ตอนที่ 108 ฟ้าร้อง
“เงินที่น้องชายกับข้าเอามาให้พี่ใหญ่รวมทั้งหมดก็170 อีแปะ ถ้ามีเกินกว่านั้น เยี่ยงนั้นมันก็เป็นของท่านแล้ว ! ” เสี่ยวเฉามั่นใจเรื่องจำนวนเงิน พี่ชายของนางเป็นคนประหยัดเป็นอย่างมากถ้าไม่มีอะไรสำคัญ เขาก็จะไม่แตะต้องเงินอย่างแน่นอน
เจ้าของร้านจางกระจายเหรียญบนมือแล้วนับจำนวนอยู่ในใจอย่างเงียบๆ แน่นอนอยู่แล้วว่ามันต้องมีทั้งหมด 170 อีแปะไม่มากและไม่น้อยกว่านั้นเลยสักเหรียญเดียวเดิมทีเขาดื่มเหล้าจนเมาและไม่ได้ยั้งมือเลยตอนตีหยูฮัง จนหยูฮังกระอักเลือดและหมดสติไป หลังจากที่หยูฮังหมดสติ เขาจึงไปค้นห้องของหยูฮังและเจอเงินพวกนี้วันนี้ครอบครัวของหยูฮังมาที่นี่เพื่อขอคำอธิบายจากเขาเขาจึงรีบเอาเงินนี้มาเป็นข้ออ้าง
ฝูงชนรอบ ๆ เห็นสีหน้าเจ้าของร้านจางเปลี่ยนไปเล็กน้อยคนที่อยู่ใกล้เขาก็เห็นด้ายที่ใช้ร้อยเหรียญเป็นอย่างที่เสี่ยวเฉาได้กล่าวเอาไว้ พวกมันคือด้ายเย็บผ้าหลากสีฝูงชนก็พากันเทใจไปทางเสี่ยวเฉาอีกครา
แต่เจ้าของร้านจางก็ตอบแบบหยาบคายและไร้เหตุผลว่า“ฮึ่ม ! แกมันก็แค่พวกบ้านนอกจน ๆ ถ้าทำได้ก็คงแบ่งเหรียญออกเป็น 2 ชิ้นไปแล้วจะยอมให้เงินหยูฮังมา 100 กว่าอีแปะได้เยี่ยงไร ? เจ้าหนู หากโกหกจะต้องถูกดึงลิ้นในนรกเป็นแน่! ”
“เจ้าของร้านจาง ถ้าท่านกล่าวหาผู้อื่นแบบผิดๆ ตายไปแล้วก็โดนทรมานเช่นกันนะ ! ” ดวงตาสีดำสนิทของเสี่ยวเฉาดูเหมือนท้องฟ้ายามรัตติกาลรังสีความเย็นชาวาบผ่านดวงตาของนางทำให้ผู้คนอดตัวสั่นไม่ได้ “ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราจ่ายเงิน1 ตำลึงเป็นค่าเล่าเรียนในโรงเรียนหรงซวนให้กับน้องชายของข้าทุก ๆ เดือน ในเมื่อพวกเราสามารถจ่ายค่าเรียนได้เหตุใดพวกเราจะเอาเงินแค่ 100 อีแปะให้หยูฮังมิได้ ? ”
ผู้คนเพิ่งสังเกตเห็นเด็กน้อยตัวเตี้ยที่สวมเครื่องแบบชั้นพื้นฐานของโรงเรียนหรงซวน พวกเขาอดรู้สึกชื่นชมและนับถือเด็กน้อยขึ้นมาไม่ได้ถึงเยี่ยงไรโรงเรียนหรงซวนก็มิใช่ที่ ๆ ใครจะเข้าเรียนก็ได้ พวกเขาได้ยินมาว่าภายในประตูโรงเรียนหรงซวนมีเสือซุ่มมังกรซ่อนอยู่กล่าวกันว่าผู้คนจากตระกูลขุนนางใหญ่ ๆ ล้วนพยายามกันเป็นอย่างมากเพื่อที่จะเข้าโรงเรียนแห่งนี้!
ตอนที่หลานชายของผู้พิพากษาเมืองจินเว่ยสอบผ่านและเข้าเรียนในชั้นพื้นฐานได้ผู้พิพากษาจังหวัดถึงกับเชิญคนมากมายมาเลี้ยงอาหารเย็น ! เยี่ยงนั้นเด็กน้อยคนนี้ก็คือเพื่อนร่วมชั้นเรียนของหลานชายผู้พิพากษาจังหวัดน่ะสิถ้าเขารายงานเรื่องนี้ให้ผู้พิพากษาจังหวัดรู้ ก็คงมิดีสำหรับเจ้าของร้านจางแล้ว !
“ระ...โรงเรียนหรงซวนยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นเชียวรึ? ต่อ...ต่อให้เป็นองค์ชายรัชทายาท หากทำผิดกฎหมายก็ต้องได้รับโทษเช่นเดียวกับสามัญชนแค่เพราะเป็นครอบครัวของนักเรียนจากโรงเรียนหรงซวนแล้วจะมิขโมยของเยี่ยงนั้นรึ ? ”เจ้าของร้านพยายามทำท่าทางให้ดุร้ายทั้งที่ในใจหวาดกลัวเขาพยายามหาทางออกด้วยข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
“เจ้าของร้านจาง ท่านจะพิสูจน์ได้เยี่ยงไรว่าเด็กคนนี้เป็นคนขโมยเงิน? ” เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสวมชุดบัณฑิตสีขาวยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาทนเห็นความอยุติธรรมมิไหวอีกต่อไปจึงเอ่ยแทรกขึ้นถ้าเสี่ยวเฉาอยู่ในอารมณ์ที่จะตรวจสอบเด็กหนุ่มคนนั้นสักหน่อย นางก็จะจำได้ว่าเขาคือหลานชายของอาจารย์ใหญ่ผู้ชื่นชอบอาหารหยวนหยุ่นซี
ดวงตาเหมือนหนูของเจ้าของร้านจางมองไปรอบๆ ครู่หนึ่งก่อนจะมองที่พวกเขาและเอ่ยว่า “แต่ก็มิมีใครพิสูจน์ได้ว่าหยูฮังมิได้ขโมยเงินพวกนี้เช่นกัน! ”
หยูเสี่ยวเฉาเลิกคิ้วขึ้นแล้วยิ้มเยาะ“เจ้าของร้านจาง ถ้าข้าพิสูจน์ได้ว่าเขามิได้ขโมยเงินพวกนี้ไปล่ะ ท่านจะทำเยี่ยงไร? ”
“นั่น...” เจ้าของร้านจางขมวดคิ้วอย่างลังเล
“ข้าได้เงินพวกนี้มาจากการขายอาหารตุ๋น ดังนั้นก็น่าจะมีน้ำมันติดอยู่ในแต่ละเหรียญ ใครก็ได้ช่วยเอาอ่างใส่น้ำร้อนมาให้ข้าหน่อยได้หรือไม่? ” หยูเสี่ยวเฉาไม่ได้มองเจ้าของร้านจาง สายตาของนางมองตรงไปที่ฝูงชน
ฝูงชนรอบ ๆ ต่างพากันเงียบกริบทันทีทุกคนล้วนหวาดกลัวเจ้าของร้านจาง พวกเขาจึงพากันหลบสายตาของเสี่ยวเฉา
เสี่ยวเฉารู้สึกเหมือนมีสายลมเย็นเฉียบปะทะเข้าที่หัวใจของนางไม่ว่าจะยุคสมัยไหนคนที่มีความกล้ายืนหยัดเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายก็มีไม่มากพออยู่เสมอ !
