แสงแดดอ่อนยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสเข้ามายังโถงกว้างขวางของชั้นสองอย่างอบอุ่น
กลิ่นอายไม้เก่าจากชั้นหนังสือขนาดใหญ่ลอยฟุ้งเบาบางในอากาศ
มันเป็นกลิ่นที่ผสมผสานระหว่างคัมภีร์เวทโบราณ แผนที่มิติกระดาษหนัง และกลิ่นชาสมุนไพรร้อนๆ ที่พัดวนอยู่ในห้องนั่งเล่นหลากมิติ
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ อบอวลไปด้วยไออุ่นชวนให้รู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายจิตใจอย่างประหลาด
เอลวิน่า พนักงานเสิร์ฟสาวเผ่าเอลฟ์ กำลังยืนจัดระเบียบหนังสืออยู่หน้าชั้นวางไม้โอ๊คตัวสูง
เธอขยับนิ้วมือเรียวงามอย่างตั้งใจพลางพึมพำอักขระมนตราสายลมเสียงแผ่วเบา
*ฟู่...*
ละอองเวทมนตร์สีเขียวมรกตบางเบาไหลเวียนรอบปลายนิ้วของเธอ ราวกับเส้นด้ายเวทมนตร์ที่กำลังร่ายรำไปในอากาศ
เศษฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามซอกมุมของหนังสือเล่มเก่าค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมารวมกันเป็นก้อนกลมเล็กๆ
ก่อนที่เอลวิน่าจะแผ่กระแสลมอ่อนโยนควบคุมให้ก้อนฝุ่นนั้นตกลงสู่ถังขยะไม้ข้างโต๊ะอย่างแม่นยำ
"คุมทิศทางลมได้ดีขึ้นมากเลยครับเอลวิน่า แทบไม่มีละอองฝุ่นกระจายออกมาเลย"
นนท์ละสายตาจากสมุดบันทึกของปู่เอกที่เขากำลังเปิดอ่านอยู่บนโต๊ะกาแฟตัวยาว พลางส่งยิ้มให้พนักงานเสิร์ฟคนเก่ง
เอลวิน่ายกมือขึ้นปาดเหงื่อบางเบาบนหน้าผาก เส้นผมสีเงินยาวสลวยสะท้อนแสงแดดประกายสีรุ้งระยิบระยับ
"ขอบคุณค่ะพี่นนท์! เพราะเขตป้องกันระบบในร้านช่วยปรับสภาพการไหลเวียนของมานาธรรมชาติให้เสถียรขึ้นเยอะเลยค่ะ"
เธอยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ดวงตาสีเขียวมรกตคู่โตฉายแววภาคภูมิใจในความก้าวหน้าของตนเอง
"ตอนนี้เสิร์ฟข้าวหรือปัดกวาดเช็ดถูชั้นสอง ฉันก็แทบไม่ต้องเดินไปขยับตัวทำเองแล้วล่ะค่ะ สะดวกสบายสุดๆ เลย"
ชั้นสองแห่งนี้เพิ่งถูกปลดล็อกหลังจากที่ร้านอัปเลเวลขึ้นสู่เลเวล 15
มันเป็นพื้นที่โถงกว้างขวางขนาดใหญ่โตซึ่งขัดแย้งกับขนาดตึกแถวภายนอกฝั่งโลกมนุษย์ย่านเยาวราชอย่างสิ้นเชิง
หนังสืออักขระมนตรา คัมภีร์เวท แผนที่มิติ และบันทึกปริศนามากมายที่ลูกค้าต่างมิติมอบให้ ถูกจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่บนชั้นวางสูงจรดเพดาน
ตรงกลางโถงมีโซฟาบุนวมหนานุ่มสีน้ำตาลเข้มจัดวางล้อมรอบโต๊ะไม้ ชวนให้ผู้มาเยือนทิ้งตัวลงพักผ่อนได้ทั้งวัน
ทว่าในระหว่างที่ความสงบสุขกำลังปกคลุมไปทั่วห้องสมุดมิตินั้นเอง
*กุกกัก... กุกกัก...*
