“ที่แท้เธอก็คือคนที่ปิ่นพูดถึงนั่นเอง ตัวจริงดูเด็กมากเลยนะ ผิดจากที่คิดเยอะ ไม่น่าเชื่อว่าจะปราบพยศสีหมอกได้” มังกรพยักหน้าชื่นชม
ในฐานะม้าคู่ใจ เขาย่อมรู้ดีว่าสีหมอกเป็นม้าที่เอาใจได้ยาก แม้แต่คนให้อาหารมันทุกวัน มันยังไม่เห็นหัวเลย นับประสาอะไรกับคนแปลกหน้า
แต่อย่างใดก็ตามข้อนั้นดูจะใช้ไม่ได้กับชายหนุ่มตรงหน้า
ต่อให้เขาดูไร้เรี่ยวแรง หรือไร้ซึ่งกำลัง ย่อมไม่อาจปฏิเสธความจริงว่าปราบสีหมอกจนเชื่อง
สำหรับคำพูดของมังกร เพลิงและบัวชมพูไม่มีใครติดขัด เพราะทั้งสองต่างได้เห็นพละกำลังของเจมส์กันทั้งคู่
ต่อให้เพลิงรู้สึกแย่ ไม่ชอบขี้หน้าเจมส์จนไม่อยากจะมอง แต่ก็ต้องยอมรับอย่างไม่มีทางเลือกว่าเขามีพละกำลังเหนือกว่าคนทั่วไป
ส่วนบัวชมพู ไม่มีใครรู้ว่าเธอคิดเช่นไรกับเจมส์ แต่ดูจากรอยยิ้มมุมปาก คงปลื้มใจเป็นแน่
“เรื่องเล็กน้อยครับ แต่ถ้าหากสีหมอกยังดื้ออีกเมื่อไหร่ละก็ บอกผมได้นะครับ ผมพักอยู่ที่ไร่อุ่นใจ ใกล้ๆ นี่เอง” เจมส์เผยรอยยิ้มหน่อยนึง ไม่ได้ทนงตัวแต่ก็ไม่ได้ทำตัวคร่อมต่ำให้ใครดูถูก
“ไร่อุ่นใจ...อ๋อ ไร่ที่อยู่ไม่ไกลจากไร่อนงนั่นเอง และนั่นคงจะเป็นคุณชัย...เจ้าของไร่สินะครับ” มังกรหันไปสนทนากับลุงชัย นั่นจึงเป็นเหตุให้เบียร์ มีจังหวะได้ถามไถ่ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
หลังจากรับรู้ถึงเรื่องราว เธอถึงกับตกอยู่ในความตะลึงโดยพลัน ถึงกับจับไม้จับมือของเจมส์ กล่าวด้วยความเป็นห่วง
“เจมส์ ทีหลังจะทำอะไรก็หัดระวังมากกว่านี้นะ เราไม่ใช่เด็กๆ แล้ว หากร่างกายเกิดเป็นอะไรขึ้นมา มันคงเป็นเรื่องยากที่จะรักษา”
“คุณเบียร์ คุณเป็นห่วงเจ้านายเกินไปแล้วครับ”
“หรือนายไม่เป็นห่วง?”
“ห่วงสิครับ แต่แค่ม้าตัวเดียวทำอะไรเจ้านายไม่ได้หรอก และถ้าหากให้เจ้านายเอาจริง แค่มือข้างเดียวก็หยุดม้าได้แล้วครับ”
ไม่มีใครสงสัยในความสามารถของเจมส์ โดยเฉพาะปิ่น
แต่พอทอยพูดว่ามือเพียงข้างเดียวก็สามารถปราบเจ้าสีหมอกได้ นี่ออกจะเหลือเชื่อเกินไปหน่อยไหม
“เอาล่ะผมว่าเราเข้าไปในงานดีกว่าไหมครับ ยืนอยู่ตรงนี้ไปเดี๋ยวจะเกะกะคนอื่นเปล่าๆ” เจมส์เปลี่ยนเรื่องสนทนา เนื่องจากตอนนี้กลุ่มของเขาและปิ่นยืนอยู่หน้าประตูทางเข้างาน ออกจะไม่เหมาะ เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นกลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะครอบครัวลุงชัย แทบจะไม่มีที่ว่างให้ใครคนอื่นเดินเข้าประตูดอกไม้
ทั้งหมดพยักหน้า เริ่มทยอยเดินกันเข้าไปในงาน
อาศัยจังหวะนั้น ปิ่นขยับเข้ามาใกล้ๆ เจมส์ ถามอย่างเป็นกันเองว่า
“มาไม่บอกกันเลยนะ ชิ ทั้งที่อุตส่าห์แลกไอดีไว้คุยกันแล้ว”
สำหรับคำพูดนั้น ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าแต่เจมส์รู้สึกได้ลางๆ ว่ากำลังถูกสายตาคู่หนึ่งจ้องมอง
“จริงๆ ผมก็ไม่คิดว่าจะมาหรอกครับ แต่บังเอิญมีใครที่ไหนไม่รู้มาท้าพนันกับผมน่ะสิ ผมเลยต้องมาตามนัด”
“พนัน...ฟังดูน่าสนุกจัง แล้วเจมส์พนันอะไรล่ะ”
“รถ BMW X5 สิบคัน”
“หา...จริงเหรอคะ”
“ใช่ครับ แต่ถ้าหากผมชนะ ผมจะได้ที่ดิน 20 ไร่”
“ว้าว นี่เป็นการพนันของพวกคนรวยชัดๆ ต่อให้ฉันเป็นคนในวงการ ยังไม่กล้าพนันอะไรแบบนี้เลยค่ะ” ปิ่นเริ่มมองชายหนุ่มสวมถุงมือดำในมุมที่ต่างออกไปจากเดิม ดูเหมือนว่าตัวตนของเขาจะซับซ้อนไม่ง่ายอย่างที่คิด
เพลิงและบัวชมพูที่ลอบฟังอยู่ห่างๆ เห็นด้วยกับปิ่น และนั่นเริ่มทำให้เพลิงตะหนักว่า การมีเรื่องกับเจมส์ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ไม่ฉลาด เพราะต่อให้รถ BMW X5 จะมีราคาแพง แต่เขาสามารถนำมาพนันได้อย่างไม่สะทกสะท้านถึง 10 คัน ย่อมแสดงให้เห็นถึงฐานะว่าไม่ควรไปมีเรื่องด้วย
ดังนั้นถ้าหากหลังจากนี้มาร์ชอยากจะเอาเรื่อง เพลิงคงเป็นคนแรกที่จะวิ่งหนี ไม่ขอเข้าไปมีส่วนร่วม
“คุณปิ่นก็พูดเกินไป หากพูดถึงดารานักแสดง ปีนึงถ้าหากได้งานพรีเซนเตอร์ ออกงานอีเว้นท์บ่อยๆ คงซื้อรถซูเปอร์คาร์หนึ่งคันได้ง่ายๆ” เจมส์ไม่ได้เรียนด้านแสดง แต่ด้วยความที่ทำงานกับเนตร ย่อมรู้เกี่ยวกับเรื่องราวภายใน รวมถึงค่าตัวเป็นธรรมดา
“หืม...ไปฟังมาจากที่ไหนกันคะนั่น” ปิ่นย่นจมูก มองหน้าอีกฝ่ายนานสองนาน คล้ายกับต้องการให้เขาคลายความลับออกมา
“คนทำงานในวงการน่ะครับ” เจมส์ไม่ใส่ใจต่อสายตาคู่นั้น เพียงตอบกลับไปอย่างใจเย็น
หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน ตอนที่ยังผิวดำตัวเล็กคงตัวสั่นเป็นลูกหมาตกน้ำเมื่อถูกผู้หญิงสวยมอง แต่ตอนนี้หลังจากได้พบกับอาคม ก้องภพ รวมถึงคนอื่นๆ มันได้หล่อหลอมให้เจมส์เติบโตยิ่งขึ้น
“ก็ไม่ผิดนะคะที่เขาจะพูดแบบนั้น แต่ว่านะ ดูเหมือนว่าเขาคนนั้นจะลืมบอกคุณเจมส์ไปว่า คนที่ทำงานได้หลายล้านต่อปี เป็นพรีเซ็นเตอร์และงานโฆษณา ต้องเป็นตัวหลักเบอร์ต้นถึงจะทำได้ ถ้าหากเป็นฉัน...ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีกว่าจะถึงจุดนั้น” พูดไปแล้วปิ่นก็ถอนหายใจ ในฐานะนักแสดงในวงการบันเทิง หล่อนเข้าใจดีว่าตนยืนอยู่ตรงจุดไหน
“อย่าว่างู้นงี้นะครับ แต่ผมขอถามหน่อย จากที่พูดมาเนี่ยแสดงว่าค่าตัวของคุณปิ่นน้อยเหรอครับ”
“เอ่อ...น้อยยิ่งกว่าน้อยค่ะ ตอนนี้ฉันมีผลงานแค่ซิทคอมหนึ่งเรื่อง ออกไม่กี่ตอน จะเทียบกับดาราแถวหน้าได้ยังไงคะ”
เจมส์พยักหน้า ลอบมองหน้าอีกฝ่ายทีหนึ่ง เนิ่นนานจึงได้เสริม
“งั้นผมจะช่วยผลักดันแล้วกันนะครับ”
“เอ๋...ผลักดัน คุณเจมส์เป็นคนในวงการเหรอคะ หรือว่ามีเส้นสายข้างใน”
ดวงตาของปิ่นเป็นประกาย ถึงกับลืมตัวจับมือเจมส์ ทำเอาแฟนสาวเขาในชุดกางเกงยีนส์ขาสั้นกุด มองเธอตาเป็นมัน
“โอ๊ะ...ขอโทษนะคะ ฉันลืมตัวไปหน่อย” ปิ่นไม่ใช่คนโง่ และด้วยสัญชาตญาณของผู้หญิง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสาวเบียร์คนนี้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเจมส์
“ไม่เป็นไรครับ” เจมส์ไม่ใส่ใจต่อท่าทีอีกฝ่าย และไม่รู้ด้วยว่าเบียร์กำลังมองแบบไหน เพราะหลังจากเข้ามาในงานไม้ดอกไม้ประดับส่งท้ายปี เขาได้ถูกดึงดูดโดยผลไม้ และดอกไม้นานาพันธุ์ที่นำมาจัดแสดงที่นี่
“แล้วคุณเจมส์จะผลักดันฉันยังไงเหรอคะ” ต่อให้ต้องสร้างความขุ่นเคืองให้อีกฝ่าย แต่เมื่อมีโอกาสตรงหน้า หากปิ่นไม่คว้าไว้ก็คงถูกเรียกว่าคนโง่
“อ๋อ พอดีเห็นว่าคุณเป็นหนึ่งในคนวงการบันเทิง ค่าตัวไม่ได้แพง จึงคิดว่าจะให้มาเล่นโฆษณาเกี่ยวกับลูกชิ้นสักหน่อยน่ะครับ”
“ลูกชิ้น...เหรอคะ” ปิ่นรู้สึกเหนือความคาดหมาย ทีแรกคิดว่าเขาจะผลักดันให้เล่นละครหลังข่าวเสียอีก
“ใช่ครับ” เจมส์พยักหน้า เอื้อมมือไปสัมผัสกับดอกไม้ที่เลื้อยตามแนวรั้วสีขาว เสริมว่า “ผมมีโรงงานลูกชิ้นอยู่แห่งหนึ่ง ตอนนี้สินค้าได้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคแล้วก็จริง แต่ผมว่านั่นยังไม่พอ เลยอยากให้มีโฆษณาสักตัวสองตัว จะได้ดึงดูดผู้บริโภคให้มาซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น”
