ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ภาค2 บทที่14 เริ่มต้นงานประลองเจ็ดดารา (บทแรก)



    ผ่านมาแล้วสองอาทิตย์กว่าๆ นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงราชรัฐจิ้งจอกแดงครั้งใหญ่ การกระทำของเรนเดลได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสมาคมจอมเวท และอาณาจักรอื่นอยู่พอสมควร ว่าโหดร้ายและป่าเถื่อน ราชอาณาจักรเสือขาวถึงขั้นประกาศตัดสัมพันธ์กับราชรัฐจิ้งจอกแดง และประกาศว่าจะไม่รับรองความปลอดภัยของประชาชนในราชรัฐจิ้งจอกแดง หากเหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตของเขา


    แต่ทว่าเรนเดลไม่มีเวลาจะไปตอบโต้ หรือต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่าย ตอนนี้เขากำลังจัดระเบียบโครงสร้างการปกครองใหม่ โดยเขายกเลิกระบบขุนนางถือครองที่ดิน และระบบโบราณอีกหลายระบบ จัดเป็นระบบข้าราชการแทน โดยข้าราชการจะรับเงินเดือนจากส่วนกลาง และมีวาระการหมดอายุ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ผลัดกันมาบริหารประเทศบ้าง


            แน่นอนว่าระบบการปกครองของเรนเดลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี จึงต้องอาศัยขุนนางที่เขาไว้ชีวิต และข้าราชการจากจักรวรรดิมังกรไฟมาช่วยเหลือเสียยกใหญ่ บางเมืองตอนนี้ถึงขั้นให้ข้าราชการจากจักรวรรดิมังกรไฟไปดูแลด้วยซ้ำ เพราะคนของเขาไม่พอ


    “ไม่ต้องห่วงค่ะ เรนเดล” โคโตโนฮะกล่าวขณะช่วยเรนเดลและฟรังซัวร์ทวนกฏหมายฉบับใหม่ ที่เหล่าขุนนางร่างขึ้นมาเสนอให้กับพวกเขา “คนของจักรวรรดิมังกรไฟ จะช่วยเหลือเรนเดลอย่างเต็มที่”

    “เรนเดล” ฟรังซัวร์กล่าวเรียกเขา พร้อมกับขีดเส้นใต้ตัวกฏหมายที่เรนเดลร่างเอาไว้ ก่อนจะส่งให้เขา “มันหมายความว่ายังไง ที่ว่ากษัตริย์จะใช้อำนาจผ่านทางตัวแทนทั้งสาม คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ และอำนาจบริหาร จะไม่ใช้อำนาจตรงๆแบบแต่ก่อน แบบนี้นายก็ไม่ต่างอะไรกับเสือกระดาษสิ”

    “ฉันกำลังจะสร้างระบบคานอำนาจ” เรนเดลกล่าว “ในราชรัฐจิ้งจอกแดงที่เกิดใหม่นี้ จะมีตัวแทนของสามอำนาจคานกันอยู่ เพื่อคอยค้ำจุนอาณาจักร ไม่ให้ใครมีอำนาจเกินไป”


    “คิดดีแล้วสินะ” ฟรังซัวร์กล่าว “ระวังอย่างสมดุลเกิน จนตัวเองไม่มีที่ยืนล่ะกัน ว่าแต่ขุนนางจะไปอยู่ไหนล่ะ นับจากนี้”


    “กลายเป็นข้าราชการมีวันหมดวาระ” เรนเดลกล่าว “ฉันจะยกเลิกระบบขุนนางแล้ว อีกหน่อยเจ้าเมือง ขุนนางในตำแหน่งต่างๆ จะต้องสอบเข้าหมด ลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นวรรณะไง”


    “ยกเลิกระบบขุนนาง” ฟรังซัวร์กล่าวด้วยความแปลกใจ “แบบนี้ที่สั่งลงโทษไอรินไป ก็พลอยไม่มีความหมายด้วยสิ”


    “ก็ตามนั้นแหละ” เรนเดลกล่าว “ฉันสั่งลงโทษเธอและลูกหลานเธอไม่ให้เป็นขุนนาง แต่ไม่ได้ห้ามรับราชการ หรือตำแหน่งอื่นๆในการปกครองนับจากนี้นี่ เพราะไม่มีขุนนางแล้ว”


