“ไม่ทันแล้วรีบหนีเร็ว!”
เสียงตะโกนอย่างเคร่งขรึมดังมาจากปากของชายขราตัดบทความคิดของชายหนุ่ม
หลันเฟิงมองฝูงหมาป่าที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆหน้าของหลันเฟิงพลันเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย รีบหมุนตัวร่อนลงมาจากกลางอากาศ
รอจนขาทั้งสองข้างยืนได้มั่นคงข้างหูก็มีเสียงหอนแหลมสูงเสียดแก้วหูดังขึ้น “บรู้ว...”
“ยังเหลืออีกสองลี้!” ชายชราหันหน้าไปมองแวบหนึ่งก่อนเอ่ย
หลันเฟิงชักสายตากลับไม่ทันได้คิดอะไรก็ระเบิดไอปราณในจุดตันเถียนพิษออกมาเกิดเป็นเสียงดังสนั่น ราวกับระเบิดติดไฟ ชั่วพริบตาก็เกิดเป็นพลังระเบิดอันน่ากลัวที่สองเท้าของเขาทำให้เงาร่างเขาเปล่งแสงสว่างวาบเสียง “ฟิ่ว” ดังขึ้น เงาเลือนรางสายหนึ่งหายวับไปจากที่เดิม
ตั้งแต่ที่หลันเฟิงเข้ามาในป่าอสูรก็ไม่เคยเข้าใจขีดจำกัดความเร็วของตนเอง
คิดไม่ถึงว่าการหนีเต็มอัตราครั้งแรกจะเป็นเพราะถูกฝูงปีศาจอสูรโจมตีช่างน่าเวทนายิ่งนัก!
ร่างที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเกิดการเสียดสีกับอากาศทำให้ข้างหูของหลันเฟิงมีเสียงลมดัง “ฟิ่วๆ”
“หากหนีออกจากป่าได้หมาป่าเหล่านี้ก็ไม่กล้าไล่ตามมาแล้ว” ระหว่างที่ขบคิด หลันเฟิงก็กำหมัดแน่น แรงที่เท้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยระดับความเร็วที่น่าตกตะลึงจึงเพิ่มมากขึ้นอีกอย่างน่าทึ่ง
ทว่าเมื่อคิดถึงจ้าวหยวนซานที่อยากให้เขาตายหมาชรานั่นจะปล่อยให้เขาสมหวังง่ายๆ ได้อย่างไรล่ะ
เห็นได้ชัดว่าไม่ได้!
“แม้ว่าความเร็วของฝูงหมาป่าจะสู้เจ้าไม่ได้แต่ราชาหมาป่ากลับตามทัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มากสุดแค่หนึ่งเค่อเจ้าก็ถูกไล่ตามทันแล้ว”ชายชราที่ลอยอยู่ข้างกายชายหนุ่มราวกับภูตผีเอ่ยข่าวที่ไม่น่ายินดีออกมาอีกครั้ง
หลันเฟิงหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อยทันใดนั้นก็เปลี่ยนทิศทางวิ่งตรงไปทางขวา
และหลังจากที่หลันเฟิงเปลี่ยนทิศทางราชาหมาป่าก็เปลี่ยนทิศทางตามคาด
ไม่น่าจะบอกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าราชาหมาป่าเปลี่ยนทิศทางด้วยเหตุนี้ราชาหมาป่าถึงได้เปลี่ยนทิศทางตาม คนผู้นั้นไม่ใช่ตามหลันเฟิง
“คิดจะหนีงั้นหรือ”จ้าวหยวนซานหัวเราะน้อยๆแล้วตามเงาร่างของหลันเฟิงที่กำลังวิ่งหนีไปด้วยสีหน้าราบเรียบระยะห่างระหว่างทั้งสองร่นเข้ามาเรื่อยๆ“เจ้าไม่อาจหนีรอดเงื้อมมือของตาเฒ่าได้ง่ายๆ หรอก...”
จ้าวหยวนซานเหลือบมองราชาหมาป่ามารป่าลึกแวบหนึ่งมุมปากยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “เพื่อล่อเจ้ามา ตาเฒ่าไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน ไปกลับเป็นระยะทางสองร้อยลี้เจ้าอย่าทำให้ตาเฒ่าผิดหวังล่ะ!”
สิ่งที่ตอบเขาเป็นเสียงหอนที่เต็มไปด้วยความโมโห“บรู๋ว...”
