บทที่ 15 : ติดฝนกับคนเคยคุ้น
กระต่ายตัวน้อยสองตัวกับแม่ของมันถูกอุ้มไปไว้ในบ้านของซูฉีก่อน คุณยายอาสาเป็คนเฝ้าพวกมันไม่ให้หนีไปไหน ส่วนซูฉีรีบนำเห็ดไปล้างน้ำจนสะอาด ก่อนจะตามโจวเว่ยไปช่วยเขาตัดไม้ไผ่มาทำคอกเลี้ยงกระต่าย คอกกระต่ายนั้นขนาดไม่ใหญ่ มีที่กันลมกันฝนให้พวกมันกับคอกกั้นกันมันหนีเพียงเท่านั้น
ซูฉีใช้่เวลาที่โจวเว่ยตัดไม้ไผ่มาหาหน่อไม้ เธอหาหน่ออ่อนที่แทงขึ้นมาจากดินเพียงเล็กน้อย จากนั้นใช้มีดค่อยๆ แซะดินรอบๆ ก่อนจะขุดมันขึ้นมา เธอหามาได้สิบกว่าหน่อก็เพียงพอ ยุคนี้ผู้คนอดอยากนัก เธอหาแค่พอกิน เพราะอย่างไรเธอก็พอจะมีเงินซื้อเสบียงอาหาร แตกต่างจากหลายหมู่บ้านที่ไม่ได้มีพื้นที่ติดทะเล และอยู่ห่างไกลน้ำ ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ยากลำบาก หัวหน้าฝ่ายผลิตบางแห่งจะแจ้งทหารให้มาจับคนที่ไม่ยอมทำงานเก็บแต้มค่าแรง บางคนถูกจับขังคุกหลายปี บางคนถูกแขวนคอ บางคนถูกซ้อมจนพิการ
แม้เป้ยหลางจะไร้เหตุผล แต่ก็ยังไม่เลวร้ายถึงขนาดแจ้งทหารแดงมาจับเธอ ส่วนหนึ่งก็คงเป็เพราะยังกริ่งเกรงที่บิดาของเธอเป็รองนายอำเภอด้วย
ซูฉีได้หน่อไม้ที่้า ส่วนโจวเว่ยก็ได้ไม้ไผ่เพียงพอสำหรับบ้านกระต่ายหลังน้อยแล้ว ทั้งสองแบกของเตรียมออกจากป่าไผ่ของหมู่บ้าน ทว่าจู่ๆ ฝนก็เทกระหน่ำลงมาโดยไม่ตั้งเค้า
ทั้งสองวางของทุกอย่างลง ก่อนจะวิ่งไปหลบฝน โจวเว่ยแกะกระดุมเสื้อออก ก่อนจะถอดแล้วนำมาคลุมหัวให้ซูฉีกับตนเอง ด้วยขนาดของเสื้อทำให้ทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ละอองเม็ดฝนกระเด็นมาโดนตัวพวกเขา ชายหนุ่มกลัวซูฉีจะไม่สบาย เขาหันหน้าเข้าหาเธอ ก่อนจะเอ่ยเสียงดังฝ่าเสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาว่า “กอดผม กอดผมลูกจะได้ไม่หนาว”
ซูฉีรู้สึกว่าเขาเข้าใกล้เธอเกินไปแล้ว ใกล้จนได้กลิ่นลมหายใจของกันและกัน เธอเป็แม่ครัว จมูกจึงดีมาก เธอได้กลิ่นต้นหอมมาจากปากของเขา เหม็นเอาเื่เลยล่ะ! “ฉันไม่หนาวค่ะ”
เธอไม่อยากกอดคนมีเ้าของ ผู้หญิงใครก็หวงของตัวเองกันทั้งนั้น
“ถ้าคุณไม่สบายลูกก็จะพลอยไม่สบายไปด้วย เด็กหลายคนในหมู่บ้านเป็ไข้จนสมองมีปัญหาั้แ่เด็ก ผมไม่อยากให้ลูกเป็แบบนั้น กอดผมเถอะครับ ตัวผมอุ่นนะ” โจวเว่ยขยับเข้าไปใกล้จนตัวติดกัน
