ใครดี ใครเลว
ต้าเจิงได้รับการปล่อยตัวออกมาจากคุกใต้ดิน เขาไม่ถูกทรมานเหมือนคนโชคร้ายผู้นั้น แต่เขาถูกปลดจากตำแหน่งผู้คุ้มกัน ความไว้วางใจที่อู๋ฮวนมอบให้ก็ถูกริบกลับคืนไปด้วย ซ้ำยังถูกควบคุมตัวไม่ต่างจากตัวประกัน โชคดีที่เขาไม่ได้ถูกทรมานเหมือนคนผู้นั้น ไม่เช่นนั้นเขาคงหาทางมอบความตายให้ตนเองไปนานแล้ว
“เป็ความจริงหรือ”อู๋ฮวนใช้มือข้างหนึ่งประคองถ้วยชาและยกขึ้นดื่มด้วยท่วงท่าข่มขวัญผู้คน ชุดที่เขาสวมวันนี้เป็ชุดลำลองสีเทาอ่อน เขาเพิ่งกลับมาจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เมื่อมาถึงจื่อชิวก็รายงานว่าในที่สุด ต้าเจิงก็เอ่ยปากขอพบด้วยตนเอง
อู๋ฮวนประเมินสถานการณ์มาอย่างดีแล้ว จึงไม่ใช้วิธีรุนแรงกับต้าเจิง แต่กับหูจิงและหลิงฉีที่ทรยศ เขาได้เตรียมความตายไว้ให้นานแล้ว
“เป็ความจริงขอรับ ข้าน้อยเป็คนที่รองแม่ทัพพยัคฆ์ขาวส่งมาให้ตามหาทายาทของท่านแม่ทัพกัว ข้าน้อยไม่ใช่มือสังหาร ไม่ใช่หน่วยสอดแนมของฝ่ายใด”
“เหตุใดเ้าถึงเลือกข้า ไม่เลือกชินอ๋อง”
“ที่จริงข้าน้อยไปหยั่งเชิงทางชินอ๋องแล้ว ชินอ๋องไม่รู้ข่าวคราวของทายาทท่านแม่ทัพเลยสักนิด เขาส่งคนออกไปจำนวนมากแต่กลับไม่มีใครได้รับความคืบหน้าเลยสักคน”
“ดังนั้นจึงมาหาข้า เ้าไม่คิดบ้างหรือว่าข้าก็อาจจะไม่มีข่าวของทายาทแม่ทัพเหมือนกัน”
“ข้าน้อยเคยคิดเช่นกัน แต่เมื่อได้เห็นจวิ้นอ๋องมีความมุ่งมั่น ทำให้ข้าน้อยเปลี่ยนความคิด”
“เกิดอะไรขึ้นกับบุตรสาวแม่ทัพกัว เหตุใดนางจึงหายตัวไป”
“ท่านพ่อเล่าว่าคุณหนูใหญ่หนีออกจากค่าย ตอนนั้นนางยังเด็กมาก แต่เพราะท่านแม่ทัพมีทายาทเพียงคนเดียวจึงเคี่ยวเข็ญนางให้ศึกษาตำราและการศึก รวมทั้งหลักการทหารทั้งหมด นางรับการฝึกแบบเดียวกันกับบุรุษไม่ไหวจึงหนีออกมา”
“หลังจากนั้นไม่มีข่าวคราวอันใดเลยหรือ”
“ตอนนั้นท่านแม่ทัพส่งคนออกตามสืบอย่างลับๆได้ยินว่านางหนีเข้ามาในเมืองหลวง เมื่อพวกเรามาถึงก็ไม่พบร่องรอยของนางแล้ว”
“บุตรสาวแม่ทัพกัวมีนามว่าอย่างไร”
“นางมีนามว่ากัวซือซินขอรับ”
“เหตุใดเ้าจึงคิดว่าอาหลินเป็ทายาทแม่ทัพกัว”
“เพราะข้าน้อยอ่านแววตาจวิ้นอ๋องออก ท่านไม่ใช่บุรุษที่หลงใหลสตรี ยิ่งสตรีเช่นแม่นางอาหลิน จวิ้นอ๋องคงไม่เสียเวลายุ่งเกี่ยวด้วย”
คำกล่าวนี้ทำให้อู๋ฮวนนั่งนิ่งเหมือถูกแช่แข็ง เขาเป็คนเช่นนั้นจริงๆหรือ นอกจากเื่ในถ้ำที่เขาแสดงท่าทีรังเกียจนาง หลังจากนั้นล้วนเป็ความจริงใจของเขาทั้งสิ้น เขาไม่เคยใกล้ชิดสตรีจึงแสดงออกหยาบกระด้างไปบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ปรับตัว พอถูกวิจารณ์ออกมาตรงๆ อู๋ฮวนถึงกำสำลักน้ำชา “แค่กๆ”
