ตอนที่ 10 โยนสุนัขออกไป
หลังจากบ้านหวังตกลงกับบ้านหงได้แล้ว ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วันงานมงคลก็ได้เริ่มขึ้น เสียงประทัดดังกึกก้องไปทั่วละแวกนั้นพร้อมกับขบวนรับตัวเจ้าสาวที่สมฐานะ จนกระทั่งผ่านไปได้สามวันเรื่องการแต่งงานที่เร่งรีบนั่นก็ได้ถูกประกาศก้องออกไปทั่วสาระทิศ
“คุณหนูเจ้าคะ ข้าได้ยินว่าบ้านหวังไปสู่ขอแม่นางหงแล้วนะเจ้าคะ แถมงานแต่งยังถูกจัดขึ้นแบบเร่งรีบอีก ไม่ใช่ว่าแม่นางหงผู้นั้นนางท้องก่อนแต่งหรอกนะเจ้าคะ” ฮุยหลานที่ได้รับตำแหน่งเป็นคนคอยสอนคนงานเดินมาพูดคุยกับเหวินรุ่ย
“มันก็อาจเป็นไปได้นะพี่ฮุยหลาน” เหวินรุ่ยเพียงแค่ส่งยิ้งบางให้กับพี่ฮุยหลาน แล้วหันไปให้ความสนใจกับงานศิลปะของนางต่อ
“คุณหนูท่านไม่เจ็บใจบ้างหรือเจ้าคะ” ฮุยหลานที่เห็นว่าคุณหนูของนางมีท่าทีเฉยเมยจึงถามอย่างสงสัย ทั้งที่ก่อนหน้านี้คุณหนูก็ชอบพออยู่กับหวังต้าฟ่ง แถมยังสนิทกับแม่นางหงเหมยหลิวถึงขนาดนั้น
“ของเน่าเสียเมื่อมันออกไปจากชีวิตของเราได้ นั่นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรือ” เหวินรุ่ยที่ยังก้มมองงานตรงหน้าพูดออกมาอย่างไม่สนใจนัก
“ท่านพูดได้ดีหนิ ผีเน่ากับโลงผุแต่งงานกัน เช่นนั้นท่านก็สบายใจแล้วสินะ” เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มรูปร่างสูงกำยำเอ่ยแทรกขึ้น พร้อมกับเงาที่บังแสงจนจิ่งเหวินรุ่ยต้องเงยหน้าขึ้นไปมองค้อนเขา
“คุณชายกั๋ว” ฮุยหลานหลุดอุทานออกมา ก่อนจะก้มหน้าถอยหลังออกไป
คุณชายกั๋วนี่ก็ช่างขยันมาอ่อยคุณหนูของข้าเสียจริง เช้าถึงเย็นถึงเช่นนี้ หวังว่าคุณหนูจะยอมใจอ่อนบ้างนะเจ้าคะ ฮุยหลานที่แอบเอาใจช่วยคุณชายกั๋วอยู่รีบเว้นระยะห่างเพื่อเปิดทางให้เขาโดยทันที
“เป็นท่านอีกแล้วหรือ?” เหวินรุ่ยมองใบหน้าคมคายของฝั่งตรงข้ามแล้วถอนหายใจออกมา
“เป็นข้าไม่ได้หรือ” เสียงที่ทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างหว่านล้อม
“อะไรที่ว่าเป็นท่านไม่ได้เล่าเจ้าคะ” เหวินรุ่ยเอ่ยถาม
จากชีวิตก่อนของข้า คุณชายกั๋วไร้ภรรยา และเป็นที่หมายตาของแม่นางน้อยใหญ่ จวนกั๋วนั้นทำการค้าเกี่ยวกับเครื่องประทินโฉมจนกระทั่งเปลี่ยนมาค้าขายเครื่องประดับ และได้รับชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ทว่าเรื่องอื้อฉาวกลับไม่มีให้ได้ยิน และเหตุใดจู่ๆ เขาถึงได้มาคอยกวนใจข้าอยู่เช่นนี้กันล่ะ
“ไม่เอาน่า เจ้าดูคนงานของเจ้าสิ พวกเขายังดูออกเลยว่าข้ามาเพื่ออะไร แถมพ่อของเจ้าก็เปิดทางให้ข้า เช่นนี้แล้วเจ้ายังจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ร้อนหนาวได้อีกหรือ” กั๋วเฟิงหานเดินไปดึงเก้าอี้ไม้มาแล้วลากมานั่งข้างๆ เหวินรุ่ยอย่างกับว่าเขาเป็นเจ้าของนางอย่างเคยชิน เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาก็ทำเช่นนี้จนเคยตัวไปเสียแล้ว
“คุณชายหากท่านไม่จริงจัง และแค่ต้องการเรียนรู้เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ จากข้าท่านก็อย่าทำเช่นนั้นอีกเลย เพราะข้าไม่ได้มีความลับใดๆ หากท่านจะเรียนรู้ก็เรียนรู้ไปเงียบๆ เถอะนะเจ้าคะ”
