จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 118 ฝึกรากฐานกายาโพธิสัตว์ Re

            ช่วงกลางคืนหลังมื้ออาหาร  ไป่ฉีสั่งไป่ชิกับไป่เชอะไว้ว่าเขาไม่ต้องการให้ใครรบกวน  และกางเขตแดนอักขระลมปราณเอาไว้


            “นายน้อยช่างสมกับเป็นลูกชายของท่านไป่ชิงหยุนจริง ๆ” ไป่ชิกล่าวชื่นชม


            “ซ้ำยังชำนาญอักขระลมปราณแตกฉานถึงขนาดผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ยังต้องให้ความเคารพ  ช่างน่าเสียดายที่หลังจากจบศึกประลองจัดอันดับแล้ว  นายน้อยจะต้องกลับไปเรียนต่อ” ไป่เชอะกล่าวด้วยความเสียดาย


            ทั้ง 2 คนยืนมองอยู่นอกกำแพงเรือนพักของไป่ฉี  ที่ปรากฏกำแพงโดมโปร่งแสงคลุมทั้งเรือนเอาไว้  พลังที่แผ่ออกมาแข็งกล้าอย่างมาก  เพียงมองก็รู้ว่าไม่ควรเข้าไปสัมผัสมัน


            หลังกางเขตแดนเรียบร้อยแล้ว  ไป่ฉีเปิดประตูมิติไปยังภูเขาน้ำแข็งที่เขาเอากระบี่กลืนดาราไปปักไว้เพื่อดูดเอาปราณหยินบริสุทธิ์โดยรอบ  ก่อนจะกลับมายังถ้ำฝึกฝนของตนเอง


            เขาใช้พลังปราณตรวจสอบก็พบว่าเฟิงเทียนตอนนี้ใกล้จะสำเร็จชั้นนภาเต็มทีแล้ว  จึงได้ใช้วิชาแยกจิตแล้วแปลงเป็นอวี้กงเดินไปหาเฟิงเทียน


            ทางเฟิงเทียนนั้นกำลังบ่มเพาะพลังอยู่  เขาสัมผัสถึงการสั่นสะเทือนของพลังปราณโดยรอบจึงออกจากการบ่มเพาะ


            ตั้งแต่เฟิงเทียนฝึกตามวิธีของอวี้กง  เขาพบว่าเขาสามารถตรวจจับสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาได้ไกลขึ้น  แม้แต่การฟังเสียงจากในที่ไกล ๆ หรือเบาแค่ไหนก็สามารถทำได้  เพียงแต่ในถ้ำแห่งนี้นั้นนอกจากห้องที่เขาอยู่แล้ว  เขาไม่สามารถใช้พลังปราณไปตรวจสอบไกลกว่านี้ได้เลย


            “ท่านอาจารย์” เฟิงเทียนลุกขึ้นทำความเคารพ


            “เจ้าก้าวหน้าขึ้นมาก” ไป่ฉีทำการวาดมือ  พลันปรากฏขวดกระเบื้องสีขาว 1 ขวด  เขายื่นมันให้กับเฟิงเทียน


            “สิ่งนี้คืออะไรครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนถาม พร้อมกับยื่นมือไปรับขวดกระเบื้องสีขาวมา


            “มันคือโอสถเสริมลมปราณชื่อว่า โอสถทะลวงนภา  มันใช้สำหรับทะลวงขั้นลมปราณชั้นนภา  เจ้าต้องอาศัยเทคนิคการจัดสรรพลังปราณที่ข้าเคยสอนเข้าช่วย  แล้วในคืนนี้เจ้าจะทะลวงสู่ปราณนภาได้  วันถัดไปข้าจะช่วยเจ้าทะลวงขั้นราชันย์


            ทันทีที่ได้ยินสิ่งที่อวี้กงพูดขึ้น  เฟิงเทียนเกือบจะทำขวดกระเบื้องหลุดมือ  แต่เขาคว้าเอาไว้ได้ทัน  เขามองอวี้กงด้วยสายตาเปล่งประกายและตื่นเต้น


