หลังจากได้รับโอกาสอีกครั้ง ปิงโหย่วพยายามทำทุกอย่าง เธอฆ่าคนเหล่านั้นล่วงหน้า แต่สุดท้ายพ่อกับแม่และพี่ชาย ก็ถูกฆ่าโดยคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นถูกลูกหลงนักเรียนตีกัน โดนกระสุนที่โจรปล้นธนาคารยิงถูกอวัยวะสำคัญ และในตอนที่เธอไม่เหลือใคร พระหนุ่มก็ปรากฎตัวอีกครั้ง
“ได้โปรด ขอให้ฉันได้โอกาสแก้ไขมันอีกครั้ง” การขอร้องของปิงโหย่วในครานี้เป็นครั้งที่ 30 แล้ว
“หากกลับไป สีกาก็จะทุกข์อีก ทรมานอีก เหตุเป็นเช่นนี้ ทำไมถึงยังยึดติดอยู่อีก” พระหนุ่มถาม
“นายบอกเองไม่ใช่เหรอ ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอน ดังนั้นถ้าฉันทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะต้องมีสักครั้งที่ฉันสามารถอยู่กับครอบครัวและคนที่ฉันรักได้อย่างมีความสุขจนแก่เฒ่า” ปิงโหย่วตอบ
“แต่ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด ไม่ว่าสีกาจะช่วยพวกเขายังไง พวกเขาก็จะต้องตายอยู่ดี” พระหนุ่มกล่าว
“หมายความว่ายังไงกัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น” ปิงโหย่วถามขึ้น
“โยมพ่อของสีกา ทำยาให้กับพรรคตะวันดับ ทำร้ายชีวิตคนไปมากมาย นั่นเป็นผลกรรมที่เขาต้องชดใช้ กรรมนั้นตกถึงลูก สีกาจึงต้องกำพร้า และสูญเสียคนอันเป็นที่รัก เหตุเป็นเช่นนี้” พระหนุ่มกล่าว
“แล้วถ้านายส่งฉันไปก่อนที่พ่อของฉันจะทำธุรกิจกับพวกชาวยุทธล่ะ” ปิงโหย่วถาม
“หลับตาสิ เราจะให้สีกาได้เห็น” พระหนุ่มกล่าว ปิงโหย่วหลับตาลง เธอเห็นสิ่งที่ต่างออกไป พ่อกับแม่มีร่างกายซูบผอม นอนป่วยอยู่บนเตียง ส่วนพี่ชายของเธอทำงานหนัก และสุดท้ายก็ตายเพราะทำงานหนักเกินไป บวกกับพักผ่อนไม่พอ สุดท้ายมีวันหนึ่งเขาหลับและจากไปอย่างสงบ หลังจากนั้นพ่อกับแม่ก็ตายตามไปด้วย ส่วนเธอสุดท้ายก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพียงคนเดียว
“ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ” ฉับพลันที่ปิงโหย่วตะโกนขึ้น แล้วเธอก็มาอยู่ในช่วงเวลาก่อนที่พ่อของเธอจะทำธุรกิจกับพวกชาวยุทธ์แล้ว
ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เธอหวัง นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วเธอไม่อาจทราบได้ ไม่ว่าจะพยายามหรือระวังเพียงใด สุดท้ายเธอก็สูญเสียคนที่รักไปหมดอยู่ดี จิตใจที่แสนเจ็บปวดตอนนี้กลับไม่หลงเหลือความเจ็บปวดอีกต่อไป ตอนนี้ปิงโหย่วนั่งอยู่บนเตียงนอนบนห้องใต้หลังคา
“สีกา พร้อมจะลองอีกครั้งรึไม่” พระหนุ่มถามขึ้น ปิงโหย่วมองพระหนุ่ม ก่อนจะยกยิ้มขึ้น เธอลงจากเตียงก่อนจะก้มลงกราบที่เท้าของพระหนุ่ม