ชายหนุ่มตรงหน้าเปลี่ยนทิศทางเป็นบางครั้งไม่ได้วิ่งอย่างมีแบบแผนพยายามสลัดราชาหมาป่าที่อยู่ด้านหลังด้วยการเปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็วสูง
แต่การเคลื่อนไหวของราชาหมาป่าเรียกได้ว่าแทบจะอยู่ภายใต้การควบคุมของจ้าวหยวนซานอย่างสมบูรณ์แล้วคิดว่าจะสลับมันได้ง่ายๆ เหรอ
“เจ้าทำเช่นนี้ นอกจากเป็นการเลื่อนเวลาออกไปก็ไม่มีความหมายอันใด”ชายชราเหลือบมองชายหนุ่มที่เปลี่ยนทิศทางไปเรื่อยๆ และสูญเสียไอปราณไปไม่น้อย “พอเถอะเจ้าไม่ต้องหนีแล้วเสียไอปราณตั้งมากมายกลับจะทำให้เจ้าตกอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเดิม...”
เงาร่างที่แฉลบผ่านไปอย่างรวดเร็วค่อยๆลดความเร็วลง ชายหนุ่มหัวเราะอย่างขมขื่น “แต่นอกจากหนี ข้ายังทำอะไรได้อีกล่ะ”
ใช่แล้วศัตรูที่อยู่ด้านหลังคือราชาหมาป่ามารป่าลึก ระดับดาราขั้นปลายนะ!
ราชาหมาป่ามารป่าลึกเป็นปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายพลังยุทธ์น่าจะอยู่ในระดับไอปราณขั้นเจ็ดทว่าตัวที่หลันเฟิงเจอกลับเป็นราชาหมาป่ามารป่าลึกที่ไม่ธรรมดาเพราะพลังยุทธ์ของมันถึงระดับไอปราณขั้นแปดแล้วแม้ว่าพละกำลังของมันจะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายแต่ก็ไม่ต่างกันนัก
ไม่ต้องพูดถึงหลันเฟิงแม้แต่จ้าวหยวนซานยดอฝีมือระดับไอปราณขั้นเก้าก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะราชาหมาป่ามารป่าลึกได้
ยอดฝีมือที่ระดับต่ำกว่าระดับดารามีเพียงไม่กี่คนที่เป็นคู่ต่อสู้ของราชาหมาป่ามารป่าลึกได้
ชายชราเงียบขรึมไปเล็กน้อยแล้วถอนหายใจทันใดนั้นก็เอ่ยอย่างแช่มช้าว่า“เดิมข้าคิดว่าอีกสองสามวันค่อยถ่ายทอดสิ่งใหม่ให้เจ้า ทว่า...ช่างเถิด บางทีอาจจะถึงเวลาต้องสอนเจ้าแล้ว”
หลันเฟิงได้ยินก็ดวงตาเปล่งประกาย“ท่านหมายถึง...”
ย้อนนึกถึงสิ่งที่ชายชราเคยพูดเอาไว้ก่อนเข้าป่าอสูรว่าจะสอนกระบวนท่าที่ร้ายกาจให้เขาและกระบวนท่านี้ก็มีอานุภาพเหนือกว่าคาถาเพลิงคลั่งทักษะปราณสีเขียวขั้นสูงมาก!
แม้ว่าหลันเฟิงจะยังพูดไม่จบแต่ชายชรากลับเดาสิ่งที่เขาอยากจะพูดออก จึงพยักหน้าพลางรอยยิ้มน้อยๆ “ใช่แล้วคือกระบวนท่าที่ข้าพูดถึงก่อนหน้านี้”
"หากใช้กระบวนท่านั้นได้...ก็จะจัดการราชาหมาป่ามารป่าลึกได้หรือ”หลันเฟิงลูบจมูกแล้วเอ่ยอย่างแผ่วเบา
ชายชราโคลงศีรษะท่ามกลางสายตาผิดหวังของชายหนุ่มแล้วเอ่ยอย่างแช่มช้า“หากไม่เรียนกระบวนท่านี้ เจ้าก็ไม่มีความหวังแม้แต่น้อยมีเพียงต้องเรียนกระบวนท่านี้ เจ้าถึงจะพอมีหวังเล็กๆ ในการจัดการราชาหมาป่ามารป่าลึก”
“หวังเล็กๆ ?”หลันเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามอย่างราบเรียบ “ท่านบอกได้หรือไม่ว่าหวังเล็กๆนั่นมีอัตราประสบความสำเร็จเท่าไหร่”
ชายชรายิ้มอย่างขมขื่นแล้วเบือนหน้าหนีอย่างจนปัญญาไม่กล้ามองสบตาหลันเฟิง “เกรงว่าคงไม่ถึงสามส่วน”
ชั่วขณะนั้นใบหน้าดวงเล็กพลันแข็งค้างหลันเฟิงเองก็ยิ้มอย่างขมขื่นออกมา “เป็นความหวังเล็กๆ ดังคาด!”
