ณ สวนดอกไม้แห่งหนึ่ง
ที่นี่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีแดงแบ่งบานอยู่เต็มไปหมดกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ในระหว่างที่อลิเซียชื่นชมดอกไม้อยู่นั้นสุดสายตามองเห็นเป็หญิงสาวรูปร่างสมส่วน ผิวพรรณดี ผมดำเงางามยาวสลวย ยืนตัดแต่งกุหลาบลงใส่แจกันเธอใส่เดรสสีดำรัดรูปเข้ากับหุ่น ดูมีเสน่ห์แม้เธอหันหลังอยู่
“สวัสดีเอิ่ม ข้าน่าจะหลงทาง สวนแห่งนี้เป็ของท่านเหรอ ดอกไม้เหล่านี้สวยมากแต่ข้าหาทางออกจากที่นี่มาสักพักก็เดินวนกลับมาที่เดิม ท่านช่วยบอกทางข้าหน่อยได้ไหม”อลิเซียพยายามพูดคุยกับคนตรงหน้าแต่หญิงผู้นั้นไม่หันหลังกลับมาแม้แต่นิดยังคงจัดดอกไม้ต่อไป
“ช่วยข้าหน่อยสิช่วยจับก้านนี้ให้ข้าหน่อย ข้าตัดไม่ถนัด”หญิงคนนั้นพูดในขณะที่ยังหันหลังอยู่
“ได้สิ”อลิเซียรีบรุดเข้าไปช่วยจับ
“โอ๊ย!!โดนหนามตำซะแล้ว เจ็บชะมัด”อลิเซียจับมือตัวเองเพื่อดูแผล เืไหลออกมาไม่หยุดแล้วแปลกใจในความเ็ป แค่หนามกุหลาบไม่น่าจะเจ็บขนาดนี้ ปกติถ้าเป็าแเล็กๆน้อยๆจะรักษาตัวเองได้อยู่แล้วแต่นี่แผลกลับไม่หายซะที
“มาให้ข้าดูหน่อยนี่คือกุหลาบสีเืเป็กุหลาบมีพิษ แต่พิษนี้จะทำอันตรายแต่กับพวกแวมไพร์เท่านั้นเป็สายพันธุ์ที่ข้าเพาะพันธุ์มาเพื่อไว้ใช้จัดการพวกแวมไพร์โดยเฉพาะมันอาจไม่ถึงตาย แต่สร้างความทรมานได้พอสมควร”หญิงคนนั้นจับมืออลิเซียไปดูแผลแล้วใช้ลิ้นเลียเืที่นิ้วจนแผลแห้งไป อลิเซียอึ้งกับสถานการณ์ตรงหน้าแต่ตัวก็แข็งทื่อขยับไปได้
“รสััช่างพิเศษเืของผู้ใช้มนตราโลหิต”แล้วจู่ๆเถาวัลย์หนามก็ค่อยๆเลื้อยมารัดตัวอลิเซียไว้ยิ่งรัดแน่น เืก็ยิ่งไหลออกมาตามหนามเ่าั้และเหมือนมันก็กำลังดูดกลืนเืของเธอ
“ท่านจะทำอะไรทำไมต้นไม้พวกนี้มันมีชีวิต ปล่อยข้านะ”อลิเซียพยายามขัดขืนแต่ไม่เป็ผล
“จงยอมมอบร่างให้ข้าอลิเซียแล้วข้าจะจัดการพวกตระกูลรอยด์ให้สิ้นซาก ครอบครัวเ้าจะได้เป็อิสระ”พูดจบหญิงคนนั้นค่อยๆใช้มือล้วงมาตรงอกของอลิเซียแล้วพยายามจะควักหัวใจออก อลิเซียกรี๊ดร้องด้วยความเ็ป ภาพสุดท้ายที่เห็นคือหัวใจเธอหลุดออกไปอยู่ในมือผู้หญิงคนนั้นแล้วเธอก็สะดุ้งตื่น
กรี๊ด!!!!!!!!
