ตอนนั้นผู้ดูแลจวนยังไม่ได้รับตำแหน่งนี้ เป็นเพียงผู้ดูแลลานหน้าจวนเท่านั้น แม้ในตอนนั้นเขาจะรู้สึกเกรงกลัวซูซื่ออยู่บ้าง แต่ตลอดสิบกว่าปีมานี้ซูซื่อก็เป็นเพียงคนป่วยเรื้อรัง ทำให้ความกลัวในใจเขาค่อยๆ จางหายไป
ทว่าชั่วขณะนี้ เขากลับรู้สึกหวั่นเกรงในแววตาของซูซื่ออีกครั้ง
สำหรับเขาแล้ว นี่คือความอัปยศโดยแท้
ผู้ดูแลจวนปรายตามองซูซื่อด้วยความดูแคลน ไร้ซึ่งความเคารพเกรงใจ เอ่ยเสียงเย็นชา “ฮูหยินใหญ่ ในฐานะที่ท่านเป็นฮูหยินใหญ่แห่งจวนอันกั๋วกง ในวันสำคัญที่คุณหนูใหญ่จะถูกสู่ขอเช่นนี้ ตามเหตุผลและตามมารยาทแล้วท่านควรไปที่โถงหน้า อีกทั้งนายท่านยังมีคำสั่งมา ว่าในฐานะผู้อาวุโส ท่านจำต้องไป”
ในใจของซูซื่อยังโกรธเคืองฮวาเจิ้นเซี่ยที่สั่งโบยบุตรสาวของตนไม่หาย นางย่อมไม่อยากเห็นหน้าฮวาเจิ้นเซี่ย แต่หากนางไม่ยอมไป ฮวาเจิ้นเซี่ยก็ต้องบังคับให้นางไปอยู่ดี
“พวกเจ้าออกไปก่อน หากข้าเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วจะไปเอง”
เมื่อผู้ดูแลจวนได้ยินเสียงอันเย็นเยียบของซูซื่อ และรู้ว่านางยอมไปก็ไม่กล่าวสิ่งใดอีก เพียงส่งสัญญาณให้บ่าวชายออกไปรอที่ลานเรือน
ฮวาเฮ่าเย่ว์ที่ถูกกดไว้จนขยับไม่ได้ มองผู้ดูแลจวนด้วยแววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
ส่วนบ่าวชายที่ไปค้นหาฮวาชิงเหยียนในห้องแล้วไม่พบร่องรอย จึงไปรายงานผู้ดูแลจวนว่า “ท่านผู้ดูแลจวน ไม่พบคุณหนูรองขอรับ”
ผู้ดูแลจวนขมวดคิ้วพลางถามฮวาเฮ่าเย่ว์ “คุณหนูรองอยู่ไหน”
ฮวาเฮ่าเย่ว์ย่อมไม่ตอบเขา ทั้งยังแค่นเสียงเย็นใส่
ผู้ดูแลจวนส่งสัญญาณให้บ่าวชายที่กดตัวฮวาเฮ่าเย่ว์ไว้
บ่าวคนนั้นต่อยเข้าที่ท้องฮวาเฮ่าเย่ว์เต็มแรงในทันที
ฮวาเฮ่าเย่ว์ครางในลำคอ แต่ก็ไม่ยอมเปล่งเสียงออกมา เพียงจ้องผู้ดูแลจวนด้วยแววตาเคียดแค้น ก่อนเอ่ยเน้นทีละคำ “วันนี้เจ้ากล้าทำกับข้าและท่านแม่เยี่ยงนี้ วันหน้า ข้าจะเอาคืนเป็นร้อยเท่า!”
สีหน้าของฮวาเฮ่าเย่ว์ในยามนั้นช่างน่ากลัวจนผู้ดูแลจวนถึงกับสะดุ้ง หัวใจของเขากระตุกวูบราวกับสัญชาตญาณกำลังเตือนภัย ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นเพียงคนไร้พลัง แต่กลับทำให้เขารู้สึกสะท้านใจอย่างหาสาเหตุไม่ได้เป็นครั้งที่สองในวันเดียว
เขายังไม่คิดจะหยุด ขณะจะสั่งให้บ่าวชายลงมืออีกครั้ง เสียงเย็นยะเยือกของซูซื่อก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ผู้ใดบังอาจแตะต้องลูกข้า!”