    ฟรังซัวร์ถึงกับหัวเราะด้วยความยินดี ก่อนจะอ่านทวนกฏหมายต่อ สุดท้ายแล้วเรนเดลก็ไม่ใช่คนใจร้ายเสียทีเดียว


    “นายท่าน” เจ้าจิ้งจอกสโนว์ และดาร์คเนสปรากฏขึ้นจากวงเวท ดาร์คเนสกระดิกหางวิ่งปร๋อ ในขณะที่สโนว์ยังคงเดินกระเผกเล็กน้อย แม้มันจะถูกเมกุมิชุบชีวิตขึ้นมา แต่อาการบาดเจ็บทางกายภาพก็ยังคงอยู่


    “เห็นว่าผมจะไม่มีวันวิ่งได้อีกแล้วหรือ” เจ้าสโนว์กล่างเสียงเศร้า จนโคโตโนฮะต้องผละจากหนังสือ ไปอุ้มมันมาเพื่อปลอบโยน


    “สโนว์ นายต้องทำกายภาพบำบัด” เรนเดลกล่าว “แต่แค่ฉันไม่รู้ว่าจะกายภาพบำบัดให้หมายังไงดี อาจจะต้องให้นายว่ายน้ำบ่อยๆก็เป็นได้”


    “ให้ไปว่ายในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิที่บ้านฉันดีไหมคะ” โคโตโนฮะกล่าว “แบบเดียวกับเรนเดล เจ้าสโนว์อาจจะหายดีก็ได้ค่ะ”


    “อาจไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก” เรนเดลกล่าว “แต่จะดีมาก ถ้าฉันจะขอไปตักน้ำในบ่อน้ำพุนั้น เอามาผสมในอ่างอาบน้ำเพื่อให้เจ้าสโนว์ได้ว่ายออกกำลัง”


    เจ้าสโนว์และดาร์คเนสนำเครื่องดื่มมาให้ เพราะคิดว่าทั้งสามคนอาจจะกระหายใน ภายในห้องสมุดของราชรัฐจิ้งจอกแดงนี้ นอกจากหนังสือแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างอื่น


    “ยินดีค่ะ” โคโตโนฮะกล่าวก่อนจะพับหน้าหนังสือลงด้วยความเหนื่อยล้า อันที่จริงเธออ่านกฏหมายของราชรัฐจิ้งจอกแดงจนจบแล้วรอบหนึ่ง นี่เป็นการทวนครั้งที่สอง


    “ฉันไม่มีอะไรจะแนะนำเพิ่มล่ะ” ฟรังซัวร์กล่าวก่อนจะปิดหนังสือกฏหมายฉบับร่างเช่นกัน “ส่วนคำวิจารณ์อื่นๆ ก็อ่านเอาตามที่ฉันจดบันทึกเอาไว้ล่ะกัน”


    “ฉันเข้าใจ” เรนเดลกล่าว “จะลองประยุกต์เอาจากกฏหมายที่ฉันเห็นว่าดีแล้วกัน”


    โคโตโนฮะขอตัวไปนอนก่อน เพราะเธอง่วงเพลียจากการอ่านหนังสือมาทั้งวัน เมื่อเรนเดลมองนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว เรนเดลพับหนังสือกฏหมายลงเช่นกัน เขาอ่านข้อวิจารณ์ของทั้งสองคน เพื่อดูว่าจะนำมาใช้ได้มั้ย แม้ว่าเด็กทั้งสองคนจะอายุแค่สิบสี่ปี แต่ทั้งคู่ซึ่งเกิดมาในยุคที่โหดร้ายนี้ ดูเหมือนจะมีความคิดความอ่านมากกว่าเด็กในยุคของเขา


    ฟรังซัวร์จดวิจารณ์กฏหมายฉบับใหม่ ที่ขุนนางร่วมกันร่างขึ้นมาด้วยลายมือหวัดๆ เหมือนว่าฟรังซัวร์จะให้ตัดกฏบางข้อออก และเพิ่มอำนาจให้กับกษัตริย์มากกว่านี้ หากทำตามฟรังซัวร์ ก็แทบจะไม่ต่างจากแต่ก่อนเลยด้วยซ้ำ


