ช่วงกลางคืนหลังมื้ออาหาร ไป่ฉีสั่งไป่ชิกับไป่เชอะไว้ว่าเขาไม่ต้องการให้ใครรบกวน และกางเขตแดนอักขระลมปราณเอาไว้
“นายน้อยช่างสมกับเป็นลูกชายของท่านไป่ชิงหยุนจริง ๆ” ไป่ชิกล่าวชื่นชม
“ซ้ำยังชำนาญอักขระลมปราณแตกฉานถึงขนาดผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ยังต้องให้ความเคารพ ช่างน่าเสียดายที่หลังจากจบศึกประลองจัดอันดับแล้ว นายน้อยจะต้องกลับไปเรียนต่อ” ไป่เชอะกล่าวด้วยความเสียดาย
ทั้ง 2 คนยืนมองอยู่นอกกำแพงเรือนพักของไป่ฉี ที่ปรากฏกำแพงโดมโปร่งแสงคลุมทั้งเรือนเอาไว้ พลังที่แผ่ออกมาแข็งกล้าอย่างมาก เพียงมองก็รู้ว่าไม่ควรเข้าไปสัมผัสมัน
หลังกางเขตแดนเรียบร้อยแล้ว ไป่ฉีเปิดประตูมิติไปยังภูเขาน้ำแข็งที่เขาเอากระบี่กลืนดาราไปปักไว้เพื่อดูดเอาปราณหยินบริสุทธิ์โดยรอบ ก่อนจะกลับมายังถ้ำฝึกฝนของตนเอง
เขาใช้พลังปราณตรวจสอบก็พบว่าเฟิงเทียนตอนนี้ใกล้จะสำเร็จชั้นนภาเต็มทีแล้ว จึงได้ใช้วิชาแยกจิตแล้วแปลงเป็นอวี้กงเดินไปหาเฟิงเทียน
ทางเฟิงเทียนนั้นกำลังบ่มเพาะพลังอยู่ เขาสัมผัสถึงการสั่นสะเทือนของพลังปราณโดยรอบจึงออกจากการบ่มเพาะ
ตั้งแต่เฟิงเทียนฝึกตามวิธีของอวี้กง เขาพบว่าเขาสามารถตรวจจับสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาได้ไกลขึ้น แม้แต่การฟังเสียงจากในที่ไกล ๆ หรือเบาแค่ไหนก็สามารถทำได้ เพียงแต่ในถ้ำแห่งนี้นั้นนอกจากห้องที่เขาอยู่แล้ว เขาไม่สามารถใช้พลังปราณไปตรวจสอบไกลกว่านี้ได้เลย
“ท่านอาจารย์” เฟิงเทียนลุกขึ้นทำความเคารพ
“เจ้าก้าวหน้าขึ้นมาก” ไป่ฉีทำการวาดมือ พลันปรากฏขวดกระเบื้องสีขาว 1 ขวด เขายื่นมันให้กับเฟิงเทียน
“สิ่งนี้คืออะไรครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนถาม พร้อมกับยื่นมือไปรับขวดกระเบื้องสีขาวมา
“มันคือโอสถเสริมลมปราณชื่อว่า โอสถทะลวงนภา มันใช้สำหรับทะลวงขั้นลมปราณชั้นนภา เจ้าต้องอาศัยเทคนิคการจัดสรรพลังปราณที่ข้าเคยสอนเข้าช่วย แล้วในคืนนี้เจ้าจะทะลวงสู่ปราณนภาได้ วันถัดไปข้าจะช่วยเจ้าทะลวงขั้นราชันย์
ทันทีที่ได้ยินสิ่งที่อวี้กงพูดขึ้น เฟิงเทียนเกือบจะทำขวดกระเบื้องหลุดมือ แต่เขาคว้าเอาไว้ได้ทัน เขามองอวี้กงด้วยสายตาเปล่งประกายและตื่นเต้น
“ท่านอาจารย์ ท่านพูดจริงเหรอ” เฟิงเทียนถาม