“แม่นางจิ่ง ท่านนี่ไม่เข้าใจผู้ชายเลยจริงๆ สินะ ข้ามาหาท่านเพราะอยากอยู่ข้างกายท่าน ข้าไม่ได้สนใจเรื่องเครื่องประดับอะไรพวกนี้หรอกนะ”
“ท่านชอบข้างั้นหรือ เช่นนั้นท่านก็บอกให้พ่อแม่ของท่านมาสู่ขอข้าเสียเลยสิ” เหวินรุ่ยเห็นว่าคุณชายกั๋วผู้นี้ไม่ได้จริงจังอะไรนัก นางจึงพูดจาประชดประชันออกไป
“เจ้า!” กั๋วเฟิงหลานที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับเสียอาการไป ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินออกไปจากร้านผ้าไหมของบ้านจิ่งอย่างเร่งรีบ
“หึ! ข้ากะแล้วเชียว ท่านก็แค่จะมาดูวิธีการทำงานของข้าล่ะสิ” เหวินรุ่ยที่เห็นว่าคุณชายกั๋วก้าวเท้าเร็วๆ ออกจากร้านของตนไปจึงยิ้มเยาะออกมา ทว่านางก็ยิ้มออกมาได้เพียงไม่นาน เพราะหลังจากไปที่เขาหายไปเกือบค่อนวันเขาก็กลับมาพร้อมกับพ่อและแม่ของเขาและได้พูดคุยเรื่องหมั้นหมายอย่างจริงจัง
จิ่งเหวินรุ่ยที่นั่งหางตากระตุกอยู่ข้างผู้เป็นพ่อ ถึงกับพูดไม่ออก นางสับสนเป็นอย่างมาก ในตอนแรกนางคิดว่าไล่เขาไปได้แล้วเสียอีก แต่กลับกันกลายเป็นว่านางนั่นแหละที่ชี้โผลงให้กระรอกอย่างเขาไปแทน
“ข้าทำถูกต้อง และถูกใจเจ้าแล้วใช่หรือไม่” กั๋วเฟิงหานที่อายุมากกว่าเหวินรุ่ยสองปีเอียงตัวมาทางเหวินรุ่ยพร้อมกับรอยยิ้มที่เปิดเผย
“ถูกใจบ้าอะไรล่ะ ข้าแค่ประชด ท่านดูไม่ออกหรืออย่างไร”
“เอาน่าพ่อของเจ้าก็ยอมรับข้าแล้ว อีกไม่นานเราก็จะตบแต่งกันอย่างแน่นอน”
“เชิญท่านแต่งไปคนเดียวเถอะ” เหวินรุ่ยกัดฟันดังกรอด จนกั๋วเฟิงหานหัวเราะชอบใจออกมา
“พวกเขาดูสนิทกันมากจริงๆ นะเจ้าคะ ตอนแรกข้าคิดว่าบุตรชายของข้าจะไม่หลงรักใครแล้วเสียอีก ดีจริงๆ ที่เหวินรุ่ยไม่ได้ตบแต่งออกไปก่อนหน้านี้ ไม่เช่นนั้นบุตรชายของข้าคงได้ครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิตเป็นแน่” กั๋วอ้ายหลานมารดาของกั๋วเฟิงหานยิ้มแก้มแทบจะปริออกมา แถมนางยังเอ่ยแซวบุตรชายของนางที่ตามตื๊อเหวินรุ่ยจนนางยอมใจอ่อน
“ข้าไปใจอ่อนกับท่านตั้งแต่ตอนไหน” จิ่งเหวินรุ่ยที่ถูกกุมด้วยมือหนาของกั๋วเฟิงหานฝืนยิ้มแล้วถามคุณชายกั๋วที่ทำมือเหมือนกับปลาหมึก ไม่ว่านางจะพยายามสะบัดอย่างไรมือที่เหนียวเหมือนกาวนั่นก็ไม่ยอมปล่อยนางให้เป็นอิสระเสียที
“อ้าว นั่นไม่ใช่เหวินรุ่ยเพื่อนรักของข้าหรอกหรือ ข้าไม่ได้พบเจอเจ้าเพียงไม่กี่วันเจ้าก็ไปอยู่ในอ้อมกอดของชายรูปงามคนใหม่แล้วหรือเนี่ย” จู่ๆ เสียงเล็กแหลมของหงเหมยหลิวก็ดังขึ้น ไม่รู้ว่าใครปล่อยให้สุนัขตัวนี้หลุดเข้ามาในร้านได้กันนะ เหวินรุ่ยถอนหายใจแรงๆ ออกมาแต่นางก็ไม่ได้พูดอันใดออกไป
“ท่านลุง ข้าไม่ได้มาหาเหวินรุ่ยนานไปหน่อย หวังว่าท่านจะไม่ถือโทษข้านะเจ้าคะที่ไม่ได้แวะมาเยี่ยมเยียนท่านเลย” หงเหมยหลิวยังคงพูดเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาเลย แถมนางยังทำตัวเหมือนสนิทกับคนบ้านจิ่งอย่างเป็นกันเอง
