Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 57 - โกรธเคือง

    ตอนที่ 57 – โกรธเคือง

     

                ตอนเย็นในอาณาเขต ทวินนาที่สัญญาไว้แล้วว่าจะไปบ้านของชนินทร์ เธอก็ทำตัวไม่ผิดสัญญา เธอออกมารอหน้าโรงเรียนเพื่อรอชนินทร์ออกมา แต่รอนานแล้ว เขาก็ไม่ออกมาเสียที ในขณะที่กำลังจะตัดสินใจจะเดินกลับบ้านณปภา ชนินทร์ก็โผล่ออกมาพอดี

                “ขอโทษนะครับ ผมติดกิจกรรมน่ะ” ชนินทร์รีบขอโทษทวินนาทันทีที่เขาเห็นเธอ “ผมขอโทษด้วยครับ ขอโทษจริงๆ ผม...”

                “พอแล้วค่ะ ฉันไม่ได้ว่าอะไร” ทวินนาออกจะขำเล็กน้อยที่ชนินทร์มีท่าทางรู้สึกผิดอย่างจัง ทำเอาเธอลืมอารมณ์ที่เสียไปเลย “ไปกันเถอะ ถ้าจะไปก็ไปได้แล้ว ฉันมีเวลาไม่มาก”

                “ให้บ้านผมเลี้ยงข้าวคุณนะครับ” ชนินทร์บอกออกมา แต่ทวินนาปฏิเสธ เธอบอกว่า

                “ไม่ได้หรอก ต้องกลับไปกินข้าวบ้านคุณน้าภา” เธอบอก แล้วก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นชนินทร์ทำหน้าเสียทันที ทวินนาเห็นดังนั้นก็เดือดเนื้อร้อนใจอย่างไรก็ไม่รู้ เธอเลยบอกออกไป

                “กินก็ได้ กินก็ได้” ในที่สุด เธอก็บอกออกไป “แต่แค่นิดเดียวนะคะ เพราะฉันต้องกลับไปกินข้าวบ้านคุณภาจริงๆ”

                “แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ” ชนินทร์เปลี่ยนสีหน้าจากเป็นทุกข์กลายมาเป็นรอยยิ้ม “เราไปกันเถอะครับ” แล้วฝ่ายชนินทร์ก็เป็นฝ่ายเดินนำไป ทวินนาก็เดินตาม ทั้งคู่เดินมาไม่นานนักก็มาถึงบ้านของชนินทร์ เป็นบ้านที่ค่อนข้างเล็ก มีแค่ชั้นเดียวเท่านั้น ชนินทร์เปิดประตูเข้าไปในบ้านแล้วก็สวัสดีพ่อแม่ที่นั่งอยู่บนพื้น แม่กำลังเด็ดยอดผักอยู่ ส่วนพ่อก็ช่วยแม่เด็ดยอดผักออกเหมือนกัน

                “สวัสดีครับ พ่อ แม่ กลับมาแล้วครับ” ชนินทร์บอกพ่อกับแม่ของเขา พ่อกับแม่ของเขาถึงเงยหน้าขึ้นมามอง แม่ของชนินทร์ที่เห็นทวินนาในทีแรกก็ถามขึ้นทันที

                “นั่นใครน่ะ นิน?” แม่เขาถามเขาด้วยน้ำเสียงไม่ดี “อย่าบอกนะว่าเป็นแฟน นี่ แม่บอกแล้วไงว่าให้เรียนให้จบก่อน ค่อยมีแฟนก็....”

