ช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น เซี่ยปิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังใจเต็มเปี่ยม เขาใช้เวลาสามชั่วโมงในการเขียน ตอนนี้นิยายของเขามีเก้าหมื่นคำแล้ว
ผ่านไปสองสามวันเขาก็ทำแบบนี้เหมือนเดิม
ต่อให้งานจะดูหนักแค่ไหน สำหรับผู้ฝึกปราณอย่างเขาแล้วย่อมไม่มีปัญหา
หลังจากกินอาหารมื้อเช้า เซี่ยปิงก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปโรงเรียน ในระหว่างทางก็พบว่ามีกลุ่มคุณลุงคุณป้าจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
“เธอได้ข่าวไหม เมื่อวานมีเด็กโรคจิตสองคนวิ่งแก้ผ้าล่อนจ้อนแถวโรงเรียนมัธยมปลายเมืองเทียนซุย พวกเด็กวัยรุ่นเดี๋ยวนี้นี่มันเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว”
“ฉันเองก็ได้ยินมาเหมือนกัน เห็นว่าโรคจิตสองคนนั้นวิ่งได้สองรอบก็มีคนโทรแจ้งตำรวจเสียก่อน ไม่นานก็มีรถตำรวจสามคันเข้ามาจับกุมพวกเขาไป เสียงปรบมือชื่นชมดังกระหึ่มเชียว”
“พวกโรคจิตแบบนี้ จับกุมตัวได้ก็ดีแล้ว ขืนช้าเฉื่อยไว้ฉันคงไม่กล้าปล่อยให้ลูกสาวฉันเดินออกจากบ้าน เพราะกลัวจะโดนคนบ้าพวกนี้ทำร้าย”
“สองคนนั้นเหมือนจะเป็นเด็กนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมปลายเมืองเทียนซุยนะ”
“อะไรนะเป็นเด็กนักเรียน เขาเป็นโรคจิตตั้งแต่ไม่หย่านมแม่เลยหรือเปล่า”
“ใกล้สอบเข้ามหาลัยแล้ว เด็กอาจจะเครียดเกินไป”
“ตอนนี้ไม่ต้องกังวลไปหรอก ฟังจากตำรวจ เด็กสองคนนั้นทำผิดกฎจึงถูกคุมตัวเจ็ดวัน โดยห้ามไม่ให้มีการประกันตัว”
“หลังจากถูกปล่อยตัวออกมา ต้องจับตามองเด็กสองคนนี้หน่อย”
“ฉันคิดแบบนั้นเหมือนกัน สองคนนี้ดีไม่ดีอาจกลายเป็นอาชญากรได้ ระมัดระวังบ้างดีกว่า”
กลุ่มลุงป้ายังถกเถียงกันถึงเรื่องนี้ไม่จบ
เซี่ยปิงยืนอึ้งอยู่พักใหญ่ เขามั่นใจเกินร้อย เด็กโรคจิตสองคนนั้นต้องเป็นหยางเว่ยกับเกาหวานโดยไม่ต้องเดา ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะซวยขนาดนี้
ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นแบบไหน เซี่ยปิงก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เขาเดินต่อไปจนถึงโรงเรียน แต่เหมือนวันนี้ทุกอย่างดูแตกต่างไปจากเดิม หลังจากจบเรื่องเมื่อวาน เขาก็กลายเป็นคนดังของโรงเรียนไปแล้ว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป เขาสัมผัสได้ถึงสายตาร้อนแรงหลายสิบคู่ที่มองมา คาดว่าพวกเขาคงได้ยินเรื่องเกาหวานและหยางเว่ยถูกตำรวจจับกุมตัวไป
เซี่ยปิงไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร เขานั่งลงที่เดิม เมินต่อสายตารอบด้าน และเริ่มเขียนนิยายต่อ สำหรับเขาแล้วการเขียนนิยายนั้นสำคัญกว่าเรื่องอื่นเป็นไหนๆ เพราะมันทำให้เขามีเงิน
ตึ้ง ตึ่ง ตึ๋ง~
เสียงกริ่งเริ่มต้นคาบเรียนดังขึ้น
ชิวซุยเดินเข้ามาก็สังเกตเห็นว่ามีเด็กนักเรียนหายไปสองคน ถามด้วยความสงสัย “หยางเว่ยแล้วเกาหวานหายไปไหน”
“อาจารย์ พวกเขาโดนจับครับ” มีนักเรียนพูดขึ้นมา “พวกเขาถูกตำรวจควบคุมตัวเจ็ดวันและห้ามประกันตัว”
โดนตำรวจจับ
ชิวซุยดูตกใจกับเรื่องที่ได้ยิน ตั้งแต่รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนนักเรียนมาครึ่งปี ระหว่างนั้นเธออาจเจอนักเรียนเกเรบ้าง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง ลูกศิษย์ของเธอจะถูกตำรวจจับกุมตัวไป
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเขาทำอะไรถึงโดนตำรวจจับตัวไป” เธอถามอย่างรวดเร็ว
“พวกเขาวิ่งแก้ผ้ารอบโรงเรียนครับ มีป้าคนหนึ่งเห็นเข้าจึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ” นักเรียนคนหนึ่งตอบ ขณะที่สีหน้าของเขาดูประหลาดมาก
เพราะเมื่อคืนนี้เขาอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เกาหวานและหยางเว่ยถูกมัดก่อนนำขึ้นรถตำรวจประหนึ่งนักโทษ ทั้งคู่ตะโกนร้องไห้สุดเสียงราวกับหมูถูกเชือด เขาไม่สามารถลืมมันได้ มันกลายเป็นภาพชวนเศร้าและติดตามาจนถึงตอนนี้
ยังมีคุณป้ากลุ่มหนึ่งปาไข่และข้าวของต่างๆ ใส่พวกเขา มันน่าหดหู่มากจริงๆ
ชิวซุยเริ่มสับสนเล็กน้อย “แล้วทำไมพวกเขาสองคนต้องแก้ผ้าวิ่งรอบโรงเรียน” เธอรู้ สองคนนี้มักกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมชั้น แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องผิดศีลธรรมมาก่อน
“ใกล้สอบแล้ว เขาอาจกดดันตัวเองมากเกินไปน่ะครับ” เซี่ยปิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
กดดันมากเกินไป...