“ไม่ต้องอีกแล้ว ฉันเข้าใจที่ท่านพูดแล้ว จริงอย่างที่ท่านว่าทุกอย่าง ถ่านร้อนถือไว้มีแต่จะลวกมือ ทิ้งมันลงเสียก็ไม่เจ็บตัว” ปิงโหย่วกล่าว ก่อนจะเงยหน้ามองพระหนุ่ม
“ในที่สุดเธอก็เข้าใจเสียที” จากนั้นร่างกายของพระหนุ่มก็ค่อย ๆ แก่ลง ๆ จนสุดท้ายเริ่มเน่า มีหนอนขึ้น จนเหลือแต่กระดูกและแตกสลายออกกลายเป็นผงธุลี ปิงโหย่วไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย เธอเห็นมามากพอแล้ว
“ไม่มีอะไรทำให้ฉันกลัวได้อีกแล้วค่ะท่าน” ปิงโหย่วกล่าวขึ้น
“หลับตาลงเสีย การเดินทางของเธอได้สิ้นสุดแล้ว” พระหนุ่มได้ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเปลี่ยนกลายเป็นพระที่ดูแก่ชราอย่างมาก
“ร่างที่ท่านแสดงให้เห็นจนถึงตอนนี้ เป็นเพียงภาพมายา ตามแต่จิตของคนจะนึกใช่หรือไม่” ปิงโหย่วถาม พระตรงหน้าเธอพยักหน้า ก่อนจะพูดขึ้น
“เราเคยทำกรรมไว้กับสีกา จึงได้มาชดใช้โดยการชี้ทางแห่งการหลุดพ้นให้ ตอนนี้พวกเราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว เราจะบอกความลับให้ 2 สิ่ง” กล่าวจบปิงโหย่วก็ได้ล่วงรู้สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ทำให้เธอเข้าใจแล้วว่าพระรูปนี้มาช่วยเธอทำไม นอกจากนี้พระรูปนี้ยังได้มอบของสิ่งหนึ่งให้เธอด้วย
“ฉันขออโหสิกรรมให้ และขอบคุณที่บอกเรื่องของพี่ชายให้ฉันรู้ มีเพียงทุกข์เท่านั้นที่เกิด มีเพียงทุกข์เท่านั้นที่ดับ นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ” กล่าวจบปิงโหย่วยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหลับตาลง เมื่อเธอหายใจออก ร่างกายของเธอก็กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง แตกกระจายและระเหยไปในอากาศ
เมื่อปิงโหย่วจากไปยังแดนอันเป็นนิรันดร์แล้ว ห้องใต้หลังคาก็กลายสภาพกลับมาเป็นชั้นที่ 7 ของเจดีย์อีกครั้ง บนเตียงคือร่างของปิงโหย่วที่เหลือแต่ร่างไร้วิญญาณไปแล้ว ไท่ซื่อคงมองไปยังร่างของปิงโหย่ว ก่อนจะหายตัวไปจากเจดีย์
“ท่านเจ้าอาวาส” ไท่ซื่อคงปรากฏตัวข้างหลังทำให้เจ้าอาวาสหันกลับมาและปล่อยฝ่ามือโจมตีทันที หากแต่ทั้งหมดกลับทะลุร่างของไท่ซื่อคงไปจนหมด
“ท่านไท่ซื่อคง เป็นยังไงบ้าง หวังว่านางคงไม่ได้ล่วงเกินท่านนะ” เจ้าอาวาสถาม
“นางเข้าสู่แดนนิรันด์ไปแล้ว” ไท่ซื่อคงตอบ
“ทะ....ท่านว่ายังไงนะ” เจ้าอาวาสตาโตด้วยความตกใจ เวลาเพียงแค่ 5 นาที ทำไมนางมารปิงโหย่วถึงได้ไปยังแดนนิรันดร์ หมายความว่านางตายแล้ว โดยบรรลุธรรมสูงสุดที่บรรพชิตทุกรูปมุ่งหมายอีกด้วย