ผู้คุ้มกันที่ยืนคุมเชิงกันอยู่ถึงกับสูดลมหายใจอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาถลึงตาใส่ต้าเจิงและก่นด่าในใจ เ้าบ้าเอ้ย! ไม่ใช่คนของจวิ้นอ๋องแล้วมีสิทธิ์มาพูดเช่นนี้ได้หรือ เ้าไม่เดือดร้อน พวกข้าสิเดือดร้อน
ในขณะที่พวกเขาพากันลุ้นอยู่ว่าจะได้เห็นอู๋ฮวน มีสีหน้าบึ้งตึงอีกหรือไม่ แต่ผิดคาดพวกเขาเห็นอู๋ฮวนทำหน้าเรียบเฉยและกล่าวขึ้นอีกว่า“มารดาของจางหลินถง นามว่าหลี่ถิงถิง เป็บุตรสาวเ้าเมืองเหยียนจือ ซึ่งเป็เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าอู๋ หากพวกเ้ามั่นใจเช่นนั้น เห็นทีว่าผู้ที่จะสามารถตอบคำถามความเป็มาของหลี่ถิงถิงได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นอดีตเ้าเมืองเหยียนจือ”
“จวิ้นอ๋อง เซินสี่ ยู่เฟิง เจี่ยอินกลับมาถึงแล้ว”เป็เสียงถิงเฟิงที่รีบเข้ามารายงาน จะไม่รีบได้อย่างไร อู๋ฮวนรอการกลับมาของทั้งสามคนมาสองชั่วยามแล้ว ยิ่งเพิ่งจับได้ว่าต้าเจิงเองเป็สายลับที่รองแม่ทัพพยัคฆ์ขาวส่งมา ทำให้พวกเขาแทบจะหายใจไม่ออกกันอยู่แล้ว
“รีบบอกให้เข้ามา”อู๋ฮวนวางถ้วยนางชาพลางตั้งท่ารอคอยด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าในใจร้อนรนจนแทบนั่งไม่ติดแล้ว
จางหลินถงนอนนิ่งๆอยู่บนเตียงหลังใหญ่มาถึงหนึ่งวัน นับั้แ่ซ่งตงหยางพานางมาถึงเขาก็จากไป นางไม่รู้เหมือนว่าเขาไปที่ใด ที่แน่ๆนางถูกจัดให้นอนหงาย แม้จะมีผ้าห่มอบอุ่นคลุมจากปลายเท้ามาถึงหน้าอก แต่นางปวดเมื่อยไปหมดแล้ว นาง้าขยับตัวเพื่อคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่กำลังยึดตัวจนชา
ภายในห้องนี้ผนังรอบด้านก่อด้วยหินที่เรียงตัวเป็ชั้นๆ ไม่คล้ายบ้านเรือนเลยสักนิด หากไม่มีเตียง ไม่มีผ้าม่าน ไม่มีเครื่องใช้ นางคงคิดว่าที่นี่เป็คุกใต้ดินอย่างแน่นอน
ยามนี้นางรู้สึกกระหายน้ำเป็อย่างมาก แต่ไม่สามารถขยับปากเรียกใครได้ และไม่รู้ด้วยว่าข้างนอกนั่นจะมีใครอยู่บ้างหรือไม่ จางหลินถงรู้สึกโมโหจนหน้าแดงก่ำ สิ่งเดียวที่นางควบคุมได้คือดวงตา เหมือนว่าคนผู้นั้นจงใจปล่อยไว้อย่างนั้น
ซ่งตงหยางมีวรวุทธ์สูงมาก เขาสกัดจุดนางไว้แล้ว นางไม่มีวรยุทธ์มีหรือจะคลายจุดเ่าั้ด้วยตนเองได้ หากนางมีวรยุทธ์ติดตัวบ้างก็คงจะดี ปีนี้นางเพิ่งสิบห้าหากดูแลตัวเองดีๆ นางต้องฟื้นฟูร่างกายกลับมาแข็งแรงได้แน่ หลังจากหายดีต้องเริ่มคิดถึงการฝึกวรยุทธ์เอาป้องกันตัวเองบางแล้ว อย่างน้อยก็ป้องกันไม่ให้ใครจับนางลากไปลากมาตามใจได้อีก
