(จบ) ตำนานจอมเวทย์วงแหวนที่หก

    บทที่ 135: ภารกิจประจำการ

    บทที่135: ภารกิจประจำการ

     

     

     

    หลังจากรับจดหมายมาเฮรัคกวาดสายตาอ่านรายละเอียดคร่าวๆ

     

    “ภารกิจ:เฝ้าประจำการสถานีป่าแสงจันทร์เป็นเวลาหนึ่งเดือน”

     

    เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยเพราะภารกิจนี้ฟังดูเรียบง่ายและปลอดภัยกว่าการไปลาดตระเวนที่เทือกเขาตะวันตกมากนัก

     

    สถานีแห่งนี้ตั้งอยู่ ณชายขอบป่าทางเหนือ มีหน้าที่เพียงคอยเฝ้าระวังผู้บุกรุกจากฝั่งกระท่อมเขียวซึ่งโดยปกติแล้วม่านพลังป้องกันที่วางไว้รอบๆก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แทบจะไม่มีอะไรต้องกังวล

     

    เมื่อวันเริ่มต้นภารกิจมาถึงเฮรัคก็เดินทางไปถึงจุดนัดพบท่ามกลางเสียงกุบกับของกีบเท้าสัตว์และในจังหวะนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ตะโกนทักมาแต่ไกล

     

    “เฮรัค! เจ้าไม่เป็นไรแล้วสินะ”

     

    เฟร็ด ศิษย์พ่อมดร่างท้วมที่เพิ่งกระโดดลงจากรถม้าเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มกว้างดูเหมือนว่าสภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างหนักขององค์กรจะทำให้พวกเขาถูกมอบหมายให้ทำงานร่วมกันอีกครั้ง

     

    “ข้าฟื้นตัวเต็มที่แล้ว”

     

    เฮรัคพยักหน้าตอบรับพลางมองสำรวจความพร้อมของเพื่อนร่วมทาง

     

    เฟร็ดเดินเข้ามากระซิบเสียงเบาอย่างอารมณ์ดี

     

    “ข้าจะบอกอะไรให้นะ ภารกิจนี้สบายสุดๆมีแค่พวกเราที่เป็นศิษย์พ่อมดสี่คน กับพ่อมดทางการอีกท่านที่คอยควบคุมอยู่ห่างๆเท่านั้นแหละ ท่านเพียงทิ้ง ‘เนตรเวทมนตร์’ ไว้บนดาดฟ้าสถานีเพื่อเฝ้าดูหากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ ท่านก็คงไม่โผล่หน้ามาให้พวกเราเห็นหรอก”

     

    หลังจากเดินทางมาถึงจุดหมายพร้อมกับรถม้าขนส่งเสบียงเฮรัคและเหล่าศิษย์พ่อมดคนอื่นๆ ก็ก้าวลงสู่ผืนดินที่ปกคลุมด้วยไอหมอกจางๆ

     

    สถานีแห่งนี้เป็นอาคารหินสามชั้นที่ดูเรียบง่ายจนเกือบจะดูทรุดโทรมไร้ซึ่งกำแพงสูงหรือค่ายกลป้องกันที่แน่นหนาอย่างที่เขาคาดไว้ในตอนแรก

     

    เฮรัคเลือกห้องพักบนชั้นสองเพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนและทำสมาธิหลังจากจัดการสัมภาระเรียบร้อยเขาจึงเดินออกมาสำรวจรอบตัวอาคารด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในใจ

     

    เมื่อเขาทอดสายตามองลึกเข้าไปยังดงป่าทึบเบื้องหน้าก็พบว่าบนเปลือกไม้และผืนดินที่แห้งแล้งผิดปกติเหล่านั้นยังคงหลงเหลือร่องรอยการทำลายล้างจากการต่อสู้กับชิวาราเมื่อปีก่อน เป็นรอยแผลจางๆที่ไม่ยอมเลือนหายไป

     

    เขาหยุดนิ่งพลางตั้งคำถามกับตนเองว่าเหตุใดอสูรจากอเวจีถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ และ ‘มิติประหลาด’ที่เขาเคยติดเข้าไปแท้จริงแล้วคือความลึกลับชนิดใดกันแน่ความสงสัยนั้นวนเวียนอยู่ในหัวจนกระทั่งรัตติกาลเข้าครอบคลุมป่าแสงจันทร์

