บทที่ 2 เหล้าขาว
หลิ่วจืออินคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ ร่ำไห้สะอึกสะอื้น
หลี่ฉางอันในที่สุดก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในสามวันนี้
ร่างเดิมป่วยหนักมาก ต้องใช้เงินมากมาย แต่ที่บ้านไม่มีเงิน เห็นได้ชัดว่าใกล้ตาย น้องสาวอย่างหลิงหลงถึงกับยอมขายตัวเพื่อหาเงินรักษา
เมื่อหลิ่วจืออินรู้เื่นี้ หลิงหลงก็ถูกหอพรรณปรุงซื้อตัวไปแล้ว
"หอพรรณปรุงให้เวลาข้าหนึ่งเดือน หากไม่สามารถรวบรวมเงินให้ครบภายในหนึ่งเดือน พวกเขาก็จะผลักนางออกไป… รับแขก"
"ข้าจะพยายามหาเงินมาไถ่ตัวนางกลับมา..."
หลิ่วจืออินดวงตาแดงก่ำ แต่เดิมนางอดทนเก็บกลั้นความเศร้าไว้ แต่เมื่อถูกหลี่ฉางอันคาดคั้น นางก็ไม่สามารถกดความเ็ปในใจไว้ได้อีกต่อไป
หลี่ฉางอันกำหมัดแน่น
โรคของร่างเดิม ได้ทำให้ครอบครัวตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
"้าเงินเท่าไหร่ถึงจะไถ่น้องสาวกลับมาได้"
"สาม… สามร้อยตำลึง"
หลี่ฉางอันใจหล่นวูบ
แม้พี่สะใภ้เอ่ยว่าจะไถ่น้องสาวกลับมา แต่ใครก็ฟังออกถึงความสิ้นหวังในน้ำเสียงของนาง
สามร้อยตำลึง…
ด้วยสถานการณ์ของครอบครัวในตอนนี้ จะสามารถหาเงินได้ที่ไหนกัน
ในความทรงจำของร่างเดิม เงินหนึ่งถึงสองตำลึงก็เพียงพอให้ครอบครัวสามคนอยู่อย่างประหยัดได้หนึ่งเดือนแล้ว สามร้อยตำลึงนั้นเป็ตัวเลขที่มากมายเกินจินตนาการ
ในห้องที่เย็นเยียบ หลิ่วจืออินแสร้งทำเป็เข้มแข็ง ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสงสาร
"พี่สะใภ้ ข้าสัญญาว่าจะไถ่น้องกลับมาให้ได้ จะไม่ให้นางได้รับอันตรายแม้แต่น้อย!"
หลี่ฉางอันพูดอย่างจริงจังทีละคำ
เข้าสู่ยามค่ำคืน หลี่ฉางอันนอนกระสับกระส่ายไปมา ครุ่นคิดถึงเส้นทางในอนาคต
ตามแผนของร่างเดิม ปีหน้าในเดือนสาม เขาจะต้องไปเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอ
เพียงแค่ผ่านการสอบระดับอำเภอก็จะได้เข้าวิหารศักดิ์สิทธิ์ ‘ชุบตัวด้วยปราณอักษร’ เลื่อนเป็ปราชญ์ขั้นเก้า
ในโลกนี้ การได้รับตราประทับปราชญ์ก็เท่ากับมีโอกาสขึ้นสู่์
แต่ตอนนี้เพิ่งเดือนสิบ ยังเหลืออีกห้าเดือนกว่าจะถึงการสอบระดับอำเภอ
น้ำไกลไม่สามารถดับไฟใกล้
ตอนนี้จึงต้องเร่งหาเงินให้ได้โดยเร็ว เพื่อช่วยหลิงหลงออกมา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
หลี่ฉางอันหยิบหมั่นโถวข้าวโพดเดินออกจากห้อง
"พี่สะใภ้ ในบ้านยังเหลือเงินอีกเท่าไร"
"หา?" หลิ่วจืออินอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วรีบส่ายหน้า "เงินในบ้านแตะไม่ได้ จะต้องใช้ซื้อยาให้เ้าเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าจะออกไปขายเหล้า หวังว่าจะขายได้สักสองไห แล้วค่อยเอาเงินมาให้เ้า"