                “เปล่าครับ ไม่ใช่อย่างนั้น” ชนินทร์รีบหยุดพ่อแม่เอาไว้ก่อนเลย “ไม่ใช่เลย นี่คือคุณทวินนา เป็นหนึ่งในทหารเด็กม.ปลายที่ช่วยเหลืออาณาเขตของเราจากพวกเอไอไงครับ”

                พอได้ยินดังนั้น ทั้งพ่อและแม่ของชนินทร์ที่กำลังเด็ดผักอยู่ก็ยิ้มขึ้นมาทันที แม่ของชนินทร์กวักมือเรียกให้ทวินนาเดินเข้ามานั่งด้วย พร้อมกับบอก “เธอเป็นหนึ่งในทหารเด็กม.ปลายที่เลื่องลือกันน่ะเหรอ? ขอบใจมากนะที่ช่วยพวกเราเอาไว้”

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มันเป็นหน้าที่ อีกอย่าง...” ทวินนาถอนหายใจก่อนจะพูด “เป็นเพราะอาณาเขตหนูเองที่ก่อเรื่อง ทำให้อาณาเขตคุณลุงคุณป้าต้องถูกโจมตีไปด้วย ถือว่าหนูรับผิดชอบความผิดละกัน”

                “ความผิดอะไรกัน? ได้ยินว่าพวกผู้ใหญ่เป็นคนอนุมัติให้พวกเธอออกมารบกับพวกเอไอไม่ใช่เหรอ?” พ่อของชนินทร์ว่า “ช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน พอผู้ใหญ่ไม่ทำ ก็โยนมาให้เด็ก ทำแบบนี้ได้ไง? นี่เด็กนะ ไม่ใช่นักรบ”

                “แต่พวกหนูก็ไม่ธรรมดานะคะ” ทวินนากล่าวยิ้มๆ เธอเริ่มจะเป็นกันเองกับครอบครัวของชนินทร์แล้ว “พวกหนูพร้อมเสมอที่จะปกป้องอาณาเขตนี้จนตัวตาย”

                ชนินทร์หันมาขยิบตาให้พ่อกับแม่ ก่อนที่เขาจะบอก “เอ้อ! นา มากินข้าวกันไหม? แม่ เตรียมอาหารไว้หรือเปล่า?”

                “เตรียมสิ เตรียม” แม่ของชนินทร์พูดอย่างยินดี พลางต้อนรับทวินนา “แต่ขอโทษนะ อาหารมีไม่กี่อย่างเท่านั้น ฐานะเราค่อนข้างยากจนน่ะ ต้องปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ไว้กินเอง”

                “ไม่ต่างอะไรจากอาณาเขตหนูนักหรอกค่ะ” ทวินนาบอก “อาณาเขตแปดก็ยากจนเหมือนกัน ต้องปลูกผักเลี้ยงสัตว์กินเหมือนกัน”

                แม่ของชนินทร์ยิ้มให้ทวินนาก่อนจะพาเธอมายังห้องทานข้าว ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ อยู่ร่วมกับครัวไปเลย บนโต๊ะมีอาหารสามอย่าง ทวินนาไม่รู้จักทั้งนั้น แล้วเธอก็ถูกทำให้นั่งบนเก้าอี้ ก่อนที่แม่ของชนินทร์จะคดข้าวสวยลงใส่จานของทวินนา มันเยอะจนเธอกลัวว่าจะกินไม่หมด

                “เอ่อ พอแล้วค่ะ จากนี้หนูต้องกลับไปกินข้าวบ้านคนอื่นอีก” ทวินนาห้ามแม่ของชนินทร์เอาไว้ ทำเอาแม่ของชนินทร์หยุดทำทันที

                “อ้าว เหรอ?” แม่ของชนินทร์ทำหน้าเหมือนเสียดาย ไม่รู้เป็นอะไร แต่ทวินนาไม่อยากให้พ่อกับแม่ของชนินทร์ไม่ชอบเธอเลย เธอเลยพูดออกมาว่า

                “กินก็ได้ค่ะ” เธอพูดออกมาอย่างเกรงใจสุดๆ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ น้าภาเขาคงเข้าใจ ถ้าหนูจะกินอาหารที่นี่จนอิ่ม น้าภาคงไม่ว่าหรอก”

