟิงกับแม่นมเจียง ปลุกให้ฮั่วหนานอันตื่นขึ้นมากลางดึก เดินกะเผลกไปยังห้องนอนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“เกิดอันใดขึ้น” ถามเสี่ยวเฟิงที่กำลังจะวิ่งไปยังคอกม้าเพียงตัวเดียวของบ้าน
“บ่าวจะไปตามหมอในตัวตำบลขอรับ คุณหนูิจูตัวร้อนหนัก”
ฮั่วอันหนานร้อนใจ ยามวิกาลเช่นนี้ประตูเมืองปิดหมด พวกตนเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาคงไม่สามารถสั่งให้ประตูเปิดได้ และในอาณาเขตของเมืองแห่งนี้ อำนาจสกุลฮั่วมิอาจยื่นมาถึง
“ไปตามท่านหมอในหมู่บ้านมาตรวจอาการิเอ๋อร์ก่อน”
หมอที่อยู่ไกลหรือจะสู้อยู่ใกล้ ฮั่วหนานอันเคยได้ยินพวกอันธพาลที่ตนไปหลอกดื่มเหล้าและยืมเงิน บอกว่าหมอหญิงผู้นี้มีความสามารถมาก
“ท่านหมอกลับมาแล้วหรือขอรับ”
เสี่ยวเฟิงทราบจากหัวหน้าหมู่บ้านว่า ในหมู่บ้านมีหมออยู่ผู้หนึ่ง แต่นางออกจากหมู่บ้านไปรักษาผู้ป่วยนานนับเดือนยังไม่กลับมา ครั้งที่แล้วเพื่อรักษานายท่านกับคุณหนู ตนจึงต้องไปเชิญหมอในตำบลมารักษา
“นางกลับมาแล้ว เ้าไปเรียกนางมาตรวจลูกข้าเร็วเข้า”
ตอนที่ภรรยาพาบุตรไปหาของทะเล หัวหน้าหมู่บ้านมาเยี่ยมตน และกำชับว่าถ้ารู้สึกไม่สบายหรือเ็ปบริเวณใด ให้รีบไปขอความช่วยเหลือจากหมอหญิงที่อาศัยอยู่บนูเาด้านหลังหมู่บ้าน
ฮั่วหนานอันเดินกะเผลกเข้าไปดูอาการของบุตรสาว เห็นภรรยากับแม่นมเจียงกำลังเช็ดตัวให้กับเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนตัวแดงสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง เพื่อไม่ให้เกะกะจึงยืนอยู่อีกฟากของเตียง หันไปเห็นบุตรสาวคนโตยืนตัวสั่นอยู่บริเวณมุมห้องก็รู้สึกสงสารจับใจ
“เจินเอ๋อร์มาหาพ่อเร็วเข้า”
ถึงอย่างไรฮั่วเจินจูยังคงเป็เด็กน้อยผู้หนึ่ง นางไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือน้องสาว จึงทำได้เพียงยืนอยู่ห่าง ๆ ไม่ให้เกะกะมารดากับแม่นมเจียง พอเห็นบิดายื่นมือมาหาจึงรีบโผเข้ากอดอย่างรวดเร็ว
ฮั่วหนานอันปลอบบุตรสาวคนโต เจ็บใจที่ตัวเองเดินเหินไม่สะดวกทำให้กลายเป็ตัวภาระ ทำได้เพียงเฝ้ามองภรรยากับแม่นมเจียงเช็ดตัวให้กับบุตรสาวคนเล็ก
เสี่ยวเฟิงหายไปประมาณสองเค่อ ก็มีสตรีนางหนึ่งที่สวมหมวกม่านผ้าสีขาวบางเดินเข้ามาพร้อมกับล่วมยา
“ท่านหมอมาแล้วขอรับ”
หวังซื่อได้ยินเสี่ยวเฟิงบอกว่าหมอมาถึงแล้วก็มุ่นคิ้ว แต่ไม่มีเวลาสงสัยนานจึงรีบลุกขึ้นไปเชิญ พอเห็นว่าหมอเป็สตรีก็ยิ่งสงสัยหนัก
“ท่านหมอหญิง คือหมอที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ นางเพิ่งกลับมาจากเดินทางไปรักษาผู้ป่วยหมู่บ้านอื่น เ้าให้นางรีบดูอาการของลูกเถิด”
ฮั่วหนานอันรีบอธิบายให้ภรรยาทราบถึงที่มาที่ไปของหมอหญิงท่านนี้
“ผู้ที่ไม่มีประโยชน์ออกไปก่อน อย่าได้อยู่เกะกะให้ห้องนี้”
เสียงที่เล็ดลอดผ่านหมวกม่าน ทำให้ฮั่วหนานอันจูงแขนบุตรสาวคนโตเดินออกไป เขารู้ตัวดีว่าตนเองเป็ผู้ไม่มีประโยชน์ ไม่สมควรอยู่เกะกะในห้อง
ออกมานอกห้องกลับได้ยินเสียงสะอื้นของบุตรสาวคนโต “เจินเอ๋อร์เป็อันใดไป” ดึงบุตรสาวเข้ามาปลอบ
“เป็ข้าเองที่ไม่ดี ปล่อยให้น้องสาวที่ร่างกายอ่อนแอออกไปเก็บอาหารทะเลแลกเงิน ถ้าข้าทำงานให้หนักกว่านี้ น้องสาวคงไม่ลำบากจนต้องล้มป่วย”
ฮั่วหนานอันปวดใจกับคำพูดของบุตรสาวคนโต หากเื่นี้มีคนผิด คงเป็เขาที่ทำผิด
“เ้าไม่ได้ทำผิดเลยสักนิด เป็พ่อเองที่ทำให้พวกเ้าต้องมาลำบากอยู่ที่นี่” ปลอบบุตรสาวไม่ให้โทษตัวเอง ดวงตาของฮั่วหนานอันมีน้ำตาหยดออกมา
เสี่ยวเฟิงไม่รู้ว่าจะมึนงงกับอะไรก่อนดี ระหว่างนายท่านที่นั่งเหม่อแต่มีน้ำตาไหลอาบแก้มลงมา กับคุณหนูเจินจูที่ร้องไห้ แต่กลับไม่มีน้ำตาเลยสักหยด
ฮั่วเจินจูคือหนึ่งในผู้ที่ฮั่วิจูยกย่องว่าเป็มันสมองของสกุลฮั่ว แน่นอนว่าในวิกฤต นางยังสามารถพลิกให้เป็โอกาสได้ ในเมื่อน้องสาวล้มป่วย นางต้องสานต่อในสิ่งที่น้องสาว้า
“ท่านพ่อ ข้าก็อยากเป็บุตรสาวขุนนางเหมือนน้องสาวเ้าค่ะ”
ฮั่วเจินจูกระซิบด้วยน้ำเสียงอู้อี้อยู่บริเวณอกของบิดา นางเบะปากร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามนึกถึงอาการป่วยของน้องสาว จนในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมาราวกับเขื่อนแตกอย่างที่้า
ฮั่วหนานอันยกมือขึ้นลูบศีรษะน้อยๆ สงสารบุตรสาวที่ร้องไห้อย่างหนักจนััได้ถึงความเปียกชื้นบริเวณหน้าอก
ดวงตาของฮั่วเจินจูจ่ออยู่กับเสื้อของบิดา นางพยายามใช้ทั้งน้ำตาและน้ำลายสร้างความเปียกชื้นบริเวณหน้าอกของบิดา แม้การกระทำจะเ้าแผนการพอตัว แต่ถึงอย่างไรนางเป็เพียงเด็กที่ยังไม่โตเต็มวัย จึงระวังเพียงคนที่นางหลอก ไม่ระวังคนอื่น
เสี่ยวเฟิงสั่นศีรษะแล้วหันหน้าหนี แสร้งทำเป็ไม่เห็นในสิ่งที่คุณหนูเจินจูทำ สกุลฮั่วอัดแน่นไปด้วยบุคคลที่มีความสามารถเสียจริง คุณหนูทุกคนแม้นเป็สตรี แต่ฝีไม้ลายมือกลับร้ายกาจ
ในห้องนอนที่มีร่างของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบนอนซมพิษไข้อยู่ มีท่านหมอหญิงคอยตรวจอาการ และสตรีอีกสองคนช่วยดูแล
