นานาเซียน

    EP43 ข้าจะรอเจ้ากลับมา


    ...ลานฝึกกลางสำนักกระบี่เต็มไปด้วยกลิ่นไม้และฝุ่นผง เด็กชายหลี่หานเหวินกวัดแกว่งกระบี่อย่างไม่ลดละ
    เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลอาบร่างเปียกชุ่ม เสื้อผ้าชื้นติดแนบไปกับผิว กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งเต็มที่

    สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับปลายกระบี่ทุกครั้งที่ฟันออก แม้ร่างกายเหนื่อยล้า แต่ใจยังมั่นคงไม่ลดละ

    อวี้เฟิงแอบมองเขาจากบนหลังคาสูง

    "ฮ่าๆ…เด็กนี่ฟันกระบี่แรงขนาดนี้ไม่หยุด ถ้ากระบี่มันมีชีวิตมันคงร้องขอชีวิตไปแล้ว"

    "แต่ก็นะ เริ่มเก่งแล้วนี่นา…กลายเป็นเซียนระดับ 2 หลอมแก่มรวมปราณขั้นกลางไปแล้ว ฝีมือพัฒนาเร็วมาก ฮ่าๆ " (หัวเราะปลื้มใจ)

    จู่ๆ ศิลาสื่อสารจากสำนักชิงหลัวเหมินลอยมาหาอวี้เฟิง

    ศิลาสื่อสาร : ท่านเจ้าสำนัก…โปรดกลับสำนักด่วน สำคัญมากๆ ....ครั้งนี้ท่านเลี่ยงไม่ได้แล้วนะอวี้เฟิง!(เสียงผู้อาวุโสสูงสุด)"

    อวี้เฟิง "…อีกแล้วหรือ (ถอนหายใจ) เจ้าพวกนี้ขาดข้าไม่กี่ปี มันจะเซ้งขายสำนักกันเลยรึไง!"


    อวี้เฟิงลอยลงมาจากหลังคาเหมือนใบไม้ลอยตามลม หุ่นสูงโปร่ง ผอมเพรียวแต่สง่างาม ร่างกายเคลื่อนไหวเบาเหมือนสายลม

    ใบหน้าเรียวคม ดวงตาแฝงประกายลึกลับ ผมดำยาวสยายลงมาถึงกลางหลัง ปลายผมไล่สีแดงระเรื่อราวกับเพลิงจางในยามโพล้เพล้
    ชุดขาวบริสุทธิ์ราวกับผืนเมฆในสวรรค์ ตัดกับเส้นผมสีแดงที่ปลาย เพิ่มความงดงามและลึกลับจนเหมือนเซียนผู้เฝ้ามองจากฟากฟ้า 

    เขาแตะวางฝ่าเท้าลงตรงลานฝึกยืนอยู่ตรงหน้าหานเหวิน เขามองเด็กชายหานเหวินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แววตาผูกพันลึกซึ้ง

    อวี้เฟิง : (ยิ้มมุมปาก) "ฮึ่ย…เจ้าฟันกระบี่จนเหงื่อโชกแบบนี้ ข้ากลัวเจ้าจะทำกระบี่ร้องไห้แล้วนะ"

    หานเหวิน : (ตกใจ ยกกระบี่ขึ้น) ท่านเซียนหมูย่าง!? ท่าน…มาได้ยังไงครับ!?

    อวี้เฟิง : "หมูตรงไหน? ข้าออกจะผอมสูงหล่อซะขนาดนี้ ...ข้าแอบดูเจ้าฝึกมาสักพักแล้ว…ถ้าเหนื่อยเจ้าก็ควรพักสักหน่อย อย่าฝึกจนหมดแรงล้มพับกลางสนามล่ะ"

    "เออนี่ เหวิน! ข้าจะไม่อยู่ 1 เดือนนะ เสร็จธุระแล้วข้าจะรีบกลับมา"

    "ขอรับท่านเซียน ขอให้ท่่านรีบไปรีบมานะ อย่าให้ข้าเป็นห่วงท่านนาน"

    อวี้เฟิงยกมือขึ้นหยิกแก้มเด็กชายหานเหวินเบาๆ

    "เจ้านี่! คิดว่าข้าเป็นใคร? ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงข้าหรอก"


    ....อวี้เฟิงค่อยๆ ก้าวถอยหลังจากลานฝึก ร่างสูงโปร่งของเขาเริ่มลอยขึ้นเบาๆ ด้วยพลังปราณสีฟ้าอ่อนที่แผ่ออกมาเป็นเงาเรืองรองรอบตัว
    แสงปราณนั้นไล่เรียงเหมือนละอองหมอกสวรรค์ ลอยวนรอบร่างขาวสะอาด ทำให้ทุกสายตาที่มองเห็นต้องหยุดชะงักเพราะความงดงามราวเทพบนฟากฟ้า


    "ต่อไปให้เจ้าเรียกข้าว่า เฟิง อย่าเรียกท่านเซียนอีก เข้าใจนะเหวิน!"