“ข้าจะโกหกเจ้าทำไม เจ้าหนูเส้าเทียนนั่นกำลังจะถูกเจ้าไล่ทันแล้ว มันคงไม่อยู่เฉยแน่ คนอย่างนั้นเป็นประเภทไฟไม่รนก้นจะไม่กระตืนรือร้น เฮ้อ เจ้าน่ะ หลังจากแข็งแกร่งแล้วอย่าได้ทำตัวเยี่ยงนั้นล่ะ เพราะความขี้เกียจเป็นศัตรูต่อความก้าวหน้าของผู้ฝึกตน ยิ่งเจ้าอายุมากขึ้นเท่าไหร่ ความสามารถในการทะลวงชั้นปราณของเจ้าก็ยิ่งลดน้อยถอยลง จากที่ข้าดู โอกาสที่พ่อของเจ้าจะขึ้นสู่ระดับปราณชั้นราชันย์ทรราชมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น” ไป่ฉีกล่าว
“ท่านอาจารย์ ปราณชั้นราชันย์ทรราช สำหรับตำหนักเทพแล้วเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการจะสำเร็จกันทั้งนั้น จนถึงตอนนี้กลับพบว่ามีเพียงนางมารปิงโหย่วที่ฝึกพลังปราณแบบสุดขั้วเท่านั้นที่สามารถสำเร็จปราณชั้นราชันย์ทรราชได้” เฟิงเทียนกล่าว
“ศิษย์ข้า เจ้าไม่ต้องห่วง หลังจากเจ้าขึ้นสู่ชั้นจักรพรรดิแล้ว เราจะช่วยเจ้าทะลวงสู่ชั้นราชันย์ทรราชเอง เจ้าจงฝึกตามวิธีบ่มเพาะที่ข้าต่อไป หากข้าเห็นความตั้งใจและความเพียรของเจ้ายังไม่ลดน้อยถอยลง ข้าจะช่วยเจ้าเอง” ไป่ฉีกล่าว
“ขอบคุณครับ เอ่อ….ท่านอาจารย์ ข้าขอถามระดับพลังปราณของท่านได้หรือไม่” เฟิงเทียนถามด้วยเสียงเบา คำถามนี้ออกจะเสียมารยาทไปสักหน่อย แต่เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ถือสาเรื่องนี้แน่
“ระดับของข้ตอนนี้ คงยังบอกเจ้าไม่ได้ เพราะอีกไม่นานข้าจะทะลวงชั้นปราณขึ้นอีก ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะบอกเจ้า ข้าไปก่อน ส่วนเจ้าก็กินโอสถนั่นทีละเม็ดไปก่อน หากคุ้นเคยกับการจัดสรรพลังของมันแล้วค่อยเพิ่มขึ้นเป็นทีละ 2 เม็ด ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะทะลวงสู่ปราณนภาได้” ไป่ฉีกล่าวจบก็หายไปจากสายตาของเฟิงเทียน
เฟิงเทียนมองขวดกระเบื้องในมือด้วยสายตาแน่วแน่ เขาเปิดฝาขวดกระเบื้องออก ก่อนจะเทโอสถออกมา 1 เม็ด แล้วกลืนมันลงไป
เขานั่งขัดสมาธิเริ่มการบ่มเพาะพลังต่อทันที และในตอนรุ่งสางเขาก็สามารถทะลวงสู่ชั้นปราณนภาได้เป็นผลสำเร็จ
ทางด้านไป่ฉีหลังดึงจิตกลับเข้ามาเขาได้เดินไปยังวงอาคมที่ตนทำไว้เมื่อวานพร้อมกับอาคมมิติที่ให้พวกหมาป่าหิมะอยู่
“อาคมบิดเบือนมิติและเวลาที่เรียนจากท่านอาจารย์ จะช่วยให้การทะลวงชั้นลมปราณของข้าเร็วขึ้น” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะเดินเข้าไปยังใจกลางอาคมอักขระลมปราณที่เขาทำไว้ จากนั้นนำกระบี่ที่ใช้แทงตันเถียนของผู้อาวุโส 3 กับผู้อาวุโส 4 ออกมาจากแหวนมิติ