ผู้ดูแลจวนเห็นซูซื่อสวมชุดเก่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน ยามนี้ร่างผอมบางจนชุดดูโคร่งดั่งแขวนไว้บนราว แต่กระนั้นกลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างจากอำนาจในตัวนางจนไม่กล้าลงมืออีก เพียงหันไปถามเสียงเรียบ “ฮูหยินใหญ่ คุณหนูรองอยู่ไหน นายท่านสั่งไว้ว่านางต้องไปด้วยขอรับ”
ซูซื่อรู้ดีว่าจวินอู๋ชิงเคยเป็นคู่หมั้นของบุตรสาวตน แต่บัดนี้กลับมาสู่ขอฮวาเย่ว์โหรว จุดประสงค์ของฮวาเจิ้นเซี่ยนั้นชัดเจนยิ่งนัก นางมั่นใจในสิ่งที่บุตรสาวเคยกล่าว ฮวาเจิ้นเซี่ยคือผู้อยู่เบื้องหลังการลอบทำร้ายครอบครัวตน เช่นนั้นต่อให้ต้องตายร่วมกัน นางก็จะลากเขาลงไปด้วย
ซูซื่อปรายตามองผู้ดูแลจวนพลางกล่าวเสียงเย็น “เหยียนเอ๋อร์ออกไปข้างนอก เจ้ายังคิดจะไปจับนางกลับมาอีกหรือ”
เมืองหลวงกว้างใหญ่เพียงนี้ ต่อให้ส่งคนทั้งจวนอันกั๋วกงออกตามหาก็ไม่แน่ว่าจะพบ
เมื่อผู้ดูแลจวนคิดได้ดังนั้นก็ไม่กล้าซักต่อ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “เช่นนั้นเชิญฮูหยินใหญ่”
ฮวาเฮ่าเย่ว์มองซูซื่อด้วยความเป็นห่วง เขากลัวว่ามารดาจะฝืนสังขารเกินไป ถึงจะโล่งใจที่เห็นว่านางย่างก้าวมั่นคง แต่หากสายตาก็ยังจับจ้องที่มารดาอยู่ตลอด
เดินราวหนึ่งก้านธูปก็มาถึงโถงหน้าของจวนอันกั๋งกง
ซูซื่อหอบหายใจเล็กน้อย ก่อนนางจะพบว่าโถงหน้าแทบจะกองเต็มไปด้วยหมั้นล้ำค่า
ฮวาเจิ้นเซี่ย อิ่นซื่อ และฮวาเย่ว์โหรวล้วนยิ้มจนแทบหุบไม่ลง ส่วนบรรดาอนุและบุตรสาวสายรองเห็นกองของหมั้นเหล่านั้นต่างก็มองด้วยสายตาริษยา
ผู้ดูแลจวนเดินไปกระซิบข้างหูฮวาเจิ้นเซี่ยว่าไม่พบตัวฮวาชิงเหยียน
ฮวาเจิ้นเซี่ยเพียงโบกมือไม่พูดอะไรต่อ
อ๋องเก้าก็ได้ยินเช่นกัน แต่กลับรู้สึกยินดีในใจ สัญชาตญาณเขาบอกว่าดีแล้วที่ฮวาชิงเหยียนไม่อยู่ เพราะหากนางรู้ว่าอ๋องเจ็ดไม่ได้มาด้วยแล้วปฏิเสธขึ้นมาจะลำบาก เขาไม่รู้เลยว่าสัญชาตญาณของตนนั้นแม่นยำเพียงใด หากฮวาชิงเหยียนอยู่ที่นี่จริง การสู่ขอในวันนี้คงไม่มีทางสำเร็จแน่นอน
อ๋องเก้าไม่ได้คิดอะไรให้มากความอีก เพียงรับรู้ได้ว่าเมื่อทุกคนที่นี่เห็นซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ บ้างก็ปรายตามองอย่างดูแคลน บ้างก็ทำราวกับสองคนนั้นไม่มีตัวตน
อ๋องเก้าเกิดความแคลงใจ ฮวาเจิ้นเซี่ยนี่สมองมีปัญหาหรือไม่ เมื่อครู่ยังแสดงได้ไร้ที่ติแท้ๆ แต่ยามนี้กลับเผยช่องโหว่ชัดเจนยิ่งนัก ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์แต่งกายราวกับบ่าวไพร่ ไหนจะท่าทีเฉยเมยของผู้คนในจวนที่มีต่อทั้งสองก็ชัดเจนจนเกินไป
อิ่นซื่อเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงใสซื่อ “อ๋องเก้า ท่านบอกว่าหวังอีฉุยปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เป็นคนทำอุปกรณ์เวทระดับหกพวกนั้นหรือเจ้าคะ”
