ตอนที่ 153 พ่อบุญทุ่ม
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“ว่ามาสิ” ออสตินเอ่ย
เมอร์ลินยืดเหยียดหลังตรงแล้วเอ่ยถาม “พ่อคิดว่าธีสิสที่ตีพิมพ์นิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าฉบับนี้จะทำให้ผมได้เข็มกลัดสีเงินสามดาวจริงๆ หรอครับ?”
ครั้งนี้เป็นออสตินบ้างที่เอนหลังพิงพนักแล้วเอ่ยด้วยท่าทางที่สบายๆ “ต่อให้ธีสิสพวกนั้นทำให้ลูกคว้าเข็มกลัดสามดาวมาไม่ได้ ก็เขียนเล่มอื่นออกไปตีพิมพ์สิ พ่อไม่เชื่อหรอกนะว่าลูกจะเขียนธีสิสที่ผ่านการพิจารณาของนิตยสารออกมาไม่ได้”
เมอร์ลินยิ้มและคิดว่าคำตอบของออสตินตรงกับความคิดของเขาจริงๆ
ยังไงซะการได้ตำแหน่งนักวิชาการสามดาวนั้นก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว
“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเป็นนักวิชาการสามดาวก็ได้ครับ”
“เธอหมายความว่ายังไงกัน?”
ออสตินมองเมอร์ลินอย่างไม่เข้าใจ เพราะคำพูดของเมอร์ลินเหมือนกับว่าเขาไม่ต้องการเป็นนักวิชาการสามดาวอย่างไรอย่างนั้น ทั้งๆ ที่มีผู้คนมากมายต้องการที่จะได้ตำแหน่งนี้และมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้มันมา
เมอร์ลินยิ้มและตอบกลับไปว่า “ความจริงผมไม่อยากเรียนจบไวเกินไป”
ชายชราหัวเราะและเอ่ย “ลูกคงอยากอ่านหนังสือพวกนั้นมากสินะ”
ทำไมออสตินจะไม่รู้จักลูกชายของตัวเอง เด็กคนนี้ทุกวันนี้ก็แทบจะไม่ได้เข้าเรียนอยู่แล้ว วันๆ ขลุกอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด
มาร์เทลได้รายงานกับเขาว่าตั้งแต่มาที่นี่ไม่มีวันไหนที่เด็กน้อยไม่เข้าห้องสมุด
เมอร์ลินแบมือแล้วยักไหล่ “น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ”
“จริงอยู่ที่ว่าการเรียนจบด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องผ่านการฝึกสอนหนึ่งเทอม แต่มันก็เป็นแค่ระยะเวลาหกเดือนเท่านั้น ลูกอายุยังน้อย ยังมีเวลาอ่านหนังสืออีกมาก อีกอย่างหากเข้าเรียนปริญญาไดม่อน การเรียนส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การทำวิจัยอยู่แล้ว ตอนนั้นลูกจะมีอิสระมากกว่านี้ถ้าเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดี” ออสตินให้คำแนะนำ
“อาจารย์ที่ปรึกษา?”