ซูฉีััได้ถึงไอร้อนของเขาจริงๆ เธอเม้มปากอย่างคนใช้ความคิด เธอไม่อยากให้ลูกไม่สบายและมีปัญหาทางสมอง ซูฉีวางความคิดสับสนลง เธอสนใจเพียงลูกในท้อง มือเล็กกอดเอวเขา ก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้าไปใช้เนื้อแนบเนื้อกับเขา ตัวของโจวเว่ยอุ่นมาก อุ่นจนเธอรู้สึกร้อน ซูฉีแนบแก้มกับหน้าอกเต่งดึงของเขา เธอััได้ว่าหัวใจของเขาเต้นแรงมาก สงสัยเขาจะกลัวฝน ซูฉีคิดเองในใจ มือเล็กกอดเขาแน่นขึ้น เป็การปลอบประโลมความกลัวของเขา
หารู้ไม่ว่าตอนนี้หน้าของโจวเว่ยแดงก่ำไปด้วยแรงอารมณ์บางอย่าง จุดกึ่งกลางกายลุกฮือราวกับไฟที่ถูกราดด้วยน้ำมัน มันเป็สัญชาตญาณทั่วไปของผู้ชาย หน้าอกนุ่มๆ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดหน้าอก ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังทำให้เขาเกิดอารมณ์ โจวเว่ยต่อสู้กับความคิดด้านมืดของตนเองอยู่นาน เขาอดแปลกใจไม่ได้ นอนอยู่บนเตียงเดียวกันมาตั้งหลายเดือน เขาไม่เคยเกิดอารมณ์กับเธอแบบนี้มาก่อน
จนเขารับรู้ได้ถึงแรงสั่นะเืในท้องน้อยของเธอ หัวใจแกร่งอ่อนยวบ “เมื่อกี้?”
“ลูกดิ้น! เมื่อกี้เขาดิ้นค่ะ!” ซูฉีเองก็ตื่นเต้น คุณลุงหมอบอกว่าปกติเด็กจะเริ่มดิ้นั้แ่เดือนที่ 4-6 แต่ลูกของเธอดิ้นน้อยมาก ตอนนี้เจ็ดเดือนแล้วก็นานๆ ทีถึงจะดิ้นเบาๆ ลูกชอบดิ้นเวลาเธอกินของอร่อยไม่ก็ของเปรี้ยวหวาน แต่ไม่เคยดิ้นแรงขนาดนี้ “ดูเหมือนลูกจะชอบคุณนะคะ”
“จริงเหรอ?” โจวเว่ยตื่นเต้นมาก จนถึงตอนนี้ยังรับรู้ได้ถึงแรงสั่นะเืในท้องเธอ เขายกมือขวาลูบท้องเธอเบาๆ “ดิ้นแรงแม่เขาจะเจ็บนะ”
ยิ่งมือของเขาลูบท้องเธอ เ้าตัวน้อยยิ่งเตะยิ่งถีบ ดูเหมือนเขาอยากทักทายพ่อมาก
ซูฉีรู้สึกจุก โชคดีที่เ้าตัวน้อยคึกคักไม่นานก็หมดแรงไป “ฝนซาลงแล้ว เรากลับกันเถอะค่ะ” ซูฉีเห็นว่าฝนกลับมาตกปรอยๆ แล้ว ระยะทางจากป่าไผ่กลับบ้านใช้เวลาไม่นาน
โจวเว่ยยกเสื้อตัวนั้นคลุมหัวให้เธอ ส่วนเขาเดินเปลือยอกกลับบ้าน ระหว่างทางเดินเขาคอยบอกให้เธอเดินระวังอยู่ตลอด อีกทั้งยังใช้มือข้างหนึ่งที่ไม่ได้แบกไม้ไผ่จับมือเธอมาตลอดทาง