เสียงเสียดสีและเคาะเคว้งแปลกประหลาดดังขึ้นจากบานหน้าต่างคู่ทองเหลืองโบราณฝั่งตะวันออก
มันเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เป็นเสมือนประตูทางเชื่อมประตูมิติที่สามไปสู่ 'จักรวรรดิสัตว์อสูร'
สายลมอุ่นชื้นที่พัดพากลิ่นอายป่าดิบชื้น ดินโคลนหลังฝนตก และกลิ่นมานาเข้มข้นโชยเข้ามาตามรอยแยกหน้าต่าง
นนท์สะดุ้งตัวลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ พลางขยับแว่นตาทรงกลมสีทองเหลืองบนดั้งจมูกให้กระชับ
เอลวิน่าขยับก้าวมาบังด้านหน้าของนนท์ทันที ละอองเวทสายลมในมือของเธอหมุนวนหนาแน่นขึ้นเพื่อเตรียมรับมือภัยคุกคาม
*ปัง!*
บานหน้าต่างทองเหลืองโบราณถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจนชนกับผนังห้อง
*ฟุ่บ!*
เงาร่างสายหนึ่งกระโจนข้ามขอบหน้าต่างเข้ามาด้วยความเร็วสูง
เธอเสียหลักทันทีที่เท้าเหยียบลงบนพื้นไม้ของร้าน ก่อนจะลอยตัวไปล้มลงก่ายบนโซฟาบุนวมหนานุ่มสีน้ำตาลตรงกลางโถง
*ตุบ!*
ร่างบางจมหายลงไปในเบาะนุ่มของโซฟากลางห้อง ก่อนจะพยายามดึงตัวเองขึ้นมาอย่างทุลักทุเลและหอบหายใจรัวเร็ว
นนท์และเอลวิน่าเบิกตากว้างจ้องมองไปยังผู้มาเยือนหน้าใหม่ด้วยความตื่นตะลึง
เธอเป็นเด็กสาวครึ่งสัตว์อสูรที่มีลักษณะโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
ใบหูจิ้งจอกขนฟูหนาสีแดงเพลิงคู่ใหญ่บนกลุ่มผมสีแดงส้มกำลังลู่ออกด้านข้างด้วยความหวาดระแวง
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือหางจิ้งจอกเก้าหางสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟที่พริ้วไหวอยู่เบื้องหลัง
หางทั้งเก้าของเธอกำลังส่ายวนกวัดแกว่งไปมาอย่างไร้ทิศทาง แสดงถึงสภาวะจิตใจที่สับสนและตื่นตระหนกขีดสุด
เธอสวมใส่ชุดผ้าไหมทอสีทองโบราณที่สลักลวดลายเมฆามงคลอย่างหรูหราประณีตประดับดิ้นทองคำ
ทว่าในยามนี้ เสื้อผ้าที่เคยงดงามกลับขาดวิ่นจนมองเห็นผิวขาวผุดผ่องข้างใน และมีคราบดินโคลนสีดำเปรอะเปื้อนไปทั่ว
ตามเนื้อตัวของเธอมีรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ จากการฝ่าพงหนามและผืนป่าทึบเพื่อหลบหนีการตามล่า
"แฮ่ก... แฮ่ก... หนีพ้น... แล้วหรือ?"
เสียงหอบหายใจอย่างอ่อนล้าดังมาจากปากบางสีชมพูระเรื่อ
ดวงตาสีทองอำพันคู่โตสั่นระริกด้วยความหวาดระแวงภัยอย่างรุนแรง
เธอแอบหนีภัยการเมืองและการชิงอำนาจภายในขั้วอำนาจอันแสนดุร้ายของจักรวรรดิสัตว์อสูรมาไกลหลายร้อยลี้
ลี่เหม่ยพยายามดันตัวลุกขึ้นนั่งบนโซฟานุ่ม พลางจ้องมองมนุษย์หนุ่มและเอลฟ์สาวตรงหน้าด้วยสายตาดุดันระแวดระวัง
"พวกเจ้า... พวกเจ้าเป็นใครกัน? ที่นี่คือดินแดนของขั้วอำนาจใดในป่าอสูร!"