“ท่านได้ยินไม่ผิด ตอนนี้ร่างของนางอยู่บนเจดีย์ชั้นที่ 7 ขอให้ท่านนำร่างของนางมาจัดการตามพิธีด้วย เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว เราจะมาพบท่านอีกครั้ง” กล่าวจบไท่ซื่อคงก็หายไปต่อหน้าต่อตาของเจ้าอาวาส
“มีใครอยู่แถวนี้บ้าง” เจ้าอาวาสตะโกนขึ้น ไม่นานก็มีพระหลายรูปรีบเดินมาหา
“ท่านเจ้าอาวาส มีอะไรรึเปล่าครับ” พระรูปหนึ่งถามขึ้น
“นางมารปิงโหย่วตายแล้ว นางตายโดยบรรลุธรรมขั้นสูงสุดโดยการชี้นำของท่านไท่ซื่อคง ท่านขอให้ทางเราn. จัดพิธีศพให้นางตามประเพณีด้วย ตอนนี้ร่างของนางอยู่ในเจดีย์ชั้นที่ 7 จงถือป้ายนี้ไปด้วย ไม่อย่างนั้นด้วยค่ายกลในเจดีย์ที่ฟื้นฟูกลับมาทรงพลังดังเดิม จะทำให้พวกท่านไม่สามารถขึ้นไปถึงชั้นที่ 7 ได้” เจ้าอาวาสหยิบป้ายไม้ที่เต็มไปด้วยอักขระลมปราณเปล่งแสงสีทองออกมาให้พระรูปหนึ่ง
หลังจากนั้นที่เส้าหลินก็วุ่นวายกันใหญ่ เพราะต้องเตรียมพิธีตามประเพณีให้กับร่างไร้ลมหายใจของนางมารปิงโหย่ว ส่วนท่านเจ้าอาวาสได้ให้คนนำข่าวการตายของนางมารปิงโหย่วไปแจ้งกับทางสมาคมการค้าตะวันจันทรา หากแต่ท่านไม่ได้แจ้งเรื่องหลวงจีนลึกลับไท่ซื่อคงแต่อย่างใด เพราะคิดว่าไท่ซื่อคงเป็นผู้รักสันโดด ท่านจึงไม่คิดสร้างความเดือดร้อนให้
ที่ชั้นใต้ดิน คฤหาสน์ตระกูลฟาง
อี้หานที่เพิ่งฝึกเสร็จ เขากลับมาอาบน้ำแต่งตัวในห้องส่วนตัวของเขา วันนี้เหลาเหล่าให้เขาพัก ไม่ต้องไปปรนนิบัติ เขาจึงใช้เวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย ส่วนโรงเรียนที่เขาเลือกคือโรงเรียนมิดการ์ดเช่นเดียวกับไป่ฉี
ตอนนี้เขาไม่ได้มองว่าไป่ฉีคือศัตรู แต่มองเป็นคู่แข่งที่เขาจะต้องเอาชนะให้ได้ ทั้งวรยุทธ์และการศึกษา
เมื่ออ่านหนังสือมาได้สักพัก อี้หานรู้สึกเมื่อยล้าที่ดวงตา เขาจึงได้ปิดหนังสือและเดินไปยังเตียงนอน เขาคิดทบทวนเกี่ยวกับเหลาเหล่า เขารู้สึกแปลกใจมาก ทั้ง ๆ ที่ต้องมีอะไรกับเหลาเหล่าเป็นประจำ เขากลับไม่ได้รังเกียจเหลาเหล่าเหมือนตอนแรกที่เจอ เขาพยายามหาความรู้สึกของตัวเองอยู่สักพัก ในที่สุดเขาก็ผลอยหลับไป
'เธอคืออี้หานสินะ ฮิฮิ' เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังอยู่ในหัวเขา อี้หานจึงลืมตาตื่นขึ้น เขาพบหญิงสาวอายุราว 15 ปี ยืนยิ้มให้เขา
'ทำไมกัน ทำไมเราถึงใจเต้นรัวขนาดนี้กัน' อี้หานแปลกใจมาก เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน
'ครั้งก่อนฉันมาหาเหลาเหล่า แต่เธอไม่อยู่ คิดดูแล้วก็ถือว่าโชคดีที่ฉันไม่ได้ทำร้ายจิตใจเธอ' หญิงสาวกล่าว