หยวนหยุ่นซีเบียดฝูงชนไปที่ร้านขายหนังสือไม่ไกลจากที่นี่เขาดึงแขนเสื้อขึ้นและเอาน้ำร้อนใส่อ่างใบใหญ่ จากนั้นก็เบียดฝูงชนเข้ามาอีกคราพร้อมด้วยอ่างน้ำร้อนและเอ่ยว่า “เสี่ยวเฉา น้ำร้อนอยู่นี่แล้ว ! ”
หยูเสี่ยวเฉามองเด็กหนุ่มอย่างซึ้งใจ นางขอบคุณเขาจากใจจริงแล้วคว้าเงินจากมือเจ้าของร้านจางมา“ข้าจะโยนเงินพวกนี้ลงไปในน้ำ ถ้ามีไขมันลอยขึ้นมา ก็จะพิสูจน์ได้ว่าข้ามิได้โกหกและจะเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าข้าได้ให้เงินพวกนี้กับพี่ชายของข้าจริง ๆ ”
พูดจบนางก็ดึงเชือกที่ร้อยเหรียญเอาไว้ออกและโยนเหรียญทั้งหมดลงไปในอ่างน้ำร้อน และแน่นอนอยู่แล้ว ไขมันที่เหมือนสายรุ้งก็ปรากฏขึ้นมาในน้ำร้อนผู้คนพากันมองเจ้าของร้านจางอย่างกล่าวโทษและรังเกียจอยู่ในใจ
เจ้าของร้านจางยังตอบโต้ต่อไปว่า“แค่เพราะมีไขมันอยู่บนเหรียญก็มิได้พิสูจน์ว่าเหรียญพวกนั้นเป็นของเจ้าเสียหน่อยบางทีเหรียญพวกนี้คนขายเนื้ออาจจะให้ข้ามาก็ได้ !ข้าไปซื้อเนื้อกับน้ำมันทุกวัน เหรียญพวกนั้นก็ต้องเปื้อนไขมันอยู่แล้ว ผู้ช่วยของข้าเคยเห็นหยูฮังเดินอยู่รอบๆ ห้องบัญชีด้วย ข้าพูดกล่าวถูกหรือไม่ เสี่ยวซิง ? ”
คนที่เจ้าของร้านจางเรียกว่า ‘เสี่ยวซิง’เป็นผู้ช่วยร้านที่จะเรียกหยูฮังให้ทุกครั้งที่เสี่ยวเฉามาเยี่ยมเดิมทีเขายืนมองเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง แต่อยู่ ๆ ก็โดนเจ้าของร้านจางเรียก เขาจึงเริ่มตื่นตระหนกเมื่อเจอเข้ากับสายตาเตือนของเจ้าของร้าน เขาจึงได้เอ่ยขึ้นว่า “ใช่ ใช่ขอรับ...ช่วงก่อนข้าเคยเห็นหยูฮังแอบด้อมๆ มอง ๆ แถวห้องบัญชี...เขาต้องมีเจตนาชั่วร้ายอย่างแน่นอนขอรับ ! ”
สายตาของหยูเสี่ยวเฉาคมราวกับใบมีดเสียงของนางเปี่ยมไปด้วยความดุดันเมื่อทำการสอบถามผู้ช่วยร้าน “พี่ชายท่านนี้ ท่านต้องรับผิดชอบสิ่งที่ท่านได้เอ่ยวาจาออกมานะ! ท่านเห็นพี่ชายของข้าเข้าไปในห้องบัญชีกับตาตนเองหรือไม่? เห็นพี่ของข้าขโมยเงินจากห้องบัญชีกับตารึ ? ถ้าไม่แล้วเหตุใดท่านถึงได้แน่ใจนักว่าพี่ชายของข้ามีเจตนาชั่วร้าย? ”
ผู้ช่วยร้านอายุยังน้อย เขาเพียงแค่กล่าวหาไปแบบนั้นเพราะแรงกดดันจากเจ้าของร้านจางแต่ตอนนี้เขาเริ่มตะกุกตะกักและได้แต่ยืนยันว่าเขาถูกหลังจากเจอการซักถามของเสี่ยวเฉา
เจ้าของร้านจางมองผู้ช่วยของเขาแล้วแอบด่าอยู่ในใจเขาตอบโต้ว่า “ถ้าเขามิมีเจตนาชั่วร้าย เหตุใดถึงต้องมาด้อม ๆ มอง ๆ แถวห้องบัญชีด้วย? เห็นชัด ๆ อยู่แล้วว่าที่เขาทำเช่นนั้นก็เพราะต้องการขโมยเงิน ! ”
“เจ้าของร้านจาง ข้าได้ยินว่าธุรกิจของท่านเป็นไปด้วยดีเลยนี่ได้ยินว่าช่วงนี้ท่านได้รับงานจากขุนนางผู้มีอิทธิพลจากเมืองหลวงด้วย เป็นความจริงหรือไม่? ” อยู่ ๆ หยูเสี่ยวเฉาก็เปลี่ยนเรื่อง
จางตงหมิงลูบเคราแพะที่คางและเอ่ยอย่างภูมิใจว่า“ใช่แล้ว !สินค้าของร้านไม้จางจี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง !ท่านฟางที่ทำงานให้ท่านหยาง ได้สั่งฉากกั้นกับเตียงจากร้านไม้ของพวกเรา ฮึ่ม ! ดีแค่ไหนแล้วที่ข้ามิได้รายงานเรื่องเจ้าเด็กหยูนี่ขโมยเงินกับเจ้าหน้าที่ถูกตีแค่นี้จะสำคัญอันใดกัน ? ”
หยูเสี่ยวเฉามองอย่างไม่สนใจว่าเจ้าของร้านจางจะรู้สึกอย่างไรกับความสำเร็จของตนเอง นางเพียงเอ่ยว่า“ในเมื่อกิจการของร้านไม้จางจี้ดีถึงเพียงนี้เงินที่เข้าออกในห้องบัญชีก็น่าจะหลายร้อยจนถึงหนึ่งพันอีแปะเลยมิใช่รึ ? ท่านบอกว่าพี่ชายของข้าจ้องจะขโมยเงินมานานแล้วแต่แทนที่จะขโมยเงินมาก ๆ จากเงินที่กองเป็นภูเขาในห้องบัญชี แต่เขากลับขโมยเพียงแค่100 อีแปะ พี่ชายของข้าโง่หรือเยี่ยงไรกัน ? ”
“เอ่อ...” ผู้จัดการร้านจางพูดไม่ออกเขามองไปรอบ ๆ ก่อนจะตอบว่า “พี่ชายของเจ้าขี้ขลาดน่ะสิ เขากลัวว่าจะถูกจับได้ถ้าขโมยมากเกินไปเจ้าหนูน้อยเลิกหาข้อแก้ตัวแล้วรีบพาพี่ชายของเจ้าไปเสียที ข้าจะเมตตามิถือสาหาความเรื่องนี้อีก! ”
“เจ้าของร้านจาง เทพเจ้าเห็นทุกอย่างนะเจ้าคะพี่ชายของข้ามิได้เป็นขโมย เทพเจ้ารู้เรื่องนี้และจะต้องทำอะไรบางอย่างเป็นแน่ ! ข้า หยูเสี่ยวเฉา ขอสาบานต่อเทพทั้งหลายว่าทุกสิ่งที่ข้ากล่าวเป็นความจริง! ข้ากล้าใช้ชีวิตของข้ารับรองว่าพี่ชายของข้าจะมิมีวันขโมยของของผู้อื่น! ” หยูเสี่ยวเฉาสนทนากับหินศักดิ์สิทธิ์สองสามประโยคในใจก่อนจะเอ่ยคำสาบาน“ถ้าเงินพวกนี้ถูกขโมยมา ครอบครัวของข้าทั้งบ้านยอมถูกฟ้าผ่า มิรู้ว่าเจ้าของร้านจางจะกล้าสาบานเหมือนข้าหรือไม่? ”
แม้ว่าเจ้าของร้านจางจะรู้ตัวอยู่แล้วว่ามีความผิดแต่เขาก็แกล้งทำใจเย็นเขายิ้มเยาะและเอ่ยว่า “สาบานรึ ? มันก็แค่คำกล่าว ใคร ๆ ก็ทำได้มิใช่รึ...”
เขาเงยหน้าขึ้นและชี้ไปที่ท้องฟ้าซึ่งมีเมฆหนาดำทะมึนเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ ว่า “เทพทั้งหลาย ข้า จางตงหมิง ขอสาบาน...”
ครืน ครืน...
จางตงหมิงเอ่ยยังไม่ทันจบ สายฟ้าก็เริ่มม้วนตัวอยู่ในก้อนเมฆสีดำแสงของสายฟ้ามองเห็นได้ราง ๆ ในก้อนเมฆ เจ้าของร้านจางตกใจกลัวจนถอยหลังไปหลายก้าวตอนแรกสายตาของเขาเต็มไปด้วยการดูถูก แต่ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
มันจะไม่มาจริง ๆ หรอกใช่หรือไม่ ? เขาอยู่มากว่า50 ปีแล้ว และถ้าเขาไม่ได้สาบานมาเป็นพันครั้ง อย่างน้อยก็น่าจะเป็นร้อยแล้วแต่เขาก็ยังอยู่ดีไม่ใช่หรือ ? ฮึ่ม !ก็แค่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการสาบานเท่านั้นพูดปากเปล่าจะทำอะไรได้ ? เมื่อกี้ก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นแหละ วันนี้มีเมฆเยอะก็เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นฟ้าร้องบ้างล่ะ !
ขณะที่ในใจของจางตงหมิงกำลังปั่นป่วนอยู่นั้นเองคนอื่น ๆ ก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นแสงที่พุ่งออกจากข้อมือของหยูเสี่ยวเฉาและพุ่งตรงเข้าไปในก้อนเมฆหนาทึบบนท้องฟ้า
บนก้อนเมฆ เทพอัสนีกำลังเล่นค้อนสายฟ้าในมือของเขาเทพอัสนีมีผิวสีฟ้าและปากแหลม หลังจากหาวแล้วเขาก็เผลอทุบค้อนในมือสายฟ้าก็เริ่มแลบแปลบปลาบบนท้องฟ้าทันที เสียงคำรามดังไปถึงพื้นโลก
เทพีสายฟ้ามีผมสีเงินยาวถึงพื้นและรูปร่างที่มีเสน่ห์ราวกับนางเพิ่งเดินออกมาจากภาพวาดนางมองกระจกในมือและพยายามบีบสิวที่ขึ้นบนหน้าของนาง
“ยายเฒ่า หยุดอวดความงามแบบมิอายใครเสียทีเถอะ! พวกเราต้องสร้างสายฟ้าอีกนะ ! ” เทพอัสนีเตือนนางให้นึกถึงงานของพวกเขาแต่เทพีสายฟ้ากลับระเบิดความโกรธออกมาเมื่อได้ยินคำเอ่ยเตือนของเขา
“เจ้าเรียกผู้ใดว่ายายเฒ่า ? ข้ามีเสน่ห์และงดงามราวกับดอกไม้งามจนนกและสัตว์ทั้งหลายพากันหลงเสน่ห์ใบหน้าของข้า...(ผู้แต่ง :ร่ายยาวไปอีกพันคำ) แล้วเจ้ายังกล้าเรียกข้าว่ายายเฒ่าอีกเยี่ยงนั้นรึ! มิอยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือเยี่ยงไรกัน ! ” เทพีสายฟ้าเงื้อมมือที่ถือกระจกขึ้น สายฟ้ายิงออกจากมือของนางพุ่งตรงไปที่เทพอัสนีทันที
เทพอัสนีหลบได้อย่างง่ายดายเขาขอโทษจากใจแต่เพียงแค่ครึ่งเดียว “ได้ ๆ ข้าผิดเอง ข้ามิควรเรียกเจ้าว่ายายเฒ่าเจ้าเป็นภรรยาแสนสวยตกลงหรือไม่ ? พวกเราถูกลดระดับลงมาที่มิติเล็ก ๆ ที่แทบจะมิมีพลังวิญญาณอยู่เลยต้องทุบค้อน ตีกลอง และส่องกระจกทุกวัน มิมีโอกาสหรือความหวังอะไรที่นี่เลย เมื่อใดกันพวกเราจะได้กลับไปที่สวรรค์9 ชั้นฟ้าเสียที จะได้ไปคอยรับใช้เทพีแห่งวิญญาณดังเดิม ข้ายอมเลิกเป็นเทพอัสนีไปเป็นทวารบาลแทนเลยก็ยังได้ถ้าหากจะทำให้ข้ากลับไปได้ ! ”
เมื่อเทพีสายฟ้าได้ยินสิ่งที่เทพอัสนีเอ่ยนางก็โกรธเป็นอย่างมาก นางทุบเขาแรง ๆ แล้วเอ่ยว่า “ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะเจ้ามิใช่รึ? เจ้าไปล่วงเกินหมาป่าเงินที่องค์เทพีรักมากที่สุด ! มิเยี่ยงนั้นพวกเราจะถูกเนรเทศมาที่ห่วย ๆ เยี่ยงนี้รึ ? ”
“ข้าจะไปรู้ได้เยี่ยงไรว่าหมาป่าเงินตัวนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของเทพีแห่งวิญญาณ? เจ้าหมาป่าเงินนั่นก็ใจแคบยิ่งนัก ข้าแค่เผาขนมันเพียงสองสามเส้นเท่านั้นเองต้องถึงขั้นไปฟ้ององค์เทพีด้วยรึ ? ” เทพอัสนีรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากจนลำไส้เปลี่ยนเป็นสีเขียว
ตอนนั้นเอง มีแสงสีทองพุ่งผ่านมาแมวสีทองตัวเล็ก ๆ ขนาดเท่ากำปั้นเด็กปรากฏตัวต่อหน้าเทพอัสนีและเทพีแห่งสายฟ้า
“เจ้าเป็นปีศาจตนใด ? เผยตนออกมาเสีย ! ” เทพอัสนียืนด้านหน้าเทพีสายฟ้าและชี้ค้อนสายฟ้าไปที่ลูกแมวสีทอง
“ฮึ่ม !ไอ้หนูฟ้าร้อง กล้ามากนะ ! บังอาจมาเรียกศิลาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ว่าปีศาจ! มิอยากกลับมิติแห่งวิญญาณแล้วใช่หรือไม่ ? ” ลูกแมวสีทองเอ่ยพร้อมกับมองเขาอย่างไม่พอใจเท่าใดนัก