การขายเหล้าเป็อาชีพหาเลี้ยงปากท้องของครอบครัวตระกูลหลี่ ก่อนหน้านี้ธุรกิจยังไม่เลว แต่หลังจากที่ร่างเดิมล้มป่วยลง หลิ่วหลิงหลงต้องอยู่บ้านคอยดูแลเขา พึ่งพาเพียงหลิ่วจืออินผู้เดียว ไม้กระดานเดียวย่อมรับน้ำหนักไม่ไหว
พอดีเพื่อนบ้านโดยรอบก็จับจ้องธุรกิจการขายเหล้าเช่นกัน ดังนั้นตอนนี้จึงแค่พอประทังชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น
พี่น้องสองคนประหยัดอดออม เพื่อซื้อยาให้ร่างเดิมของหลี่ฉางอัน
ครั้งนี้ที่ร่างเดิมล้มป่วยจนหมดสติไป กลายเป็ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐล้มทั้งยืน
หลี่ฉางอันเดินเข้าไปในโรงเหล้าที่ใช้หมักสุรา อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นเปรี้ยวอ่อน ๆ จากข้าวฟ่างและฟางข้าวโพดที่กำลังหมัก
เขาเปิดไหเหล้าที่ปิดผนึกไว้ ตักขึ้นมาหนึ่งช้อน แล้วลองจิบชิม
เขาส่ายหน้า เหล้านี้ไม่เพียงแค่มีสิ่งเจือปนมาก รสชาติยังจืดด้วย
"น้องรอง ร่างกายเ้าอ่อนแอ อย่าดื่มเหล้าเลย"
หลิ่วจืออินพูดพลางผลักหลี่ฉางอันออกจากโรงเหล้า
"อ้าว… นี่คุณชายรองตระกูลหลี่ฟื้นแล้วหรือ" ในเวลานั้น ชายร่างใหญ่หน้าอวบอ้วนคนหนึ่งที่ประตู กำลังลากรถเข็นบรรทุกเหล้าผ่านมา พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
หลี่ฉางอันได้ยินน้ำเสียงก็รู้ว่าคนผู้นี้สมควรโดนสั่งสอน
เห็นคนผู้นั้นจ้องมองพี่สะใภ้ด้วยสายตาเ้าชู้ หลี่ฉางอันก็มั่นใจว่าไอ้หมอนี่ไม่ใช่คนดี
"อ่อนแอปวกเปียกขนาดนี้ กลับไปนอนเสียดีกว่า"
ชายร่างใหญ่หัวเราะเยาะ ทำเสียงจิ๊จ๊ะพลางเลียริมฝีปากของตน เผยรอยยิ้มลามกชั่วร้าย
"เพื่อช่วยไอ้คนขี้โรค น้องสาวถึงกับยอมขายตัวเอง เมื่อไหร่จะถึงคิวพี่สะใภ้ของเ้าล่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนะ ข้าได้เงินมาเพียงพอแล้ว เมื่อถึงเวลา เ้าก็แค่ขายพี่สะใภ้ของเ้าให้ข้าก็พอ..."
"ไอ้โคตรเหง้าต่ำช้า!" หลี่ฉางอันโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เขาหยิบอิฐขึ้นมาแล้วเดินตรงไปที่ประตู
ชายร่างใหญ่ได้ยินคำพูดจากปากของหลี่ฉางอัน โดยสัญชาตญาณเขาอยากจะปล่อยมือจากรถเข็นแล้วจัดการไอ้ขี้โรคคนนี้
แต่เมื่อเห็นสายตาของหลี่ฉางอันจับจ้องมาที่โถเหล้า และมีอิฐในมือ…
ชายร่างใหญ่กลัวว่าหลี่ฉางอันจะทำให้โถเหล้าแตก รีบลากรถเข็นเดินจากไป พลางด่าทอไปด้วย
"ไอ้เ้านี่! ตอนนี้ลุกไหวแล้วสินะ เ้ารอดูเถอะ! รอให้เ้าป่วยอีกครั้ง ข้าต้องซื้อพี่สะใภ้ของเ้ามาแน่!"