ไป่ฉีนั่งขัดสมาธิ วางกระบี่ไว้บนตักของเขา กระบี่ที่เขาใช้แทงใส่ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 และ 4 นั้นเป็นกระบี่ที่เขาสร้างขึ้นเลียนแบบกระบี่กลืนดาราเมื่อนานมาแล้ว แม้จะไม่สามารถสร้างได้ดีเท่ากระบี่กลืนดารา แต่ก็ใกล้เคียง จากนั้นไป่ฉีกรอกโอสถจากขวดกระเบื้องเข้าไปในปาก 10 เม็ด แล้วเริ่มโคจรลมปราณทันที
ผ่านไปเพียงไม่นานภายในตันเถียนของเขาก็มีกระแสลมปราณบ้าคลั่งหมุนวนอยู่ เขาไม่รอช้ารีบดูดซับเอาปราณจากกระบี่ที่อยู่บนตักเข้าไปทันที
“อึก” ความเจ็บปวดบริเวณตันเถียนจากการปะทะของกระแสลมปราณทำให้ไป่ฉีร้องออกมา
“เริ่มการทำงานอาคมมิติเวลา” ไป่ฉีใช้พลังปราณจากตันเถียนทั้งหมดให้อาคมทำงาน ด้วยสาเหตุนี้เขาจึงจำเป็นต้องใช้พลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิ 2 คน และก็ประจวบเหมาะที่เขามีโอกาสได้สังหารผู้อาวุโสทั้ง 2 คน ทำให้อาคมมิติเวลาที่เขาอยากใช้สามารถใช้งานได้เสียที
เมื่ออยู่ในเขตอาคมนี้เวลาภายในจะเร็วกว่าภายนอกหลายเท่า เป็นอาคมสำหรับช่วยย่นเวลาในการบ่มเพาะได้เป็นอย่างดี แต่เพราะต้องใช้ปราณจำนวนมาก ทำให้ก่อนหน้านี้ไป่ฉีไม่สามารถใช้งานอาคมนี้ได้เพราะพลังปราณของเขาคนเดียวมันไม่พอ
กระบี่บนตักของไป่ฉีตอนนี้ได้ถูกดูดพลังปราณที่กักไว้ไปจนหมดแล้ว ไป่ฉีทำการเก็บมันเข้าไปยังแหวนมิติ ก่อนจะเรียกกระบี่กลืนดาราออกมาและเริ่มดูดซับปราณหยินหยางที่อยู่ภายในตัวกระบี่
“ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะเรียกเอาขวดใสที่ถูกเขียนอักขระลมปราณไว้ทั่วถึง 5 ขวดออกมา ภายในเป็นของเหลวสีแดงใส แต่แผ่ปราณสีที่แตกต่างกันออกมา
“ชีวิตก่อนข้าไม่เคยได้ใช้วิธีนี้มาก่อน มาดูกันว่าจะเป็นยังไง หากล้มเหลวก็แค่สิ้นชีพลงที่นี่ หากสำเร็จข้าจะก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด” ไป่ฉีกล่าวกับตนเอง
ภายในขวดทั้ง 5 นี้เป็นโลหิตสัตว์อสูรระดับเทวะที่เขาได้รับมาจากการผ่านด่านทดสอบที่พวกมันทิ้งไว้ก่อนพวกมันจะสิ้นอายุขัย พวกมันผนึกทุกสิ่งของพวกมันไว้ในโลหิตเพียงไม่กี่หยด ทั้งวิชา ความแข็งแกร่งทางสายเลือด พรสวรรค์ทางร่างกายและพลังปราณ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ไป่ฉีในชาติก่อนสามารถบรรลุสู่ชั้นเทวะได้ เพียงแต่เขาเคยใช้พวกมันตอนที่เขาอยู่ในชั้นราชันย์จักรพรรดิ
ไป่ฉีเปิดขวดทั้ง 5 ก่อนจะดื่มมันเข้าไปทั้ง 5 ขวดโดยตรง พลังอันบ้าคลั่งของทั้ง 5 เริ่มแผ่กระจายและเริ่มหลอมรวมเข้ากับร่างของไป่ฉี
“จังหวะนี้แหละ เคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูง การทำลายเพื่อเกิดใหม่ [จุติ]” หลังจากไป่ฉีกล่าวจบพลังปราณในกระบี่กลืนดาราก็ถูกดูดออกไปจนหมดในคราวเดียว ไป่ฉีไม่สามารถกักเก็บพลังปราณอันบ้าคลั่งไว้ในร่างกายได้อีกต่อไป ร่างของเขาเริ่มปริออก
“อ๊าก” ไป่ฉีเจ็บปวดอย่างมาก ก่อนที่ร่างของเขาจะระเบิดออกกลายเป็นหมอกโลหิตหมุนวนอยู่ภายในอาคม พลังทั้งหมดเริ่มผสานเขากับหมอกเลือดเหล่านั้น
หลังจากหมุนวนไปสักครู่ หมอกเลือดเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นตันเถียน ตามด้วยการรวมตัวกันเป็นกระดูกทีละชิ้น ทีละชิ้น ภายในนั้นไขกระดูกถูกสร้างขึ้นใหม่ หากแต่ไขกระดูกนี้ไม่ได้สร้างเลือดของมนุษย์อีกต่อไป มันได้สร้างเลือดที่ผสมระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูรระดับเทวะขึ้น ตามด้วยเส้นชีพจรลมปราณและกล้ามเนื้อ จากนั้นอวัยวะภายในถูกสร้างขึ้น และส่วนผิวหนังก็ถูกสร้างเป็นอย่างสุดท้าย
ร่างของชายหนุ่มผมสีดำมีประกายเงางาม ใบหน้าของเขาตอนนี้กระจ่างใส มัดกล้ามทั่วร่างไม่ใหญ่เกินไป แต่กลับดูแน่นและงดงามราวปฏิมากรรมมีชีวิต กลิ่นกายฟุ้งกระจายมากกว่าที่เคย ส่งกลิ่นหอมอ่อนโยนไปทั่วถ้ำฝึกตนแห่งนี้
ร่างกายของไป่ฉีตอนนี้ได้หลอมรวมเข้ากับโลหิตของสัตว์อสูรระดับเทวะเรียบร้อยแล้ว ผนวกเข้ากับปราณหยินและหยางสุดขั้วที่ไป่ฉีรวบรวมมาจากแหล่งปราณธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ร่างของเขาถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่ ด้วยผลของเคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ทำให้พลังที่เขาฝึกมายังคงอยู่นอกจากจะไม่ถดถอยแล้ว ยังพัฒนาแบบก้าวกระโดดอีกด้วย
“อา คิดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถทำได้ แถมยังทำสำเร็จอีกด้วย” ไป่ฉีพูดขึ้น
ในชีวิตที่แล้วนั้นแม้เขาจะไปถึงระดับปราณพระเจ้าแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยฝึกร่างกายด้วยเคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูงสำเร็จ เพราะมันเสี่ยงตายอย่างมากนั่นเอง เพราะกลัวสูญเสียพลังปราณที่บ่มเพาะมา เขาจึงไม่กล้าฝึกต่อ ครั้งนี้ทำให้เขานึกถึงคำของไท่ซื่อคงที่เคยกล่าวไว้กับเขา