ยามนั้นทุกอย่างพลันเงียบสงัด
หลันเฟิงสูดลมหายใจลึกเข้าไปเฮือกหนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างแช่มช้า “สอนข้าสิ”
ชายชราหันหน้าไปมองหลันเฟิงด้วยความประหลาดใจแล้วเอ่ยถามว่า“เจ้าอยากเรียนจริงๆ หรือ”
“ไม่เรียนก็ตายเรียนอย่างน้อยก็ยังมีหวัง แม้ว่า...” หลันเฟิงโคลงศีรษะน้ำเสียงหยุดชะงักเล็กน้อย “แม้ว่าความหวังจะไม่ถึงสามส่วนก็เถอะ”
สถานการณ์ในยามนี้เขาไม่มีตัวเลือกแล้ว
และยิ่งไปกว่านั้นหลันเฟิงก็เหลือเวลาไม่มากแล้วและหากอยากเรียนทักษะปราณที่ร้ายกาจกว่าคาถาเพลิงคลั่งในระยะเวลาเพียงสั้นๆระดับความยากจึงสูงไม่ธรรมดา!
ชายชราเห็นความกังวลในแววตาของชายหนุ่มก็เอ่ยปลอบใจว่า“วางใจเถอะ กระบวนท่านี้ไม่ยากสำหรับเจ้าหรอกขอแค่เข้าใจเคล็ดลับของมันก็สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ที่จริงก่อนหน้านี้เจ้าก็เข้าใจจุดสำคัญของมันแล้ว...”
เมื่อเห็นสีหน้ามั่นใจของชายชราหลันเฟิงก็ฉงน “ข้าเข้าใจจุดสำคัญของมันแล้ว?”
เวลาเหลือไม่มากชายชราไม่ได้เอ่ยไร้สาระอันใดอีก หลังจากที่พยักหน้าเล็กน้อยก็เริ่มถ่ายทอดวิชา“กระบวนท่านี้ตาเฒ่าตั้งชื่อว่า ‘วิชาชักกระบี่’ และแก่นสำคัญของ ‘วิชาชักกระบี่’ ก็คือ ‘วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็ก’ประการแรกเจ้าต้องจินตนาการว่าศัตรูเป็นวัตถุดิบหลอมเหล็กเมื่อเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อน ก็สามารถสัมผัสลวดลายบนเรือนร่างของศัตรูได้และลวดลายเหล่านั้นก็คือจุดอ่อนถึงชีวิตของศัตรู!”
ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นจากทางตะวันออกอีกครั้งแม้ว่าจะถูกยอดเขาบดบังเอาไว้ แต่กลับยังทำให้ป่ามีแสงสว่างจ้า
ในป่าที่เงียบสงัดเสียงของชายชราดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ขอแค่เจ้าใช้กระบี่แทงเข้าไปในลวดลายเหล่านั้นก็จะทำให้ศัตรูเจ็บสาหัส แม้กระทั่งอาจถึงขั้นถูกสังหาร แน่นอนว่าจุดตัดของลวดลายถึงจะเป็นจุดที่ถึงแก่ชีวิตอย่างแท้จริงหากเจ้าแทงจุดตัดของลวดลายได้เช่นนั้นไม่ว่าศัตรูจะเป็นผู้ใดก็สามารถสังหารได้อย่างไร้กังวล แต่ก่อนที่เจ้าจะคุ้นเคยกับวิชาชักกระบี่ทางที่ดีที่สุดคืออย่าคิดจะแทงที่จุดตัดของลวดลายเพราะศัตรูไม่ใช่วัตถุดิบในการหลอมเหล็กจริงๆ พวกมันคงไม่ยืนนิ่งๆ ให้เจ้าแทงหากฝืนทำเช่นนั้น ก็อาจจะพลาดโอกาสงามๆ ไปได้”
“แต่ราชาหมาป่ามารป่าลึกคือปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายความเร็วช้ากว่าข้าเพียงเล็กน้อย แล้วข้าจะแทงโดนลวดลายของมันได้อย่างไร”หลันเฟิงขมวดคิ้วแน่น รู้สึกไร้เรี่ยวแรง
ชายชราฉีกยิ้มบางบนหน้ามีความภาคภูมิใจเล็กน้อย “เจ้าน่าจะรู้แล้วว่าเมื่อเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนพลังการรับรู้ของเจ้าจะเพิ่มขึ้นมาก เช่นมองเห็น การฟัง การดมการสัมผัสจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่สิ่งที่เจ้าไม่รู้ก็คือนอกจากพลังการรับรู้ความเร็วของเจ้าก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากอีกด้วยเหมือนกับกระแสเวลาในโลกภายนอกช้าลงก็ไม่ปาน”
หลังจากสรุปเสร็จชายชราถึงได้เอ่ยอย่างแช่มช้าว่า“ภายใต้สภาวะเช่นนี้ความเร็วของราชาหมาป่ามารป่าลึกย่อมไม่เพียงพอจะคุกคามเจ้าได้เจ้าก็แค่ต้องชักกระบี่แทงเข้าไปที่ลวดลายของราชาหมาป่ามารป่าลึกเท่านั้น...”