หิวน้ำ ปวดเมื่อย ใครก็ได้เข้ามาสักคนเถอะ หญิงสาวร่ำร้องอยู่ภายในใจ เมื่อเป็เช่นนี้คงได้แต่รอว่าจะมีใครสักคนที่จริงใจต่อนาง ตามหานางและช่วยนาง อู๋ฮวน...จู่ๆนางนึกถึงเขา เขาเคยสัญญาว่าจะปกป้องนาง แม้เขาจะเผด็จการอยู่สักหน่อย แต่เขาไม่เคยใช้วิธีสกปรกเช่นนี้มากักขังนาง ตอนที่จางหลินถงนึกถึงอู๋ฮวน นางไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าของนางมีความคาดหวังว่าเขาจะมาช่วยนางมากแค่ไหน
พลันผนังหินด้านหนึ่งเลื่อนออกกว้าง จางหลินถงได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามา แต่นางไม่สามารถหันไปมองได้กระทั่งได้เห็นใบหน้าของคนผู้นั้นก้มลงมามองและเรียกชื่อนาง
“อาหลิน ข้ามาแล้ว”อู๋ฮวนดีใจมากที่ยังเห็นจางหลินถงปลอดภัยดีไม่ได้รับาเ็ใดๆ
ดวงตาจางหลินถงร้อนผ่าวน้ำตาไหลลงมาอย่างไม่รู้ตัว นึกถึงตอนที่นางขว้างกำไลข้อเท้าวงนั้นกลับไป นางเห็นเขามองนางด้วยใบหน้าโกรธจัด นางคิดว่าเขาคงไม่มาช่วยนาง นางทั้งหวาดกลัวและสิ้นหวัง แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะมา อ้อ...จริงสิ นางมีประโยชน์ต่อเขา เขาจะไม่มาได้อย่างไร คิดได้เช่นนั้นจางหลินถงก็หยุดดีใจ
อู๋ฮวนเห็นจางหลินถงไม่พูดไม่จา จึงหุบยิ้มและมองสำรวจนาง พลันเห็นว่าที่ลำคอนางมีผ้าสีดำพันปิดไว้ ยังมีกลิ่นคาวโลหิตลอยแตะจมูก อู๋ฮวนหลับตาสูดกลิ่นคาวโลหิตอยู่พักใหญ่ก่อนจะลืมตาขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็ดุร้าย ราวกับว่ากลิ่นคาวโลหิตของนางที่เขาเพิ่งสูดดมไป ได้กระตุ้นสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขาให้ตื่นขึ้นมา
อู๋ฮวนขบกราม กล้ามเนื้อบนใบหน้าแน่นขึง กล้ามเนื้อทั่วร่างพลันตึงเครียดไปด้วย เขาโกรธที่นางอวดดี ชั่วขณะเขาใช้สายตาดุร้ายมองทั่วเรือนร่างที่นอนนิ่ง ตรงมุมปากยกยิ้มเหมือนสะใจ ในที่สุดลูกเสือน้อยอวดฉลาดก็วิ่งเข้าหากับดักพรานป่าเสียเอง ไม่รู้ว่าเ้าหูจิงสารเลวนั่นจะทำอะไรนางไปบ้าง แค่คิดก็แค้นจนอยากฆ่าให้ตาย
จางหลินถงเห็นแววตาอู๋ฮวน หัวใจของนางพลันเต้นแรงด้วยความตื่นกลัว เขาเป็อะไร ครั้นเห็นเขาก้มลงมาหา นางก็อยากจะกรีดร้องแต่นางกลับทำอะไรไม่ได้ เบี่ยงหน้าหนีก็ไม่ได้ มีเพียงส่งสายตาแข็งกร้าวใส่เท่านั้น
อู๋ฮวนก้มลงไปหยุดใกล้ๆ ดวงตาหรี่มองใบหน้าที่เริ่มจะมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างด้วยสายตาดุดัน“ไม่้าให้ข้าช่วยแล้วงั้นหรือ แต่สายตาเ้าเหมือนคาดหวังให้ข้ามาอยู่ช่วยนะ”
จางหลินถงถูกพูดแทงใจดำ นางถลึงตาใส่เขาด้วยความไม่พอใจ ใช่! นางแอบคาดหวังว่าเขาจะมาช่วย แต่ถ้ารู้ว่าเขาจะปากร้ายขนาดนี้ นางจะไม่มีทางให้เขาอยู่พักแรมด้วยั้แ่แรก นางกับเขาจะได้ไม่ต้องรู้จักกัน และนางคงไม่ต้องมาพบเจอเื่เช่นนี้
