โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 121 ขโมย

    “มันไม่สำคัญหรอกว่าข้าจะเป็นเผ่าอสูรหรือไม่ สิ่งที่เจ้าควรจะคิดตอนนี้คือทำยังไงให้ตัวเองรอดไปได้”

    กาโร่กล่าวออกมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ แม้แต่มาเอลยังรู้สึกหวาดกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าเผ่าพันธุ์ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก

    “มั่นใจเกินไป”

    มาเอลส่ายหัวแม้เขาจะหวาดหวั่นกับชื่อ ‘แข็งแกร่งที่สุดในโลก’ อยู่บ้างแต่เขายังมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าสามารถจัดการอีกฝ่ายได้

    “คมดาบคลื่นเสียง!”

    “หวีดดดดดดดดดด!”

    มาเอลฟันดาบออกไปมากกว่าสิบดาบทำให้เกิดคมดาบคลื่นเสียงจำนวนมากจู่โจมไปที่กาโร่ อย่างไรก็ตามกาโร่นั้นทำเพียงหลับตาพร้อมกับโยกหลบมันได้อย่างง่ายดายนั่นทำให้มาเอลยังต้องตกตะลึง คมมีดคลื่นเสียงนั้นทั้งรวดเร็วและมองไม่เห็นนั่นทำให้มาเอลมั่นใจว่าไม่มีใครสามารถหลบการโจมตีของเขาได้

    “หึๆ เคยได้ยินมาบ้างว่าเผ่าอสูรมีสัญชาตญาณต่อสู้ที่สูงมาก แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะขนาดนี้นับว่าทำให้ข้าประหลาดใจอยู่บ้าง”

    มาเอลเคลื่อนไหวอีกครั้งเมื่อกล่าวจบ มันยังเป็นการเคลื่อนไหวด้วยความเงียบอีกเช่นเคยเพียงเสี้ยววินาทีร่างของมาเอลก็มาปรากฏเบื้องหน้าของกาโร่

    “เร็วจริงๆ”

    สีหน้าของกาโร่นั้นเปลี่ยนไปเป็นหวาดกลัวมันพยายามจะก้าวถอยอย่างไรก็ตามดาบของมาเอลนั้นเร็วกว่าการตอบสนองของกาโร่ไปมาก ดาบถูกฟันเป็นแนวทแยงตัดจากหัวไหล่จนถึงส่วนเอวของอย่างไรก็ตามดาบนั้นกลับหยุดชะงักศาสตราวิญญาณร้อยปีศาจคร่ำครวญถูกกำด้วยมือเปล่าๆ ของกาโร่

    “เจ้า…”

    มาเอลถึงกับพูดไม่ออกเมื่อมองไปที่มือที่กำดาบของตนไว้อย่างง่ายดาย มือของกาโร่นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงตอนไหนไม่รู้มันมีเกล็ดสีเงินปรากฏขึ้น มันคือรูปโฉมที่แท้จริงของเผ่าอสูร เผ่าอสูรโดยปกตินั้นจะแปลงร่างเป็นมนุษย์เพื่อดำเนินชีวิตประจำวัน

    คมดาบที่สร้างจากการบีบอัดของอากาศทำได้เพียงสร้างรอยบาดเล็กๆ ให้กับกาโร่เท่านั้น มาเอลพยายามจะดึงดาบออกมาอย่างไรก็ตามแรงจับของกาโร่นั้นมหาศาลจนดาบนั้นไม่แม้แต่จะขยับ

    “ข้าแค่แกล้งกลัวนิดหน่อย เจ้าก็คิดว่าข้ากลัวจริงๆ นี่มันแย่จริงๆ”

    กาโร่กล่าวพร้อมกับยิ้มกว้างก่อนที่จะใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่นั้นจับกุมศีรษะของมาเอลเอาไว้ ก่อนที่จะจับมันทุ่มลงพื้นอย่างรุนแรง

    “ปัง!”