                “อ๋อ เธอพักอยู่บ้านผู้นำอาณาเขตเหรอ?” แม่ของชนินทร์ถาม ทวินนาก็พยักหน้า

                “ค่ะ อยู่บ้านของคุณชานนท์กับคุณณปภา” ทวินนาบอก “แต่คุณชานนท์ไม่ค่อยกลับมาบ้านเท่าไหร่ ก็เลยไม่ค่อยได้เจอกัน เจอแต่คุณน้าภาคนเดียวเท่านั้น”

                “ผู้นำอาณาเขตกับพรรคพวกน่ะ ส่วนมากนอนค้างที่สภากลางหมู่บ้านนั่นแหละ” พ่อของชนินทร์บอก “พวกเขาต้องทำหน้าที่ปกป้องพวกเราจากพวกเอไอ พวกเขาเลยต้องอยู่ที่นั่น”

                แล้วพ่อของชนินทร์ก็เล่าถึงเรื่องที่เขาเจอสมัยหนุ่มๆ ตอนที่พวกเอไอเข้ามายึดครองโลก เขาเล่าออกมา “มันเป็นบ่ายของวันธรรมดาๆ วันหนึ่ง แต่จู่ๆ ก็มีจานบินบุกเข้ามาภายในโลกและกระจายไปทั่วโลก พวกมันใช้อาวุธของมันยิงทำลายตึกรามบ้านช่องจนลุกเป็นไฟ มองไปทางไหนก็มีแต่เปลวไฟทั้งนั้น แล้วพวกมันก็จับมนุษย์เป็นทาส และอนุญาตให้เราอยู่ภายในอาณาเขตเล็กๆ ได้ แต่ต้องส่งเครื่องสังเวยไปให้พวกมันทุกๆ วันศุกร์ของสัปดาห์”

                “หนูสงสัยมานานแล้ว” ทวินนาที่เคี้ยวข้าวและกลืนลงท้องไปแล้วพูดขึ้น “พวกมันจับมนุษย์เป็นทาสแล้วก็อนุญาตให้พวกเราอยู่ในอาณาเขตได้ก็จริง แต่พวกมัน ‘พูด’ กับเราหรือคะ? เราถึงเข้าใจสิ่งที่มันอยากจะบอก”

                “ใช่ พวกมันบางส่วนพูดภาษาไทยได้” พ่อของชนินทร์บอกขึ้นมา “เป็นเรื่องแปลกใช่ไหมล่ะ? พวกมันฉลาดมากนะ ใช้เวลาเพียงแป๊บเดียวก็เข้าใจภาษาเราทั้งหมดแล้ว ใช่ พวกมันพูดได้ แต่ก็แค่บางตัวเท่านั้น ส่วนใหญ่พวกลูกน้องมันจะพูดกันไม่ได้ แต่ระดับหัวหน้าน่ะพูดได้”

                “มีระดับหัวหน้าด้วยหรือคะ?” ทวินนาถาม อีกฝ่ายก็พยักหน้า

                “พวกหัวหน้าก็แต่งตัวเหมือนพวกเอไอธรรมดานั่นแหละ แต่มีเสื้อคลุมเป็นสีต่างๆ” พ่อของชนินทร์เล่าให้ฟัง “อาจจะเป็นสีม่วง สีแดง สีน้ำตาล แต่จำไว้ว่าพวกเอไอที่ไหนที่สวมเสื้อคลุม นั่นแหละคือหัวหน้าของพวกมัน และมันสื่อสารกับเราได้”

                “หนูเพิ่งจะรู้นะเนี่ย” ทวินนาบอกตามความจริง “ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะพูดภาษาไทยได้ แล้วคุณลุงเคยได้ยินมันพูดไหมคะ?”

