“แล้วพวกคุณต้องการจะคุยเรื่องอะไรกับพวกผมกันละ”
“อ้อ ใช่สิข้าก็ลืมไปเลย เจ้ามันเป็นแวมไพร์นอกคอกที่ไม่ได้กำเนิดจากแดนแวมไพร์ของพวกเราจะไปรู้กฎได้อย่างไรถูกไหม ตามปกติแล้วคนที่กล้าปฏิบัติตัวไม่ให้เกียรติจักรพรรดิจะต้องถูกลงโทษโดยการตรึงรับแสง มันเป็นพลังแห่งแสงชนิดพิเศษที่แวมไพร์แพ้ทางไว้สามเดือนแต่เนื่องจากเจ้าเป็นพวกนอกคอกมาก่อนก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นพวกเราก็คิดไว้ว่าจะฆ่าเจ้าไปซะเลย”
“โอ้! เผ่าแวมไพร์เป็นพวกคนประเภทนี้กันสินะรวมไปถึงจักรพรรดิด้วย”
“ไม่หรอกจักรพรรดิไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย จะมีก็แต่พวกข้าที่ทำงานแบบนี้เพราะมันคือการเก็บกวาดยังไงละ”
“ได้ยินแบบนี้ค่อยสบายใจหน่อยเหมือนว่าผมจะไม่ต้องคิดไปสงสัยเรื่องของจักรพรรดิต่อแล้ว”
ในขณะที่ผมกำลังที่จะหยิบอาวุธออกมารีสก็เดินเข้ามาหยุดผมเอาไว้ก่อนจะบอกผมว่าเรื่องนี้เธอจัดการเองได้ไม่ต้องถึงมือของผมหรอก
“แหม เล่นแบบนี้ฉันว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่นะ”
คำพูดของรีสทำให้พวกแวมไพร์แสดงท่าทีเย้ยหยันขึ้นมา
“ฮึ เป็นแค่มนุษย์ที่มาอยู่กับแวมไพร์แท้ๆกลับกล้าทำตัวจองหองนะ ยังดีที่เจ้ายังมีรูปโฉมที่งดงามเหมาะแก่การเป็นนางบำเรอให้กับพวกเราได้อยู่ เพราะฉะนั้นเจ้าจะถูกไว้ชีวิตเอาไว้”
“เป็นอย่างนั้นเองเหรอ แบบนี้ก็ดีสิมาเลยฉันพร้อมแล้ว”
พวกแวมไพร์ได้ยินคำพูดของรีสก็ยิ้มออกมาความคิดของพวกเขาตอนนี้กำลังคิดว่ารีสน่าจะยอมแพ้ไปแล้วและสละตัวเองเพื่อให้ผมหนีไป
“ก่อนลงโทษพวกเรามาสนุกกันก่อนก็ไม่เสียหายอะไรใช่ไหมพวกเรา”
พวกเขาเห็นพ้องต้องกันทุกคนโดยการผงกหัว
สายตาแต่ละคู่มองดูรีสราวกับจะกลืนกิน
รีสเองก็ค่อยๆเดินเข้าไปหาพวกเขาที่อยู่ตรงหน้าแต่ที่ผิดปกติไปเลยนั้นก็คือร่างกายของรีสค่อยๆเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเรื่อยๆจนไม่มีเค้าเดิมของความงดงามอยู่เลยตอนนี้มันไม่ได้ต่างไปจากอสูรกายตนหนึ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว
มันยังไม่หมดแค่นั้นสิ่งที่ทำให้พวกแวมไพร์ตกตะลึงนั้นก็คือมอนสเตอร์กับตัวประหลาดมากมายก็โผล่กันออกมาไม่มีหยุดพวกมันทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวถึงแม้พวกเขาจะเป็นแวมไพร์ก็จริงแต่ตัวตนที่ปรากฏตรงหน้ามันคือมอนสเตอร์กับตัวประหลาดที่อันตรายร้ายแรง ในปัจจุบันล้วนสูญสิ้นไปหมดแล้วแต่พวกมันกลับมาเป็นสมุนของรีส...