เมื่อคิดว่าหวังอีฉุยเป็นผู้หลอมอุปกรณ์เวทระดับหกเหล่านั้นด้วยตนเอง อิ่นซื่อแทบน้ำลายไหล ของเพียงชิ้นเดียวก็ล้ำค่าจนนางอยากครอบครอง แต่นี่กลับมีถึงห้าหีบเต็มๆ นางอยากจะยึดของในโถงหน้าเอาไว้ให้หมดเสียเดี๋ยวนั้นเลยด้วยซ้ำ
เมื่ออ๋องเก้าเห็นแววตาโลภละโมบของอิ่นซื่อ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที และเพิ่งตระหนักได้
คนพวกนี้...คิดจะฮุบของหมั้นไว้เองกระนั้นหรือ
หากหลังเขาออกจากจวนนี้ไปแล้วพวกฮวาเจิ้นเซี่ยยึดของหมั้นไว้ ไม่ยอมส่งมอบให้คนของอ๋องเจ็ดเล่า แบบนั้นตนคงถูกอ๋องเจ็ดถลกหนังเป็นแน่
อ๋องเก้ารู้สึกว่าต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้พวกนี้ไม่กล้ายุ่งกับของหมั้นเหล่านี้
เขาตอบอิ่นซื่อไปอย่างขอไปทีว่า “อืม ล้วนเป็นของที่ตั้งใจเตรียมมาอย่างดีทุกชิ้น” จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน
“อ๋องเก้าจะไปไหนหรือขอรับ” ฮวาเจิ้นเซี่ยกับพวกรีบเอ่ยถามด้วยท่าทีใส่ใจ
แต่เขากลับตรงดิ่งไปยังที่นั่งท้ายสุดของโถงหน้า แล้วโค้งคำนับซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์อย่างนอบน้อมพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ฮูหยิน ช่วงนี้สุขภาพท่านดีขึ้นบ้างหรือไม่ พี่เจ็ดข้าร่างกายไม่ค่อยอำนวยจึงมิอาจมาด้วยตนเอง ขอท่านโปรดอภัย”
ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ต่างรู้สึกประหลาดใจและเก้อเขินไม่น้อย รีบส่ายหน้าอย่างถ่อมตัว
อ๋องเจ็ดเป็นใครน่ะหรือ เขาเคยเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงสุดในแคว้นหลงลี่ ชื่อเสียงโด่งดังไม่มีผู้ใดกล้าท้าทาย สามารถฝึกฝนจนถึงระดับก่อแก่นปราณขั้นสูงสุดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย กลายเป็นผู้ที่มีพลังลึกล้ำเหนือผู้คนทั้งแคว้น แต่ช่างน่าเสียดายนัก ไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น อยู่ดีๆ ร่างของอ๋องเจ็ดกลับกลายเป็นอัมพาตทั้งร่าง
ซูซื่อนึกถึงข่าวลือที่บุตรสาวของตนพยายามบังคับอ๋องเจ็ดก็รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ คิดในใจว่า
อีกฝ่ายพิการถึงเพียงนั้น หากเหยียนเอ๋อร์เคยประพฤติไม่เหมาะสมต่อเขา เขาย่อมต้องเคืองแค้นเป็นแน่
พวกฮวาเจิ้นเซี่ยต่างยืนอึ้งงันต่อการกระทำของอ๋องเก้า จนกระทั่งเขาเดินกลับมานั่งที่เดิมจึงได้สติกลับคืน
อดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้ พวกเขารู้ว่าอ๋องเก้าเป็นน้องชายแท้ๆ ของอ๋องเจ็ด แล้วอย่างไรเล่า อ๋องเจ็ดอาจฝากให้เขามาพูดก็จริง แต่จำเป็นต้องเอามาพูดในวันมงคลเช่นนี้ด้วยหรือ อีกอย่าง วันนี้อ๋องเก้าไม่ได้มาแทนอ๋องเจ็ด แต่มาแทนรัชทายาทต่างหาก! ช่างเถอะ รอให้เรื่องจบก่อน เขาจะให้ฮวาเย่ว์โหรวไปบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทโดยเร็วแน่นอน