น้ำเสียงของเธอยังคงพยายามแฝงความถือดีและทรงอำนาจแบบราชวงศ์ชั้นสูงเอาไว้
หางทั้งเก้าของเธอพองฟูขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อสะกดข่มศัตรูตามสัญชาตญาณป่า
แต่ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนเกือบจะเกิดการปะทะนั้นเอง
*โครก...*
เสียงท้องร้องคำรามดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะความตึงเครียดในพริบตา
มันเสียงดังจนก้องสะท้อนไปตามชั้นหนังสือไม้โบราณที่ตั้งอยู่รอบตัว
ลี่เหม่ยชะงักกึก ใบหน้าขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูจิ้งจอกขนฟูทั้งสองข้าง
หางทั้งเก้าที่เคยพองฟูลู่ลงแนบลำตัวทันทีราวกับลูกสุนัขตกน้ำด้วยความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง
"เอ่อ... คือ..."
เอลวิน่าลดมือที่เตรียมใช้เวทมนตร์ลงทันที พลางมองแขกจิ้งจอกสาวตรงหน้าด้วยความเห็นใจอย่างที่สุด
เธอนึกถึงภาพของตัวเองในอดีตที่เคยหนีซัดเซพเนจรมาจากป่าที่ถูกทำลายอย่างไร้จุดหมาย
"ไม่ต้องกลัวนะคะ ที่นี่คือร้านหลบมุมคาเฟ่ค่ะ เป็นเขตปลอดภัยที่ห้ามใช้ความรุนแรงทุกชนิด"
เอลวิน่าขยับก้าวเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง พลางใช้น้ำเสียงอ่อนโยนในการเจรจา
"คุณหนีอะไรมาเหรอคะ? ร่างกายดูอิดโรยมาก แถมยังไม่ได้ทานอะไรมานานแล้วแน่ๆ เลย"
ลี่เหม่ยขบกรามแน่น พลางดันตัวเองถอยหลังจนชิดมุมโซฟาอย่างถือดี
"ข้า... ข้าหาได้หิวโหยไม่! ข้าคือลี่เหม่ย... ผู้สืบสายเลือดจิ้งจอกเก้าหางชั้นสูงแห่งจักรวรรดิสัตว์อสูร!"
เธอยังคงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและวางท่าสงบเสงี่ยมอย่างทระนง
"ข้าไม่ต้องพึ่งพาอาหารหรือความช่วยเหลือจากอมนุษย์ชั้นต่ำหรือมนุษย์ธรรมดาเช่นพวกเจ้า!"
*โครก... โครกกก...*
แต่เสียงท้องของเธอกลับส่งเสียงประท้วงรอบสองดังสนั่นยิ่งกว่าเดิมราวกับจงใจกลั่นแกล้งเจ้าของร่าง
ลี่เหม่ยรีบยกมือกุมท้อง ใบหน้าแดงซ่านจนแทบจะคั้นหยดเลือดออกมาได้
เธอกัดริมฝีปากแน่นพลางเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของคนทั้งคู่
นนท์หัวเราะเบาๆ ในลำคอด้วยความเอ็นดู
เขาเคยพบเจอแขกต่างมิติที่มีนิสัยถือดีในเกียรติยศและพลังมาแล้วหลายคน
ยิ่งพวกที่มีสายเลือดสูงส่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งยอมรับความอ่อนแอและความต้องการทางร่างกายได้ยากเท่านั้น
"ยินดีต้อนรับสู่ร้านหลบมุมคาเฟ่ครับคุณลี่เหม่ย"
นนท์กระชับผ้ากันเปื้อนลายแมวส้มของตนเอง พลางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยท่าทีเป็นมิตรและนุ่มนวล
"ข้างนอกนั่นคุณจะผ่านศึกสงครามมิติไหนมา หรือเป็นใครในต่างโลกก็ตาม แต่เมื่อก้าวเข้ามาในร้านนี้... ทุกคนเท่ากันหมดครับ นั่นคือเป็นลูกค้าที่กำลังหิว"
เขาสบตากับดวงตาสีทองอำพันของจิ้งจอกสาวอย่างจริงใจไร้การล้อเลียน
"และหน้าที่ของผมคือการเสิร์ฟอาหารอุ่นๆ ให้คนหิวได้อิ่มท้องครับ"
"ข้าบอกว่าข้าไม่..."