หลี่ฉางอันกำอิฐไว้แน่น มือของเขาไม่มีสีเืแม้แต่น้อย
เขาอยากจะเอาอิฐปาใส่หัวไอ้คนนั้นนัก แล้วก็ทำลายเหล้าทุกไหให้แหลกละเอียด แต่สติสัมปชัญญะบอกเขาว่าถ้าตอนนี้ต่อยตีกัน คนที่จะเสียเปรียบก็มีแต่ตัวเขาเอง
อดกลั้นเล็กน้อย ย่อมไม่วุ่นวายในการวางแผนใหญ่
ตอนนี้ต้องหาเงิน ถ้าตัวเขาถูกทำร้ายอีก ครอบครัวนี้ก็จะพินาศจริง ๆ
หลิ่วจืออินวิ่งเข้ามาแย่งอิฐในมือของหลี่ฉางอันไป เอ่ยเสียงร้อนรน
"น้องรอง! เ้าจะทำอะไร! เมื่อก่อนเ้าไม่เคยด่าใคร และก็ไม่เคยชกต่อยกับใครเลย"
ดวงตาของหลี่ฉางอันยังไม่คลายแววดุร้าย
"พี่สะใภ้ คุณชายรองคนเก่านั้นตายไปแล้ว ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ข้าจะปกป้องเ้าและน้องสาวเอง จะไม่มีใครมารังแกพวกเ้าได้อีก!"
หลิ่วจืออินชะงักไปชั่วขณะ คำตำหนิที่กำลังจะพูดออกมาหายไปหมดสิ้น นางมองดูหลี่ฉางอันอย่างตะลึงงัน
ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ดีใจ เศร้า และซาบซึ้ง
หลี่ฉางอันไม่เคยเห็นดวงตาของใครมีอารมณ์ซับซ้อนมากมายเช่นนี้มาก่อน
"พี่สะใภ้ ท่านเชื่อใจข้าหรือไม่" หลี่ฉางอันถาม
หลิ่วจืออินพยักหน้าอย่างงงงวย ยังไม่สามารถตั้งสติจากความใเมื่อครู่ได้
แต่ก่อนคุณชายรองบ้านนี้ ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย และมีความถือตัวว่าเป็นักอ่าน ดังนั้นในชีวิตประจำวันเขาจึงมักกลืนกลั้นความไม่พอใจ เป็คนอ่อนน้อม พูดจาประจบประแจง…
ไหนเลยจะเป็เหมือนวันนี้? เพื่อนาง ถึงกับกล้าโต้เถียงและโกรธเคืองกับผู้อื่น?
"ไอ้หวังเอ้อร์โก่วนั่นอาศัยอยู่ข้างบ้านพวกเรา มันคือคนที่แย่งธุรกิจขายสุราของพวกเรา..."