คนทั้งสามไม่สามารถมองเห็นกระต่ายน้อยที่ถอดกายละเอียดออกจากกายหยาบ มายืนอยู่บนหน้าผากของเด็กหญิงตัวน้อย
เถียนเถียนใช้อุ้งเท้าของตนเอง ช่วยซับไอความร้อนออกจากร่างกายของฮั่วิจู และแอบเพิ่มพลังให้กับร่างกายอันอ่อนแอ ดวงตากลมโตของกระต่ายน้อยจ้องหมอหญิงที่มีหมวกม่านปิดบัง ก่อนจะะโเข้ากายหยาบที่นอนอยู่ในกรง แล้วหลับปุ๋ยไปอย่างสบายใจ
ครั้นหวังซื่อรู้จากปากท่านหมอว่าบุตรสาวเป็ไข้หวัดแดดก็ยังคงไม่วางใจ เด็กที่เป็ไข้หวัดแดดจนเสียชีวิตนั้นมีมาก
“เ้าอย่าได้ร้อนใจจนเป็ทุกข์ ต้มยาในห่อนี้ให้แม่หนูน้อยดื่ม พรุ่งนี้เช้าอาการตัวร้อนจะทุเลาลง ไม่เกินสองวันอาการป่วยของนางจะหาย”
“ท่านหมอกล่าวจริงหรือเ้าคะ” หวังซื่อรับห่อยาแล้วรีบให้แม่นมเจียงนำไปต้ม
“ข้ามิเคยโกหกผู้ใด”
“ท่านหมอโปรดบอกข้าสักหน่อยเถิด ค่ารักษาทั้งหมดเท่าไหร่”
หากเป็ตอนที่อยู่ในเมืองหลวง นางคงไม่ต้องเสียมารยาทถามหรือกังวลเกี่ยวกับค่ารักษา แต่ตอนนี้ชีวิตของครอบครัวสามกำลังประสบปัญหา นางเกรงว่าเงินที่มีไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษา
“พวกเ้าไปรบกวนข้าในยามวิกาล ข้าขอคิดแพงสักหน่อยก็แล้วกัน”
หลังท่านหมอกล่าวจบ หวังซื่อมีสีหน้ามิสู้ดี นางรู้สึกจนปัญญา ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะตกต่ำได้ถึงเพียงนี้
“ทั้งหมดยี่สิบอีแปะ” ยื่นมือเรียวออกไปตรงหน้า เพื่อรับเงินค่ารักษา
“ยี่สิบอีแปะ!” หวังซื่อใกับจำนวนเงินที่ได้ยิน
“พวกเ้ารบกวนข้าในยามวิกาล ข้าไม่ลดราคาให้หรอกนะ” แค่นเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะปิดปากหาว
“ไม่ลด! ไม่ลด!”
หวังซื่อล้วงเงินเหรียญทองแดงออกมา นับเงินยี่สิบอีแปะให้กับท่านหมอผู้มักน้อย ครั้งที่แล้วหมอที่เชิญมาจากในตำบล คิดค่ารักษาสามีกับบุตรสาวของนางทั้งหมดห้าสิบตำลึง ทว่าท่านหมอหญิงผู้นี้คิดค่ารักษาถูกจนเทียบกันไม่ติด
“ฝากเ้าส่งท่านหมอให้ถึงประตูบ้านด้วย” หันไปกำชับกับเสี่ยวเฟิง ก่อนจะรีบกลับเข้าไปในห้องนอนที่มีบุตรสาวคนเล็กนอนซมพิษไข้อยู่
กลัวว่าบุตรสาวคนโตจะติดไข้จากบุตรสาวคนเล็ก ฮั่วหนานอันจึงส่งนางไปนอนกับแม่นมเจียง เพราะแม่นางน้อยที่อายุเกินสิบขวบปี มิสมควรนอนร่วมห้องหรือใกล้ชิดกับบุรุษมากจนเกินไป แม้ว่าจะเป็บิดาแท้ๆ ก็ตาม
“แม่นมเจียง ข้าฝากดูแลเจินเอ๋อร์ด้วย”
“นายท่านโปรดวางใจ บ่าวชราจะดูแลคุณหนูเอง” แม่นมเจียงจับมือของฮั่วเจินจูเข้าไปในห้อนนอนที่อยู่ติดกันกับห้องนอนฮูหยิน
....................................