                “เคยสิ เคยได้ยิน มันก็พูดภาษาไทยปกตินี่แหละ” เขาบอก “ไม่รู้มันไปเรียนมาจากไหน? บางทีมันอาจจะส่งสปายเข้ามาในโลกเราก่อนหน้านี้แล้วก็ได้ ถึงได้พูดได้รวดเร็วขนาดนั้น”

                ทวินนาพยักหน้า เธอเพิ่งจะได้ความรู้ใหม่ แล้วเธอก็กินข้าวจนหมดจาน ตอนนั้นเองก็ถึงเวลาหกโมงเย็นแล้ว ทวินนาเห็นว่าควรได้เวลากลับบ้านได้แล้ว

                “เอ่อ” ทวินนาเอ่ยอย่างเกรงใจจริงๆ “คือ...หกโมงแล้ว หนูต้องกลับบ้านแล้วค่ะ”

                “อ๊ะ!” พ่อของทวินนาที่คุยกับเธอมาตลอดเหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัว “นั่นสิ เรากักตัวเธอนานไปแล้ว เพิ่งจะรู้นะเนี่ย กลับบ้านไปเถอะ เดี๋ยวพวกคุณภาจะเป็นห่วงเอานะ”

                “งั้น...” เธอลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้และยกมือไหว้ทั้งสองคนที่เป็นพ่อแม่ของชนินทร์ “หนูกลับก่อนนะคะ”

                “แล้วหนูนาจะมาอีกไหม?” แม่ของชนินทร์ถามขึ้น ชนินทร์ที่นั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันกับพ่อและแม่ก็มองมาทางเธอเหมือนกัน ทวินนาแอบถอนหายใจก่อนจะบอก

                “มาค่ะ มาได้” ทวินนาบอก ความจริง เธอไม่ได้อยากมาสักเท่าไหร่เลย แต่เพราะความเกรงใจในมารยาท ทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้ “วันหลังหนูจะมาใหม่”

                “เออ จะได้เตรียมอาหารไว้ด้วย นิน ถ้าหนูนาจะมาบ้านละก็ บอกแม่ก่อนนะลูก จะได้เตรียมอาหารไว้ให้เยอะกว่านี้”

                “ครับ แม่” ชนินทร์กินข้าวจนหมดแล้วรวบช้อนส้อม ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดปาก แล้วเขาก็หันไปบอกกับทวินนา “ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวผมไปส่งหน้าบ้าน”

                แล้วทวินนากับชนินทร์ก็เดินออกมาภายนอกบ้าน ตอนนั้นฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ชนินทร์ออกมาส่งทวินนาพร้อมกับถามว่า “นากลับบ้านเองได้หรือเปล่า?”

                “แหม ได้สิคะ” ทวินนาพูดยิ้มๆ กับเขา “ขอบคุณมากนะคะที่เลี้ยงข้าว แม่ของนินก็ทำอาหารอร่อยไม่แพ้คุณน้าภาเลย”

                “จริงหรือครับ?” ชนินทร์ถามอย่างจริงจัง “ถ้าคุณว่าอร่อย วันหลังก็มากินอีกสิ”

                “คงจะกินทุกครั้งไม่ได้หรอก เพราะน้าภา เธอก็ตั้งใจทำอาหารให้พวกเรากินกัน” ทวินนาบอก “แต่จะพยายามละกัน” เธอบอกออกมาแบบนั้น ชนินทร์ที่ได้ยินดังนั้น เขาก็ฉีกยิ้มอย่างยินดี

                “กลับบ้านไปเถอะครับ” ชนินทร์บอก แต่แล้วเขาก็รีบพูด “ผมไม่ได้ไล่นะ แค่อยากให้นารีบกลับบ้าน ตอนเย็น ยุงมันดุ อาณาเขตนี้ยุงดุมาก ถ้าถูกกัดไปอาจจะป่วยเอาก็ได้ ผม...”

                “ค่ะ” เธอขัดขึ้นมาก่อนที่เขาจะพูดจบ “ขอบคุณที่เป็นห่วง แล้วพรุ่งนี้....ฉันอาจจะมาใหม่ พ่อแม่ของนินน่ารักมากเลยนะ จะบอกให้”

                ชนินทร์ส่งยิ้มให้เธอก่อนจะโบกมือลา ทวินนาเองก็โบกมือลาเช่นกัน ก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านของณปภาไป เมื่อเธอมาถึง ก็พบว่าพวกเด็กทหารม.ปลายกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ กมลที่เห็นทวินนาเป็นคนแรกก็ทักขึ้นมา “อ้าว? พี่นา ทำไมเพิ่งกลับล่ะ? โรงเรียนเลิกตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ?”