“ไม่นะไม่ๆ”อลิเซียพูดพลางปัดป้องอะไรบางอย่างให้พ้นตัว
“อลิเซียเป็อะไร กรี๊ดลั่นเลย”มาร์คัสประคองอลิเซียไว้
“ฉะ ฉันฉันโดนควักหัวใจ”
“ใครจะไปทำแบบนั้นกับเธอได้ฝันร้ายรึเปล่า”มาร์คัสพยายามปลอบใจ
“นี่ฉันฝันไปเหรอแต่มันเหมือนจริงมาก ในฝันคนๆนั้นเป็ผู้หญิงที่สวยมาก หุ่นดี สวมเดรสดำเข้ารูป ดวงตานางดูเศร้าๆแต่นางรู้จักฉัน ฉันจำได้นะว่าไม่เคยเจอนางมาก่อน นางยังเพาะพันธุ์กุหลาบผีสิงด้วยนะ กุหลาบพวกนั้นมันเลื้อยมารัดตัวฉันหนามกุหลาบก็ทิ่มทั่วตัวแล้วก็ดูดเืไปจากฉันด้วย มันแปลกที่เจ็บมากเพราะปกติถ้าไม่ใช่พวกเหล็กเงินบริสุทธิ์หรืออาวุธพิเศษก็ทำอะไรฉันไม่ได้อยู่แล้ว แผลก็รักษาตัวเองไม่ได้ ขนาดตอนนี้ยังรู้สึกเจ็บอยู่เลยเลย นี่ไงมีรอยซ้ำด้วย”อลิเซียเปิดเสื้อขึ้นโชว์รอยช้ำให้มาร์คัสดู
“จริงด้วยเธอมีรอยช้ำทั่วตัวเลย”มาร์คัสรีบเช็คดูแผลของอลิเซีย
“นางคือบาบาร่า แม่มดคนแรกที่ใช้มนตราโลหิตได้”แม่มดมาเรียพูดพลางเดินเข้ามาในห้อง
“เพราะเมื่อวานเ้าใช้พลังนั้นจนเกือบจะถึงขีดจำกัดนางคงััได้ และคงไม่ใช่แค่นาง ตอนนี้หลายๆคนคงรับรู้ได้แล้วว่ามีผู้ใช้พลังนี้ได้อีกครั้งพวกขุนนางาุโ คงแทบนั่งไม่ติด”
“แล้วตอนนี้แม่มดบาบาร่านางอยู่ที่ไหน แล้วทำไมถึงอยากได้ร่างข้า”
“ร่างของนางคงโดนทำลายไปแล้วหรือไม่ก็ถูกซ่อนไว้ที่ไหนสักที่หนึ่งส่วนจิตนางโดนขังไว้ที่ดาร์กโฮลในเฮเดสเซีย”
“ข้าเคยได้ยินเื่นางมาบ้าง คิดว่าเป็เื่หลอกเด็กจะห้ามไม่ให้เข้าไปลองดีในป่าต้องสาปซะอีก”มาร์คัสพูดขึ้น
“ดาร์กโฮลเลยเหรอถึงกับต้องแยกตัวกับจิต นางทำผิดอะไรถึงต้องลงโทษกันขนาดนั้น”อลิเซียถามต่อ
“อันที่จริงหัวใจนางก็โดนควักแยกออกมาไว้อีกที่หนึ่งพวกนั้นคิดว่าการหัวใจจะทำให้สามารถควบคุมหรือใช้พลังนั้นได้ เลยลองทำพิธีหลายอย่างกับหัวใจนั่นแต่ก็ไม่มีผลอะไรต่อการพลังอย่างที่บอกว่าพลังเลือกเ้าของตอนนี้หัวใจนั้นจะมีปฏิกิริยาเมื่อมีผู้ใช้พลังนี้อีกครั้งดาร์กลอร์ดจึงให้พวกขุนนางเก็บรักษาหัวใจไว้อย่างดี เพื่อตรวจจับผู้ใช้พลังจะได้รีบกำจัดทิ้งซะ”มาเรียพูดพลางนั่งลงเก้าอี้
“อ๋อนางเลยทำแบบเดียวกันให้ข้าเห็นในฝัน แล้วทำไมถึงไม่กำจัดบาบาร่า แยกจิตนางไว้ทำไม”อลิเซียถาม
“คงคิดว่าสักวันนึงอาจจะหาวิธีควบคุมนางได้และได้ใช้งานนางแต่ตอนนี้พอมีเ้าที่ใช้พลังได้หลายฝ่ายคงเพ่งเล็งมาที่เ้ากันหมดและคงอยากได้เ้าเป็พวก”
“พลังนี่มันวิเศษขนาดนั้นเลยเหรอข้าไม่ได้้ามันเลยด้วยซ้ำ”
“พลังนี้ได้รับมาจากการร้องขอต่อเทพเ้าโดยแม่มดยุคแรกๆ เพื่อใช้จัดการกับสิ่งที่เป็ะและเพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอดังนั้นพวกาุโและดาร์กลอร์ดจึงกลัวในพลังนี้ เพราะมันใช้จัดการได้แม้กับพวกที่เป็ะแต่ก็ใช่ว่าเ้าจะเดินดุ่มๆเข้าไปจัดการพวกนั้นง่ายๆ ดาร์ดลอร์ดมีอายุเป็พันๆปี แข็งแกร่งมากอยู่เ้ายังต้องฝึกควบคุมพลัง ก่อนที่มันจะคุมเ้า”
“ข้าจะพยายามละกันเล่าเื่บาบาร่าให้ข้าฟังหน่อยสิท่านมาเรีย”
“ข้าเล่าได้เท่าที่ข้าพอจะรู้นะ”