แน่นอนว่าหลังจากที่ได้รับการฝึกฝนกับผมมานานรีสก็พัฒนาความสามารถของเธอขึ้นมาหลายต่อหลายอย่างด้วยกัน
“นี่มันบ้าอะไรกัน ทำไมถึงได้มีมอนสเตอร์กับตัวประหลาดโผล่ออกมากันไม่มีหยุดแบบนี้”
พวกแวมไพร์เริ่มมองหน้ากันไปมาพร้อมกับรีบตัดสินใจในการใช้พลังออกมาเพื่อปกป้องตนเองทักษะมากมายถูกใช้ออกมาตามแบบฉบับของแต่ละคนเกิดเป็นสีสันของพลังเวทย์มากมาย
ผ่านไปไม่นานนักพวกเขาก็กำจัดมอนสเตอร์กับตัวประหลาดตายไปทั้งหมดในเวลาอันสั้นแต่ก็แลกมาด้วยความทุลักทุเลพอสมควร
พวกเขาผ่านพ้นการรุมล้อมได้สำเร็จก็มาเผชิญหน้ากันกับรีสที่เป็นเจ้าของพลังในการนำมอนสเตอร์กับตัวประหลาดมามากมายพวกเขาไม่รอตัดสินใจอะไรอีกแล้วไม่คิดที่จะดึงตัวของรีสมาบำเรอพวกตนเองอีกแต่เลือกที่จะใช้พลังในการกำจัดรีสเพราะรีสถือว่าเป็นตัวตนที่เป็นภัยกับแวมไพร์อย่างร้ายแรง
“ทีนี้เจ้าก็เหลือตัวคนเดียวแล้ว ตายซะเถอะ...”
“แบบนี้มันก็ไม่น่าสนุกสิถ้าจบเร็วเกินไป”
รีสดีดนิ้วครั้งหนึ่งซากศพของพวกมอนสเตอร์กับตัวประหลาดก็เกิดการงอกร่างของตัวเองขึ้นมาแทนการรวมกลับร่างเดิมทำให้มีจำนวนที่มากขึ้นกว่ารวมไปถึงมีความแข็งแกร่งมากกว่าปกติหลายเท่า
การโจมตีของพวกเขาชะงักลงกลางคันพลังเวทย์ที่ปลดปล่อยออกมานั้นสลายไปในพริบตาเดียวพร้อมกับใบหน้าที่ตกตะลึงอย่างชัดเจน
“นี่มันบ้าไปแล้วพลังขนาดนี้มันไม่ได้ต่างไปจากพวกเราเลยไม่ใช่เหรอทำไมถึงมีคนที่มาจากที่ต่ำต้อยแข็งแกร่งได้ขนาดนี้”
เดิมทีแล้วสาเหตุทั้งหมดไม่สิต้องบอกว่าเป็นความผิดพลาดใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กรแปดดาราแห่งแสงและกลุ่มปีกสวรรค์ที่ได้ให้กำเนิดตัวตนอย่างรีสมาโดยไม่รู้ตัวแน่นอนว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้นรีสก็เป็นแค่เด็กสาวธรรมดาที่ถูกยึดกลายเป็นหุ่นเชิด
เนื่องด้วยเหตุบังเอิญหรือโชคชะตาทำให้วันหนึ่งเกิดเรื่องแปลกประหลาดนั่นก็คือตัวรีสได้ก้าวเข้าไปในวังวนของเตาพลังงานแห่งความมืดทำให้โซ่ที่ผูกมัดพังทลายลง ทำให้รีสกลับเป็นตัวของตัวเองแต่ต้องแลกมาด้วยร่างกายที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป
ทั้งหมดนั้นก็นำมาสู่การมีรีสในวันนี้นั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้วรีสจึงเป็นดั่งดาวหายนะอย่างแท้จริงด้วยความสามารถที่แปลกประหลาดพอๆกับโรเบิร์ตผู้เป็นพี่ชายพ่วงด้วยการสั่งสอนถ่ายทอดที่ถูกต้องทำให้รีสยิ่งกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงโดยมีพลังของโรเบิร์ตหนุนเสริมไปด้วย