                “เอ่อ คือ” ทวินนาไม่รู้จะตอบอย่างไรดี? “คือพี่ไป เอ่อ...”

                “อย่าบอกนะว่าไปบ้านเพื่อนมา?” อัมพรคาดเดาได้ถูกต้องพลางยิ้มออกมา “ถ้าเดาไม่ผิด เพื่อนผู้ชายใช่ไหมคะ?”

                ทวินนาถอนหายใจออกมา ก่อนจะพยักหน้าอย่างยอมรับ “ใช่ พี่ไปเยี่ยมบ้าน เอ่อ เพื่อนมา และเขาก็เป็นผู้ชายอย่างที่น้องพรบอกจริงๆ”

                “โห” อัมพรที่กำลังกินเนื้อไก่อยู่ถึงกับยิ้มออกมา “แน่ใจเหรอคะว่าเพื่อน?”

                “ก็เพื่อนน่ะสิ เอ้อ คุณน้าภาคะ” ทวินนาหันไปบอกกับเธอ ณปภาจึงหันหน้ามา แล้วทวินนาก็บอก “ขอโทษนะคะ ทางบ้านเพื่อนหนูเขาเลี้ยงข้าวหนูไปแล้ว ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้กินข้าวบ้านน้าภา”

                “โธ่ ไม่เป็นไรหรอก” ณปภาบอกปัดไปอย่างไม่มีปัญหา “ไม่เห็นต้องขอโทษเลย หนูนาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย แค่ไปกินข้าวบ้านคนอื่น ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไรสักหน่อย”

                ทวินนาออกจะโล่งใจที่ณปภาไม่ได้โกรธเธอเลย แล้วเธอก็ขอตัวขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะขึ้นไปบนชั้นสามคนเดียว พออยู่คนเดียว เธอก็หวนนึกถึงเรื่องเมื่อเย็นนี้ พ่อและแม่ของชนินทร์น่ารักมาก เป็นมิตรกับเธอมาก ชนินทร์เองก็ทำท่าเกรงใจเธอเหมือนกลัวเธอจะโกรธเอา ทำเอาเธอนึกขำ

                “พรุ่งนี้ไปอีกดีกว่า” ทวินนาตัดสินใจแล้ว “แต่คงกินข้าวด้วยกันไม่ได้แล้วล่ะ”

                ทางฝ่ายพันธกร เขาก็สงสัยอย่างมากว่าวรรณสาเป็นอะไร? หลังจากมื้อเย็นแล้ว เขาพูดด้วย วรรณสาก็ไม่พูดด้วย จนเขาเริ่มรู้สึกรำคาญแล้ว เขาเลยตัดสินใจถามออกมา

                “สาเป็นอะไรน่ะ?” พันธกรถามเธอที่กำลังใช้ผ้าเช็ดมือหลังจากล้างจานเสร็จ “ไม่พูดไม่จากับพันตั้งแต่เมื่อเย็นแล้ว โกรธอะไรพันน่ะ?”

                “ไม่มีอะไรหรอก” วรรณสาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป แต่พันธกรจับมือของเธอเอาไว้ก่อน ฝ่ายวรรณสาก็หยุดเดินทันที แต่ไม่ได้หันหน้ามามองเขา

                “พูดแบบนี้ มันต้อง ‘มี’ แน่ๆ เลย” เขาพูดกับวรรณสา “นี่ บอกมาเถอะ พันไปทำอะไรผิด? ทำไมสาถึงโกรธพันล่ะ?”