    ศีรษะของมาเอลนั้นถูกกระแทกจนจมลุงทะลุพื้นดิน กาโร่ยังไม่จบเพียงแค่นั้นเขายังจับทุ่มอีกสองรอบทำให้มาเอลนั้นรู้สึกเวียนหัวเป็นอย่างมาก ก่อนที่เขาจะพยายามดิ้นจนสามารถหลุดออกจากการจับกุมของกาโร่ได้

    “ดิ้นเก่งจริงๆ”

    กาโร่ส่ายหัวก่อนที่จะสะบัดมือเพราะเมื่อสักครู่นั้นมือของเขาค่อนข้างจะเจ็บปวดไม่น้อยเลยทีเดียวเนื่องจากการดิ้นรนของมาเอล

    “แฮ่กๆๆ”

    มาเอลหายใจอย่างรุนแรง เขาค่อนข้างเสียพลังกายไปมากทีเดียวจากการดิ้นรนเมื่อสักครู่ สภาพของเขาที่ดูดีในตอนแรกตอนนี้กลับแตกต่างออกไป ศีรษะของเขายังมีบาดแผลจำนวนมากเนื่องจากการกระแทกด้วยแรงอันมหาศาลของกาโร่ ทำให้เลือดไหลลงมาอาบย้อมชโลมเกือบทั่วทั้งใบหน้าของเขา

    เซนที่มองทุกอย่างอยู่ก็ถอนหายใจออกมา มาเอลนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก อย่างไรก็ตามกาโร่นั้นเป็นสัตว์ประหลาดชัดๆ เขาอาจจะแข็งแกร่งที่สุดในสถานที่แห่งนี้แล้วก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามเซนนั้นไม่มีทางเลือกเขาจำเป็นต้องทำตามเป้าหมายของเขา

    แน่นอนว่ามาเอลนั้นไม่ยอมง่ายๆ หลังจากถูกทำร้ายถึงขนาดนั้น มาเอลยังใช้จุดเด่นเรื่องความเร็วของตนเองโจมตีกาโร่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามแม้จะสร้างบาดแผลไปมากเท่าไหร่มันก็เป็นเพียงบาดแผลเล็กๆ เท่านั้น และเมื่อเจอกับพลังฟื้นฟูร่างกายของเผ่าอสูรมันก็เหมือนกับไร้ประโยชน์ นั่นทำให้ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่มาเอลก็เหมือนจะเสียเปรียบไปเรื่อยๆ โดยที่กาโร่นั้นไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย

    “วีดดดดดดดดด”

    เสียงแหลมสูงดังขึ้นจากศาสตราวิญญาณในมือของมาเอล ในขณะที่มาเอลนั้นใช้มันจู่โจมใส่กาโร่ครั้งนี้แตกต่างออกไปมันฝากบาดแผลขนาดใหญ่รูปตัวเอ็กเอาไว้กลางหน้าอกของกาโร่ จนทำให้กาโร่รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง

    “ศาสตราวิญญาณนี่มันน่ารำคาญจริงๆ”

    กาโร่บ่นออกมาในขณะที่พยายามคว้าตัวของมาเอลอย่างไรก็ตามมาเอลนั้นสามารถหลบหนีจากการจับกุมออกมาได้อย่างหวุดหวิด ในเวลานั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เซนก็ได้ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของกาโร่ แม้แต่มาเอลที่พึ่งเห็นก็ต้องตกใจ ว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงเข้ามาอยู่ตรงจุดนั้น

    “เป็นแค่กึ่งเทวะแท้ๆ ไม่น่าจะเข้ามารนหาที่ตายถึงที่”

    กาโร่หันคอมันกลับมามองเซน อย่างไรก็ตามจังหวะนั้นที่เซนสบตากับกาโร่ กาโร่ก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างในตัวของชายหนุ่ม โดยปกติตัวตนกึ่งเทวะนั้นจะหวาดกลัวและไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับตัวตนเทวะ เพราะความต่างของพลัง อย่างไรก็ตามในกรณีของเซนนั้นกลับตรงกันข้ามทั้งหมด ชายหนุ่มเหมือนกับมีความทระนงตลอดเวลาเพียงแค่สายตาก็สามารถบอกได้ว่ากาโร่นั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลย

    “ตาย!”