“ผู้ดูแลร้าน ใครปล่อยให้สุนัขตัวเมียมาเห่าอยู่ได้ รีบลากมันออกไปจากร้านของข้าได้แล้ว” เหวินรุ่ยที่รักษาภาพพจน์อยู่เสมอถึงกับแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างเปิดเผย นางเรียกผู้ดูแลร้านออกมาแล้วให้เขาจับหงเหมยหลิวโยนออกไปจากร้านโดยทันที
“อะไรกันเหวินรุ่ย เจ้าเป็นเพื่อนที่ดีของข้านะ เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนั้นออกมาได้เล่า ท่านลุงดูสิเจ้าคะเหตุใดนางถึงได้พูดจาไม่น่าฟังเอาเสียเลย” หงเหมยหลิวสะบัดมือออกจากการจับกุมของคนงานแล้วย่อตัวนั่งลงไปข้างๆ เพื่อขอความเห็นใจจากจิ่งจงอี้
“เมื่อก่อนข้าเอ็นดูเจ้ามากนะแม่นางหง แต่ว่า… ตั้งแต่ที่เจ้าแอบแทงข้างหลังบุตรสาวของข้า นับตั้งแต่วันนั้นมาข้าก็ไม่หลงเหลืออะไรต่อเจ้าอีกแล้ว หานมู่เฉินส่งแขก” จิ่งจงอี้นั่งนิ่งไม่ไหวติง ถึงเมื่อก่อนเขาจะเอ็นดูนางเหมือนกับบุตรสาวคนหนึ่งก็ตาม
“ปล่อยข้า ปล่อยข้านะ เหวินรุ่ยเจ้าอย่าคิดว่าชายหนุ่มผู้นั้นจะจริงใจกับเจ้าเลย คอยดูเถอะสักวันเขาก็ต้องนอกใจเจ้าเหมือนกับพี่ต้าฟ่งอย่างแน่นอน” หงเหมยหลิวเอะอะโวยวายเสียงดัง แต่ก็ยังคงถูกลากออกไปจากร้านผ้าไหมเช่นเคย
“โธ่เอ้ย เจ้ามันพวกคนชั้นต่ำกว่าข้าเสียอีก กล้าดีอย่างไรมาทำเช่นนี้กับข้า” เหมยหลิวยังคงแหกปากโวยวายไม่หยุด จนนางเห็นคนเดินมามุงหน้าร้านจึงยกผ้าขึ้นมาปิดใบหน้าแล้ววิ่งมุดหนีไปในหมู่ฝูงชน
“นั่นคือแม่นางที่เป็นข่าวว่าแต่งงานฟ้าแลบผู้นั้นไม่ใช่หรือ” กั๋วไป๋จงหันไปถามจิ่งจงอี้
“อืม นางนั่นแหละที่ทำให้บุตรสาวของข้าเป็นทุกข์” จิ่งจงอี้แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างเปิดเผย
“อย่าห่วงไปเลยขอรับ ข้ารับปากพร้อมกับให้คำมั่นสัญญา ต่อจากนี้หากข้าคิดนอกใจหรือนอกกายเหวินรุ่ยแม้แต่นิด ขอให้ข้าไม่ตายดี” กั๋วเฟิงหานกระชับมือของตนเองที่กุมมือบางเอาไว้แน่นแล้วยกมืออีกข้างชูขึ้นฟ้า
“ไม่ต้องๆ เจ้าไม่ต้องสัญญาอะไรหรอก” จิ่งจงอี้กล่าวห้ามปรามและดึงมือของกั๋วเฟิงหานลงไป
“ท่านจิ่ง ท่านอย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ บุตรชายของข้าพูดได้ทำได้ จริงไหมเฟิงหาน” กั๋วอ้ายหลานหันไปส่งยิ้มให้กับบุตรชายของนาง นางรู้ว่าเฟิงหานจะไม่มีวันทรยศต่อความรักอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมานางก็สอนบุตรชายมาอย่างดี และเชื่อมั่นในรักที่มั่นคง
“ขอรับท่านแม่ ข้าจะรักจิ่งเหวินรุ่ยเพียงผู้เดียวอย่างแน่นอนขอรับ” กั๋วเฟิงหานหันไปสบตาเหวินรุ่ยที่ทำสีหน้าไม่เข้าใจแต่ก็ส่งรอยยิ้มอบอุ่นออกมา
(เขาจะจริงใจกับข้าจริงหรือ แต่ชีวิตก่อนของข้าเขาก็ไม่มีใครเลยนี่นา) เหวินรุ่ยผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะส่งยิ้มตอบกลับไปให้คุณชายกั๋ว ในเมื่อท่านเป็นคนสัญญาเอง เช่นนั้นข้าจะลองเชื่อใจท่านดูสักครั้งก็แล้วกันนะ จิ่งเหวินรุ่ยนางไม่ได้พูดอันใดออกไปเลย นางเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ และหวังไว้ว่ารักครั้งนี้จะไม่ใช่คำลวงหลอกอีกต่อไป