                “พันยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าทำอะไรผิดลงไป?” วรรณสาหันมาบอกกับเขาด้วยเสียงราบเรียบ “นั่นแหละ คือความผิดของพัน”

                เธอพูดเสร็จก็สะบัดแขนเธอออกจากมือของพันธกรแล้วก็เดินขึ้นชั้นสองไป ทำเอาพันธกรมองอย่างสงสัย เขาแปลกใจจริงๆ ก็เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักหน่อยนี่

                “ผู้หญิงนี่อารมณ์ซับซ้อนจังเลย” พันธกรบ่นพึมพำขึ้นมา “เอาเหอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเยี่ยมไอ้ดินดีกว่า”

                พอเช้าวันรุ่งขึ้น พันธกรก็สวมชุดไปรเวทเตรียมจะไปโรงพยาบาลกับโรงเรียน เขากินข้าวอย่างเร่งรีบ แล้วก็จะเดินออกไปโรงพยาบาล แต่คราวนี้ วรรณสาไม่ได้ทำอาหารเผื่อพสุ พันธกรจึงขอให้เธอทำอาหารให้เขาหน่อย วรรณสาเลยเดินไปที่ครัว ก่อนจะทำแกงง่ายๆ ขึ้นมา แล้วก็ใส่ถุงให้พันธกร ก่อนจะยื่นให้ แล้วก็ไม่พูดอะไรกับเขาเลย แต่พันธกรไม่สนใจแล้ว เขาเดินดุ่มๆ ออกจากบ้านไปโรงพยาบาลไปเลย วรรณสาเห็นท่าทีของเขาที่ดูไม่ทุกข์ร้อนเลยก็ยิ่งเสียใจ

                “ทะเลาะอะไรกับน้องพันหรือเปล่า?” ณปภาถามขึ้นขณะที่วรรณสากำลังล้างจาน “น้าเห็นว่าน้องสาไม่พูดไม่จากับน้องพันมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ”

                “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” วรรณสาใช้น้ำล้างจาน เอาคราบน้ำยาล้างจานออกไปจนหมด ณปภาถอนหายใจออกมา ก่อนจะพูด

                “มีอะไรก็บอกน้าได้ รับรองน้าไม่ไปพูดกับใครหรอก” ณปภาบอกออกมา วรรณสาเลยหันไปหาเธอ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเช่นกัน

                “พันโกหกหนู” เธอบอกความจริงแก่ณปภา “เมื่อวาน เขาไปกับเด็กสาวคนหนึ่ง ไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือด้วยกัน แต่พอสาถามว่าไปทำอะไรมาถึงกลับเย็น? เขาก็โกหก”

                “หืม เรื่องเป็นแบบนี้นี่เอง” ณปภาใช้ผ้าเช็ดมือก่อนจะพูด “เขาคงไม่อยากให้น้องสาสงสัยล่ะมั้ง?”

                “ไม่หรอกค่ะ เขาจงใจปิดเป็นความลับ” วรรณสาบอกออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยดี “เขาปิดบังสา นี่เป็นครั้งแรกนะคะที่เขาทำแบบนี้”

                “น้าว่าหนูอย่าเพิ่งไปเข้าใจอะไรผิดพลาดเลย” ณปภาแนะนำ “ลองฟังดูเขาก่อน บางทีเขาอาจจะไม่มีอะไรก็ได้”

                “ขอบคุณที่ปลอบใจนะคะ” วรรณสายกมือไหว้ณปภา ทำเอาณปภาต้องรีบรับไหว้ แล้วเธอก็ถือกระเป๋าก่อนจะเดินออกไปทางโรงเรียน ทางด้านพันธกร เขาก็มาหาพสุกับแม่อีกครั้ง เหมือนเดิม เขาเอาจานมาใส่แกงและข้าวให้พสุกินเหมือนเดิม

                “สาทำอาหารอร่อยเสมอเลยนะ” พสุว่าออกมา แล้วก็สังเกตเห็นใบหน้าของพันธกรที่ดูเหมือนอารมณ์เสีย “เอ้า! แกเป็นอะไรวะ? ทำหน้าแบบนั้น มีอะไรหรือเปล่า?”