            “ท่านอาจารย์  ท่านพูดจริงเหรอ” เฟิงเทียนถาม


            “ข้าจะโกหกเจ้าทำไม  เจ้าหนูเส้าเทียนนั่นกำลังจะถูกเจ้าไล่ทันแล้ว  มันคงไม่อยู่เฉยแน่  คนอย่างนั้นเป็นประเภทไฟไม่รนก้นจะไม่กระตืนรือร้น  เฮ้อ  เจ้าน่ะ  หลังจากแข็งแกร่งแล้วอย่าได้ทำตัวเยี่ยงนั้นล่ะ  เพราะความขี้เกียจเป็นศัตรูต่อความก้าวหน้าของผู้ฝึกตน  ยิ่งเจ้าอายุมากขึ้นเท่าไหร่  ความสามารถในการทะลวงชั้นปราณของเจ้าก็ยิ่งลดน้อยถอยลง  จากที่ข้าดู  โอกาสที่พ่อของเจ้าจะขึ้นสู่ระดับปราณชั้นราชันย์ทรราชมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น” ไป่ฉีกล่าว


            “ท่านอาจารย์  ปราณชั้นราชันย์ทรราช  สำหรับตำหนักเทพแล้วเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการจะสำเร็จกันทั้งนั้น  จนถึงตอนนี้กลับพบว่ามีเพียงนางมารปิงโหย่วที่ฝึกพลังปราณแบบสุดขั้วเท่านั้นที่สามารถสำเร็จปราณชั้นราชันย์ทรราชได้” เฟิงเทียนกล่าว


            “ศิษย์ข้า  เจ้าไม่ต้องห่วง  หลังจากเจ้าขึ้นสู่ชั้นจักรพรรดิแล้ว  เราจะช่วยเจ้าทะลวงสู่ชั้นราชันย์ทรราชเอง  เจ้าจงฝึกตามวิธีบ่มเพาะที่ข้าต่อไป  หากข้าเห็นความตั้งใจและความเพียรของเจ้ายังไม่ลดน้อยถอยลง  ข้าจะช่วยเจ้าเอง” ไป่ฉีกล่าว


            “ขอบคุณครับ  เอ่อ….ท่านอาจารย์  ข้าขอถามระดับพลังปราณของท่านได้หรือไม่” เฟิงเทียนถามด้วยเสียงเบา  คำถามนี้ออกจะเสียมารยาทไปสักหน่อย  แต่เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ถือสาเรื่องนี้แน่


            “ระดับของข้ตอนนี้  คงยังบอกเจ้าไม่ได้  เพราะอีกไม่นานข้าจะทะลวงชั้นปราณขึ้นอีก  ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะบอกเจ้า  ข้าไปก่อน  ส่วนเจ้าก็กินโอสถนั่นทีละเม็ดไปก่อน  หากคุ้นเคยกับการจัดสรรพลังของมันแล้วค่อยเพิ่มขึ้นเป็นทีละ 2 เม็ด  ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะทะลวงสู่ปราณนภาได้” ไป่ฉีกล่าวจบก็หายไปจากสายตาของเฟิงเทียน


            เฟิงเทียนมองขวดกระเบื้องในมือด้วยสายตาแน่วแน่  เขาเปิดฝาขวดกระเบื้องออก  ก่อนจะเทโอสถออกมา 1 เม็ด  แล้วกลืนมันลงไป


            เขานั่งขัดสมาธิเริ่มการบ่มเพาะพลังต่อทันที และในตอนรุ่งสางเขาก็สามารถทะลวงสู่ชั้นปราณนภาได้เป็นผลสำเร็จ


            ทางด้านไป่ฉีหลังดึงจิตกลับเข้ามาเขาได้เดินไปยังวงอาคมที่ตนทำไว้เมื่อวานพร้อมกับอาคมมิติที่ให้พวกหมาป่าหิมะอยู่