    เด็กชายหานเหวินยิ้มพยักหน้า "ข้าจะรอเจอเจ้าที่นี่ เฟิง"

    อวี้เฟิงมองแล้วมีรอยยิ้มที่มุมปาก แล้วค่อยๆ เขาบินสูงขึ้นจากหานเหวินที่กำลังถือกระบี่กลางลาน ฝ่าเมฆบางและแสงแดดอ่อนเช้า ร่างกายของเขาค่อยๆ เลือนหายไปในฟากฟ้าอย่างเงียบสงบและงดงาม....


    (ครบ1 เดือน)

    ....เด็กชายหานเหวินยืนอยู่กลางลานฝึก กำกระบี่ธรรมดาแน่นในมือ สายตาเงยขึ้นไปบนฟ้า
    ร่างสูงโปร่งในชุดขาวของอวี้เฟิงค่อยๆ เลือนหายไปท่ามกลางแสงปราณสีฟ้าอ่อน เขารู้สึกว่างเปล่าเล็กๆ ในใจ
    “ท่านเซียนชุดขาว…ฟ....เฟิง.....ข้า…คิดถึงท่านจัง…” เสียงเล็กๆ ของเขากระซิบออกมา พร้อมความมุ่งมั่นที่ก่อตัวในใจให้ต้องฝึกต่อ


    ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังฉึกฉัก อาจารย์คนหนึ่งในชุดเทาขาดรุ่งริ่ง พละกำลังอ่อนล้าแต่ยังฝืนวิ่งเข้ามาในลานสำนัก
    เลือดไหลตามแขนและหน้าผาก แต่สายตายังคงสว่างและเต็มไปด้วยความเร่งด่วน

    อาจารย์ : (ตะโกน) “พวกเจ้า! รีบเคาะระฆังเตือนภัย! ฝูงสัตว์อสูรบุกเข้ามาแล้ว! พวกมันมีเยอะมาก!”

    เสียงก้องของระฆังสำนักสะท้อนไปทั่วทุกมุม ขับไล่ความเงียบสงัดของลานฝึก ทำให้ทุกศิษย์ต้องรีบวิ่งเข้าตำแหน่งพร้อมรับมือกับภัยร้ายที่กำลังเข้ามา


    เสียงกรีดร้องและฝีเท้าของชาวบ้านดังกระหึ่มเข้ามาในสำนัก ศิษย์ทุกคนหยุดชะงักเมื่อเห็นผู้คนวิ่งปะปนกันด้วยความหวาดกลัว
    บ้านเรือนหลายหลังถูกฝูงสัตว์อสูรทำลายพังพินาศ หลังคาไม้และผนังบ้านแตกกระจาย เศษข้าวของบินว่อนเต็มอากาศ
    ฝูงสัตว์คำรามอย่างดุร้าย ไล่กัดและเหยียบทุกสิ่งที่ขวางทาง เสียงความหวาดกลัวและโกลาหลเต็มพื้นที่ราวกับโลกทั้งใบกำลังล่มสลาย


    ผู้อาวุโสสูงวัยในชุดขาวอมเทาออกมายืนอยู่กลางลาน ฝ่ามือยกสูง เสียงดังชัดเจนทุกมุมสำนัก

    “ศิษย์ทุกคน! รีบรวมตัว! ปกป้องสำนัก ตั้งค่ายกลกระบี่เดี๋ยวนี้!”

    ศิษย์ทุกคนรีบวิ่งไปตามตำแหน่งที่กำหนด กระบี่ฟันอากาศแล่นเป็นเส้นสายประสานกันราวกับลมพายุ
    แสงประกายจากค่ายกลกระบี่ส่องประกายระยิบระยับ เหิดเป็นกำแพงแสงกระบี่มากมายคุ้มกันสำนัก
    ทุกสายตายังคงจับจ้องไปที่ฝูงสัตว์อสูรที่เข้าใกล้ ศษย์บางคนกลืนน้ำลาย บางคนกำดาบมือสั่น ช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวังพร้อมกัน

    ชาวบ้านที่เป็นเด็ก,ผู้หญิง และคนแก่ หลายคนที่วิ่งมาไม่ทัน ค้างอยู่ด้านหน้าค่ายกล ร้องขอความช่วยเหลือเสียงดัง

    ชาวบ้าน  “ท่านเซียน ช่วยพวกเราที! ได้โปรดให้พวกเราได้เข้าไป!”

    ผู้อาวุโสสำนักกระบี่ยืนขมวดคิ้ว กำกระบี่แน่น แต่ส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด

    “พวกเจ้ามาช้าแล้ว…ข้าขออภัย!”

    ทันใดนั้นหานเหวิน ก้าวพรวดออกไปที่กลุ่มชาวบ้าน เขาถือกระบี่ธรรมดามือกำแน่น มีออร่าสีฟ้าอ่อนๆคลุมรอบกระบี่
    สายตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้ร่างกายเหนื่อยล้า แต่หัวใจของเด็กชายสั่นสะเทือนด้วยความกล้าและความรับผิดชอบ

    ผู้อาวุโสมองด้วยสายตาหดหู่ ...ส่ายหน้า "เด็กน้อย ความกล้า ทำให้เจ้าอายุสั้นเสียแล้ว..."


    ฝูงสัตว์อสูรพยายามพุ่งเข้าหา แต่กระบี่ของหานเหวินสร้างแนวป้องกันชั่วคราวได้ เหมือนลมพัดพลังหมุนวนปกป้องชาวบ้านรอบตัว

    ปีศาจค้างคาวตัวหนึ่งพุ่งเข้ามา เสียงปีกพั่บพั่บกระทบลมรุนแรง

    หานเหวินยกกระบี่ธรรมดาขึ้นฟันออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่ฟันผ่านกลางอากาศ
    กระบี่ของหานเหวินฟาดโดนตัวมันเต็มแรง ส่งให้ปีศาจค้างคาวลอยคว้าง ก่อนกระแทกพื้นลานดังปัง แล้วขาด 2 ท่อน

    ปีศาจค้างคาวอีกสามตัวพุ่งเข้ารุม หานเหวินเบี่ยงตัวหลบและฟันกระบี่สวนกลับ
    แม้จะถูกข่วนบ้างตามแขนและไหล่ แต่เขาไม่ถอย ยังคงฟาดฟันด้วยจังหวะเด็ดขาด
    ในที่สุด กระบี่ธรรมดาของเขาส่งแรงแม่นยำ ปีศาจทั้งสามล้มตายพร้อมกัน เสียงดังปังสะท้อนลานฝึก


    ....ทันใดนั้น พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรง เสียงดินแตกร้าวดังเป็นระยะ ๆ

    แผ่นดินบริเวณใกล้ผุดขึ้นเป็นรอยยาวคล้ายเส้นรอยแตก บางส่วนของลานฝึกถูกยกสูงเป็นเนินเล็ก ๆ
    เศษหินและฝุ่นฟุ้งกระจาย ปีศาจตะขาบตัวใหญ่ดันตัวขึ้นจากใต้ดิน ดันให้พื้นลานแตกกระจายไปทั่ว

    ตัวมันยาวหลายสิบเมตร หนามแหลมบนลำตัวเปล่งแสงมืดๆ ดูน่ากลัวและดุดัน
    ดวงตาของมันเย็นชา เหมือนสืบทอดอายุมาหลายร้อยปี สายตาที่มันมองหลี่หานเหวินเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด

    ตะขาบยักษ์พุ่งเข้ามาเหมือนพายุดินบดขยี้ทุกอย่าง หานเหวินยกกระบี่ขึ้น ใช้วิชากระบี่เซียนเข้าสู้

    แต่แรงของตะขาบมหาศาลทำให้เขากระเด็นถอยหลังไปไกล พื้นดินแตกกระจายรอบตัว
    เมื่อมองที่กระบี่ ใบกระบี่ร้าวเป็นรอยยาว แสงสะท้อนบนรอยร้าวเหมือนความหวังที่จะชนะนั้นสูญสิ้นไปแล้ว


    ตะขาบยักษ์ไม่รอช้า พุ่งเข้ามากลางฝูงชาวบ้าน เสียงผู้หญิงและเด็กๆกรีดร้องดังระงม หวาดกลัวจนสุดขีด
    หานเหวินตาเบิกกว้าง รีบพุ่งตัวออกไปยืนอยู่หน้าชาวบ้านทุกคน มือกำกระบี่แน่นในท่าป้องกัน 
    ตะขาบยักษ์ชนกับกระบี่เขาแรงมาก ขนกระบี่ในมือเขาทนไม่ไหวก่อนแตกกระจายเป็นชิ้นเล้กชิ้นน้อย พร้อมกับหานเหวินที่กระเด็นไปข้างหลัง และกระอักเลือด


    ตะขาบยักษ์ชูลำตัวขึ้นสูงราวกับมันจะเยาะเย้ย มันพุ่งเข้าทะร้ายหานเหวินอีกหลายครั้งราวกับเล่นสนุกกับเหยื่อตรงหน้า

    หานเหวินยืนตัวสั่น มือยังถือกระบี่แตกอยู่ แต่ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลและรอยถลอกมากมาย
    เลือดไหลซึมตามแขน ไหล่ และหน้าผาก เสื้อตอนนี้เปียกชุ่มด้วยเหงื่อและเลือดปนกัน
    รอยฟกช้ำตามขาและหลังทำให้เขาเกร็งตัวทุกครั้งที่ขยับ แต่สายตายังคงแน่วแน่ จ้องไปที่ตะขาบยักษ์ไม่ลดละ


    "ข....ข้า...ยังตายไม่ได้ ข้าบอกเขาว่าข้าจะรอเขาอยู่ที่นี่ตรงนี้"


    เขากัดฟันจนเลือดออกที่มุมปาก ร่างกายหานเหวินอ่อนแรงจนแทบทรุดลงกับพื้น แผลตามแขนและขาเจ็บปวดรุนแรง

    เหงื่อและเลือดไหลปนกันเต็มตัว ใบหน้าซีดเซียว แต่อย่างไรก็ตาม สายตายังคงจับจ้องไปที่ตะขาบยักษ์ไม่วางตา
    ทุกก้าวที่เขาเคลื่อนตัวล้วนเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และหัวใจแทบไม่ไหว 


    ตะขาบยักษ์พุ่งเข้ามาอีกครั้งหวังจะเผด็จศึก 

    หานเหวินถือด้ามกระบี่แตกนั้นตั้งรับการโจมตีครั้งสุดท้ายด้วยลมหายใจรวยริน

    (คิดในใจ) "เฟิง" ใบหน้า รอยยิ้ม มือที่หยิกแก้ว ทุกอย่างในตัวอวี้เฟิงผุดขึ้นมาในความคิดเขาในวินาทีเป็นตายนั้น

    ทันใดนั้น กระบี่ไม้ไผ่ของเล่นที่ข้างเอวก็ลอยขึ้นเหนือพื้น ค่อยๆ ขยายจนมีขนาเใหญ่ขึ้นอย่างมหึมาถึง 150 จั้ง(ราวๆ 500 เมตร)
    ลำตัวกระบี่เปล่งประกายสีเขียวสด พลังปราณหมุนวนรอบตัวมันเหมือนพายุพลังงานขนาดยักษ์
    แสงเขียวเจิดจ้าแผ่กระจายไปทั่วลานฝึก สะท้อนบนพื้นดินแตกและฝุ่นฟุ้ง
    พลังของกระบี่เชื่อมต่อกับมือทั้งสองข้างของหานเหวิน ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา
    หานเหวินกัดฟัน แม้ร่างกายเจ็บปวดจนแทบทรุด แต่หัวใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
    สายตาเขาเฉียบคม มองไปยังตะขาบยักษ์ที่ยังคงพุ่งเข้ามาอย่างไม่ลดละ
    ในใจของเขาเต็มไปด้วยความคิดถึงอวี้เฟิง ท่านเซียนชุดขาวผู้คอยอยู่เคียงข้างมาตั้งแต่เด็ก
    “ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน…ข้าจะต้องไม่ตายที่นี่!!” เขากระซิบเบาๆ ก่อนตั้งจิตใจรวมพลังกับกระบี่
    กระบี่ไม้ไผ่ของเล่นสูงราว 150 จั้ง พุ่งแสงออร่าสีเขียวสว่างจ้า แผ่กว้างไปทั่วทั้งภูเขาและเทือกเขาใกล้เคียง
    ลมแรงพัดพลังปราณ ทำให้ต้นไม้และฝุ่นรอบลานลอยวนราวกับถูกกระแสพลังยักษ์ควบคุม


    "ย๊ากกกก!"


    หลี่หานเหวินฟาดกระบี่ไม้ไผ่ยักษ์ลงสุดแรง เสียงฟ้าผ่าและลมพายุพลังดังก้องไปทั่วหุบเขา
    ร่างตะขาบยักษ์กระแทกลงพื้นแล้วแตกกระจาย ฝุ่นและเศษซากสัตว์ลอยว่อนกลางอากาศ
    ฝูงสัตว์อสูรน้อยใหญ่ที่เหลือพยายามหลบหนีแต่ก็โดนแรงออร่าสีเขียวสว่างกระแทกจนกลายเป็นผง
    สายฟ้าผ่าอสูรแตกกระจาย ราวกับถูกดูดกลืนเข้าไปในพลังปราณของกระบี่
    แรงสะเทือนจากกระบี่ฟาดลงพื้นทำให้ค่ายกลกระบี่ที่เพิ่งตั้งไว้ถูกทำลายแตกกระจาย
    อาคารสำนักสั่นสะเทือน ทุกเสาไม้และหลังคาสั่นไหวอย่างรุนแรง
    บางอาคารแตกร้าว บางหลังพังลงมาเป็นซาก ฝุ่นและเศษไม้ฟุ้งกระจายเต็มลาน
    ภูเขาใกล้เคียงสั่นสะเทือน ดินทรุดบางจุด ฝูงนกและสัตว์ป่าต่างตกใจบินหนี
    ท้องฟ้าปรากฏแสงเขียววาววับสะท้อนบนเมฆราวกับพายุปราณยักษ์กำลังปกคลุมทั่ว


    พลังของกระบี่ไม้ไผ่เขียวยักษ์ฟาดลงพื้น ราวกับสวรรค์ผสานพลังโลก
    แรงสะเทือนแผ่กว้าง ทำให้ภูเขาครึ่งลูกพังพินาศ ฝุ่นและหินลอยว่อนทั่วบริเวณ
    ต้นไม้และป่าไม้รอบลานถูกทำลายจนยับเยิน เหลือเพียงเศษซากกระจัดกระจาย
    แสงออร่าสีเขียวเจิดจ้าส่องฟ้า ทำให้ท้องฟ้าและเมฆสะท้อนสีราวกับพายุพลังเทพ
    กระบี่นี้เหมือนกระบี่สวรรค์ที่ถือครองพลังอันเหลือเชื่อ ราวกับจักรวาลทั้งใบรวมอยู่ในฝ่ามือหานเหวิน


    ฝุ่นและเศษซากค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นภูมิทัศน์ที่พังพินาศรอบลานฝึก
    ครึ่งภูเขาถูกฟาดพัง ตึกบางหลังในสำนักแตกร้าว บางหลังพังลงเป็นซากไม้และหิน
    ลมแรงจากพลังกระบี่ยังพัดผ่านต้นไม้ที่รอดอยู่ สร้างเสียงใบไม้กระทบกันดังครืน ๆ
    หานเหวินยืนตรง มือยังจับกระบี่ไม้ไผ่ที่ลอยเหนือมือเขา แววตาเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยแต่มุ่งมั่น
    รอบตัวสงบลงชั่วขณะ ทุกสายตาที่เห็นเหตุการณ์ต่างตะลึงกับพลังอันยิ่งใหญ่และเหลือเชื่อของเด็กหนุ่ม....


    ....หานเหวินทรุดลงกับพื้น เหนื่อยล้าเต็มที่ ร่างกายอ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้
    ก่อนที่ศรีษะเขาจะตกลงสู่พื้น เด็กๆ ผู้หญิง และคนแก่หลายคนรีบเข้ามาประคองร่างเขาไว้ ไม่ให้ล้มลงกลางลาน
    มือเล็กๆ ของเขากำกระบี่ไม้ไผ่แน่น แต่สายตาเบิกกว้าง แฝงความคิดถึงอวี้เฟิงอย่างสุดหัวใจ
    เสียงเบา ๆ ราวกระซิบเล็กๆ ดังก้องอยู่ในใจเขา “ท่านเซียนชุดขาว… ฟ....เฟิง ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน…”
    ไม่นาน ร่างกายอ่อนแรงเกินทน หานเหวินค่อย ๆ หลับตา และสลบหมดสติท่ามกลางอ้อมแขนของผู้คนที่ห่วงใยเขา.....

    คล้ายกับเรื่องนานาเซียน ที่คุณอ่าน