“ง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ”หลันเฟิงจ้องมองชายชราอย่างตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อ
ชายชราพยักหน้าอย่างแช่มช้า“ใช่แล้ว ง่ายดายเช่นนี้แหละ!”
ใบหน้าของหลันเฟิงมีความฉงนพลางเอ่ยถามว่า“เช่นนั้นเหตุใดท่านถึงบอกว่าอัตราความสำเร็จไม่ถึงสามส่วนล่ะ”
น้ำเสียงชายชราพลันเคร่งขรึมขึ้น“เพราะว่ามันไม่เหมือนกับวัตถุดิบการหลอมเหล็กราชาหมาป่ามารป่าลึกสามารถเคลื่อนไหวได้ แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะละเอียดอ่อนความเร็วของมันลดลง แต่หากอยากจะแทงให้ถูกลวดลาย ระดับความยากก็ยังคงสูงอยู่ดีและเจ้าก็ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนสิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือเจ้าเพิ่งเรียนรู้วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กถึงแค่ขั้นแรกเท่านั้นยังไม่ค่อยเข้าใจสภาวะละเอียดอ่อนมากนัก ด้วยเหตุนี้ขอแค่เจ้าขยับเล็กน้อยก็จะออกจากสภาวะละเอียดอ่อนแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเจ้ามีเพียงโอกาสเพียงครั้งเดียวหากแทงไม่ถูกลวดลายของมันเช่นนั้นเจ้าก็จะต้องทุกข์ทรมานจากการตอบกลับของราชาหมาป่ามารป่าลึก...”
การตอบกลับของราชาหมาป่ามารป่าลึกเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่หลันเฟิงจะรับไหว
นั่นก็คือหากไม่สำเร็จก็สิ้นชีพ
“นี่เป็นการพนันที่น่าตื่นเต้นจริงๆ”หลันเฟิงเข้าใจความหมายของชายชราแล้ว จึงสูดหายใจเข้าลึกๆ “แต่ข้าจะแพ้ไม่ได้เพราะหากแพ้...”
หากแพ้ก็คงไม่อาจรักษาได้แม้กระทั่งชีวิต
ระหว่างที่พูด เงาร่างของราชาหมาป่ามารป่าลึกก็เข้ามาใกล้เรื่อยๆอยู่ห่างจากหลันเฟิงไปแค่ห้าร้อยหมี่เงาร่างใหญ่มหึมากว่าปกติของราชาหมาป่ามารป่าลึกที่อยู่ไกลออกไปทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนทุกครั้งที่มันกระโจนแล้วตกลงสู่พื้นต้นไม้ใหญ่ขนาดสองสามคนโอบถูกมันชนจนโค่นล้มอย่างง่ายดาย
และแม้ว่าจะอยู่ห่างออกไปห้าร้อยหมี่แต่ขนาดตัวของมันก็ยังคงทำให้หลันเฟิงรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก รูม่านตาของมันเปล่งประกายเย็นชาสีเขียวเข้มทำให้หลันเฟิงรู้สึกผิวหนังชาหนึบ
ด้านหน้าเงาร่างใหญ่โตมหึมามีเงาร่างชายชราสวมหน้ากากสีดำสนิทพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วความคล่องแคล่วนั้นช่างไม่สมกับวัยเสียจริง
“จ้าวหยวนซาน!” เมื่อจ้องไปที่เงาร่างเล็กๆ ตรงหน้าราชาหมาป่ามารป่าลึกแววตาของหลันเฟิงก็เผยจิตสังหารออกมา
แม้ว่าอีกฝ่ายจะสวมหน้ากากสีดำสนิทมองไม่เห็นใบหน้า แต่หลันเฟิงแทบจะมั่นใจว่าคนผู้นั้นคือจ้าวหยวนซาน อาวุโสใหญ่ของตระกูลจ้าวที่ตามเขาอยู่ด้านหลัง
เงาร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กสองสายกำลังพุ่งตามหลังหลันเฟิงมาอย่างรวดเร็ว