            “อาคมบิดเบือนมิติและเวลาที่เรียนจากท่านอาจารย์  จะช่วยให้การทะลวงชั้นลมปราณของข้าเร็วขึ้น” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะเดินเข้าไปยังใจกลางอาคมอักขระลมปราณที่เขาทำไว้  จากนั้นนำกระบี่ที่ใช้แทงตันเถียนของผู้อาวุโส 3 กับผู้อาวุโส 4 ออกมาจากแหวนมิติ


            ไป่ฉีนั่งขัดสมาธิ  วางกระบี่ไว้บนตักของเขา  กระบี่ที่เขาใช้แทงใส่ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 และ 4 นั้นเป็นกระบี่ที่เขาสร้างขึ้นเลียนแบบกระบี่กลืนดาราเมื่อนานมาแล้ว  แม้จะไม่สามารถสร้างได้ดีเท่ากระบี่กลืนดารา  แต่ก็ใกล้เคียง  จากนั้นไป่ฉีกรอกโอสถจากขวดกระเบื้องเข้าไปในปาก 10 เม็ด  แล้วเริ่มโคจรลมปราณทันที  


            ผ่านไปเพียงไม่นานภายในตันเถียนของเขาก็มีกระแสลมปราณบ้าคลั่งหมุนวนอยู่  เขาไม่รอช้ารีบดูดซับเอาปราณจากกระบี่ที่อยู่บนตักเข้าไปทันที


            “อึก” ความเจ็บปวดบริเวณตันเถียนจากการปะทะของกระแสลมปราณทำให้ไป่ฉีร้องออกมา


            “เริ่มการทำงานอาคมมิติเวลา” ไป่ฉีใช้พลังปราณจากตันเถียนทั้งหมดให้อาคมทำงาน  ด้วยสาเหตุนี้เขาจึงจำเป็นต้องใช้พลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิ 2 คน  และก็ประจวบเหมาะที่เขามีโอกาสได้สังหารผู้อาวุโสทั้ง 2 คน  ทำให้อาคมมิติเวลาที่เขาอยากใช้สามารถใช้งานได้เสียที


            เมื่ออยู่ในเขตอาคมนี้เวลาภายในจะเร็วกว่าภายนอกหลายเท่า  เป็นอาคมสำหรับช่วยย่นเวลาในการบ่มเพาะได้เป็นอย่างดี  แต่เพราะต้องใช้ปราณจำนวนมาก  ทำให้ก่อนหน้านี้ไป่ฉีไม่สามารถใช้งานอาคมนี้ได้เพราะพลังปราณของเขาคนเดียวมันไม่พอ


            กระบี่บนตักของไป่ฉีตอนนี้ได้ถูกดูดพลังปราณที่กักไว้ไปจนหมดแล้ว  ไป่ฉีทำการเก็บมันเข้าไปยังแหวนมิติ  ก่อนจะเรียกกระบี่กลืนดาราออกมาและเริ่มดูดซับปราณหยินหยางที่อยู่ภายในตัวกระบี่


            “ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะเรียกเอาขวดใสที่ถูกเขียนอักขระลมปราณไว้ทั่วถึง 5 ขวดออกมา  ภายในเป็นของเหลวสีแดงใส  แต่แผ่ปราณสีที่แตกต่างกันออกมา


            “ชีวิตก่อนข้าไม่เคยได้ใช้วิธีนี้มาก่อน  มาดูกันว่าจะเป็นยังไง  หากล้มเหลวก็แค่สิ้นชีพลงที่นี่  หากสำเร็จข้าจะก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด” ไป่ฉีกล่าวกับตนเอง


            ภายในขวดทั้ง 5 นี้เป็นโลหิตสัตว์อสูรระดับเทวะที่เขาได้รับมาจากการผ่านด่านทดสอบที่พวกมันทิ้งไว้ก่อนพวกมันจะสิ้นอายุขัย  พวกมันผนึกทุกสิ่งของพวกมันไว้ในโลหิตเพียงไม่กี่หยด  ทั้งวิชา  ความแข็งแกร่งทางสายเลือด  พรสวรรค์ทางร่างกายและพลังปราณ  เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ไป่ฉีในชาติก่อนสามารถบรรลุสู่ชั้นเทวะได้  เพียงแต่เขาเคยใช้พวกมันตอนที่เขาอยู่ในชั้นราชันย์จักรพรรดิ