    ส่วนทางด้านโคโตโนฮะ เธอเขียนแนะนำอย่างดี และแย้งกฏบางข้อหรืออธิบายให้มันดีกว่าเดิม รวมถึงกำจัดความกำกวมของการอธิบายทางข้อกฏหมาย รวมๆแล้วข้อวิจารณ์ของเธอปาไปมากกว่าร้อยหน้ากระดาษ จนเกือบจะเป็นนิยายเล่มหนึ่งได้เสียแล้ว


    “เที่ยงคืนแล้วหรือ” เรนเดลขยี้ตาตัวเอง ก่อนจะดูนาฬิกา เหมือนว่าเขากำลังอ่านบทสรุปคำแนะนำของทั้งสองคน จนเวลาล่วงเลยมาเสียนาน เรนเดลหาวหวอดๆ ก่อนจะเลือกโซฟายาวไม่ไกลนักต่างที่นอน เขาตั้งใจว่าจะตื่นแต่เช้ามาอ่านข้อกฏหมายต่อทันที เพราะเขาอยากบังคับใช้โดยเร็วที่สุด


    เจ้าสโนว์และดาร์คเนสมานอนขนาบข้างเรนเดลทันที ราวกับจะคุ้มครอง นับตั้งแต่เรนเดลถูกลอบสังหาร เจ้าสองลุกสุนัขก็ไม่นิ่งนอนใจ พวกมันจะผลัดกันช่วยกางบาเรียเวทในระดับอ่อน เพื่อคุ้มครองเรนเดลอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้บาเรียระดับอ่อนนี้จะไม่ได้กันอย่างสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าเรนเดลจะไม่ถูกอีกฝ่ายโจมตีใส่ตรงๆอย่างแน่นอน


    เรนเดลที่กำลังหลับสนิทนั้น รู้สึกได้ถึงผ้าห่มอุ่นๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆลืมตาตื่น เมื่อเรนเดลลืมตาขึ้นมาก็พบว่าโคโตโนฮะกำลังห่มผ้าให้เขา


    “ไม่ไปนอนหรือ” เรนเดลถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย


    “อันที่จริงฉันหลับไปแล้วค่ะ แต่ตอนตื่นมาเข้าห้องน้ำ ฉันพบว่าเรนเดลยังไม่กลับห้องนอน เลยเดาว่าน่าจะนอนที่ห้องสมุด”


    โคโตโนฮะทำในสิ่งที่เรนเดลคาดไม่ถึง เธอมุดผ้าห่มของเรนเเดล ก่อนจะเข้ามานอนกับเขาด้วย ทำเอาสองลูกสุนัขสองตัวลุกหนีลงมานอนกับพื้นทันที


    “ง่วงมาก ขี้เกียจกลับห้องแล้วค่ะ” โคโตโนฮะกล่าว ขอนอนด้วยเลยนะคะ


    กว่าเรนเดลจะเอ่ยห้าม เขาก็พบว่าเธอหลับสนิทเสียแล้ว เรนเดลจึงโอบกอดเธอไว้แน่นเพื่อไม่ให้ตกจากโซฟา เรนเดลพบว่าหัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงเมื่อใกล้ชิดกับหญิงสาวขนาดนี้ ก่อนที่เขาจะได้กลิ่นหอมของยาสระผมจากเส้นผมของโคโตโนฮะ และกลิ่นน้ำหอมจากเรือนร่างของเธอ เรนเดลพึ่งรู้สึกตัวว่าตัวของโคโตโนฮะนุ่มนิ่มขนาดไหน


    “เรนเดลคะ...หายใจแรงไปแล้วค่ะ” โคโตโนฮะกล่าวก่อนจะเอาสองนิ้วมาอุดจมูกของเรนเดล เธอยิ้มให้กับเขา ก่อนจะหลับตาลง แล้วเอาหูของเธอแนบกับอกของเรนเดล


    “เต้นแรงเลยนะคะ หัวใจน่ะ” โคโตโนฮะกล่าวก่อนจะลืมตา ดวงตาสีเขียวมะกอกของเธอเงยขึ้นไปจ้องเรนเดลที่กำลังสั่นไหว “อย่าบอกนะว่านี่เป็นครั้งแรกที่ใกล้ชิดกับหญิงสาวขนาดนี้”


    “ประมาณนั้น” เรนเดลกล่าว “เมื่อชาติที่แล้วฉันยังไม่เคยใกล้กับชิดกับสาวคนไหนขนาดนี้เลย”


