
โรงพยาบาลอานันทมหิดล
๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
เสียงซ่าของวิทยุในแผนกอายุรกรรมทำให้พยาบาลสาวต้องเอื้อมมือหมุนหาคลื่นใหม่ บ้านนาป่าดงรับสัญญาณได้ติดๆ ขัดๆ เพลงฝรั่งคลื้นเครงคลอเสียงแซกโซโฟนสนุกสนานหลุดหายกลางอากาศ จะหมุนกลับมาช่องเดิมก็หาไม่เจอเสียที อารามโมโหรำคาญอย่างสตรีมีระดู มือเรียวฟาดป้าบเข้าให้ทีนึง จนแพทย์หนุ่มที่เพิ่งตรวจดูคนไข้เวรเช้าเสร็จ เดินผ่านต้องหยุดหัวเราะ
“หมอว่านขำดิฉันหรือคะ เ้านี่มันชอบรวนนัก ถ้าประนีประนอมไม่ได้ผล ก็ต้องทุบตีค่ะ”
‘หมอว่าน’ ที่คุณพยาบาลเรียก เดินเข้าหา
“มาครับคุณเพ็ญ ผมเอง”
มือนวลเนียนอย่างคนไม่เคยทำงานหนักยื่นเข้าช่วย เสียงประกาศดังผ่านสายแทรกเข้ามา
“มือคุณหมอนี่ดีนะคะ หยิบจับของอะไรเป็ใช้ได้ รักษาคนไข้หายวันหายคืน ั้แ่มีคุณหมอมาอยู่โรงพยาบาลเรา หมอใหญ่แกชมเปราะไม่หยุด ชาวบ้านก็นับถือเอ็นดู”
“แค่วิทยุเองครับ ชมกันจนผมจะลอยได้อยู่แล้ว”
หมอว่าน หรือ ว่านยา พื้นเพเดิมเป็คนชัยนาท อาศัยในตลาดหันคาติดแม่น้ำท่าจีน ลูกหลวงเวชวินิจซึ่งตอนนี้เกษียนราชการและกลับไปเปิดร้านหมอรักษาในตลาดเต็มตัว ไม่ต้องบอกคงรู้ว่าที่มาเป็หมอนั้น รับอิทธิพลมาจากผู้เป็บิดาเต็มๆ
เสียงประกาศจากวิทยุดังชัดเสียจนหมอพยาบาลซึ่งขึ้นเวรประจำต้องเงียบเสียงลง เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับาของอีกฟากฟ้า ที่พวกปัญญาชนกำลังอกสั่นขวัญแขวนว่าจะมาถึงไทยเมื่อไหร่ บางคนก็ว่าพวกเรียนหนังสือมาก สติเฟื่องตื่นตูมกันไปเอง
กระนั้นจากประกาศของนายวิทยุชัดเจน พวกกองทัพบูรพาทิศได้โผล่ขึ้นที่ชายทะเลไทยแล้ว
“คุณพระช่วย ถ้าอย่างนี้พวกมันจะยึดค่ายในลพบุรีไหมคะ ทั้งกองบิน กรมจเร คุณหมอฉันกลัว” คุณเพ็ญเอ่ยเสียงสั่น
จากข่าว กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบุกประชิดหลายจังหวัด ทั้งประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานี สมุทรปราการ รวมถึงปราจีนบุรี สู้รบแบบดุเดือดเืสาด นักบินไทยนำนกเหล็กขึ้นสามลำยิงกับเครื่องบินญี่ปุ่นหวังต้านข้าศึกที่เข้ามารุกราน กระทั่งถูกยิงตกเสียชีวิตทั้งสามลำ
“ขนาดกองทัพเรือยังต้านไม่ได้ ตายกันเท่าไหร่ก็ไม่รู้”
“เบาหน่อยครับ พวกชาวบ้านจะแตกตื่นเอา” คุณหมอหนุ่มเอ่ยเตือน
นายวิทยุยังคงรายงานต่อ นายแพทย์จึงวางแฟ้มผู้ป่วย หย่อนก้นนั่งลงเก้าอี้ตั้งใจฟัง
เนื้อความโดยสรุป การต่อสู้ยิงกันเกิดขึ้นราว ๖ ชั่วโมง ไทยต้านไม่ไหว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายยับเยิน รัฐบาลเลยยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านลงใต้เพื่อจัดการกับกองทัพอังกฤษในมลายา และขึ้นเหนือเพื่อรุกออกจากไทยเข้าสู่พม่า
“คุณหมอได้ยินเสียงไหมคะ”
เสียงหวอดังก้องพร้อมกับเสียงครืนคล้ายแผ่นดินไหว คนไข้ในอาคารหันรีหันขวาง หลายคนวิ่งไปออกันตรงหน้าต่าง นางฟ้าชุดขาวไม่รอช้าสาวเท้าเข้าร่วมเป็ไทยมุงชะโงกหน้าดูด้วยอีกคน
ทั้งรถโครงเหล็ก รถถัง เกวียนขนอาวุธยุทโธปกรณ์ สัญจรผ่านหน้าโรงพยาบาล ขึ้นท่าแคจากแม่น้ำลพบุรี กองร้อยญี่ปุ่นเดินหน้าตึง ไหล่ตั้ง แบกปืนเป็ขบวน
“ฉิบหายแล้ว” เสียงอุทานหยาบหลุดจากปากกุลสตรี
หมอหนุ่มเลิกคิ้ว แม้อกสั่นสะท้านกับสถานการณ์บ้านเมืองทว่าอุปนิสัยนิ่งขรึมเป็ทุนจึงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ เป็หมอพยาบาลอย่างไรก็ต้องเป็หลักให้คนป่วยไข้ จะแสดงท่าทีขลาดเขลาไม่ได้
“คุณเพ็ญอย่าเป็กังวลนัก เรามีหน้าที่รักษาดูแลคนป่วย กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศห้ามโจมตีสถานพยาบาล รัฐบาลเองก็ประกาศว่าเป็เพียงทางผ่าน”
ปากคุณหมอปลอบพยาบาลสาว ทว่าเขารู้ดี กองทัพทหารแคระนับหมื่นกำลังเข้าควบคุมค่ายทหารไทย อีกไม่นานลพบุรีจะกลายเป็เมืองยุทธศาสตร์ของพวกมัน ด้วยอาวุธ พาหนะพรั่งพร้อม นอกจากสนามบิน ยังมีสถานีรถไฟ และแม่น้ำไหลผ่านจากเหนือลงใต้
“พรุ่งนี้หลังลงเวร ผมจะกลับไปแจ้งข่าวกับทางบ้าน เผื่อว่าติดภารกิจ ไม่กลับไปหานานๆ คุณพ่อท่านจะได้ไม่ห่วงพะวง”
อาชีพหมอเดิมทีก็หนักอยู่แล้ว ยามาคนไข้จะยิ่งมาก ทั้งโรงพยาบาลอยู่ใต้จมูกทหาร ปกติคุณหมอนั่งเรือกลับบ้านทุกสัปดาห์ บ้านเมืองเป็เช่นนี้ สิ่งใดที่เคยทำ คงทำไม่ได้ง่าย
????