"บ่ายวันนี้อากาศบนชั้นสองเงียบสงบดีนะครับ"
นนท์พูดแทรกด้วยรอยยิ้มละมุนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกขัดเขินกับคำปฏิเสธของตัวเอง
"พอดีผมกำลังจะลองปรุงของหวานอุ่นๆ สูตรพิเศษของโลกผมดูพอดีเลยครับ จะดีมากถ้าคุณลี่เหม่ยช่วยเป็นเกียรติลองชิมและประเมินรสชาติให้ผมหน่อย"
ลี่เหม่ยเหลือบตามามองมนุษย์สวมแว่นด้วยความลังเลและแปลกใจ
"ของหวานอุ่นๆ... งั้นหรือ?"
พยางค์ท้ายของเธอแผ่วเบาลง แฝงไปด้วยความสนใจปนเปกับความหิวที่ทวีคูณเมื่อได้ยินคำว่าอาหาร
"ใช่ครับ ของหวานอุ่นๆ รสชาติเหนียวนุ่มหวานละมุน ทานคู่กับนมสดแพะอุ่นๆ รับรองว่าช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและผ่อนคลายขึ้นแน่นอนครับ"
นนท์พยักหน้ารับคำอย่างใจเย็น
"รอสักครู่นะครับ เอลวิน่ารบกวนขอกล่องนมแพะอุ่นจากระบบในคลังมาเตรียมไว้ด้วยนะ"
"รับทราบค่ะพี่นนท์!"
นนท์หมุนตัวเดินลงบันไดไม้กลับเข้าสู่ห้องครัวชั้นล่างทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา
เขาตัดสินใจเลือกปรุงเมนูไทยโบราณที่แสนละเมียดละไมอย่าง "ขนมพระพาย" เมนูของหวานที่เหมาะสมกับจิ้งจอกเก้าหางผู้ถือตัวและหยิ่งทระนง
นนท์เดินไปหน้าเคาน์เตอร์ครัวเตาอั้งโล่มนตราที่แผ่ไอร้อนสีส้มม่วงจางๆ ดูสวยงามสลักลวดลายดวงดาวเรืองแสง
เขาเปิดระบบคลังระบบเพื่อดึงวัตถุดิบแป้งข้าวเหนียวชั้นดีฝั่งโลกมนุษย์ที่มีความเหนียวนุ่มเป็นพิเศษออกมา
นนท์เทแป้งข้าวเหนียวลงในอ่างผสมไม้ ค่อยๆ พรมน้ำใบเตยคั้นสดสีเขียวพาสเทลเข้มข้นลงไปทีละน้อยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมธรรมชาติ
*นวด... นวด...*
ฝ่ามือของเขานวดคลึงแป้งอย่างเบามือและสม่ำเสมอ
จนกระทั่งเนื้อแป้งนุ่มเนียนเข้ากันดี ไม่ติดมือ และแผ่กลิ่นหอมสะอาดของใบเตยโชยออกมาระคนกัน
จากนั้นเขานำไส้ถั่วเขียวกวนสีเหลืองทองเนื้อเนียนละเอียดที่กวนจนแห้งสนิทได้ที่มาปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ พอดีคำ
นนท์แผ่แป้งข้าวเหนียวสีเขียวใบเตยออกเป็นแผ่นบาง นำไส้ถั่วกวนมาวางตรงกลาง แล้วใช้นิ้วมือห่อแป้งคลุมไส้จนมิด ปั้นเป็นก้อนกลมมนอย่างบรรจง