อู๋ฮวนเห็นนางตอบโต้ด้วยแววตากลับมาอย่างดุเดือด ในใจนึกสงสัยว่าเหตุใดนางไม่พูด เขามองนางอยู่ครู่หนึ่งก็จับพิรุธบางอย่างได้ หูจิงสารเลวนั่น...“โดนสกัดจุดไว้งั้นหรือ เช่นนี้ก็ดี เ้าจะหนีไปไหนไม่ได้อีก”
จางหลินถงได้ยินก็ถลึงตาใส่เขาด้วยสายตาดุดัน พยายามขยับปากแต่ขยับไม่ได้ พยายามขยับมือก็ขยับไม่ได้ ร่างกายนางเหมือนถูกมัดไว้อย่างแ่า เป็เพราะซ่งตงหยางผู้นั้นแท้ๆ
อู๋ฮวนมองทั่วใบหน้านางพลางกัดกรามแน่น แค่คำพูดของเจิ้งจื่ออี้ นางถึงกับไม่เชื่อใจเขาแล้ว
“อาหลินหลายวันก่อนบนเขาหวีฟานหากไม่มีข้า ด้วยสภาพร่างกายเ้า เ้าคิดว่าเ้าจะอยู่รอดไปได้อีกกี่วัน ถึงไม่ใช่ข้าก็ต้องมีคนอื่นไปพบเ้าอยู่ดี เ้าไม่รู้หรอกว่านอกจากข้ายังมีคนอีกมากที่้าตัวเ้า และพวกเขาไม่เหมือนข้า”อู๋ฮวนมองทั่วใบหน้านางพลางกัดกรามแน่น แค่คำพูดของเจิ้งจื่ออี้นางถึงกับไม่เชื่อใจเขาแล้ว พลันนึกถึงตอนที่นางขว้างของมีค่าที่สุดในชีวิตของเขาทิ้ง แล้วก็รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาอีก“ตอนนั้นเป็เ้าที่อยากได้ความคุ้มครองจากข้าถึงกับยอมติดตามข้า ในเมื่อเ้าเป็ผู้หญิงของข้าแล้ว คิดหรือว่าเ้าจะไปจากข้าได้ ข้าไม่ใช่นักบุญและข้าก็ไม่ใช่เจิ้งจื่ออี้”
เขาเตือนให้นางรู้ว่าบุรุษไม่ได้เหมือนกันทุกคน ชายหนุ่มแล้วยื่นมือไปแตะที่ลำคอของนาง ทำเหมือนจะบีบแต่ก็ไม่ได้บีบ แต่แนบริมฝีปากอุ่นบดจูบดูดดึงริมฝีปากล่างของนางแทน ในเมื่อลงโทษอย่างอื่นรุนแรงกับนางไม่ได้ ก็มีแต่ทางนี้ที่จะทำให้นางจำได้ว่านางเคยสัญญาอะไรไว้กับเขาไว้ นางเป็คนของเขาก็ต้องเป็ตลอดไป นอกเสียจากว่าเขาไม่้าแล้วเท่านั้น
จางหลินถงเบิกตาโพลง จู่ๆนางก็รู้สึกว่าในลำคอที่เหมือนมีบางสิ่งอุดตันจนพูดไม่ได้กลับโล่งขึ้น นางสามารถขยับปากได้แล้ว แต่พอเปิดปาก เขาก็แทรกปลายลิ้นลงมาเกี่ยวพันนัวเนียอยู่พักใหญ่ จางหลินถงเริ่มหายใจไม่ทัน นางรู้สึกไม่ต่างจากโดนรมยา ในสมองพร่าเลือน
อู๋ฮวนวกกลับมาบดจูบดูดดุนริมฝีปากบนของนางแทน แม้ว่าจูบหนนี้จะเป็การจูบเพื่อตอกย้ำสถานะ ว่านางคือผู้หญิงของเขา แต่เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจนางเหมือนครั้งแรก มือที่เคยแตะที่ลำคอเปลี่ยนไปสอดรองรับศีรษะและยกร่างนางขึ้นมาอิงแอบในอ้อมอก จางหลินถงที่ถูกสกัดจุดจึงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แขนสองข้างตกลงข้างกาย ได้แต่กรอกตาไปมาเท่านั้น
เซินสี่เข้ามาในห้อง พอเห็นอู๋ฮวนที่กำลังประคองกอดจูบจางหลินถงอยู่บนเตียง เขาถึงกับยืนขาแข็งทื่อจะอ้าปากร้องห้าม แต่ถูกมือหนึ่งเอื้อมมาปิดปาก และลากออกมาจากห้องนั้นในทันที
***********************