     

    กลางดึกคืนนั้น

     

    ขณะที่เฮรัคกำลังจมลึกอยู่ในห้วงสมาธิบนเตียงเสียงกรนสนั่นของเฟร็ดที่เคยดังทะลุมาจากห้องข้างๆ กลับเงียบหายไปอย่างกะทันหันความเงียบที่เข้ามาแทนที่นั้นเย็นเยียบเสียจนกระดูกสันหลังเริ่มหนาวสั่น

     

    ทันใดนั้นแผ่นไม้โบราณที่เขาเก็บไว้อย่างดีในแหวนมิติพลันสั่นไหวรุนแรงมันส่องแสงสีเหลืองนวลหม่นและลอยออกมาสู่โลกภายนอกเองราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด

     

    เฮรัคเบิกตากว้างด้วยความตกใจทว่าสิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือภาพรอบกายสิ่งของทุกอย่างที่เคยใหม่เอี่ยมกลับถูกปกคลุมด้วยชั้นฝุ่นหนาเตอะราวกับถูกทิ้งร้างมานับร้อยปีผ้าม่านที่เคยสะอาดตาบัดนี้เปื่อยยุ่ยและขาดวิ่น

     

    เมื่อเขาลองยื่นมือไปแตะขนนกบนโต๊ะด้วยความข้องใจมันก็แตกสลายกลายเป็นผงธุลีไปในพริบตาราวกับว่าเวลาในห้องนี้ได้ถูกเร่งให้ผ่านไปนับศตวรรษในชั่วพริบตา

     

    “วิเคราะห์สถานะมิติ:ตรวจพบความบิดเบือนของกระแสเวลาและตำแหน่งดวงดาว...ข้อมูลตำแหน่งดวงดาวสอดคล้องกับเหตุการณ์ปะทะชิวาราร้อยละ 98”เชนหลาน รายงานผ่าน ชิปพันธุกรรม

     

    เฮรัคก้าวออกจากห้องเสียงพื้นไม้เอี๊ยดอ๊าดบาดหูท่ามกลางความเงียบงัด เมื่อเงยหน้ามองฟ้าเขาเห็นดวงจันทร์สีเลือดขนาดยักษ์ลอยเด่นอยู่เหนือผืนดินสีเทาซีดแผ่นไม้ในมือเขาระเบิดเป็นแสงสว่างจ้าก่อนจะหายวับไป

     

    “แจ้งเตือน:ตรวจพบรอยประทับพลังงานเข้าสู่ร่างกาย... พิกัด: หลังมือซ้ายของโฮสต์”

     

    ที่หลังมือซ้ายของเขาปรากฏรอยประทับรูปหอคอยวงแหวนเลือนราง ลวดลายเดียวกับแผ่นไม้ไม่มีผิดเพี้ยน

     

    เฮรัคพยายามหาทางออกแต่ทุกอย่างรอบตัวดูแปลกประหลาดเกินกว่าจะเข้าใจ เขาเดินไปตามทางเดินที่เงียบเหงาจนกระทั่งฝ่าเท้าของเขาเหยียบลงบนก้อนหินก้อนหนึ่ง

     

    “ให้ตายเถอะ! เจ้ากล้าเหยียบข้าหรือ!”เสียงแหลมเล็กตะโกนด่าทอขึ้นมาจากใต้เท้า

     

    เฮรัคก้มมองเห็นก้อนหินที่มีปากและดวงตาจ้องเขาด้วยความโกรธแค้น

     

    “ขออภัย ข้าไม่ทันเห็น...เจ้าพอจะบอกได้ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน?”

     

    “ให้ตายเถอะ! เจ้ากล้าเหยียบข้าหรือ!”

     

    “ให้ตายเถอะ! เจ้ากล้าเหยียบข้าหรือ!”

     

    มันเอาแต่พูดประโยคเดิมซ้ำๆราวกับเครื่องจักรที่พังแล้ว

     

    เฮรัคขนลุกซู่ไปทั้งตัวเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ พลังเวทมนต์ ที่บิดเบี้ยวในมิติแห่งนี้และดูเหมือนว่าการกลับมาครั้งนี้ เขาจะไม่ได้เผชิญหน้ากับเพียงแค่อสูรกายแต่มันคือปริศนาที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น