เขาทำอย่างนี้ทีละลูกจนได้ขนมพระพายเรียงรายบนถาดแป้งนุ่มเกือบสิบลูก
นนท์ตั้งลังถึงบนเตาอั้งโล่มนตรา
*ซู่...*
ไอน้ำร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมาเมื่อน้ำด้านล่างเดือดจัดผ่านเปลวไฟสีม่วงที่ไร้เขม่าควันของเตามนตรา
เขาเรียงขนมพระพายลงไปนึ่งอย่างระมัดระวัง
ระหว่างที่รอแป้งสุก นนท์หันมาปรุงน้ำกะทิสดสำหรับราดหน้าขนมพระพาย
เขาเทหัวกะทิสดสีขาวข้นขรึมลงในหม้อทองเหลืองใบเล็ก เติมเกลือตัดรสเค็มปลายลิ้นเล็กน้อยเพื่อดึงความมันกะทิออกมา
และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดแผงระบบเพื่อเรียกใช้ 'น้ำตาลมนตรา' (Mana Sugar) สูตรพิเศษฟื้นฟูสภาพอารมณ์และจิตวิญญาณ
ผงน้ำตาลมนตราเปล่งประกายสีทองระยิบระยับดุจละอองดาวตกโปรยปรายลงไปผสานกับเนื้อกะทิสดร้อนๆ
*คน... คน...*
กลิ่นหอมหวานมันของหัวกะทิผสมผสานกับความหวานนุ่มนวลของน้ำตาลมนตราและกลิ่นใบเตยลอยฟุ้งไปทั่วครัว
มันเป็นกลิ่นหวานที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดทอนความตึงเครียดของจิตวิญญาณได้อย่างน่าประหลาด
เมื่อขนมพระพายถูกนึ่งจนสุก แป้งข้าวเหนียวสีเขียวใบเตยภายนอกเปลี่ยนเป็นกึ่งโปร่งใสสะท้อนประกายฉ่ำเงาวาววับ
นนท์จัดขนมพระพายสีเขียวมรกตแป้งนุ่มหนึบวางเรียงลงในถ้วยกระเบื้องดินเผาสีขาวนวล
ก่อนจะตักหัวกะทิสดผสมน้ำตาลมนตราสีขาวข้นราดทับลงไปจนชุ่มโชก
ส่งผลให้กลิ่นหอมมันร้อนๆ พวยพุ่งอบอวลขึ้นมาในทันทีชวนน้ำลายสอ
เอลวิน่าเดินเข้ามาในครัวพอดีพร้อมกับนมแพะอุ่นสีขาวนวลในแก้วดินเผาที่ส่งควันร้อนลอยเอื่อย
"น่าทานมากเลยค่ะพี่นนท์ กลิ่นหวานละมุนลอยไปถึงชั้นสองแล้วนะคะเนี่ย"
"ไปกันครับ เดี๋ยวแขกของเราจะถอดใจไปซะก่อน"
นนท์ยิ้มพลางยกถาดไม้ประคองถ้วยขนมพระพายมนตราและนมอุ่นขึ้นไปยังชั้นสองอีกครั้ง
ลี่เหม่ยยังคงนั่งกอดอกอยู่บนโซฟา หางทั้งเก้าของเธอขยับกวัดแกว่งไปมาอย่างกระวนกระวายใจ
กลิ่นหอมหวานของกะทิสดและใบเตยลอยนำมาก่อนตัวถาดอาหารเสียอีก
*สูด...*