    “งั้นหรือคะ” โคโตโนฮะยิ้มร่า ก่อนที่เธอจะกอดเรนเดลแนบแน่นกว่าเดิม “งั้นก็หมายความว่าฉันในตอนนี้ แซงหน้าคุณเมกุมิไปแล้วสินะคะ”


    โคโตโนฮะสังเกตุว่าเรนเดลเงียบลงทันที เมื่อพุดถึงเมกุมิ หัวใจของเขาที่เต้นรัวก็ช้าลงจนโคโตโนฮะไม่ได้ยินเสียง ดูเหมือนว่าเธอจะพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมาเสียแล้ว


    “จะว่าอย่างนั้นก็ได้” เรนเดลกล่าวก่อนจะปิดตาตัวเองลง “รีบนอนกันเถอะ ฉันกะว่าพรุ่งนี้จะตรวจทานกฏหมายให้เสร็จ และเริ่มให้มีผลบังคับใช้ภายในสามเดือนน่ะ”


    “ค่ะ” โคโตโนฮะกล่าว “ขอโทษนะคะ ที่จู่ๆก็พูดถึงแฟนเก่าน่ะ ฉันรู้ว่าเรนเดลไม่สบายใจ”


    “ไม่เป็นไรหรอก” เรนเดลกล่าว “เมกุมิเองก็เข้าใจ เธอกับฉันเราเลิกกันแล้ว และตอนนี้คนที่ฉันควรจะให้ความสำคัญมากที่สุด ก็คือเธอ”


    ทั้งเรนเดลและโคโตโนฮะไม่ได้กล่าวอะไรต่อ พวกเขาทั้งสองนอนกอดกันหลับสนิทบนโซฟายาวยันเช้า



    เรนเดลลืมตาด้วยความงัวเงีย เพราะแสงแดดแยงตา เมื่อเขาลุกขึ้นมา ก็พบว่าโคโตโนฮะกำลังทำสรุปให้เรนเดลอยู่


    “เรนเดลคะ ฉันสรุปทุกอย่างให้แล้วนะ” โคโตโนฮะกล่าว “อ่านจากสรุปของฉันได้เลยค่ะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมากนัก”


    “ขอบคุณ” เรนเดลกล่าว “เธอพึ่งพาได้เยอะเลยล่ะ”


    เมื่อเรนเดลลุกขึ้นมา เขาก็พบว่าอาหารเช้า และชุดแปรงฟันรอเขาเรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนว่าเขาไม่ต้องลุกจากห้องสมุดนี้เลยด้วยซ้ำ เขาสามารถทำกิจวัตรตอนเช้า และเริ่มลงมือทำงานต่อได้ทันที


            ทางด้านของจักรวรรดิมังกรไฟ อากิระนั้นกำลังฝึกวิชาดาบกับพ่อของโคโตโนฮะอยู่ สาเหตุที่เขาได้ฝึกซ้อมกับพ่อของโคโตโนฮะ เพราะอากิระมาก้มหัวคุกเข่าอยู่หน้าบ้านนานกว่าสามชั่วโมงนั่นเอง


            “นี่คือเพลงดาบที่โคโตโนฮะใช้สินะครับ” อากิระกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ ขณะที่กำลังวาดท่วงท่าฟันดาบอย่างสบายอารมณ์


            “ถูกต้อง” พ่อของโคโตโนฮะกล่าว “วิชาดาบประจำตระกูลไทจิ วิชาดาบของเราแม้ไม่ใช่เพลงดาบที่มีไว้เพื่อสังหารตั้งแต่แรก แต่มันก็ถูกพัฒนา และปรับปรุงมาโดยตลอด จนมันสามารถใช้ต่อสู้ได้จริง และสามารถสังหารศัตรูได้อย่างรวดเร็วยังไงล่ะ”


            “คุณพ่อครับ” อากิระกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ “ผมรับรู้ได้เลยล่ะ ว่าผมกำลังเข้าใกล้โคโตโนฮะ ผมใกล้ชิดกับเธอยิ่งกว่าเรนเดล และเรนเดลจะต้องอิจฉาผมแน่ๆ ที่ได้ใช้วิชาเดียวกับเธอ”


            พ่อของโคโตโนฮะยิ้มรับ พลางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะดูอากิระฝึกวิชาต่อ เขาไม่อยากพูดอะไรให้อีกฝ่ายเสียกำลังใจ