“ไม่มีทางที่เจ้าจะกล้าฆ่าข้าที่นี่หรอกลืมไปแล้วเหรอที่นี่คือแดนของแวมไพร์ ที่เป็น…”
ชายคนหนึ่งที่กำลังจะยกเผ่าแวมไพร์ขึ้นมาปกป้องตนเองก็ถูกมอนสเตอร์และตัวประหลาดฉีกร่างจนตายไปแบบนั้นในทันทีทำให้คนที่เหลือยืนแข็งค้างไป
ตัวตนที่น่าหวาดกลัวของรีสที่ตอนแรกไม่ได้แสดงแบบนี้ออกมานั้นทำให้พวกเขากลืนน้ำลายลงไปการที่ไม่รู้อะไรเลยของพวกเขานำพาพบกับจุดจบอย่างไม่น่าเชื่อ แค่ผมกับรีสขึ้นมายังโลกชนชั้นที่หนึ่งได้มันก็เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายไปแล้วแต่พวกเขาก็ยังไม่ทำความเข้าใจมัน
เพราะการมาโลกชนชั้นที่หนึ่งมันไม่ใช่อะไรที่ปกติเลยต่อให้เป็นจักรพรรดิผู้แข็งแกร่งก็ไม่อาจผ่าเกราะระหว่างโลกชนชั้นได้ ถึงแม้จะได้ตั๋วผ่านทางมาก็ทำไม่ได้หากไม่ผ่านการทดสอบเสียก่อนซึ่งรีสกับผมในสายตาพวกเขานั้นเป็นมดปลวกตัวสองตัวที่ใช้วิธีแปลกๆขึ้นมาที่นี่
นั่นทำให้พวกเขาคิดว่าพลังความแข็งแกร่งของพวกเขาที่มากพอจะบดขยี้คนที่ต่ำต้อยแบบนั้นได้โดยไม่ได้คำนึงว่าความคิดที่ว่าไม่มีใครสามารถขึ้นมาที่นี่ได้แม้จะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็ตาม
"เจ้าต้องการอะไรถึงจะยอมปล่อยพวกข้าไป"
ชายคนหนึ่งในกลุ่มแวมไพร์พูดขึ้น
"เจ้าพูดบ้าอะไรออกมาจะไปยอมทำไมพวกเราเป็นแวมไพร์ผู้สูงส่งนะ"
"ใช่แล้วพวกเรายอมไม่ได้"
"ถ้างั้นจะให้ทำยังไงที่นางไม่ทำอะไรก็เพราะให้โอกาสพวกเราถอยออกไป"
"ฮึ เรื่องอะไรที่ต้องไปยอมลืมไปแล้วเหรอว่าเจ้านั่นมันอ่อนแอที่สุดในพวกเราที่มันโดนฆ่าไปก็เพราะตัวมันเองที่อ่อนแอแต่ข้าไม่ใช่..."
แวมไพร์คนที่เป็นเจ้าของคำพูดก็ระเบิดพลังสภาวะที่ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามสะเทือนฟ้าดินออกมาแต่นั่นก็ทำได้เพียงแค่พุ่งออกไปด้วยทักษะทั้งหมดที่มีแต่สุดท้ายก็โดนพวกมอนสเตอร์และตัวประหลาดฆ่าตายไปไม่ต่างจากแวมไพร์คนที่ตายไปก่อนหน้านี้
พวกแวมไพร์ที่คิดว่าตนแข็งแกร่งก็พุ่งตามไปติดๆในเวลาต่อมาสุดท้ายจุดจบก็เป็นเหมือนๆกันจนกระทั่งไม่มีใครในกลุ่มก้าวออกมาอีกมีแต่แวมไพร์คนที่ออกความเห็นว่าให้ยอมไปเถอะก้าวออกมา
"เจ้ายังไม่ตอบข้าต้องการอะไรถึงจะยอมปล่อยพวกเราไป"
เขาจ้องมองมาที่ผมโดยไม่คิดจะถามรีสอีก
"นั่นสินะ ผมก็ไม่ได้ต้องการอะไรกับพวกคุณหรอกเพียงแต่ว่าขอให้ยกเลิกการตามติดและจับตาดูของเผ่าแวมไพร์มาที่ผมแค่นั้นก็พอแล้ว"