คำพูดของเจมส์ทำให้เพลิงและบัวชมพูหูผึ่ง
ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนนี้จะไม่ธรรมดาจริงๆ นั่นแหละ ต้องเป็นลูกหลานคนรวยรุ่นที่สอง ถึงขนาดมีโรงงานเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุน้อย
ดังนั้นกล่าวสำหรับเพลิงและบัวชมพู พวกเขามองตาก็แทบจะรู้ใจ จึงได้โพล่งออกพร้อมกัน
“คุณเจมส์ ถ้ายังมีที่ว่างเหลือล่ะก็ ให้บทพวกเราก็ได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นบทอะไรพวกเราเล่นได้ทั้งนั้น”
“ใช่ค่ะ บทอะไรก็เล่นได้ ให้เล่นเป็นคนทอดลูกชิ้นในตลาดยังได้เลยนะคะ”
ปิ่นกระพริบตาปริบๆ อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่สามารถพูดมันออกมาได้
ไอ้พวกนี้นี่ทำงานกันได้เร็วจริงๆ นะ บทอะไรก็เล่นได้แม้แต่เป็นคนทอดลูกชิ้น หึหึ...แต่จะว่าไปก็ไม่แปลก เพราะทั้งคู่ต่างเป็นนักแสดงตัวเล็กเหมือนกับเธอ ทางเลือกเกี่ยวกับงานโฆษณา งานแสดง แทบจะไม่สามารถเลือกได้ ต่างจากดาราแถวหน้าอย่างชัดเจน
เจมส์มองหน้าทั้งสองคน ค่อนข้างผิดคาด ไม่คิดว่าพวกเขาจะเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา เพราะก่อนหน้านั้นเหมือนเป็นเพื่อนสนิทมาร์ช ชายปากดีที่ทำตัวเก่ง
คล้ายกับเข้าใจความนัยจากสายตา เพลิงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้พวกเราสองคนลืมแนะนำตัวไปเลย ผมเพลิง ส่วนนี่บัวชมพู”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ และเรื่องก่อนหน้านี้ต้องขอโทษคุณเจมส์ด้วยนะคะ มาร์ชไม่น่าทำอะไรโง่ๆ แบบนั้นเลย”
“นั่นสิครับ พวกเราต้องขอโทษแทนเขาจริงๆ อีกอย่างคือมาร์ชไม่ใช่เพื่อนนะครับ แค่รู้จักกันผ่านซิทคอมที่เล่นด้วยกันเท่านั้นเอง พวกเราไม่เคยสนิทสนมกับเขาหรอก ใช่ไหมบัวชมพู”
“ใช่ พวกเราไม่เคยสนิทกับเขา ที่มาเที่ยวด้วย...ก็เพราะว่างเท่านั้นเอง”
คำพูดทั้งคู่ฟังดูติดขัด แต่พอเข้าใจได้ เมื่อมีผลประโยชน์วางตรงหน้า ต่อให้เป็นเพื่อนก็ไม่ลังเลที่จะหักหลัง
เจมส์ลอบพยักหน้าเงียบๆ
เกี่ยวกับเรื่องงานในวงการเขาไม่ค่อยรู้ก็จริง แต่ใช่ว่าจะไม่รู้เลย ดังนั้นจึงมองว่าทั้งเพลิงและบัวชมพู ต่างทำไปเพราะต้องการมีชื่อเสียง
“ได้สิครับ ผมมีที่ว่างอยู่แล้ว” เจมส์ตอบด้วยรอยยิ้ม ทำเอาชายหนึ่งหญิงหนึ่งยิ้มแก้มปริ ที่ได้รับงานโฆษณาตัวแรก
ท่ามกลางความดีใจของเพื่อนทั้งสอง ต่อให้ปิ่นรู้สึกอาย แต่ยังพูดไปว่า “คุณเจมส์ อย่าลืมฉันสิคะ”