จมูกจิ้งจอกเก้าหางขยับฟุดฟิด ดมกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในจักรวรรดิสัตว์อสูร
กลิ่นหอมมันหวานอุ่นๆ ช่วยกระตุ้นน้ำลายให้สอเต็มปากจนแทบจะอดรนทนไม่ไหว
นนท์วางถาดไม้ลงบนโต๊ะกาแฟไม้โอ๊คเบาๆ
" 'ขนมพระพายมนตรา' ครับ ทานร้อนๆ จะอร่อยที่สุดครับ"
นนท์แนะนำเมนูด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางยื่นช้อนกระเบื้องคันเล็กให้เธอ
ลี่เหม่ยมองขนมสีเขียวกลมมนน่ารักที่อาบชุ่มด้วยซอสกะทิสดสีขาวสะอาดตา
ความประณีตบรรจงของอาหารตรงหน้าดึงดูดสายตาของเจ้าหญิงจิ้งจอกผู้คุ้นเคยกับความหรูหราเป็นอย่างดี
มือบางสีขาวนวลสั่นระริกเล็กน้อยขณะยื่นมารับช้อนกระเบื้องไปถือไว้
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความหิว พลางตักขนมพระพายมนตราขึ้นมาหนึ่งลูกพร้อมกับราดซอสกะทิสดให้ชุ่มชื่น
*เป่า... เป่า...*
ริมฝีปากบางเป่าไล่ไอความร้อนเบาๆ ก่อนจะส่งขนมพระพายเข้าปากไป
*งับ...*
ดวงตาสีทองอำพันของลี่เหม่ยเบิกกว้างขึ้นในทันทีที่ฟันขบลงบนเนื้อแป้งข้าวเหนียว
ความเหนียวนุ่มหนึบหนับของแป้งสอดรับกับลิ้นอย่างนุ่มนวลและลงตัว
ตามด้วยความหวานหอมละมุนลิ้นของไส้ถั่วเขียวกวนเนื้อเนียนละเอียดที่ละลายซึมซาบไปทั่วโพรงปาก
รสชาติเค็มมันเข้มข้นของหัวกะทิสดช่วยตัดความหวานไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตื่นตะลึงที่สุดคือสัมผัสอบอุ่นลึกล้ำที่แผ่กระจายออกมาจากขนมคำนั้น
*ฟู่ว...*
พลังแห่งน้ำตาลมนตราสูตรฟื้นฟูจิตวิญญาณละลายและกลายเป็นคลื่นความอบอุ่นสีทองแผ่ซ่านออกจากช่องท้อง
คลื่นพลังนั้นชะล้างความตึงเครียด ความหวาดระแวง และความตื่นตระหนกที่แฝงลึกอยู่ในจิตใจจากการหลบหนีภัยอันตรายมาหลายวัน
ความเหนื่อยล้าสะสมและความกดดันจนสมองตื้อตันค่อยๆ สลายหายไปราวกับหมอกควันยามเช้าที่ต้องแสงแดดอบอุ่น
สถานะความเครียดสะสมของเธอถูกชะล้างลดลงเรื่อยๆ จนเหลือศูนย์ในพริบตา
ร่างกายที่เคยสั่นเทาและเหน็บชาจากสายลมข้างนอกกลับมาอบอุ่นอบอวลไปด้วยพลังงานชีวิตที่เปี่ยมล้น
"นี่มัน... ขนมวิเศษชิ้นใดกัน..."