“ใช่แล้ว คนที่จะทำให้ลูกเรียนจบปริญญาไดม่อนได้ยังไงล่ะ การเรียนปริญญาไดม่อนไม่ได้เอาแต่ท่องจำหนังสือเหมือนปริญญาทอง แต่ลูกต้องเรียนรู้การค้นคว้าวิจัยโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำ แม้จะมีการสอบปากเปล่าบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งยากเหมือนตอนเรียนปริญญาทอง”
“มันดีขนาดนั้นเลยหรอครับ”
“ถ้าลูกสนใจที่จะเป็นนักวิชาการจริงๆ มันก็ดีอย่างที่ว่านั่นแหละ” ออสตินกล่าวด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของเขามองเมอร์ลินด้วยความเอ็นดู
“อืม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ งั้นผมจะเป็นนักวิชาการระดับสามก็ได้”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เธอพูดอย่างกับนั่นเป็นตำแหน่งที่เป็นกันได้ง่ายๆ อย่างนั้นแหละ”
เมอร์ลินยกยิ้มมุมปากและเอ่ย “แต่มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นนิครับ ธีสิสที่ผมทำไปส่งๆ ยังสามารถให้ผมมีสิทธิ์เป็นนักวิชาการระดับสามได้ ถ้าผมตั้งใจทำธีสิสที่มีคุณภาพออกมาไม่แน่ว่าผมอาจจะเรียนจบปริญญาแพทตินั่มด้วยเส้นทางนักวิชาการระดับห้าเลยก็ได้”
“แบบนั้นก็ดีสิ ถ้าลูกทำแบบนั้นได้พ่อจะดีใจมาก ว่าแต่ตอนนี้ลูกตัดสินใจไว้หรือยังว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน พ่อเชื่อว่ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นไม่มีทางปฏิเสธลูกแน่นอน”
ออสตินไม่เอ่ยว่ามีมหาวิทยาลัยอะไรบ้างที่ติดต่อหาเขา แต่มอบสินการตัดสินใจให้เมอร์ลินเลือกด้วยตนเอง
หากสามารถจบการศึกษาด้วยวิธีการเป็นนักวิชาการสามดาวได้ ต่อให้เป็นมหาวิทยาลัยในฮันเดดลีกก็ไม่มีทางปฏิเสธอัจฉริยะแบบนี้อย่างแน่นอน
ออสตินต้องการคำตอบจากเมอร์ลินเพื่อให้คำตอบที่ชัดเจนกับพวกเขา เขาจะได้ไม่ถูกตามตื้ออีก
เมอร์ลินพยักหน้าและยิ้ม
“ผมอยากเรียนต่อที่นี่ ความจริงมหาวิทยาลัยเจเฮรีสก็ดีอยู่แล้ว แถมคณบีดีวิวเกอฟอร์ดก็ค่อนข้างดีกับผมด้วย”
ออสตินหรี่ตาแคบคง
“เขาเสนออะไรให้ลูกล่ะ?”
เมอร์ลินยักไหล่ด้วยท่าทางสบายๆ
“พวกเขาให้ทุนเรียนฟรีถึงปริญญาแพทตินั่มพร้อมกับสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบ่มเพาะพลังเวทจนถึงวงเวทที่สี่ครับ”
“อืม มันค่อนข้างดีทีเดียว แม้ว่าจะด้อยกว่าข้อเสนอมหาลัยอื่นจำนวนหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อลูกตัดสินใจแล้วพ่อก็ไม่ขัดข้อง ทีนี้พ่อจะได้ตอบพวกเขาได้ซักที”
“แต่พ่อครับ ผมมีอะไรอยากจะขออย่างหนึ่ง”
“หืม? มีอะไรหรอ?” ออสตินยิ้มมุมปาก น้อยครั้งนักที่เด็กน้อยจะขออะไรบางอย่างจากเขา
“ถ้าหากผมเรียนต่อที่นี่ พ่อพอจะซื้อบ้านหลังนี้ให้ผมได้ไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยคำขอของตนเองออกไป
หลังจากที่เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางของนักวิชาการแล้ว เขาก็พบว่าตนเองสามารถหาเงินได้ง่ายกว่าคนทั่วไปมาก ทั้งๆ ที่เขาเป็นเพียงนักวิชาการระดับหนึ่งได้ไม่นานเท่านั้น ส่วนออสตินเป็นถึงมหาปราชญ์ นักวิชาการเจ็ดดาวอย่างเขาคงไม่ขาดแคลนเรื่องเงิน
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมอร์ลินจึงเอ่ยปากขอสิ่งนี้ออกไป
หากออสตินเป็นชาวบ้านทั่วไปเขาคงจะไม่ขออะไรแบบนี้แน่ เพราะบ้านหลังนี้ก็คงจะมีราคาในจำนวนไม่น้อย
“โอ้ พ่อไม่คิดว่าลูกจะต้องการสิ่งนี้”
“ยังไงตอนนี้ผมก็เป็นนักวิชาการ ต้องการห้องทำงานส่วนตัวที่ดีและปลอดภัย ตอนนี้พวกเราเช่าพวกเขาอยู่ ไม่สะดวกกับการลงค่ายกลต่างๆ ผมเลยคิดว่าถ้าซื้อมันไปเลยนะจะดีกว่า” เมอร์ลินอธิบายถึงเหตุผล
“เป็นความคิดที่ไม่เลว แต่บ้านหลังนี้เล็กไปหน่อยอีกทั้งโครงสร้างของมันยังทำห้องทำงานที่ลูกว่าไม่ได้ พ่อจะซื้อบ้านหลังอื่นให้เป็นไง เลือกบ้านที่มีห้องทำงานเหมาะๆ กว่านี้น่าจะดีกว่า” ออสตินกล่าว
ทว่าเมอร์ลินกลับส่ายศีรษะไปมา
“ไม่ครับที่นี่ดีแล้ว งานวิจัยส่วนใหญ่ของผมคือการใช้ความคิดเขียนลงกระดาษ ผมแค่อยากลงค่ายกลป้องกันห้องทำงานของตนเองเพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหายแค่นั้น อีกอย่างที่นี่ก็สงบและบรรยากาศดี แถมเพื่อนบ้านก็เป็นมิตร ผมพอใจกับบ้านหลังนี้แล้ว”
ออสตินเมื่อได้ฟังเหตุผลก็พยักหน้า
ห้องทำงานของนักรูนศาสตร์ต้องเป็นอย่างไรเขานั้นรู้ดีที่สุด หากเมอร์ลินไม่ได้อยู่สายวัสดุคำนวณอย่างเขาก็คงไม่ต้องการห้องทดลองใหญ่ๆ อย่างที่ว่าจริงๆ
ห้องทำงานของเมอร์ลินในตอนนี้มันเหมาะสำหรับนักศึกษาทั่วไป แต่มันเข้าออกได้ง่าย เสี่ยงต่อการที่จะทำข้อมูลรั่วไหลได้ง่ายจริงๆ
การที่เมอร์ลินต้องการห้องทำงานที่สามารถเก็บความลับได้ นั่นย่อมสมเหตุสมผล
ดังนั้นออสตินจึงเห็นด้วยที่จะซื้อบ้านหลังนี้ให้กับเมอร์ลิน
ในวันรุ่งขึ้นออสตินไม่รอช้า เขาดำเนินการเรื่องให้กับลูกชายทันที
ออสตินติดต่อธนาคารเพื่อซื้อบ้านหลังนั้น
สำหรับธนาคารซันเดอร์ลีที่รีโนเวทปล่อยบ้านใหญ่เช่า พวกเขาก็ไม่รังเกียจที่จะขายบ้านอยู่แล้ว ยังไงพวกเขาก็คิดกำไรเพิ่มจากการรีโนเวท
ออสตินจ่ายเงินไปสี่สิบล้านวอยส์เพื่อซื้อบ้านหลังนั้น
บ้านที่มีทำเลที่ตั้งใกล้มหาวิทยาลัยเจเฮรีสและห่างจากเมืองไม่ไกลย่อมไม่ถูกอยู่แล้ว
เมื่อจัดการเรื่องทั้งหมดเย็นวันนั้นออสตินก็ขอตัวกลับทันที
เมอร์ลินไม่ได้งอแงเหมือนเด็กน้อยคนอื่นๆ เขารู้ว่าออสตินยุ่งมาก เขาเองก็ทำงานวิจัยเช่นกันย่อมรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายอยู่แล้ว
พวกเขาจึงมาส่งออสตินที่หอคอยค่ายกลเคลื่อนย้าย
“รับนี่ไว้สิ”
ก่อนจากกันออสตินถอนแหวนเก็บของวงหนึ่งยื่นให้กับเมอร์ลิน
“มันคืออะไรครับ”
ออสตินไม่ตอบแต่พยักหน้าให้เมอร์ลินตรวจสอบแหวนด้วยตนเอง
แล้วตอนนั้นเมอร์ลินก็พบว่าภายในแหวนมีพรมสีดำซึ่งเป็นวัตถุเวทพาหนะที่พาพวกเขามาส่งที่นี่พร้อมกับหินพลังงานเวทเบนต้าที่เป็นพลังงานสำรองอีกสิบก้อน!