            ไป่ฉีเปิดขวดทั้ง 5 ก่อนจะดื่มมันเข้าไปทั้ง 5 ขวดโดยตรง  พลังอันบ้าคลั่งของทั้ง 5 เริ่มแผ่กระจายและเริ่มหลอมรวมเข้ากับร่างของไป่ฉี


            “จังหวะนี้แหละ เคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูง  การทำลายเพื่อเกิดใหม่  [จุติ]” หลังจากไป่ฉีกล่าวจบพลังปราณในกระบี่กลืนดาราก็ถูกดูดออกไปจนหมดในคราวเดียว  ไป่ฉีไม่สามารถกักเก็บพลังปราณอันบ้าคลั่งไว้ในร่างกายได้อีกต่อไป  ร่างของเขาเริ่มปริออก


            “อ๊าก” ไป่ฉีเจ็บปวดอย่างมาก  ก่อนที่ร่างของเขาจะระเบิดออกกลายเป็นหมอกโลหิตหมุนวนอยู่ภายในอาคม  พลังทั้งหมดเริ่มผสานเขากับหมอกเลือดเหล่านั้น


            หลังจากหมุนวนไปสักครู่  หมอกเลือดเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นตันเถียน  ตามด้วยการรวมตัวกันเป็นกระดูกทีละชิ้น ทีละชิ้น  ภายในนั้นไขกระดูกถูกสร้างขึ้นใหม่  หากแต่ไขกระดูกนี้ไม่ได้สร้างเลือดของมนุษย์อีกต่อไป  มันได้สร้างเลือดที่ผสมระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูรระดับเทวะขึ้น  ตามด้วยเส้นชีพจรลมปราณและกล้ามเนื้อ  จากนั้นอวัยวะภายในถูกสร้างขึ้น และส่วนผิวหนังก็ถูกสร้างเป็นอย่างสุดท้าย


            ร่างของชายหนุ่มผมสีดำมีประกายเงางาม  ใบหน้าของเขาตอนนี้กระจ่างใส  มัดกล้ามทั่วร่างไม่ใหญ่เกินไป  แต่กลับดูแน่นและงดงามราวปฏิมากรรมมีชีวิต  กลิ่นกายฟุ้งกระจายมากกว่าที่เคย  ส่งกลิ่นหอมอ่อนโยนไปทั่วถ้ำฝึกตนแห่งนี้


            ร่างกายของไป่ฉีตอนนี้ได้หลอมรวมเข้ากับโลหิตของสัตว์อสูรระดับเทวะเรียบร้อยแล้ว  ผนวกเข้ากับปราณหยินและหยางสุดขั้วที่ไป่ฉีรวบรวมมาจากแหล่งปราณธรรมชาติที่บริสุทธิ์  ร่างของเขาถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่  ด้วยผลของเคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ทำให้พลังที่เขาฝึกมายังคงอยู่นอกจากจะไม่ถดถอยแล้ว  ยังพัฒนาแบบก้าวกระโดดอีกด้วย


            “อา คิดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถทำได้  แถมยังทำสำเร็จอีกด้วย” ไป่ฉีพูดขึ้น  


            ในชีวิตที่แล้วนั้นแม้เขาจะไปถึงระดับปราณพระเจ้าแล้ว  แต่ก็ยังไม่เคยฝึกร่างกายด้วยเคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูงสำเร็จ  เพราะมันเสี่ยงตายอย่างมากนั่นเอง  เพราะกลัวสูญเสียพลังปราณที่บ่มเพาะมา เขาจึงไม่กล้าฝึกต่อ  ครั้งนี้ทำให้เขานึกถึงคำของไท่ซื่อคงที่เคยกล่าวไว้กับเขา