เมื่อคิดเช่นนี้ ฮวาเจิ้นเซี่ยก็นั่งลงอีกด้าน ก่อนจะกล่าวว่า “อ๋องเก้า ของหมั้นก็เตรียมพร้อมแล้ว เช่นนั้นเริ่มพิธีเลยดีหรือไม่ขอรับ”
“อ้อ ดีสิ เชิญแม่สื่อเข้ามา”
แม่สื่อที่แต่งกายด้วยชุดสีแดงสดเดินเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางกล่าวคำอวยพรตามธรรมเนียม ก่อนจะกล่าวเปิดพิธีและเริ่มขับร้องขณะอ่านรายการของหมั้นอย่างเป็นพิธี
“ของหมั้นประกอบด้วยโอสถก่อแก่นปราณเก้าสิบเก้าลูก โอสถฟื้นพลังปราณระดับห้าเก้าสิบเก้าลูก...โอสถเสริมพลังชี่ระดับห้าเก้าสิบเก้าลูก ของทั้งหมดนี้หมายถึงความรักยั่งยืนยาวนาน”
พอแม่สื่ออ่านรายการโอสถทั้งหมดเก้าชนิดออกมา บรรดาอนุกับบุตรสาวสายรองที่ได้ยินว่าโอสถพวกนั้นเป็นระดับห้าต่างพากันเบิกตากว้าง จ้องฮวาเย่ว์โหรวตาไม่กะพริบ ราวกับจะกลืนกินนางเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
ของหมั้นมากมายยิ่งนัก นี่รัชทายาทโปรดปรานฮวาเย่ว์โหรวมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ!
ทันทีที่ฮวาเย่ว์โหรวได้ยินสี่เหนียงกล่าวเช่นนั้น แก้มของนางก็แดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ภายในใจก็ลิงโลดด้วยความพอใจและความรู้สึกหวานซึ้งยากจะบรรยาย นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจวินอู๋ชิงจะใส่ใจนางถึงเพียงนี้ นางจึงตั้งใจว่าต่อไปนี้จะทำตัวเชื่อฟังกับเขาให้มากกว่านี้เสียหน่อย
“ตั๋วเงินเก้าแสนเก้าหมื่นตำลึงทอง หมายถึงรักมั่นดุจทองคำ”
คำประกาศของแม่สื่อทำให้ทุกคนอิจฉาจนตาแทบลุกเป็นไฟ
ทุกครั้งที่แม่สื่ออ่านของหมั้นหนึ่งรายการ ฮวาเย่ว์โหรวจะได้รับสายตาริษยาจากผู้คนรอบข้างหนึ่งรอบ
ยิ่งเห็นสายตาของอนุและบุตรสาวจากสายรองแดงก่ำด้วยความอิจฉา นางก็ยิ่งรู้สึกสะใจ
เพียงแค่อ่านของหมั้นก็กินเวลาไปครึ่งชั่วยาม แม่สื่อต้องจิบชาหลายถ้วยกว่าจะอ่านจบ
ทันทีที่อ่านจบ นางก็กล่าวว่า “เชิญทั้งสองฝ่ายแลกหนังสือหมั้นหมาย”
เมื่อซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ได้ยินว่าจวินอู๋ชิงส่งของหมั้นมามากมายถึงเพียงนี้ ต่างก็ทอดถอนใจ ของหมั้นเหล่านี้ล้วนเผยให้เห็นชัดเจนว่าเขาใส่ใจฮวาเย่ว์โหรวเพียงใด โชคดีที่ฮวาชิงเหยียนไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นคงต้องเสียใจไม่น้อย
ฮวาเจิ้นเซี่ยเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ก็จงใจกล่าวว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ เฮ่าเย่ว์ เหตุใดสีหน้าพวกเจ้าจึงเป็นเช่นนั้น วันนี้คือวันมงคลของเย่ว์โหรวนะ”
อิ่นซื่อซึ่งเห็นว่าซูซื่อมีท่าทีซึมเศร้าราวกับผักเหี่ยวเฉา ก็รีบเสแสร้งกล่าวเสียงหวาน “ใช่แล้วพี่สะใภ้ใหญ่ ท่านทำหน้าเศร้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หรือว่าท่านไม่อาจทนเห็นเย่ว์โหรวมีความสุขได้?”