ลี่เหม่ยพึมพำ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้สั่นเครือและอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
หยาดน้ำตาบางเบารื้นขึ้นมาคลอเคลียดวงตาสีทองด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจ
ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยได้รับมาตลอดการเดินทางไกลทำให้เธอรู้สึกได้รับการเยียวยาจิตใจอย่างแท้จริง
*เคี้ยว... เคี้ยว...*
เธอลงมือตักขนมพระพายคำต่อไปเข้าปากอย่างรวดเร็วโดยลืมเลือนท่าทีถือดีไปจนหมดสิ้น
หางจิ้งจอกเก้าหางสีแดงเพลิงกวัดแกว่งไปมาในอากาศอย่างมีความสุขและผ่อนคลายสบายใจ
นนท์และเอลวิน่ายืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มละมุนใจ
ความอบอุ่นอันสงบแผ่ปกคลุมโถงชั้นสองอีกครั้ง
ลี่เหม่ยทานขนมพระพายจนหมดเกลี้ยงถ้วยไม่เหลือคราบกะทิ ก่อนจะยกแก้วนมแพะอุ่นขึ้นจิบตามอย่างช้าๆ
*อึก... อึก...*
เธอยกหลังมือขึ้นซับมุมปากเบาๆ ก่อนจะหันมามองนนท์และเอลวิน่าด้วยแววตาที่สงบนิ่งและนอบน้อมขึ้นกว่าตอนแรกมาก
"ข้า... ต้องขออภัยในท่าทีเสียมารยาทของข้าเมื่อครู่นี้ด้วย"
ลี่เหม่ยก้มศีษะลงเล็กน้อยอย่างสง่างามตามพิธีการของราชวงศ์สัตว์อสูร
"และขอขอบคุณสำหรับอาหารวิเศษมื้อนี้ มันช่วยชีวิตข้าและรักษาจิตวิญญาณที่เหนื่อยล้าของข้าเอาไว้จริงๆ"
"ด้วยความยินดีครับคุณลี่เหม่ย"
นนท์ยิ้มรับด้วยความสุภาพ
"หากข้าจะขอกบดานพักผ่อนและอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่บนชั้นสองนี้สักระยะ... จะได้หรือไม่?"
ลี่เหม่ยเอ่ยถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาลง แววตามีรอยวิงวอนขอพึ่งพิง
"ข้าไม่มีเงินของโลกใบนี้หรอกนะ แต่ข้ามีสิ่งนี้เพื่อตอบแทน..."
เธอเอื้อมมือเข้าไปในสาบเสื้อไหมทองคำ ก่อนจะหยิบเศษวัตถุสีประกายทองเรืองแสงชิ้นหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะ
มันคือ 'เศษอัญมณีไหมทองคำ' วัตถุระดับสูงของจักรวรรดิสัตว์อสูรที่ทอแสงเรืองรองระยิบระยับดุจเกล็ดดาวคำ
นนท์ส่งยิ้มอ่อนโยนให้เธอ
"ได้แน่นอนครับชั้นสองยินดีต้อนรับเสมอครับ พักผ่อนอ่านหนังสือตามสบายได้เลยนะครับ"
ทันทีที่นนท์แตะเศษอัญมณีไหมทองคำ แผงหน้าจอระบบสีฟ้าก็เรืองแสงขึ้นตรงหน้าเขาพร้อมส่งเสียงเตือนเบาๆ
*กริ๊ง!*
[ระบบตรวจพบไอเทมระดับสูง: เศษอัญมณีไหมทองคำ]
[ทำการประเมินค่าและแลกเปลี่ยนเข้าระบบ...]
[ปลดล็อกแต้มมิติสะสม: +50 แต้ม]
[แปลงค่าเงินสดฝั่งโลกมนุษย์: +2,000 บาท]
[ได้รับค่าประสบการณ์ร้านค้าสะสม: +220 EXP]
[ระดับร้านค้าในปัจจุบัน: เลเวล 15 (EXP สะสมเพิ่มเป็น 570 / 1,800)]
[ยอดเงินสะสมปัจจุบัน: 35,000 บาท (สะสมเพิ่มจากเดิม 33,000 บาท)]
นนท์ปิดหน้าต่างระบบลงด้วยความพึงพอใจและเก็บเศษอัญมณีไหมทองคำเข้าสู่คลังระบบ
เขามองไปยังลี่เหม่ยที่ตอนนี้เลือกหนังสือคัมภีร์เล่มหนึ่งมาเปิดอ่านบนโซฟาหนานุ่มอย่างสงบ
หางเก้าหางทอดตัวพาดเก้าอี้โซฟาอย่างผ่อนคลายไร้กังวลอีกต่อไป
ในคาเฟ่หลบมุมแห่งนี้... ปราศจากความขัดแย้งและการชิงอำนาจใดๆ
มีเพียงความเงียบสงบ กลิ่นหอมอบอุ่นของอาหาร และสายสัมพันธ์เล็กๆ ที่ค่อยๆ ถักทอร่วมกันอย่างนุ่มนวลและละมุนใจ
---