            “ว้าว ดูสินั่นใคร” เสียงของฮายาโตะดังมาแต่ไกล เมื่อเขาเห็นอากิระกำลังฝึกดาบอยู่ ดูเหมือนว่าวันนี้ฮายาโตะและเร็นจะมากันแค่สองคน เรียวจิไม่ได้มาด้วย


            “สวัสดีสองหนุ่ม” พ่อของโคโตโนฮะกล่าว “”องค์ชายไม่มาด้วยหรือ...แบบนี้จะถือว่าองครักษ์ทิ้งหน้าที่ได้หรือเปล่านะ”


            “หามิได้ครับ ท่านโชกุน” ฮายาโตะกล่าว “องค์ชายเรียวจิ ทรงไปเยี่ยมองค์ชายนิโคลัสที่วังของเขาน่ะครับ เห็นว่าทั้งคู่จะฝึกซ้อมกันเป็นการส่วนตัว เพื่อเตรียมลงแข่งรอบคัดเลือก ในงานประลองคัดเลือกจอมเวทเจ็ดดารารุ่นใหม่”


            “อย่างนี้นี่เอง” พ่อของโคโตโนฮะกล่าวพลางพยักหน้า “พวกนายทั้งสอง ก็เลยจะมาฝึกพิเศษกับฉันสินะ”


            “ใช่แล้วครับ” เร็นกล่าวตอบรับ “ผมลงคัดเลือกตัวแทนของธาตุลม ส่วนฮายาโตะลงคัดเลือกตัวแทนธาตุสายฟ้า บอกตามตรงว่าที่เจ้าชายเรียวจิไปซ้อมประลองกับเจ้าชายนิโคลัส ก็เพื่อจะประเมินกำลังอีกฝ่าย ว่าฮายาโตะควรจะลงมั้ยน่ะครับ เพราะถ้าลงไป นอกจากจะต้องเจอกับโคโตโนฮะแล้ว ยังอาจจะต้องเจอกับนิโคลัสอีก”


            “ฉันแนะนำให้ลงนะ ถึงแม้เธอจะรู้ว่าสู้ทั้งสองคนไม่ได้” พ่อของโคโตโนฮะกล่าว “อย่ามัวคิดว่าจะเจอกันเองมั้ย แต่ให้คิดว่าพวกเดียวกันลงไปเยอะ ก็เพื่อจะช่วยกันกำจัดศัตรูคนอื่นยังไงล่ะ เจอกันเองก็ยิ่งดี จะได้วัดด้วยว่าเราควรปรับปรุงตรงไหน อย่างน้อยเพื่อนกัน ก็คงไม่ทำกันถึงตายหรอก”


            “ขอบคุณครับ” ฮายาโตะกล่าว “บอกตามตรงว่าผมประหม่าน่ะ เพราะทั้งโคโตโนฮะ และนิโคลัส ทั้งสองคนจัดว่าเป็นของแข็งของธาตุสายฟ้า ไหนจะต้องเจอกับตัวแทนโรงเรียนเวทมนตร์อื่นอีก ตัวผมที่พึ่งเริ่มฝึกเวทมนตร์ได้แค่สองปีน่ะ กลัวจะทำให้ท่านเรียวจิอับอายขายหน้า...ที่มีองครักษ์แบบผม”


            “ฮายาโตะ” พ่อของโคโตโนฮะกล่าวเสียงดุ “ถ้าแกกลัวจะสร้างความอับอาย ก็อย่าลง...แต่แกอาจจะเสียใจไปชั่วชีวิต ที่ไม่คิดจะทำในสิ่งที่ชีวิตนี้ อาจทำได้แค่ครั้งเดียว”


            “ช่วยฝึกฝนเขาให้หนักได้มั้ยครับ” เร็นกล่าว “ผมเชื่อว่าถ้าได้ท่านโชกุนสอนสั่ง ฮายาโตะจะต้องพัฒนาอย่างก้าวกระโดดแน่ๆ”


            “ให้เป็นหน้าที่ผมมั้ยครับ” อากิระกล่าวแทรกการสนทนาทันที “ถ้าอีกฝ่ายพึ่งจะมาฝึกกับท่านพ่อเป็นครั้งแรก ผมในฐานะศิษย์พี่ จะสั่งสอนให้”