กลุ่มนักเรียนในห้องพร้อมใจกันมองไปที่เซี่ยปิงด้วยความรังเกียจ ตัวต้นเหตุที่ทำให้สองคนนั้นถูกตำรวจจับ ไม่ใช่เป็นเพราะไอ้สารเลวที่นั่งอยู่นี่หรือไง หน้าของเขาฉาบไว้ด้วยดินปูนเบอร์อะไรกันแน่ ถึงได้หนาขนาดนั้น
“ตกลงว่า พวกเธอเองรู้สึกกดดันด้วยหรือเปล่า”
ชิวซุยคิดเหตุผลอะไรอื่นไม่ออกนอกจากว่า นักเรียนของเธออาจจะกดดันเรื่องการสอบเข้าสถาบัน พิจารณาจากเวลาแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ห้าเดือน การสอบปลายภาคจึงเป็นเหมือนตัวตัดสินเส้นทางชีวิตต่อจากนี้
เมื่อวานเธอได้เปรยถึงรายละเอียดการสอบในชั้นเรียน เรื่องนี้อาจจุดประเด็นให้สองคนนั้นเครียดมากเกินไป เลยตัดสินใจวิ่งแก้ผ้ารอบโรงเรียน
ส่วนหนึ่งมันเป็นความผิดของเธอด้วย ที่ไม่คำนึงถึงสภาพจิตใจของพวกเขา
พอคิดถึงเรื่องนี้ ชิวซุยเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “เอาล่ะ ตกลงว่าวันนี้ฉันจะพักการสอนไว้ก่อน อยากให้พวกเธอลองเรียนรู้จากหนังสือด้วยตัวเอง ส่วนฉันจะไปหาหยางเว่ยกับเกาหวานที่สถานีตำรวจ เผื่อจะพอช่วยอะไรได้บ้าง”
กล่าวจบ ชิวซุยก็รีบเดินออกจากห้องเรียน
ทุกคนหันไปมองตัวต้นเหตุอย่างเซี่ยปิง ในทางตรงข้าม เซี่ยปิงยังสงบนิ่ง ไม่ได้รับผลกระทบจากสายตาหรือความรู้สึกใคร
“เรียนรู้ด้วยตัวเอง เยี่ยมเลย ฉันจะได้มีเวลาเขียนนิยายต่อ” เซี่ยปิงรู้สึกดีใจที่มีเวลาเขียนนิยายมากขึ้น
วันเวลาในโรงเรียนผ่านไปอย่างราบรื่น สงป้าเทียนที่พ่ายแพ้ประลองต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล กว่าจะได้ออกมา คงต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกระยะหนึ่ง ส่วนหยางเว่ยและเกาหวานต้องใช้เวลาเจ็ดวันในห้องขัง
เมื่อกลับมาถึงบ้านกินข้าวเสร็จ เซี่ยปิงเข้าห้องเขียนนิยายต่ออีกหลายชั่วโมง เฉพาะวันนี้เขาเขียนไปแล้วหนึ่งแสนกว่าคำ จากนั้นเขาก็นำลงแพลตฟอร์มทั้งหมดแล้วกดเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต
เขาเปิดดูเว็บไซต์เพนเพนกวิน และดูหน้านิยายของเขา ปรากฏว่าไม่มีคนอ่านเลย เนื่องจากมันกระชั้นชิดเกินไป เหมิงเฟยจึงไม่มีเวลาจัดเตรียมตามที่เคยตกลงไว้
“ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่ ฉะนั้น...เราจะใช้แผนกระจายข่าวในแบบของเราแล้ว เพื่อทำให้นิยายเรื่องนี้ได้รับความนิยมให้ได้” สายตาเซี่ยปิงเป็นประกายวาววับ