เมื่อกลับถึงบ้าน ชายหนุ่มเร่งไปทำบ้านกระต่ายที่บริเวณหลังบ้าน ส่วนซูฉีเดินเข้าครัว เธอเดินเข้ามาที่ห้องรับแขก เห็นคุณยายนอนหลับ โดยมีเ้ากระต่ายน้อยสามตัวหลับอยู่บนพื้นใกล้ๆ กัน ซูฉีเข้าครัวไปหาผัก เธอเจอผักกาดขาวสองหัว จึงนำมาสับละเอียดครึ่งหัวแล้วนำไปให้แม่กระต่ายกิน ราวกับมันก็หิวจัดอยู่ก่อนแล้ว แม่กระต่ายนอนกินผักด้วยความเอร็ดอร่อย โดยมีลูกสองตัวนอนดูดนมมันอยู่
ซูฉีกลับเข้าครัวไปจัดการกับวัตถุดิบที่หามา เธอปอกหน่อไม้ ก่อนจะหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำเห็ดมาล้างน้ำอีกรอบ เห็ดนั้นมีลักษณะพิเศษ พวกมันมีรูปลักษณ์ที่ทำให้ดินเกาะอยู่ตามบริเวณต่างๆ ดังนั้นต้องล้างให้ดี ล้างเห็ดเสร็จซูฉีก่อไฟ ปกติหน้าที่นี้จะเป็ของคุณตา วันนี้คุณตาเข้าเมืองไปสอบถามเื่รถบรรทุกที่เธอได้ยื่นประมูลไว้ วันนี้คือวันที่จะประกาศผลผู้ที่ได้รถไป
ซูฉีใช้เวลาที่ไฟพึ่งจะเริ่มติดไปนำไก่มา ที่บ้านมีไก่อยู่ครึ่งตัว ได้มาจากป้าฟงใหญ่ผู้อยากลองชิมซุปไก่สกัด อีกฝ่ายไม่มีเงินจึงนำไก่ครึ่งตัวมาแลก ซูฉีสับมันเป็ชิ้นเล็กๆ เธอตั้งกระทะ ก่อนจะใส่น้ำมันถั่วเหลืองลงไป รอจนเดือดแล้วใส่พริกแห้งกับเครื่องปรุงรสอื่นๆ ตอนนี้เธอนำหอยั์มาลองหมัก ทำเป็น้ำปรุงรส ทำให้อาหารมีรสชาติกลมกล่อมขึ้น ซูฉียังนำปลาเล็กปลาน้อยมาหมักอีกด้วย
กลิ่นพริกผัดฉุนจนแสบจมูก เธอนำไก่ลงกระทะตามลงไป ผัดจนเกือบสุกแล้วจึงใส่หน่อไม้หั่นชิ้นเล็กๆ ลงไป เมื่อทุกอย่างคลุกเคล้ากันจนสุก ซูฉีใส่ปลาแห้งตัวเล็กๆ ลงไปเป็อันเสร็จ กลิ่นหอมของอาหารทำให้ช่างทำบ้านกระต่ายกลืนน้ำลายไปหลายอึก
ซูฉียังคงทำอาหารจากเห็ดต่อ เมื่อกี้หน่อไม้ผัดเผ็ดกับไก่ไปแล้ว ต่อมาต้องทำให้มีรสชาติหวานสักหน่อย เธอนำเห็ดไปลวกกับหัวไชเท้าและผักกาดขาว ยำรวมกันแล้วปรุงรสให้มีรสชาติหวาน ผักลวกไม่นานก็สุก ต่อมาซูฉีทำแผ่นแป้งต่อ เธอนวดแป้งเก็บไว้ทุกวัน พอจะทำอาหารค่อยนำออกมาบดเป็แผ่นบางๆ มีเนื้อแกะเหลืออยู่นิดหน่อย ซูฉีนำมาสับจนละเอียด ก่อนจะเอาไปนวดรวมกับแป้งแล้วทำเป็แผ่นบางๆ อีกครั้ง ทอดจนเหลืองกรอบเป็อันเสร็จ
เธอยกอาหารทั้งหมดไปวางที่โต๊ะ ตอนนี้ใกล้มืดแล้วคุณตายังไม่กลับมา ซูฉีรู้สึกเป็กังวล ตอนนั้นเองมีเสียงรถใหญ่ขับเข้ามา เธอรีบเดินออกไปดู เห็นคุณตากำลังขับรถบรรทุกเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดูมีความสุขและสนุกอยู่ในที ซูฉีรู้สึกพอใจกับรถบรรทุกคันนี้มาก มันยังดูไม่เก่าเลย คุณยายเองก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงรถ
“คุณตา ทำไมกลับมาช้านักละคะ?” ซูฉีรินชาเดินไปให้คุณตาที่เพิ่งลงจากรถ
คุณตาตอบด้วยรอยยิ้ม “ตาต้องหัดขับกลับมา ต้องขับให้ผ่านแบบทดสอบถึงจะได้ใบขับขี่ ไม่ง่ายเลย แต่ตอนนี้ตาชินแล้ว”
คุณยายเดินวนรอบรถ ก่อนจะพูดด้วยความภาคภูมิใจ “ดีจริงๆ รถบรรทุกคันนี้เป็คันแรกของหมู่บ้านเลยนะคะ”
“ใช่ น่าปลื้มใจจริงๆ โชคดีที่นายอำเภอเป็คนใจกว้าง อนุญาตให้เปิดตลาดเสรีได้ ตลอดทางที่ขับรถผ่านผู้คนอดอยากเหลือเกิน นี่ก็เห็นคนอพยพมาอำเภอเราหลายร้อยคนเลย” คุณตาไปรับรถมาจากอีกอำเภอหนึ่ง ตลอดเส้นทางเขาได้เห็นความทุกข์ยาก หลายอำเภอแหล่งน้ำหายาก และไม่มีพื้นที่ติดทะเล ผู้คนหนีความหิวโหยมาพึ่งอำเภอนี้กันวันละเป็ร้อยคน
คุณยายถอนหายใจ “คนเขาก็หนีตายจากความอดอยาก ได้ยินป้าฟงเล็กบอกว่าหมู่บ้านทางตอนเหนือมีหนอนระบาด กัดกินข้าวสาลีจนไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว มีเด็กและคนแก่หิวตายรายวันเลยล่ะ”
“พวกเราโชคดีที่มีนายอำเภอเก่ง” นายอำเภอเป็คนดี เขามักจะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นเวลาชาวบ้านเก็บผลผลิตไว้กินเองเกินนโยบายกำหนด และไม่ให้ทหารเข้าไปยุ่งกับชาวบ้าน ทำให้พวกเขาสามารถแอบเลี้ยงสัตว์และปลูกผักไว้กินเกินจำนวนที่บังคับได้
แน่นอนว่าการทำเช่นนี้เสี่ยงมาก ถูกจับได้โทษคือแขวนคอเท่านั้น เซินเจิ้นอยู่ห่างไกลจากปักกิ่งกว่าสองพันกิโลเมตร ทำให้มีหลายอำเภอที่ปล่อยปละละเลยนโยบายแสนเข้มงวด ขอเพียงคนในอำเภออยู่อย่างสงบ ไม่นำเื่ไปแจ้งทางการก็เป็อันจบ
ซูฉีจำได้ว่าลูกชายนายอำเภอคืออดีตคู่หมั้นของเธอ ั้แ่มาอยู่ในร่างนี้เธอยังไม่มีโอกาสได้เจอเขา แต่คิดว่าเขาคงเป็คนดี เพราะไม่เคยหาเื่กลั่นแกล้งเธอมาก่อน ทั้งที่เขาเองก็เป็ลูกคนมีอำนาจ เธอถอนหมั้นแบบนี้ทำเขาเสียหน้า ทว่าครอบครัวนายอำเภอน่าจะใจดีและใจกว้างมาก ยังดีที่ซูฉีได้เกิดใหม่มาอยู่ในอำเภอที่ผู้นำดีมีเหตุผล
………………………………………https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NjoiMzIyMjc3Ijt9