อ๋องเก้ารู้สึกงุนงงเข้าไปใหญ่ ไม่เข้าใจว่าฮวาเจิ้นเซี่ยจะเอ่ยโยงถึงฮวาเย่ว์โหรวขึ้นมาทำไม จึงกล่าวกับซูซื่อด้วยความไม่เข้าใจเช่นกัน “ใช่แล้วฮวาฮูหยิน วันนี้เป็นวันมงคลของพวกท่าน ควรจะดีใจสิ มาเถิด แลกหนังสือหมั้นหมายกันได้แล้ว”
ฮวาเจิ้นเซี่ยยิ้มพลางทุบฝ่ามือตนเองเบาๆ “จริงด้วย ได้เวลาแลกหนังสือหมั้นหมายแล้ว มา นี่คือหนังสือหมั้นหมายของเย่ว์โหรว”
น้ำเสียงของฮวาเจิ้นเซี่ยเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ฮวาเย่ว์โหรวเองก็หลุบตาลงเล็กน้อย ทำท่าทีเขินอายอย่างที่สุด อิ่นซื่อยิ้มละไมอย่างสง่างาม ขณะที่บรรดาอนุและบุตรสาวสายรองต่างจ้องมองหนังสือหมั้นหมายของฮวาเย่ว์โหรวราวกับอยากฉีกทิ้งแล้วเอาของตนไปแทน
อ๋องเก้าขมวดคิ้ว ดวงตาเรียวยาวเหมือนดอกท้อเผยแววประหลาดใจ เขาหันไปมองฮวาเจิ้นเซี่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจพลางกล่าว “ช้าก่อน อันกั๋วกง ท่านถือหนังสือหมั้นหมายของฮวาเย่ว์โหรวมาทำไมกัน วันนี้ข้ามาเพื่อสู่ขอคุณหนูฮวาชิงเหยียน หากจะแลกหนังสือหมั้นหมาย ก็ต้องแลกของฮวาชิงเหยียนสิ!”
สีหน้าของอ๋องเก้าราวกับกำลังมองคนโง่งม
หรือว่าคนพวกนี้เข้าใจผิด คิดว่าข้ามาแทนอ๋องเจ็ดเพื่อสู่ขอฮวาเย่ว์โหรว? สมองพวกเขามีปัญหาหรืออย่างไร
เมื่อเทียบกับความสงบนิ่งของอ๋องเก้า สีหน้าของฮวาเจิ้นเซี่ยกับอิ่นซื่อก็พลันมืดครึ้มลง ขณะที่บรรดาอนุและบุตรสาวสายรองต่างก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลุดเสียงขำพรืดออกมา
เมื่อซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ได้ยินคำพูดของอ๋องเก้าถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ
รัชทายาทถอนหมั้นไปแล้วมิใช่หรือ เหตุใดถึงกลับมาสู่ขอในวันนี้อีกเล่า
ส่วนฮวาเย่ว์โหรวซึ่งเป็นเจ้าตัวถึงกับหน้าซีดเผือดลงทันใด พอรับรู้ถึงสายตาเย้ยหยันจากอนุกับบุตรสาวสายรอง นางก็แผดเสียงกรีดร้องขึ้นมา “เป็นไปไม่ได้! รัชทายาทจะมาสู่ขอฮวาชิงเหยียนที่ไร้ค่าได้อย่างไร ไม่มีทางเด็ดขาด อ๋องเก้า ท่านต้องเข้าใจผิดแน่! คนที่เขาชมชอบคือข้า!”