หลิ่วจืออินได้สติกลับมา รีบกำชับต่อทันทีว่า
"เ้าอย่าไปขัดแย้งกับมันเลย มันเป็แค่อันธพาลไร้ยางอาย ถ้าเกิดมันทำให้เ้าาเ็อีก แล้วจะทำอย่างไร"
"พี่สะใภ้วางใจเถิด การรับมือกับอันธพาลไร้ยางอาย ข้าย่อมมีวิธีอื่น ๆ อยู่แล้ว รอให้พวกเราหาเงินได้ ช่วยน้องสาวกลับมา แล้วค่อยจัดการกับมันก็แล้วกัน"
หลี่ฉางอันเดินเข้าไปในครัว เริ่มสำรวจเตาขนาดใหญ่ในครัว แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ปูลงบนโต๊ะ คว้าถ่านไม้มาวาดภาพร่างลงบนกระดาษ
เมื่อเห็นน้องสามีกำลังสำรวจครัว และวาดรูปไปมาบนกระดาษ หลิ่วจืออินจึงงุนงง
"น้องรอง หากเ้า้าวาดภาพ ก็ไปที่เรือนเหนือก็พอ ที่นั่นมีมณีรัตน์ทั้งสี่ครบครัน ถึงบ้านเราจะยากจน แต่ก็ไม่ควรให้เ้าใช้ถ่านไม้..."
หลี่ฉางอันหัวเราะพลางกล่าว
"พี่สะใภ้ นี่คือวิธีที่ข้าครุ่นคิดอย่างหนักเมื่อคืน คิดออกมาได้แล้ว… ต่อไปพวกเราจะต้องพึ่งสิ่งนี้หากำไร เพื่อช่วยน้องสาวออกมา"
"นี่คืออะไรหรือ"
"หม้อ์" หลี่ฉางอันเติมแผนภาพให้สมบูรณ์
"หม้อ์? ทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"
หลิ่วจืออินรู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ ดูเหมือนจะเป็คนละคนไปแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเป็คนที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการครัว แต่ตอนนี้มือเพียงแค่จับถ่านไม้ก็สามารถวาดรูปได้ และในสมองของเขายังมีสิ่งแปลกประหลาดมากมายเช่นนี้อีกด้วย
"นี่เป็สิ่งที่ข้าเห็นในตำราโบราณ สามารถหมักเหล้าชั้นดีได้ พอทำเสร็จพี่สะใภ้ก็จะรู้เอง"
หลี่ฉางอันกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"พี่สะใภ้ ขอเงินข้าหนึ่งตำลึงได้หรือไม่"
หลิ่วจืออินลังเลครู่หนึ่งด้วยความไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็เข้าไปในห้องตะวันออกแล้วหยิบเงินก้อนเล็กออกมา นางกล่าวด้วยความกังวล
"ใช้ให้ประหยัดหน่อย ไม่เช่นนั้นยาของเ้า..."
"พี่สะใภ้วางใจได้ รออยู่ที่บ้าน รอข้ากลับมานะ"
หลี่ฉางอันม้วนเก็บแบบร่าง แล้วเดินตามความทรงจำของร่างเดิมไปยังโรงตีเหล็ก เขาออกจากประตูมุ่งตรงไปทางตะวันออก
เมื่อมาถึงโรงตีเหล็ก นายช่างเหล็กมองแบบร่างในมือของหลี่ฉางอันด้วยความสงสัย
"นี่… นี่คืออะไรกัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย"
หลี่ฉางอันแยกทำเครื่องหมายบนสิ่งที่อยู่ในแบบร่างอย่างชัดเจน
"พี่ใหญ่ทำตามที่เขียนไว้ในนี้ก็พอ เงินข้าจ่ายให้ก่อนได้"
นายช่างเหล็กเดิมที้าปฏิเสธ สองหม้อนั้นก็ว่าไปอย่าง แต่สำคัญคือกรวยที่มีท่อเหล็กเรียวยาวอยู่ที่ก้น นั่นเป็สิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจริง ๆ
แต่เมื่อเห็นเงินก้อนที่หลี่ฉางอันหยิบออกมา นายช่างเหล็กก็ไม่พูดอะไรอีก รีบเรียกลูกมือให้เริ่มทำงานทันที
หม้อสองใบมีพร้อมอยู่แล้ว
กุญแจสำคัญก็คือแผ่นเหล็กที่ปิดผนึกอยู่ด้านนอก ห่อหุ้มโครงไว้ รวมถึงกรวยที่มีท่อเหล็กเชื่อมติดอยู่
รอคอยไปมาเป็เวลาหนึ่งชั่วยาม
ลูกมือสองคนบวกกับตัวนายช่างเหล็กเอง รวมกันสามคนจึงทำมันออกมาได้สำเร็จ
จ่ายเงินไปแล้วยังได้รับเงินทอนกลับมาเจ็ดร้อยอีแปะ
ขอร้องให้ลูกมือช่วยขนกลับบ้าน
หลิ่วจืออินมองดูสิ่งของรูปร่างประหลาดตรงหน้า รอจนลูกมือจากโรงตีเหล็กกลับไปแล้ว นางจึงหันดวงตากลมโตอันอ่อนโยนไปทางหลี่ฉางอัน
"น้องรอง นี่คือหม้อ์ที่เ้าเคยบอกใช่หรือไม่"
"ถูกต้อง เมื่อมีหม้อ์ใบนี้แล้ว สุราของบ้านเราต่อไปจะเป็ที่้าจนไม่พอขายในอำเภอหลินแน่นอน!"
หลี่ฉางอันและหลิ่วจืออินช่วยกันติดตั้งหม้อ์ไว้บนเตา
"น้องรอง หม้อ์นี้ จะสามารถหมักสุราชั้นดีได้จริงหรือ"
หลิ่วจืออินยังคงครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย
"พี่สะใภ้วางใจได้ เพียงลองดูก็จะรู้" หลี่ฉางอันกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ทั้งสองขนไหเหล้ามาจากร้านเหล้า เทลงในหม้อ แล้วเทน้ำเย็นลงไปในหม้ออีกใบที่อยู่้า
จุดไฟต้มเหล้า
เมื่อหยดน้ำเหล้าใสแวววาวค่อยๆ หยดลงมาจากท่อเหล็กเรียวยาว ค่อย ๆ มีกลิ่นหอมของเหล้าเข้มข้นแผ่ขจรไปทั่วครัว
หลิ่วจืออินเบิกตากว้าง มองไปทางหลี่ฉางอันอย่างเหลือเชื่อ
นางที่หมักเหล้ามาหลายปี จะไม่รู้ถึงความล้ำค่าของน้ำเมรัยใสบริสุทธิ์นี้ได้อย่างไร
หลังจากจิบเพียงเล็กน้อย หลิ่วจืออินยิ่งมั่นใจว่านี่คือเหล้าที่ดีที่สุดในอำเภอหลินแล้ว
มีเหล้าแบบนี้แล้ว ยังต้องกังวลอีกหรือว่าจะขายไม่ออก
ในชั่วขณะนั้น หลิ่วจืออินร้องไห้ด้วยความปีติยินดี
หลี่ฉางอันก็ลองจิบเข้าปาก
ถึงแม้ว่าคุณภาพของหม้อแรกจะธรรมดาทั่วไป แต่ก็ยังดีกว่าสุราที่มีมาก่อนหน้านั้นมากนัก
รอจนกระทั่งน้ำเย็นในหม้อ้าเริ่มร้อนขึ้น จึงเปลี่ยนเป็น้ำเย็นหม้อที่สอง
เวลานั้น น้ำเหล้าที่ออกมา จะมีรสชาติดียิ่งขึ้น
นี่ก็คือ… เหล้าขาวกลั่นหรือ ‘เหล้าเอ้อกัวโถว’ แบบดั้งเดิม!
หลี่ฉางอันกำลังปลาบปลื้มใจ ทันใดนั้นกลิ่นหอมปะทะจมูก ตัวเขาถูกหลิ่วจืออินกอดเอาไว้อย่างแแ่ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงสะอื้นที่นางพยายามกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ
"พี่... พี่สะใภ้? ท่าน… เป็อะไรไป"
"ไม่มีอะไร พี่สะใภ้ดีใจ พี่สะใภ้ดีใจ..."
หลี่ฉางอันร่างกายแข็งทื่อ มือที่ยกขึ้นไม่กล้าวางลง