'เธอเป็นใครกัน หรือว่าเธอคือนางมารปิงโหย่วที่อาจารย์พูดถึง' อี้หานตกใจ เขาเริ่มระวังตัวทันที แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้าดูไม่ได้อันตรายเหมือนที่อาจารย์ของเขาบอก
'ฮิฮิ ฉันไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้นหรอกนะ ฉันมาบอกลาน่ะ' ปิงโหย่วกล่าว
'ทำไมต้องมาบอกฉันล่ะ ไปบอกอาจารย์ไม่ดีกว่าเหรอ รายนั้นถึงขนาดนอนไม่หลับไปหลายวันเพราะกลัวคุณจะมาโจมตีสำนักอีก' อี้หานกล่าว
'เพราะฉันไม่มีธุระกับเขา แต่มีกับเธอต่างหาก' ปิงโหย่วกล่าว
'มีธุระกับฉัน' อี้หานถาม ฉับพลันก็มีกระจกเงาปรากฎขึ้นตรงหน้าของเขา หากแต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในกระจกกลับไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่อายุประมาณ 18 ปี ใบหน้าหล่อเหลากว่าเขามาก หรืออาจจะเป็นเพราะชายหนุ่มในกระจกนั้นโตกว่าเขา เลยทำให้ดูดีกว่า
'ใช่จริง ๆ ด้วยสินะ ต่อหน้ากระจกแห่งความจริงที่จะฉายอดีตชาติของคน ๆ นั้นออกมา สุดท้ายพี่ก็เลือกเหลาเหล่ามากกว่าฉันสินะ' ปิงโหย่วตรงหน้าอี้หานยิ้มบาง ๆ ออกมา
'ไม่ใช่นะ เอ๊ะ!' อี้หานรู้สึกแปลกใจ ทำไมเขาถึงต้องแก้ตัว พี่ชายของปิงโหย่วเกี่ยวอะไรกับเขา
'อี้หาน เธอลองสัมผัสกระจกแห่งความจริงนั่น แล้วเธอจะรู้คำตอบในสิ่งที่ฉันพูดไปเมื่อกี้' ปิงโหย่วกล่าว
อี้หานยังคงงงอยู่ แต่เขาคิดว่าแค่แตะกระจกคงไม่เป็นอะไร เขาจึงยื่นมือไปแตะที่กระจก หลังจากนั้นความทรงจำของคน ๆ หนึ่งรวมถึงความคิด ความรู้สึกก็ไหลเข้ามาในหัวของเขา จนเขาต้องผละออกจากกระจก และเอามือกุมหัวไว้ เพราะตอนนี้เขาปวดหัวมาก ส่วนปิงโหย่วก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เธอเดินเข้ามาหาเขาก่อนจะย่อตัวลงไปอยู่ใกล้ ๆ
'พี่(ปิง)หานชิง พี่ต้องค่อย ๆ เรียบเรียงความทรงจำเดิม ตอนที่พี่จำทุกอย่างได้ ฉันคงไม่ได้อยู่ดูความรักของพี่ แต่มีหลวงจีนรูปหนึ่งให้โอสถคืนวัยนี้มา ตอนนี้พี่กับเหลาเหล่าอายุห่างกันหลายสิบปี ยานี้จะช่วยให้เขาหวนคืนสู่วัยแรกรุ่นอีกครั้ง ส่วนผลอีกอย่างเดี๋ยวพี่ก็จะรู้เอง ฉันต้องไปแล้ว ลาก่อนนะพี่ชาย' กล่าวจบปิงโหย่วก็จุมพิตที่หน้าผากของอี้หาน ก่อนที่ร่างของเธอจะกลายเป็นเกล็ดหิมะและสลายหายไป
อี้หานจมอยู่กับภาพ และความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านมาจากกระจกที่เขาสัมผัสเมื่อครู่ หลังจากผ่านไปแล้วสักพักอาการปวดหัวก็หายไป พร้อมกับตัวเขาที่สะดุ้งตื่นขึ้น อี้หานมีเหงื่อออกทั่วทั้งตัว หางตาของเขามีน้ำตาไหลออกมา