"ได้ ข้าตกลงข้าจะนำเรื่องนี้ไปคุยกับจักรพรรดิเองและจะรับรองว่าเรื่องที่เจ้าขอมาต้องผ่าน พวกเรากลับ"
รีสสลายพลังทั้งหมดกลับมาเธอเลียปากของตนเองราวกับว่าคนที่เธอได้ฆ่าไปคืออาหารที่เธอเฝ้ารอมานานจากนั้นก็กลับมายืนข้างตัวผม
"ไปกันเถอะพี่ชาย"
รีสคล้องแขนของผมแล้วเดินไปพร้อมกับในขณะที่เอาหัวแนบตัวผมไปด้วย
พวกเราสองคนเดินกันเข้าไปภายใน ในขณะเดียวกันเสียงกลไกบางอย่างเองก็เริ่มทำงานของมันไป
ทางเข้าที่โบราณสถานแห่งนี้พาเข้าไปมีลักษณะของไฟวิญญาณสีฟ้าประดับไปพร้อมกับลวดลายที่เรืองแสงไปตามพื้นที่ที่พวกเราสองคนเดินไปโดยจะส่องสว่างไกลถึงสามเมตร
"ลวดลายที่งดงามมากถึงขนาดนี้คงมีเพียงแค่เผ่าแวมไพร์เท่านั้นถึงจะสามารถพบเห็นได้แถมไฟวิญญาณพวกนี้ก็ยังเป็นพลังชนิดพิเศษที่ทำให้พลังของแวมไพร์พัฒนาไปอย่างช้าๆด้วยนะพี่ชาย"
สิ่งที่รีสพูดมันเกิดขึ้นจริงเนื่องจากพลังของผมเองเริ่มพัฒนาของมันไปอย่างช้าๆที่นี่คือบททดสอบแต่มันก็เป็นสถานที่ที่ใช้พัฒนาพลังไปได้ในตัว
"อ๊ะ...พี่ชายดูนั่นสิ"
รีสร้องเสียงตกใจออกมาเมื่อพบกับบางสิ่งทำให้ผมต้องมองตามที่รีสบอกผมไป
ภาพตรงหน้านั้นปรากฏหลุมขนาดใหญ่ที่มีกระแสพลังไหลเวียนต่างกันถึงเจ็ดหลุมพวกมันจะกระจายพลังที่มีนั้นไปโดยรอบโดยที่พลังที่กระจายออกไปจะรุนแรงมากน้อยต่างกันไป
จากนั้นเองผมก็มองไปเห็นป้ายสีขาวที่ปักอยู่ก่อนที่จะเดินเข้าไปยังหลุมตรงหน้า
"หลุมแห่งบททดสอบจะแบ่งออกเป็นระดับชั้นคุกวิญญาณที่มีความยากง่ายตามระดับพลังที่กระจายออกมาโดยเรียงจากน้อยไปมากตามลำดับ ขอให้โชคดีและรอดออกมาให้ได้..."
คำที่บอกเกี่ยวกับหลุมในตอนแรกอาจดูเหมือนการอธิบายปกติแต่ช่วงหลังในส่วนที่ "ขอให้โชคดีและรอดออกมาให้ได้" มันไม่ต่างอะไรการบอกว่าการที่จะเข้าไปในนี้นั้นไม่ได้รับประกันว่าผมกับรีสจะรอดออกมาได้
แต่ว่าด้วยความคิดของผมนั้นยิ่งอันตรายมากเท่าไหร่ผลตอบแทนรางวัลที่จะได้ก็ย่อมสูงตามไปด้วยผมไม่รอช้ารีบพารีสกระโดดลงไปในหลุมที่เป็นหลุมที่ยากที่สุดในทันที
ในขณะที่ตัวผมลงไปในหลุมกับรีสแล้วป้ายสีขาวก็หลุดออกกลายเป็นคำเตือนที่เป็นอักษรสีแดงแทน
“อย่าเลือกลงไปในหลุมที่ยากที่สุดไม่อย่างนั้นผู้ทดสอบจะไม่สามารถออกมาได้อีกตลอดกาล...”
. . .
( ต้องขออภัยสำหรับใครที่ติดตามผลงานเรื่องนี้อยู่นะคะ ตอนนี้ไรท์กลับมาเขียนแล้วนะหลังจากที่จัดการกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของตนเอง )