เศษผลึกสีดำเทายังคงลอยหมุนช้า ๆ อยู่เหนือแท่นหินก่อนจะดับแสงลงทีละชิ้นแล้วร่วงตกกับพื้น
ซากอสูรกระดูกทั่วลานหยุดนิ่งดุจหินตายอีกครั้ง
ความปั่นป่วนเมื่อครู่จึงค่อย ๆ สงบลงอย่างเชื่องช้า
แต่อี้ซินกลับรู้ดีว่า ความสงบในแดนเช่นนี้ไม่เคยยืนยาว
เม็ดแก่นสีดำในมือเขายังเย็นจัด
ไม่ใช่ความเย็นของโลหะหรือหิน
หากเป็นความเย็นลึกอย่างเงามืดกลางพิภพ
เพียงถือไว้นานอีกเสี้ยวหนึ่ง
เขาก็รู้สึกได้ว่าลมปราณในชีพจรเริ่มไหลช้าลงเล็กน้อยราวถูกเงาทะมึนบางอย่างแทรกซึมเข้ามา
หยกดาราในร่างพลันอุ่นเรื่อ
เหมือนกำลังตอบโต้
สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกก็เต้นหนักขึ้นอีกครา
ขณะที่แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วยังคงเย็นวาบถี่กว่าก่อน
สามสิ่งในกายตอบรับพร้อมกันเช่นนี้
ยิ่งทำให้ใจอี้ซินแน่ชัดว่า เม็ดแก่นตรงหน้าต้องไม่ใช่สมบัติสามัญแน่
จ้าวคุนยืนห่างจากแท่นไปสามก้าว
ฝ่ามือกดบาดแผลตรงบ่าแน่น
ดวงตาคล้ายอยากกลืนเม็ดแก่นในมืออี้ซินเข้าไปทั้งเป็น
โจวเหอไม่กล้าเอ่ยวาจาอีก
แต่สีหน้าของมันก็ฉายชัดทุกอย่าง ทั้งริษยา ทั้งหวาด และทั้งแค้น
สือเหยียนก้าวเข้ามาใกล้แท่นเล็กน้อย
สายตากวาดผ่านซากกระดูกรอบลานอย่างระวัง
ก่อนถามขึ้นเบา ๆ
“ของชิ้นนั้น ทำให้แดนนี้ตื่นหรือ”
อี้ซินยังมิทันตอบ
หนิงเยว่อิงกลับเป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน
“ไม่ใช่แดน” นางว่า “แต่เป็นแท่นผนึก”
น้ำเสียงของนางยังเย็นใสดังเดิม
ยามแสงไฟสีฟ้าหม่นจากหัวเสาตกกระทบใบหน้า ความงามนั้นยิ่งเยือกเย็นเกินผู้คนจะมองข้าม
แพขนตายาวทอดเงาลงบนพวงแก้มขาวซีดเพราะเสียโลหิต
ริมฝีปากบางแม้มีสีจางลง แต่กลับยิ่งทำให้นางดูงามอย่างเศร้าลึกขึ้นอีกส่วน
และเพราะงามเช่นนี้เอง ผู้ที่ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเหมือนนางมิใช่สตรีผู้ควรเดินอยู่กลางแดนมรณะ หากควรอยู่บนยอดตำหนักหยกเย็นลึกเหนือผู้คนทั้งปวงเสียมากกว่า
เยี่ยซูซินหันมองนาง
“เจ้ารู้จักแท่นผนึกนี้?”
“ข้าพอเคยเห็นบันทึกคล้ายกัน” หนิงเยว่อิงตอบ “แต่ไม่คิดว่าจะเจอของจริงในเขตนี้”
จ้าวคุนแค่นเสียง
“เจ้าพูดเช่นกับเรื่องส่วนใหญ่ตั้งแต่เข้ามา”
หนิงเยว่อิงหันมองมัน
เพียงสายตาเดียว
ความเย็นในนัยน์ตานั้นกลับกดให้โจวเหอที่ยืนข้างกันต้องเบือนหน้าไปเองโดยไม่รู้ตัว
“หากเจ้าไม่เชื่อ” นางกล่าวเรียบ “ก็ลองหยิบมันจากมือเขาดู”
จ้าวคุนใบหน้าตึงวาบ
แต่ในที่สุดก็ไม่ก้าวแม้ครึ่งก้าว
อี้ซินจึงลดสายตามองเม็ดแก่นสีดำในมืออีกครั้ง
“เมื่อครู่” เขากล่าวช้า ๆ “เจ้าเรียกมันว่าเม็ดพลังธาตุมืด”
หนิงเยว่อิงนิ่งไปชั่วอึดใจ
ดวงตางามเย็นลึกของนางจับอยู่ที่เม็ดแก่นนั้นแน่น
สุดท้ายจึงพยักหน้าเล็กน้อย
“ใช่”
สือเหยียน ขานหลง เยี่ยซูซิน และแม้แต่จ้าวคุนต่างหันมาทันที
คำว่า “เม็ดพลังธาตุ” เพียงสี่พยางค์
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ย่อมหนักหนาเกินกว่าจะฟังผ่าน ๆ ได้
หนิงเยว่อิงมิได้อธิบายยาว
แต่น้ำเสียงของนางเมื่อเอ่ยกลับชัดทุกคำ
“ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปใช้อิงลมปราณฟ้าดิน หลอมกาย หลอมชีพจร หลอมรากฐาน”
“แต่เม็ดพลังธาตุไม่ใช่เพียงของเพิ่มพลังปราณ”
“มันคือแก่นกำเนิดของธาตุชนิดหนึ่ง”
“ผู้ใดกลืนหรือหลอมมันได้จริง ย่อมมิใช่เพียงพลังเพิ่มขึ้น...แต่รูปแบบการต่อสู้ทั้งชีวิตย่อมเปลี่ยนไปด้วย”
เยี่ยซูซินสูดลมหายใจเบา ๆ
หลินเซวียนตาเบิกกว้าง
แม้แต่จ้าวคุนก็ยากจะกดโลภะในดวงตาได้อีก
อี้ซินถามต่อ
“ธาตุมืดมีผลเช่นไร”
หนิงเยว่อิงมองเขาอยู่นิดหนึ่ง
คล้ายกำลังชั่งใจว่าสมควรกล่าวเพียงใด
แต่สุดท้ายก็ตอบ
“หลบซ่อน”
“ลอบสังหาร”
“กดข่มจิต”
“กลืนพลัง”
“และต้านพลังมืดกับพลังมาร”
ทุกคำสั้น
แต่หนัก
อี้ซินฟังจบก็ไม่แสดงสีหน้า
ทว่าลึกในใจกลับนิ่งลึกกว่าเดิม
เม็ดแก่นนี้...ตรงกับการตอบรับของหยกดาราและสิ่งคล้ายไข่ในอกเกินไป
มิใช่เพราะมันเป็นของดีทั่วไป
แต่เพราะมัน “เกี่ยวข้อง” กับเส้นทางที่กำลังจะเปิดออกของเขาแน่
จ้าวคุนก้าวออกมาหนึ่งก้าวในที่สุด
“ของชิ้นนี้” มันกล่าว “พวกเราร่วมแรงฝ่าลานหินมาด้วยกัน”
“ต่อให้ผู้ใดเป็นคนสุดท้ายที่คว้ามันได้ ก็ใช่ว่าควรถือเป็นของตนแต่ผู้เดียว”
คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผล
หลินเซวียนกับหานหลงถึงกับเหลือบมองหน้ากันแวบหนึ่ง
เพราะหากเอ่ยโดยยุติธรรม ก็ใช่ว่าจ้าวคุนจะพูดผิดทั้งหมด
แต่คำว่า “ยุติธรรม” หาใช่สิ่งเดียวกับ “เหมาะสม” เสมอไป
อี้ซินยังไม่ทันตอบ
สือเหยียนกลับหัวเราะเบา ๆ ก่อน
“ร่วมแรงหรือ” เขาถาม “เมื่อครู่ผู้ใดเปิดค่ายกลแท่น
ผู้ใดฝืนแรงผนึก
ผู้ใดหยุดผลึกดำ”
จ้าวคุนหรี่ตาทันที
“ข้าก็ลงมือกับหุ่น—”
“ทุกคนลงมือกับหุ่น” สือเหยียนกล่าวตัด “แต่ผู้ที่แตะเม็ดพลังก่อนคืออี้ซิน”
“ต่อให้แบ่งจริง ก็ต้องแบ่งโดยมันเป็นผู้ตัดสิน มิใช่เจ้ามาอ้างสิทธิ์เช่นนี้”
โจวเหอกัดฟันแน่น
มันอยากด่ากลับเต็มปาก
แต่เมื่อนึกถึงหมัดของอี้ซินกับฝีมือเย็นคมของหนิงเยว่อิงในยามนี้ ความกล้าก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว
เยี่ยซูซินกลับเป็นฝ่ายกล่าวเรียบ ๆ อีกคน
“อีกอย่าง เม็ดพลังธาตุมืดมิใช่ของที่ผู้ใดอยากแบ่งแล้วจะแบ่งได้”
“ของเช่นนี้ หากเอามาหั่นครึ่งก็เหลือเพียงเศษไร้ค่า”
คำพูดนั้นทำให้แม้หานหลงยังพยักหน้าตามช้า ๆ
อี้ซินจึงกวาดตามองคนทั้งกลุ่มทีละคน
แล้วกล่าวเสียงสงบ
“ของชิ้นนี้ ข้าจะเก็บไว้ก่อน”
“ผู้ใดมีความเห็นต่าง จงเอ่ยเดี๋ยวนี้”
ทุกคนเงียบ
จ้าวคุนแม้โทสะเดือดพล่าน
แต่เมื่อสบตาอี้ซินกับหนิงเยว่อิงพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
สุดท้ายมันก็ได้แต่กัดฟันแน่นแล้วเมินหน้าไปอีกทาง
อี้ซินจึงเก็บเม็ดพลังธาตุมืดเข้าชายเสื้อด้านในอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่เม็ดแก่นพ้นจากมือ
ความเย็นในฝ่ามือค่อยคลายลง
แต่หยกดาราในชีพจรกลับยังอุ่นค้างอยู่
ราวกับกำลังประคองบางสิ่งไม่ให้พลุ่งพล่านเกินไป
หนิงเยว่อิงเห็นเขาเก็บเม็ดแก่นเช่นนั้นก็กล่าวขึ้นทันที
“อย่ากลืนมันที่นี่”
อี้ซินหันมองนาง
“เหตุใด”
“เม็ดพลังธาตุมืดแม้ไม่ดุร้ายเท่าสายฟ้าหรืออัคคี” นางตอบ “แต่ผู้ที่รากฐานไม่พอ ยามหลอมมัน ลมปราณจะถูกเงาทะมึนกัดกินกลับ”
“ผู้ใดคุมไม่อยู่ ต่อให้ไม่ตายก็อาจสติวิปลาส”
สือเหยียนสีหน้าเคร่งขึ้นทันที
หลินเซวียนเองก็กระตุกเบา ๆ
อี้ซินพยักหน้าเพียงน้อย
เพราะแต่เดิมเขาก็มิคิดจะรีบร้อนกลืนมันในสถานที่ที่ทุกฝีก้าวมีแต่คมเขี้ยวล้อมอยู่แล้ว
เขาเพียงถามกลับ
“หากจะหลอมมัน ต้องทำเช่นไร”
หนิงเยว่อิงนิ่งไปชั่วครู่
จากนั้นจึงตอบอย่างคนไม่อยากพูดเกินจำเป็น
“อย่างน้อยต้องมีที่สงบ”
“ค่ายกลกั้นรบกวน”
“และสติที่มั่นคงพอจะไม่ถูกมันกลืนจิต”
จ้าวคุนได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงในลำคอ
“พูดราวกับตนเองเคยหลอมมาแล้ว”
หนิงเยว่อิงไม่แม้แต่จะเหลือบมองมัน
ท่าทีเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้จ้าวคุนขุ่นแค้นกว่าเดิมเสียอีก
ความเงียบกลับคืนมาอีกครู่หนึ่ง
ก่อนสือเหยียนจะยกหน้าไปมองส่วนลึกของโถง
“เราควรไปต่อหรือถอยกลับ” เขาถาม
คำถามนี้ทำให้ทุกคนหันมองอี้ซินโดยพร้อมกันอีกครา
เพราะแม้เขาจะมิได้ตั้งตนเป็นผู้นำ
แต่ผ่านมาตลอดทาง ทุกจังหวะที่ต้องตัดสินใจ คนที่มองเห็นเส้นทางและลงมือก่อนคือเขาเสมอ
อี้ซินมิได้ตอบทันที
เขาหันกลับไปมองทางสะพานหินที่เดินผ่านมา
สะพานนั้นยังอยู่
แต่แสงอักขระบนพื้นเปลี่ยนเป็นสีหม่นกว่าก่อนชัดเจน
ลมดูดจากดวงตาใต้สะพานแม้ดับลงแล้ว แต่ค่ายกลมิได้หายไป
อีกทั้งเวลาที่ฉินก่วงให้ไว้—สองชั่วยาม—ย่อมไม่หยุดรอผู้ใด
ครั้นนึกถึงตรงนี้ อี้ซินก็ขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย
ตั้งแต่ก้าวเข้าป่าศิลาเมฆา
จากศึกอสูรพฤกษา
ผ่านแอ่งน้ำอสรพิษ
ฝ่าเสาดำ
ลานหินสี่หุ่น
สะพานหินตัดวิญญาณ
จนถึงแท่นกระดูกตรงนี้
พวกเขาใช้เวลาไปไม่น้อยแล้ว
แม้ไม่มีแดดหรือเงาในที่ลึกนี้ให้กะเวลา
แต่คนที่ฝึกปราณจนจิตมั่นคง ย่อมพอจับจังหวะลมหายใจและการโคจรปราณในกายได้อยู่บ้าง
อี้ซินคำนวณอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“จากเวลาที่เข้าสู่แดนทดสอบ”
“ตอนนี้อย่างมาก...เหลืออีกไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสองชั่วยาม”
หานหลงหน้าเปลี่ยนทันที
“เหลือเพียงเท่านั้น?”
สือเหยียนกลับพยักหน้าเบา ๆ
“ใกล้เคียงกับที่ข้าคิด”
เยี่ยซูซินยิ่งขมวดคิ้ว
“หากเรายังลึกต่อแล้วหาทางกลับไม่ทัน...” นางเว้นคำ
แต่ทุกคนเข้าใจดีว่าเมื่อครบเวลาแดนจะส่งผู้คนออกจากที่ใดกันแน่ ยังไม่มีผู้ใดแน่ใจ
จ้าวคุนจึงฉวยจังหวะนั้นกล่าวขึ้นทันที
“พอแค่นี้ก็สมควรถอยแล้ว”
“เราได้ของมาแล้ว เจอประตูแล้ว ผ่านลานนี้แล้ว หากดื้อไปต่อจนตายอยู่ข้างใน ย่อมไม่มีประโยชน์”
โจวเหอรีบพยักหน้าตามราวจับเชือกเส้นสุดท้าย
ฟางเหอและซ่งอี้เองก็มีแววลังเลขึ้นชัดเจน
อี้ซินมิได้รีบคัดค้าน
เพราะคำของจ้าวคุนครานี้ไม่ใช่ไร้เหตุผล
แต่ขณะเดียวกัน
หยกดาราในร่างกลับมิได้สงบลง
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วยังเย็นวาบเป็นระยะ
และสิ่งคล้ายไข่ในอกยิ่งเต้นสม่ำเสมอหนักแน่นขึ้น
ราวกับเตือนเขาว่า...ยังมีบางสิ่งอยู่ลึกลงไปอีก
หนิงเยว่อิงยืนเงียบมาพักหนึ่ง
แล้วจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“หากถอยตอนนี้ ก็ถอยได้จริง”
จ้าวคุนหันขวับทันที
“ฟังให้ชัด นี่ต่างหากคือคำที่มีสติ”
หนิงเยว่อิงมิได้หยุด
นัยน์ตาเย็นใสของนางยังคงจับอยู่ที่เงาลึกเบื้องหน้า
“แต่หากไปต่อ...” นางกล่าวช้า ๆ “ข้าคิดว่าเราจะไม่เจอทางย้อนกลับเดิมอีก”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งกลุ่มนิ่งลงในคราเดียว
หลินเซวียนกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“หมายความว่าอย่างไร”
หนิงเยว่อิงหันมองประตูหินลึกด้านในของโถงซึ่งเพิ่งเริ่มเผยให้เห็นเค้าเลือน ๆ หลังม่านหมอกดำ
“สถานที่แห่งนี้ไม่ได้สร้างเป็นทางกลับไปกลับมาของศิษย์สำนัก” นางว่า “แต่มันสร้างเป็นด่านทดสอบ”
“ด่านทดสอบย่อมมีแต่เดินหน้า...หรือถูกคัดออก”
ทุกคำของนางสงบ
แต่ยิ่งสงบกลับยิ่งทำให้คนฟังหนาววาบ
จ้าวคุนกัดฟัน
“เจ้าหมายความว่าหากไปต่อ เราอาจไม่กลับออกมาตรงเวลา?”
“ข้าไม่ได้บอกว่าอาจ” นางตอบ “แต่บอกว่าแน่”
อี้ซินดวงตานิ่งลึกกว่าเดิม
คำตอบนี้สอดคล้องกับความรู้สึกในใจเขาอย่างประหลาด
เพราะตั้งแต่เข้าถึงโถงเบื้องในนี้ เขาก็รู้สึกแล้วว่า เส้นทางตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่คนจะเดินเข้าออกได้ตามใจอีก
สือเหยียนจึงถอนหายใจช้า ๆ
“เช่นนั้นเราต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้” เขาว่า “ถอยตอนนี้ หรือฝืนเข้าไปอีก”
ฟางเหอสบตาซ่งอี้
สองคนนี้เจ็บหนักที่สุด
แววตาจึงหวั่นชัดที่สุดเช่นกัน
เยี่ยซูซินเองก็เงียบ
นางมิได้กลัวเท่าคนอื่น
แต่ย่อมรู้ดีว่า หากพาแผลกับร่างกายเช่นนี้ลึกลงไปอีก ความเสี่ยงย่อมสูงเกินไปหลายเท่า
หลินเซวียนขบกรามอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวด้วยเสียงแหบเล็กน้อย
“ข้าจะฟังเจ้าตัดสิน”
“หากถอย ข้าถอย”
“หากเข้า ข้าก็เข้า”
สายตาของเขาจับอยู่ที่อี้ซินตรง ๆ
คำพูดนี้ทำให้คนอื่น ๆ ต้องหันมามองอี้ซินอีกครั้งโดยพร้อมกัน
จ้าวคุนสีหน้าเย็นวาบ
เพราะมันเห็นชัดแล้วว่า ความไว้วางใจของคนในกลุ่มกำลังเทไปหาคนผู้นี้ทีละน้อย
อี้ซินไม่ตอบในทันที
เขามองทุกคน
มองบาดแผล
มองความหวั่น
มองความโลภ
แล้วจึงมองกลับไปยังหมอกดำส่วนลึกเบื้องหน้า
ความรู้สึกจากหยกดารา
แหวนลึกลับโบราณ
และสิ่งคล้ายไข่ในอกยังหนักแน่นไม่เปลี่ยน
เขารู้แล้วว่า หากฝืนพาคนทั้งกลุ่มลึกลงไป
ย่อมไม่ใช่ทุกคนที่จะรอด
แต่หากถอยตอนนี้ เขาเองก็คงเสียโอกาสบางอย่างที่อาจหาไม่ได้อีกตลอดชีวิต
อี้ซินจึงตัดสินใจในที่สุด
“ผู้ที่บาดเจ็บหนัก” เขากล่าวช้า ๆ “กับผู้ที่ไม่ต้องการเสี่ยง ให้ถอยกลับเดี๋ยวนี้”
ฟางเหอ เงยหน้าขึ้นทันที
ซ่งอี้เองก็เช่นกัน
“ส่วนผู้ที่จะไปต่อ” อี้ซินกล่าวต่อ “อย่าหวังพึ่งเวลาแดนทดสอบอีก”
“จากตรงนี้ไป คิดเสียว่าเป็นอีกเขตหนึ่งแล้ว”
“ผู้ใดเข้าไป ต้องพร้อมรับว่ามันอาจไม่ส่งเรากลับด้วยวิธีเดิม”
ลมในโถงเย็นลงอีกชั้น
จ้าวคุนมองเขานิ่ง
ครานี้มันมิได้คัดค้าน
เพราะแม้ไม่อยากยอมรับ แต่การแยกคนเช่นนี้คือทางที่สมเหตุผลที่สุดแล้ว
ฟางเหอกัดฟันอยู่ครู่ใหญ่
สุดท้ายก็ก้มหน้าลง
“ข้าถอย”
ซ่งอี้ลังเลนานกว่า
แต่เมื่อแตะแผลสะโพกกับมองลึกเข้าไปในหมอกดำอีกครา
มันก็ยอมก้มศีรษะตาม
มู่เจิ้งกับหานหลงสบตากันอยู่ชั่วอึดใจ
สุดท้ายมู่เจิ้งเลือกถอย
ส่วนหานหลงยังยืนอยู่ที่เดิม
เยี่ยซูซินเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวว่า “ข้าไปต่อ”
หลินเซวียนยกยิ้มฝืด
“หากเจ้าสองคนยังกล้า ข้าก็จะไม่ถอยคนเดียว”
สือเหยียนหัวเราะเบา
“เช่นนั้นข้าก็ต้องตาม”
จ้าวคุนยกมุมปากเย็น
“ข้าจะไปต่อ”
โจวเหอหน้าเปลี่ยนชัด
มันมิได้อยากไปอีกเลย
แต่เมื่อเห็นจ้าวคุนตัดสินใจ มันก็ไม่กล้าถอยคนเดียว
สุดท้ายจึงได้แต่กัดฟันพยักหน้า
หนิงเยว่อิงไม่ต้องเอ่ยอะไร
เพราะตั้งแต่นางพูดเรื่องไปต่อย่อมไม่กลับ ความตั้งใจของนางก็ชัดอยู่แล้ว
อี้ซินจึงพยักหน้า
“ดี”
จากนั้นเขาหันไปทางฟางเหอ ซ่งอี้ และมู่เจิ้ง
“พวกเจ้ากลับทางเดิม”
“อย่าแวะ อย่าโลภสิ่งใดระหว่างทาง”
“หากสะพานหินยังอยู่ จงเดินตามรอยเท้าเก่า”
“หากไม่อยู่แล้ว ก็จงรอค่ายกลส่งกลับเมื่อครบเวลา อย่าเสี่ยงไปแตะต้องสิ่งใดอีก”
เยี่ยซูซินหยิบผงสมุนไพรกับผ้าพันเพิ่มให้อีกสามคน
สือเหยียนอธิบายตำแหน่งดวงตาใต้สะพานกับจุดอันตรายซ้ำอย่างรวดเร็ว
หลินเซวียนยื่นผลึกเมฆาจิตครึ่งก้อนให้ฟางเหอสำหรับประคองจิตและพลัง
แม้ไม่มีใครพูดคำซาบซึ้งออกมาตรง ๆ
แต่แววตาของทั้งสามที่เลือกถอยกลับล้วนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะฟางเหอ
เมื่อมันก้มศีรษะให้อี้ซินอีกครา
ความขัดใจในตอนแรกแทบไม่เหลืออยู่แล้ว
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย
คนทั้งสองฝ่ายจึงแยกกัน ณ กลางโถงกระดูกนี้เอง
ฝ่ายถอยกลับหันไปทางสะพานหิน
ฝ่ายเดินหน้าหันสู่หมอกดำลึก
บรรยากาศยามแยกจากกันนั้นประหลาดนัก
ไม่ใช่โศก
ไม่ใช่หวั่นทั้งหมด
แต่เหมือนผู้คนยืนอยู่คนละฟากของประตูชะตา
อี้ซินยืนมองจนฝ่ายถอยกลับลับสายตา
จึงหันสู่ส่วนลึกเบื้องหน้าอีกครา
บัดนี้ ผู้ที่เหลือกับเขามีเพียง
สือเหยียน
หลินเซวียน
หานหลง
เยี่ยซูซิน
จ้าวคุน
โจวเหอ
หนิงเยว่อิง
และตัวเขาเอง
แปดคน
น้อยลง
แต่แข็งขึ้น
หนิงเยว่อิงก้าวมาอยู่ข้างเขาอีกครึ่งช่วงตัว
ปลายแขนเสื้อนางเฉียดหลังมือเขาเพียงนิด