            ทั้งเร็นและฮายาโตะชำเลืองมองอากิระทันที ท่าทีสงบเสงี่ยมของฮายาโตะเมื่อครู่หายไป กลายเป็นแข็งกร้าวแทน


            “อากิระสินะ” ฮายาโตะกล่าว “บุตรของท่านอากิโตะ ฟูจิโมโตะ ผู้มีตำแหน่งเป็นไดเมียวแห่งจักรวรรดิ”


            “ถูกต้องแล้วล่ะ คุณฟุซาคาเบะ” อากิระกล่าวเรียกนามสกุลของฮายาโตะ “ได้ข่าวว่าโทษทางการเมืองตระกูลนายร้ายแรงมาก จนรุ่นนายพึ่งได้กลับมารับราชการอีกครั้ง...ฝีมือจะดีเหมือนเมื่อครั้งอดีตหรือเปล่านะ”


            “เมื่อกี้บอกว่าจะสั่งสอนผมสินะครับ” ฮายาโตะกล่าว “ถ้างั้นก่อนที่ผมจะฝึกวิชากับท่านโชกุน ผมจะรับการสั่งสอนจากท่านก็แล้วกัน”


            “ใจเย็นนะฮายาโตะ” เร็นกล่าวกระซิบ “อีกฝ่ายมีวิชาของจอมเวทเจ็ดดาราธาตุดินในอดีตกาล เห็นว่าเป็นวิชาเก่าแก่พอๆกับพลังของเรนเดลเลยล่ะ”


            “แต่อีกฝ่ายไม่ใช่เรนเดลนี่” ฮายาโตะกล่าว “ฉันจะสั่งสอนมัน ที่บังอาจมาดูถูกตระกูลของฉัน”


            ฮายาโตะสะบัดมือออกข้างลำตัว ก่อนที่วงเวทเก็บของจะออกมา เขาชักดาบคาตานะออกมาจากวงเวทนั้น ก่อนจะตั้งท่าเพื่อเตรียมสู้กับอากิระ


            “เข้ามาเลย” อากิระกล่าวพลางตั้งท่าสู้เช่นกัน ก่อนที่ทั้งสองนั้นเคลื่อนที่ออกจากจุดยืนด้วยความเร็วสูง เร็วมากจนสายตาของคนปกติมองแทบไม่ทันแน่ๆ


            เสียงโลหะดังกระทบสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ท่อนดาบคาตานะส่วนบนของฮายาโตะจะหักออก พร้อมกับคมดาบของอากิระจ่อคอหอยของฮายาโตะ อากิระยิ้มเยาะน้อยๆ ก่อนที่เขาจะเก็บดาบเข้าฝัก


            “ตระกูลนักโทษทางการเมืองแบบแก ไม่สมควรกลับมาเป็นองครักษ์” อากิระกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะแยกตัวไปฝึกดาบต่อ “อย่าลงประลองเลยนะ ฮายาโตะ เพราะแกกำลังทำซามูไรอย่างเราเสียชื่อเสียง และแกอาจจะทำให้โคโตโนฮะลำบากใจ ที่มีแกอยู่ในสายการประลอง”


            “อย่าไปฟังที่มันพูดนะ” เร็นกล่าว “ไอ้หมอนั่นก็แค่จะปั่นหัวนายเท่านั้นแหละ”


            ฮายาโตะกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ ก่อนที่เขาจะพยายามสงบอารมณ์ให้เป็นปกติ


            “นั่นสินะ ถ้าฉันเก่งแล้ว คงไม่ต้องมาฝึกฝนหรอก...ฉันจะแกร่งกว่านี้ แกร่งจนอากิระพูดไม่ออกเลยล่ะ”


            “ตัดสินใจแล้วล่ะ” พ่อของโคโตโนฮะที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด กล่าวก่อนจะเดินมาตบบ่าของฮายาโตะ


            “ฉันจะรับนายเป็นศิษย์ และฝึกฝนนายให้แข็งแกร่ง แน่นอนว่าฉันจะเข้มงวดกับนายแบบที่เข้มงวดกับโคโตโนฮะ นายรับได้ใช่มั้ย”


            ฮายาโตะคุกเข่าลงทันที เมื่อได้ยินเช่นนั้น


            “ผมจะฝึกฝนจนกว่าร่างกายจะแหลกสลายครับ ท่านอาจารย์”