วันพฤหัสบดีที่15 ธันวาคม พ.ศ.2565
เช้าวันนี้ก็สดใสอีกครา แต่ที่เพิ่มเติมคงจะเป็ความตื่นเต้นในการที่จะได้พบสิ่งใหม่ๆ เื่ราวเมื่อวานนี้หลังจากที่ฉันออกมาจากห้องนำ้ผีสิงนั้นได้ก็รีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องเรียนทันที เพื่อนๆต่างพากันเข้ามาถามว่าฉันหายไปไหนมา กลายเป็ว่าทุกคนพากันออกไปตามหากันร่วมชั่วโมงกว่าจนคิดจะแจ้งความคนหายแล้ว แต่ยังดีที่มันไม่ถึง24ชั่วโมงนั่นแหละนะ
เื่ราวที่ได้พบเจอในห้องนำ้เก่าๆนั่นทำเอานอนไม่หลับทั้งคืน มันเป็สิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำไมตุ๊กแกถึงลอยไปได้ ไหนจะสายลมที่ผ่านผิวแปลกๆนั่นอีก น่าสนใจจนแทบอดความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ไม่ไหว แน่นอนฉันไม่คิดจะบอกเพื่อนหรือคนอื่นๆไม่งั้นคงได้เอาไปลือกันแปลกๆอีกแน่แล้ว1
กิจวัตรประจำตอนเช้าก็ยังเหมือนเดิม ตื่นเช้า อาบนำ้ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว กินข้าว แล้วก็ออกไปรอรถรับส่ง เพื่อไปโรงเรียน แต่สิ่งนึงที่ต่างออกไปก็คงจะเป็ฉันได้มาถึงโรงเรียนแล้วแทนที่จะไปหาเพื่อนที่จุดนัดพบ แต่กลายเป็ว่า2เท้า1หัวใจมันทำงานประสานกันพอรู้ตัวอีกทีก็ยืนอยู่หน้าประตูห้องนำ้เก่าอันเลื่องลือนี่ซะแล้ว
แอ้ด…
เสียงประตูไม้ผุบานเดิมเสียดสีกันดังขึ้น แต่กลับให้ความรู้สึกต่างจากคราก่อนอย่างเห็นได้ชัด แสงไฟสลัวกระทบกับกระเบื้องสีขุ่นดูสวยแบบวินเทจ เหมือนกับว่าห้องนำ้มันสะอาดขึ้นมากกว่าเมื่อวานซะอีก ฉันมองไปรอบก็อดจะรู้สึกงงๆไม่ได้ ห้องนำ้นี้แทบจะไม่มีใครกล้าเข้ามาด้วยซำ้ แต่กลับเหมือนว่ามีคนทำความสะอาดรอให้คนเข้าใช้อยู่เสมอๆ กลิ่นส้มจางๆยามเช้าแบบนี้ถือว่าชวนให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อย
"สวัสดีค่ะ…มีใครอยู่มั้ยคะ?" เริ่มมิชชั่นการพิสูจน์แรก เอ่ยคำทักทาย ถ้าเมื่อวานเป็สิ่งนั้นจริงๆไม่ใช่คิดไปเองละก็จะต้องตอบกลับมาบ้างแน่ๆ
สิ้นเสียงเอ่ยทักทายก็รู้สึกได้ถึงสายลมกระทบผิวเย็นวาบ เปรียบเสมือนคำเอ่ยทักทายกลับมาอย่างมีมารยาท ทั้งๆที่ในห้องนำ้ไม่มีรูระบายหรือหน้าต่างใดๆการที่ลมพัดมาได้อย่างพอเหมาะพอดีแบบนี้ จะถือเป็ข้อพิสูจน์ที่1ได้มั้ยก็ยังไม่อาจแน่ใจได้
"คุณผีคนเมื่อวาน…ใช่มั้ยคะ?"
ลมพัดกระทบมาอีกครั้งอย่างพอดิบพอดี แววตาฉันเป็ประกายด้วยความใคร่รู้ เหมือนได้โต้ตอบกับใครจริงๆจนน่าประหลาด แต่แค่ลมบางทีก็อาจจะเป็เื่บังเอิญก็ได้ ถ้าเอาแต่คิดไปเองแล้วคุยคนเดียวมันจะดูบ้าบอเอา ฉันอยากพิสูจน์ให้มันชัดเจนยิ่งกว่านี้ อยากได้ยินเสียงที่ลอยตามลมเหมือนครั้งนั้นอีกซักครั้ง
"คุณผี…คุยกับหนูหน่อยได้มั้ยคะ…"
"…"
คราวนี้กลับไม่มีสิ่งใดไหวติง สายลมเอย เสียงเอย ไร้ซึ่งการตอบกลับ แอบผิดหวังเหมือนกันตอนนั้นแต่ในนาทีผ่านมากลับต้องตาลุกวาวอีกครั้ง มีตัวอักษรปรากฎขึ้นมาบนกระจกเงาบานใหญ่ที่มีการขัดจนสะอาดว่า
"ได้สิ"
ลายมือหวัดถูกแต่งแต้มลงไปอย่างตั้งใจตอบกลับมาทำให้ฉันใและชื้นใจไปในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่ผ่านมาทั้งเหตุการณ์ตุ๊กแกลอยได้ เสียงลอยตามลม หรือแม้กระทั่งลมที่มาเช็ดนำ้ตาให้นั่นไม่ได้คิดไปเอง ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆตัวหนังสือชุดใหม่ก็ได้ปรากฏขึ้นมาบนกระจกตรงหน้า
"ไม่กลัวหรอ?"
"ถ้าบอกว่าไม่กลัวจะแปลกมั้ย5555?"
"แปลก"
ปกติก็ไม่เคยเชื่อเื่นี้อยู่แล้ว แต่พอมารู้ว่ามีจริงมันน่าสนใจมากกว่าที่จะมานั่งกลัวหัวหดซะอีก แล้วก็อีกอย่าง…
"หนูไม่กลัวผีที่ช่วยเอาตุ๊กแกออกให้เมื่อหนูกลัว หรือปลอบตอนร้องไห้หรอกนะ"
"…"
จู่ๆคุณผีก็เงียบไปหลายนาทีจนทำเอาใจฉันเสียอีกรอบ หรือเขาไม่อยากคุยด้วยรึเปล่านะ ในสมองคิดไปเรื่อยแต่คำตอบที่ได้รับกลับมานั้น กลับแตกแต่างจากที่คิดโดยสิ้นเชิง
"ขอบคุณ"
"เื่อะไรหรอ หนูต่างหากที่ต้องขอบคุณ วันนั้นถ้าไม่มีคุณผีไม่รู้เลยว่าหนูจะเป็ยังไง"
"อยากขอบคุณเหมือนกัน…"
"เื่อะไรคะ?"
"ขอบคุณที่..ไม่.กลัว…"
"…"
"อยากคุยกับคนอื่น…แบบนี้…มา..นานแล้ว"
กระจกเงาใสบัดนี้กลับปรากฏภาพของอีกบุคคลนึงที่อยู่ข้างกายฉันห่างกันไม่ถึงคืบ เป็ผู้ชายที่น่าจะอายุมากกว่าเล็กน้อย เรือนผมสีขาวซีดพอๆกับสีผิวปรกใบหน้าอาบนำ้ตานองดูน่าสงสาร ปลายนิ้วจรดกระจกเพื่อเขียนถ้อยคำที่้าสื่อต่อไป
"ขอบคุณ"
ก่อนที่จะได้ตอบอะไรกลับไปเสียงออดเวลาเข้าเรียนก็ดังอย่างผิดจังหวะ ฉันอำ้อึ้งจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก การที่มีคน…ไม่สิ ผี มาร้องไห้ต่อหน้าแบบนี้ควรจะทำยังไงต่อก็ไม่รู้ ทำได้แค่ถามชื่อแล้วก็รายละเอียดอีกนิดหน่อยก่อนจะรีบแจ้นขึ้นไปเข้าเรียนก่อนเวลาที่ครูจะเฉดหัวไปอยู่กลุ่มเด็กเข้าเรียนสาย