ความเย็นบางเบาจากกายของนางพลันไหลผ่านผิวประหนึ่งลมกลางคืน
“เจ้าตัดสินใจไม่เลว” นางกล่าวเบา ๆ
อี้ซินไม่หันไปมอง
เพียงตอบเรียบ
“ข้าไม่พาคนที่ใจถอยแล้วลงไปตาย”
หนิงเยว่อิงเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นมุมปากบางของนางจึงยกขึ้นน้อยยิ่งนัก
“เจ้าต่างจากที่ข้าคิด”
อี้ซินเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
“เจ้าเคยคิดว่าข้าเป็นเช่นไร”
หนิงเยว่อิงมองเงาหมอกเบื้องหน้า
แสงไฟสีฟ้าหม่นจากหัวเสาทำให้เสี้ยวหน้าของนางงามเย็นลึกจับตา
“เดิมข้าคิดว่าเจ้าเป็นเพียงคนที่กล้าพุ่งเข้าใส่อันตราย” นางตอบ “แต่ตอนนี้ดูเหมือนเจ้ามิได้กล้าอย่างเดียว”
อี้ซินหัวเราะหึเบา ๆ ในคอ
ไม่ตอบสิ่งใดอีก
แต่หลินเซวียนที่เดินตามหลังมาไม่ไกลกลับเผลอหันไปมองทั้งคู่
แล้วรีบเบือนหน้ากลับทันทีอย่างคนไม่รู้ควรยืนฟังหรือเดินหนีดี
จ้าวคุนเห็นภาพนั้นเต็มตา
ไฟริษยาในอกยิ่งคุกรุ่นหนักขึ้นอีกชั้น
มันเริ่มรู้สึกแล้วว่า นอกจากสมบัติ วาสนา และฝีมือ
แม้แต่สายตาของหนิงเยว่อิง สตรีงามสูงส่งผู้หนึ่ง
ก็ดูจะหยุดอยู่ที่อี้ซินมากกว่าผู้ใดเช่นกัน
และความรู้สึกนี้...ทำให้มันเกลียดอี้ซินลึกขึ้นไปอีก
ส่วนลึกของโถงเบื้องหน้า
หมอกดำค่อย ๆ แยกออกช้า ๆ
เผยให้เห็นบันไดหินโบราณทอดต่ำลงไปอีกชั้นหนึ่ง
สองข้างบันไดมีรูปสลักสัตว์โบราณเก้าตนซ้ำกันอีกครา
แต่ครานี้ภาพสลักมิใช่อยู่บนประตู
หากเป็นเหมือน “ผู้เฝ้าทางลง”
ยิ่งลงต่ำ
ยิ่งรู้สึกถึงแรงกดเก่าแก่หนักหน่วงขึ้นทุกฝีก้าว
หยกดาราในร่างอี้ซินอุ่นจัดขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นหนักสม่ำเสมอ
แหวนลึกลับโบราณเองก็เย็นจนแทบชาผิว
เขารู้แล้วว่า เส้นทางตรงหน้านี้ไม่มีทางธรรมดาแน่
และไม่ว่าลึกลงไปจะมีสิ่งใด
มันย่อมเกี่ยวพันกับของสามอย่างในกายเขาอย่างลึกซึ้งยิ่ง
อี้ซินจึงก้าวลงบันไดหินขั้นแรก
เสียงฝีเท้าของเขาสะท้อนลงไปในความมืดลึก
ดังแผ่ว
แต่ชัด
หนิงเยว่อิงก้าวตามเป็นคนที่สอง
จากนั้นจึงเป็นสือเหยียน
หลินเซวียน
เยี่ยซูซิน
หานหลง
จ้าวคุน
และโจวเหอ
เงาคนทั้งแปดค่อย ๆ หายลงสู่ความมืดใต้โถง
และยิ่งลงไป
กลิ่นอายของสนามทดสอบสัตว์เทวะ...ก็ยิ่งชัดขึ้นทุกขณะ