                “มี” พันธกรบอกกับพสุทันใด “สาเป็นอะไรไม่รู้? ไม่พูดไม่จากับฉันตั้งแต่เมื่อวานละ แล้วเมื่อเช้าก็ไม่พูดด้วย เขาเป็นอะไรของเขา? แกช่วยตอบหน่อยได้ไหม?”

                “ฉันจะไปตอบได้ไงล่ะ?” พสุบอกออกมาพลางตักแกงเข้าปาก เคี้ยวก่อนจะกลืนลงคอ “ฉันจะไปตอบได้ไง? ก็ฉันยังไม่รู้เลยว่าแกทำอะไรให้สาโกรธ?”

                “ก็นั่นน่ะสิ” พันธกร ผู้ที่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยกล่าวขึ้น “ฉันไม่ได้ทำผิดอะไรเลยนะ ทำไมสาต้องโกรธด้วย?”

                “แกไปเผลอทำอะไรผิดปกติหรือเปล่า?” พสุถามขึ้น “อะไรที่มันไม่เหมือนเดิมน่ะ?”

                พันธกรใช้ความคิดชั่วครู่ แล้วเขาก็นึกออก เรื่องของกชพรรณนั่นเอง เมื่อวานเขาเจอกับกชพรรณ และไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือด้วยกัน เขาเลยบอกเรื่องนี้ให้แก่พสุให้รู้

                “นั่นแหละ” พสุจับได้ทันที “ต้องเป็นเรื่องนี้แน่ สาอาจจะเห็นแกไปกับยัยกชอะไรนั่น และก็เข้าใจผิด ก็เลยโกรธ ไม่พูดด้วยไงล่ะ”

                “แล้วมันแปลกตรงไหน?” พันธกรถามออกมาอย่างซื่อๆ “ฉันกับพรรณแค่ไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือด้วยกันเท่านั้นเอง ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แค่ไปกินอาหารด้วยกัน แค่นี้มันผิดด้วยเหรอ?”

                “เฮ้อ ไอ้พันเอ๊ย” พสุถอนหายใจออกมา “ไม่รู้ใจผู้หญิงจริงๆ เหรอ? สาเขาชอบแกนะเว้ย เลยแสดงท่าทีหึงหวงแบบนั้นออกมาน่ะสิ”

                “บ้า สาไม่ได้ชอบฉัน” พันธกรยังคงปฏิเสธ “เป็นไปไม่ได้ที่สาจะมาชอบฉัน”

                “อ้าว? แล้วเธอจะโมโหทำไมล่ะ?” พสุยังคงบอก “ถ้าเธอไม่หึงหวงจริงๆ เธอไม่โกรธหรอก จะบอกให้”

                พันธกรออกจะครุ่นคิด เป็นเรื่องจริงหรือที่วรรณสาชอบเขา? ทั้งปฏิคมเองก็เคยบอกเขามาก่อนแล้ว เขาก็ไม่เชื่อ มาคราวนี้พสุก็บอกเหมือนกัน เขาคิดว่าตัวเองควรจะเชื่อดีหรือไม่? แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือ เขาเห็นวรรณสาเป็นเพื่อนสนิทเท่านั้น ไม่ได้มองมากไปกว่านั้น

                “ฉันเห็นสาเป็นเพื่อนเฉยๆ” พันธกรบอกออกมาตามจริง “ฉันไม่ได้คิดอะไรกับสา”

                “โห ถ้าสามาได้ยินอย่างนี้คงเสียใจน่าดู” พสุบอกออกมา “แกไม่สงสารสาหรือไงวะ?”

                “ก็ถึงสาจะชอบฉันจริง แต่ฉันมองสาเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น” พันธกรบอกกับพสุ “แล้วจะให้ทำไงวะ? ก็คนมันไม่ได้ชอบกันน่ะ?”

                พสุส่ายหน้าออกมา ก่อนจะกินข้าวเข้าไป แล้วพอคุยอะไรกันเล็กน้อย พันธกรก็ขอตัวไปโรงเรียน เขาออกจากโรงพยาบาลไปยังโรงเรียน แล้วก็เจอกชพรรณยืนอยู่หน้าโรงเรียนพอดี

                “อ้าว? พรรณ” พันธกรเข้ามาทักทายเธอ “มารออะไรตรงนี้?”

                “ก็มารอพันนั่นแหละ” กชพรรณตอบยิ้มๆ “มารอตั้งนานกว่าพันจะมา พันไปไหนมาเหรอ? จะเข้าแถวอยู่แล้วนะ?”

                พันธกรเลยบอกความจริงออกไปว่าไปเยี่ยมแม่เพื่อนที่โรงพยาบาล กชพรรณ พอได้ยินอย่างนั้น เธอก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

                “หืม? พันเป็นคนเป็นมิตรจังเลยนะ” กชพรรณชื่นชมเขา ก่อนจะจับมือเขาทันที “เข้าไปเข้าแถวกันเถอะจ้ะ”

                พันธกรเดินจูงมือไปกับกชพรรณ ฝ่ายวรรณสาที่ลงจากอาคารมาเห็นพอดี เธอก็รีบซ่อนตัว และเฝ้ามองพันธกรเดินจับมือกับกชพรรณออกไป เธอมองแล้วก็รู้สึกเสียใจ ก่อนจะหนีไปยังห้องน้ำหญิง

                หลังจากเคารพธงชาติเสร็จและปล่อยเด็กเข้าห้อง กชพรรณก็หันมาถามกับพันธกร “คาบแรกวันนี้มีภาษาอังกฤษนะ”

                “โห จริงเหรอ?” พันธกรไม่ชอบภาษาอังกฤษเลย “จะเรียนไปทำไม? ภาษาอังกฤษ? เรียนแล้วเอาไปใช้กับชาวต่างชาติได้หรือเปล่าล่ะ? เราออกนอกอาณาเขตได้ที่ไหนกัน?”

                กชพรรณหัวเราะขึ้นมา ก่อนจะบอก “ใช่ พรรณก็คิดเหมือนกับพันนั่นแหละ ไม่รู้จะเรียนไปทำอะไร?”

                ฝ่ายทวินนาที่เดินเข้ามาในห้องเรียน จู่ๆ ชนินทร์ก็ขอตัวเข้ามานั่งด้วย ทวินนาถึงกับตกใจในตอนแรก แต่ก็คลายความตกใจลง เมื่อเขานั่งลงไปสักพัก แล้วอาจารย์คาบแรกก็มาสอน เป็นวิชาคณิตศาสตร์ ทวินนาที่ไม่เก่งคณิตศาสตร์ เธอก็ร้องออกมา

                “นาไม่ชอบเลขเลย” เธอหันไปบอกชนินทร์ “มีแต่เครื่องหมายอะไรก็ไม่รู้ ดูแล้วน่าปวดหัว ยากจะตาย ทำความเข้าใจยากจะตาย”

                “เหรอครับ?” ชนินทร์ถามขึ้น “แต่นินชอบเลขนะ ถ้านาไม่ชอบเลข เดี๋ยวนินช่วยสอนให้ก็ได้”

                “แหม ขอบใจนะคะ” ทวินนาเอ่ยปากออกมาจากใจจริง ทำเอาชนินทร์เขินอายจนเอามือเกาศีรษะที่มีแต่ผมเส้นดำ เขาบอกออกมา

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ” ชนินทร์เอ่ยขึ้นมา “ผมเองก็...จริงใจที่จะสอนเลขนา”

                คำพูดของเขาทำเอาทวินนาหันมามอง แต่ชนินทร์ไม่ได้มองมาทางเธอ แต่มองไปยังกระดานหน้าห้อง ทวินนาไม่รู้เป็นอะไรของเธอ แต่เธอออกจะเขินอายกับคำพูดของชนินทร์   

    คล้ายกับเรื่องDead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย ที่คุณอ่าน