สรุปแล้ว คุณผีมีชื่อว่า "อินทรี" อายุก่อนตายไม่รู้ รู้แค่ว่าติดแหงกอยู่ที่นั้นมา1000ปีแล้ว ั้แ่เป็ที่รกร้างธรรมดาจนกระทั่งโรงเรียนถูกสร้างขึ้น ห้องนำ้นั้นก็ได้ทับที่ของเขา คุณผีอยากคุยเล่นกับคนอื่นๆอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าจะผีหรือคนก็พากันหลีกหนีเขาอย่างน่าฉงน เขาบอกว่าเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมพวกผีคนอื่นถึงพากันรังเกียจ พอไปคุยกับคนก็พาลทำให้กลัวจนหงอเข้าโรงพยาบาลไปหลายราย จนสุดท้ายห้องนำ้จึงถูกปิดร้างไปไม่มีใครเข้ามาอีก น่าสงสารชะมัดคน(?)อะไรเนี่ย;-; ต่อมความเห็นใจสั่นระริกไปหมด ลองโดนใครร้องห่มร้องไห้ขอบคุณที่ยอมคุยด้วยเป็ใครก็คงใจบางกันบ้างอยู่แล้ว
หลังจากวันนั้น ในเช้าทุกวันของฉันก็ถูกเพิ่มกิจวัตรเข้าไปอีก1ข้อ คือการไปนั่งคุยสารทุกข์สุขดิบกับคุณผีขี้เหงา เขามักจะทำตาเป็ประกายทุกครั้งเมื่อฉันเล่าเื่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีภายนอกให้ฟังหรือเปิดคลิปวีดีโอวิทยาศาสตร์ให้ดู จนตอนนี้เหมือนอินทรีจะกลายเป็คุณผีนักวิทยาศาสตร์หัวโลจิคเหมือนฉันไปแล้ว เราคุยกันได้ถูกคอมากจนเวลา1ชั่วโมง30นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลายครั้งทำเอาอยากจะโดดเรียนมานั่งคุยด้วยทั้งวันอยู่เหมือนกัน แต่อินทรีเป็ผีเด็กดีมาก ครั้งนึงที่ฉันพูดแบบนี้ก็ทำเอาโดนดุไปนานเลยทีเดียว เชอะ คนอุตส่าห์อยากอยู่ด้วย
แต่เพราะอินทรีที่เป็แบบนี้จึงทำให้รู้สึกเหมือนได้พี่ชายที่อบอุ่นมากๆมาคนนึงเลย ถ้าทำผิดก็เตือนตามจริง พอเศร้าก็ปลอบไม่เคยรำคาญเลยซักครั้งเดียว แถมยังสนใจเื่วิทยาศาสตร์เหมือนกันอีก ถึงแม้จะััหรือเห็นกันต่อหน้าไม่ได้ ถึงจะเป็เพียงภาพสะท้อนในกระจกที่โต้ตอบกันผ่านทางข้อความที่บรรจงเขียนก็ตาม แต่ก็เป็คนที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
"จะว่าไปนะอินทรี"
"ว่าไง"
"นายเนี่ยปกติอยู่ในห้องนำ้หญิงตลอดเลยหรอ"
"จะบ้าหรอ!!?"
อินทรีหน้าแดงถึงใบหู สายตาเลิ่กลั่ก ได้ความว่าปกติสิงอยู่ฝั่งห้องนำ้ชายแต่วันที่เจอกันได้ยินเสียงร้องไห้เลยมาดูฝั่งผู้หญิงเฉยๆ ก็แล้วไป นึกว่าจะเป็ผีโรคจิตถ้ำมองซะแล้ว พอแซวแบบนั้นไปคุณผีเด็กดีก็โวยวายใหญ่ว่าตนไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอนอยู่แล้ว แล้วทำท่าภูมิใจว่าตัวเองเป็คุณผีที่มีศีลธรรมยิ่งใหญ่ จ้า เชื่อมากๆ
วันวานที่ได้นั่งพิงกันผ่านกระจกเงาของเรามันสนุกมากๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าอยู่แบบนี้ได้ไปตลอดก็คงจะดีไม่น้อย
แต่แล้ววันนึง…
ก็ถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตธรรมดาของฉัน……
To be continued …