'ไป๋หู่ หากเจ้าจักสำเร็จรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูง เจ้าต้องมีความกล้า ไม่กลัวตาย เมื่อนั้นเจ้าจักสำเร็จมัน ผู้ที่สำเร็จรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูงนั้นกลิ่นกายจะหอมเหมือนดอกไม้ทิพย์จากแดนสวรรค์ ผู้ใดได้สูดกลิ่นนั้นจักทำให้กำลังกายและจิตวิญญาณได้รับการรักษาเยียวยา จิตใจจะสงบ นอกจากนี้ร่างกายของผู้ที่สำเร็จรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูง พิษทุกชนิด โรคภัยทั้งหลายมิอาจทำอันใดกับผู้ฝึกได้ อีกทั้งร่างกายมีการฟื้นตัวในอัตราที่สูง แผลถูกแทงที่อวัยวะสำคัญสามารถสมานได้ภายในเวลาแค่ 1 ลมหายใจเท่านั้น หลุดพ้นจากความเจ็บป่วยและชรา แต่มิอาจหลุดพ้นความตาย เมื่อคนผู้นั้นปรารถนาจะตาย เพียงใช้เคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ [ดับสังขาร] ก็จะเข้าสู่ความตายได้ดังใจนึก'
คำของไท่ซื่อคงยังคงชัดเจนในสมองของเขา แม้จะเคยบอกว่าเป็นอาจารย์และสหาย แต่เขากลับรู้เรื่องของหลวงจีนรูปนี้น้อยมาก หลวงจีนรูปนี้ดูเหมือนจะอยู่เหนือกฎของธรรมชาติ ตั้งแต่เขาเกิดมาก็พบหลวงจีนรูปนี้ดำรงอยู่ก่อนแล้ว แม้จะมีรูปลักษณ์เป็นชายหนุ่ม หากแต่กลับมีบันทึกถึงหลวงจีนรูปนี้ซึ่งปรากฎตัวเมื่อ 3-4 หมื่นปีก่อนเขาเกิดเสียอีก
“ในที่สุดข้าก็หลอมรวมสายเลือดสัตว์อสูรระดับเทวะเข้ามาในร่างกายสำเร็จ ทำให้ได้วิชา พรสวรรค์ พลังปราณและพลังกายของพวกมันมา พลังปราณของข้าจากนี้แม้ไม่ต้องโคจรลมปราณ พลังปราณก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คงประหยัดโอสถไปได้มากทีเดียว นี่คือร่างที่สร้างขึ้นจากเคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ขั้นสูงที่ไท่ซื่อคงกล่าวสินะ” ไป่ฉียืนขึ้นมองร่างกายที่เปลือยเปล่าของตนด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะนั่งบ่มเพาะพลังต่อจนใกล้รุ่งสาง เขาถึงเปิดประตูมิติกลับไปยังเรือนที่พักตระกูลไป่
เรือนพักของไป่ฉี
ระดับปราณของไป่ฉีได้พัฒนาแบบก้าวกระโดดไปถึงชั้นปราณจักรพรรดิ ขั้น 10 ซึ่งเป็นคอขวดแล้ว ไป่ฉีจึงใช้วิธีสกัดจุดชีพจรลมปราณหลายจุด เพื่ออั้นพลังปราณเอาไว้ ซึ่งจะก่อให้เกิดกระแสลมปราณในตันเถียนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้ไป่ฉีกะว่าจะแค่ไปร่วมโต๊ะมื้อเช้ากับไป่ชิงหยาง ก่อนจะกลับมาเตรียมทะลวงชั้นราชันย์ทรราช
“นายน้อยขอรับ พวกข้ามารับไปรับมื้อเช้ากับท่านผู้นำขอรับ” เสียงของไป่ชิดังมาจากหน้าประตู ไป่ฉียกยิ้มขึ้นก่อนจะตอบกลับไป
“ขอเวลาข้าอาบน้ำแต่งตัวสักครู่ เดี๋ยวข้าออกไป” ไป่ฉีกล่าวจบก็นำเสื้อในแหวนมิติออกมาใส่
_____________________________
ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ ^^