            'ไป๋หู่ หากเจ้าจักสำเร็จรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูง  เจ้าต้องมีความกล้า  ไม่กลัวตาย  เมื่อนั้นเจ้าจักสำเร็จมัน  ผู้ที่สำเร็จรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูงนั้นกลิ่นกายจะหอมเหมือนดอกไม้ทิพย์จากแดนสวรรค์  ผู้ใดได้สูดกลิ่นนั้นจักทำให้กำลังกายและจิตวิญญาณได้รับการรักษาเยียวยา  จิตใจจะสงบ  นอกจากนี้ร่างกายของผู้ที่สำเร็จรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูง  พิษทุกชนิด  โรคภัยทั้งหลายมิอาจทำอันใดกับผู้ฝึกได้  อีกทั้งร่างกายมีการฟื้นตัวในอัตราที่สูง  แผลถูกแทงที่อวัยวะสำคัญสามารถสมานได้ภายในเวลาแค่ 1 ลมหายใจเท่านั้น  หลุดพ้นจากความเจ็บป่วยและชรา  แต่มิอาจหลุดพ้นความตาย  เมื่อคนผู้นั้นปรารถนาจะตาย  เพียงใช้เคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ [ดับสังขาร] ก็จะเข้าสู่ความตายได้ดังใจนึก'


            คำของไท่ซื่อคงยังคงชัดเจนในสมองของเขา  แม้จะเคยบอกว่าเป็นอาจารย์และสหาย  แต่เขากลับรู้เรื่องของหลวงจีนรูปนี้น้อยมาก  หลวงจีนรูปนี้ดูเหมือนจะอยู่เหนือกฎของธรรมชาติ  ตั้งแต่เขาเกิดมาก็พบหลวงจีนรูปนี้ดำรงอยู่ก่อนแล้ว  แม้จะมีรูปลักษณ์เป็นชายหนุ่ม  หากแต่กลับมีบันทึกถึงหลวงจีนรูปนี้ซึ่งปรากฎตัวเมื่อ 3-4 หมื่นปีก่อนเขาเกิดเสียอีก


            “ในที่สุดข้าก็หลอมรวมสายเลือดสัตว์อสูรระดับเทวะเข้ามาในร่างกายสำเร็จ  ทำให้ได้วิชา  พรสวรรค์  พลังปราณและพลังกายของพวกมันมา  พลังปราณของข้าจากนี้แม้ไม่ต้องโคจรลมปราณ  พลังปราณก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  คงประหยัดโอสถไปได้มากทีเดียว  นี่คือร่างที่สร้างขึ้นจากเคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูงที่ไท่ซื่อคงกล่าวสินะ” ไป่ฉียืนขึ้นมองร่างกายที่เปลือยเปล่าของตนด้วยความพึงพอใจ  ก่อนจะนั่งบ่มเพาะพลังต่อจนใกล้รุ่งสาง  เขาถึงเปิดประตูมิติกลับไปยังเรือนที่พักตระกูลไป่


            เรือนพักของไป่ฉี

            ระดับปราณของไป่ฉีได้พัฒนาแบบก้าวกระโดดไปถึงชั้นปราณจักรพรรดิ ขั้น 10 ซึ่งเป็นคอขวดแล้ว  ไป่ฉีจึงใช้วิธีสกัดจุดชีพจรลมปราณหลายจุด  เพื่ออั้นพลังปราณเอาไว้  ซึ่งจะก่อให้เกิดกระแสลมปราณในตันเถียนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  วันนี้ไป่ฉีกะว่าจะแค่ไปร่วมโต๊ะมื้อเช้ากับไป่ชิงหยาง  ก่อนจะกลับมาเตรียมทะลวงชั้นราชันย์ทรราช


            “นายน้อยขอรับ  พวกข้ามารับไปรับมื้อเช้ากับท่านผู้นำขอรับ” เสียงของไป่ชิดังมาจากหน้าประตู  ไป่ฉียกยิ้มขึ้นก่อนจะตอบกลับไป


            “ขอเวลาข้าอาบน้ำแต่งตัวสักครู่  เดี๋ยวข้าออกไป” ไป่ฉีกล่าวจบก็นำเสื้อในแหวนมิติออกมาใส่

    _____________________________

    ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ ^^