“ขอบใจนะปิงเอ๋อ พี่ชายคนนี้จะไม่ลืมเธออีกแน่นอน” อี้หานยิ้มอย่างออนโยนออกมา เขาเข้าใจความทรงจำทุกอย่างแล้ว นางมารปิงโหย่วที่จริงคือน้องสาวของเขาเมื่อชาติที่แล้ว ส่วนตัวเขาคือปิงหานชิงที่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เท่านี้เขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงไม่รังเกียจเหลาเหล่า นั่นเพราะในอดีตเหลาเหล่าได้ซื้อเขามาจากคน ๆ หนึ่ง และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่สูญเสียความทรงจำอย่างเขาดีขึ้น เขาจึงสำนึกบุญคุณของเหลาเหล่า เขาตัดสินใจจะดูแลผู้มีพระคุณคนนี้ จนกระทั่งเขาพบว่าแท้จริงแล้วเขารักเหลาเหล่า แต่ตัวเขาก็ตายเพราะคนที่เขารัก ไม่คิดเลยว่าเขาจะได้โอกาสอีกครั้งจากน้องสาวของเขา
อี้หานลุกไปอาบน้ำอีกครั้ง ก่อนจะแต่งตัวด้วยเสื้อกล้ามสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ และเดินออกจากห้องของตนไปตามทางเดินจนถึงห้องหนึ่งที่หน้าห้องเขียนว่า เหลาเหล่า
แกร่ก ๆ
อี้หานพยายามบิดลูกบิดเพื่อเปิดประตู แต่พบว่ามันล็อกอยู่ แถมเขายังได้ยินเสียงดังมาจากในห้อง เสียงนั้นทำให้เขามีสีหน้ามืดครึ้มลง ก่อนจะโคจรพลังปราณแล้วต่อยไปที่ลูกบิดอย่างแรง
แกร๊ง แกรก แอ๊ด
เมื่อประตูเปิดออก สิ่งที่เขาเห็นคือศิษย์พี่ของเขาคนหนึ่งกำลังใช้แกนกายสอดเข้าไปยังช่องทางลับของเหลาเหล่า อี้หานไม่รอช้าเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“อี้หาน วันนี้นายได้พักนี่” ศิษย์พี่ถามขึ้น
“งั้นผมขอแลกเวรเลยก็แล้วกันนะครับ ต่อจากนี้ทุกวันผมจะเป็นคนเข้ามาปรนนิบัติเอง ตอนนี้ผมมีธุระเร่งด่วนต้องคุยกับเหล่าเอ๋อเสียหน่อย” อี้หานยิ้ม
ศิษย์พี่รีบใส่เสื้อผ้าและออกไปทันที เขาว่าบรรยากาศของอี้หานวันนี้ดูน่ากลัวแปลก ๆ หรือเขาจะทะเลาะกับอาจารย์กันนะ
“หานหาน นี่มันอะไรกัน แล้วเรียกฉันว่าอะไรนะ เหล่าเอ๋อ ฉันอายุเยอะกว่าเธอนะจ๊ะ” เหลาเหล่าแปลกใจมาก เพราะคนที่เรียกเขาว่า เหล่าเอ๋อ มีเพียงปิงหานชิงเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นผมจะทำให้จำได้เอง” อี้หานยกยิ้มขึ้น ถึงคราวเขาเอาคืนก่อนหน้านี้ที่เหลาเหล่าลงโทษเขาบ้าง
ในคืนนั้นเสียงร้องของเหลาเหล่าก็ดังไปทั่ว เพราะลูกบิดถูกพังไป ทำให้เสียงเล็ดลอดออกมาจากภายในห้อง มันเป็นเสียงของความสุขสมของเหลาเหล่า ซึ่งดังต่อเนื่องตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า เหล่าศิษย์ในสำนักต่างอยู่แต่ในห้องไม่กล้าโผล่ออกไปดู เพราะกลัวโดนเหลาเหล่าเห็นแล้วจะลงโทษพวกเขา