    กาโร่คำรามขึ้นมาพร้อมกับใช้มือที่แข็งแรงของเขาคว้ามาที่คอของเซน อย่างไรก็ตามเซนนั้นคาดเดาเอาไว้อยู่แล้วดังนั้นจึงสามารถหลบหลีกไปได้อย่างง่ายดาย

    ‘คิดว่าแกมีสัญชาตญาณคนเดียวหรือไง ข้าเองก็มีเหมือนกัน’

    เซนคิดขึ้นในใจก่อนที่จะฉีกยิ้มออกมากว้าง เพราะตอนนี้เขาได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะอยู่ตรงนี้อีกชายหนุ่มถอยออกมาอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะไม่ได้เร็วเท่ากับมาเอลก็ตาม แต่ในจังหวะนั้นมีหรือกาโร่จะปล่อยให้เซนถอยไปมันพยายามจะไล่ตามชายหนุ่ม อย่างไรก็ตามมาเอลก็ได้มาขวางและช่วยเซนเอาไว้อีกครั้ง

    “มาเอลฝากเจ้าถ่วงเวลามันเอาไว้สักสิบนาที หากทำได้เราจะมีโอกาสเอาชนะมันได้”

    เซนกล่าวออกมาพร้อมกับนั่งลงและหยิบวัตถุเล็กๆ ออกมา วัตถุเล็กๆ นั้นเป็นเม็ดทรงกลมหลากสีสันส่งกลิ่นอายสมุนไพรชั้นสูงออกมา

    “เม็ดยานั่น เหตุใดไปอยู่กับเจ้า…”

    กาโร่ถึงกับร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ มันเอามือทั้งสองข้างลองจับกระเป๋าของตนเองและพบว่ามันว่างเปล่า นั่นแสดงให้เห็นว่าเม็ดยาที่อยู่ในมือของเซนนั้นคือเม็ดยาของมันที่ถูกขโมยไป แต่คำถามก็คือเซนนั้นขโมยมันไปตอนไหนแม้แต่ตัวมันเองยังไม่รู้ตัว

    เซนยิ้มอย่างเบิกบานพร้อมกับโยนเม็ดยานั่นเข้าปากพร้อมกับกลืนมันอย่างรวดเร็ว

    “บัดซบ!”

    กาโร่ระเบิดออร่าไร้สีที่ดุร้ายออกมา พร้อมกับเกิดเสียงคำรามของสัตว์มากมายจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน แม้แต่เซนที่อยู่ไกลๆ ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่กำลังเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ตน

    “คุกเสียงสะท้อน!”

    มาเอลขัดขวางกาโร่อีกครั้ง วงล้อมปราการคลื่นเสียงปรากฏขึ้นล้อมรอบกายของทั้งสองระหว่างมาเอลและกาโร่ก่อนที่วงล้อมนั้นจะปิดกั้นอย่างสมบูรณ์กาโร่ระเบิดความเร็วสูงสุดเพื่อที่จะหนีออกไปอย่างไรก็ตามมันสายเกินไปแล้ว กาโร่จึงได้แต่ส่งสายตาอาฆาตมองมาที่เซนที่อยู่ข้างนอกเท่านั้น

    “ถ้าข้าออกไปได้เมื่อไหร่ เจ้าตายแน่ไอบัดซบ!”

    กาโร่กล่าวออกมาด้วยความโกรธแค้นและอาฆาต ในขณะเดียวกันราฟกับเรนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ไม่ยอมให้เซนนั้นใช้เม็ดยาที่พวกมันหามันมาอย่างยากลำบากแน่นอน อย่างไรก็ตามในเวลานั้นมาตินและเกียร์มอก็ได้เคลื่อนไหวอีกรอบเพื่อปกป้องเซน

    “เจ้ามีความมั่นใจแค่ไหนหากดูดซับเม็ดยานั่นแล้วจะสามารถเอาชนะเผ่าอสูรตนนั้นได้”

    เป็นมาตินที่ถามขึ้น มาตินนั้นเชื่อว่ามาเอลจะต้องพ่ายแพ้แน่นอน ดังนั้นตอนนี้ทำได้เพียงถ่วงเวลาเท่านั้น เซนเมื่อได้ยินก็ยิ้มพร้อมกับกล่าวออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก

    “ห้าส่วน”

    เมื่อได้ยินดังนั้นสองพี่น้องจากตระกูลใหญ่ต่างถอนหายใจอย่างโล่งอกเพราะอย่างน้อยก็ยังมีโอกาสอยู่มาก พวกเขาไม่รู้เช่นกันว่าทำไมจึงได้เชื่อใจตัวตนกึ่งเทวะเช่นเซนในสถานการณ์เช่นนี้

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน