ร้านหลบมุมคาเฟ่: เปิดร้านอาหารเชื่อมต่างโลกกลางกรุงเทพฯ

    ตอนที่ 37: ลี่เหม่ย เจ้าหญิงจิ้งจอกเก้าหางผู้หิวโหย

    แสงแดดอ่อนยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสเข้ามายังโถงกว้างขวางของชั้นสองอย่างอบอุ่น

     

    กลิ่นอายไม้เก่าจากชั้นหนังสือขนาดใหญ่ลอยฟุ้งเบาบางในอากาศ

     

    มันเป็นกลิ่นที่ผสมผสานระหว่างคัมภีร์เวทโบราณ แผนที่มิติกระดาษหนัง และกลิ่นชาสมุนไพรร้อนๆ ที่พัดวนอยู่ในห้องนั่งเล่นหลากมิติ

     

    บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ อบอวลไปด้วยไออุ่นชวนให้รู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายจิตใจอย่างประหลาด

     

    เอลวิน่า พนักงานเสิร์ฟสาวเผ่าเอลฟ์ กำลังยืนจัดระเบียบหนังสืออยู่หน้าชั้นวางไม้โอ๊คตัวสูง

     

    เธอขยับนิ้วมือเรียวงามอย่างตั้งใจพลางพึมพำอักขระมนตราสายลมเสียงแผ่วเบา

     

    *ฟู่...*

     

    ละอองเวทมนตร์สีเขียวมรกตบางเบาไหลเวียนรอบปลายนิ้วของเธอ ราวกับเส้นด้ายเวทมนตร์ที่กำลังร่ายรำไปในอากาศ

     

    เศษฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามซอกมุมของหนังสือเล่มเก่าค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมารวมกันเป็นก้อนกลมเล็กๆ

     

    ก่อนที่เอลวิน่าจะแผ่กระแสลมอ่อนโยนควบคุมให้ก้อนฝุ่นนั้นตกลงสู่ถังขยะไม้ข้างโต๊ะอย่างแม่นยำ

     

    "คุมทิศทางลมได้ดีขึ้นมากเลยครับเอลวิน่า แทบไม่มีละอองฝุ่นกระจายออกมาเลย"

     

    นนท์ละสายตาจากสมุดบันทึกของปู่เอกที่เขากำลังเปิดอ่านอยู่บนโต๊ะกาแฟตัวยาว พลางส่งยิ้มให้พนักงานเสิร์ฟคนเก่ง

     

    เอลวิน่ายกมือขึ้นปาดเหงื่อบางเบาบนหน้าผาก เส้นผมสีเงินยาวสลวยสะท้อนแสงแดดประกายสีรุ้งระยิบระยับ

     

    "ขอบคุณค่ะพี่นนท์! เพราะเขตป้องกันระบบในร้านช่วยปรับสภาพการไหลเวียนของมานาธรรมชาติให้เสถียรขึ้นเยอะเลยค่ะ"

     

    เธอยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ดวงตาสีเขียวมรกตคู่โตฉายแววภาคภูมิใจในความก้าวหน้าของตนเอง

     

    "ตอนนี้เสิร์ฟข้าวหรือปัดกวาดเช็ดถูชั้นสอง ฉันก็แทบไม่ต้องเดินไปขยับตัวทำเองแล้วล่ะค่ะ สะดวกสบายสุดๆ เลย"

     

    ชั้นสองแห่งนี้เพิ่งถูกปลดล็อกหลังจากที่ร้านอัปเลเวลขึ้นสู่เลเวล 15

     

    มันเป็นพื้นที่โถงกว้างขวางขนาดใหญ่โตซึ่งขัดแย้งกับขนาดตึกแถวภายนอกฝั่งโลกมนุษย์ย่านเยาวราชอย่างสิ้นเชิง

     

    หนังสืออักขระมนตรา คัมภีร์เวท แผนที่มิติ และบันทึกปริศนามากมายที่ลูกค้าต่างมิติมอบให้ ถูกจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่บนชั้นวางสูงจรดเพดาน

     

    ตรงกลางโถงมีโซฟาบุนวมหนานุ่มสีน้ำตาลเข้มจัดวางล้อมรอบโต๊ะไม้ ชวนให้ผู้มาเยือนทิ้งตัวลงพักผ่อนได้ทั้งวัน

     

    ทว่าในระหว่างที่ความสงบสุขกำลังปกคลุมไปทั่วห้องสมุดมิตินั้นเอง

     

    *กุกกัก... กุกกัก...*

     

    เสียงเสียดสีและเคาะเคว้งแปลกประหลาดดังขึ้นจากบานหน้าต่างคู่ทองเหลืองโบราณฝั่งตะวันออก

     

    มันเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เป็นเสมือนประตูทางเชื่อมประตูมิติที่สามไปสู่ 'จักรวรรดิสัตว์อสูร'

     

    สายลมอุ่นชื้นที่พัดพากลิ่นอายป่าดิบชื้น ดินโคลนหลังฝนตก และกลิ่นมานาเข้มข้นโชยเข้ามาตามรอยแยกหน้าต่าง

     

    นนท์สะดุ้งตัวลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ พลางขยับแว่นตาทรงกลมสีทองเหลืองบนดั้งจมูกให้กระชับ

     

    เอลวิน่าขยับก้าวมาบังด้านหน้าของนนท์ทันที ละอองเวทสายลมในมือของเธอหมุนวนหนาแน่นขึ้นเพื่อเตรียมรับมือภัยคุกคาม

     

    *ปัง!*

     

    บานหน้าต่างทองเหลืองโบราณถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจนชนกับผนังห้อง

     

    *ฟุ่บ!*

     

    เงาร่างสายหนึ่งกระโจนข้ามขอบหน้าต่างเข้ามาด้วยความเร็วสูง

     

    เธอเสียหลักทันทีที่เท้าเหยียบลงบนพื้นไม้ของร้าน ก่อนจะลอยตัวไปล้มลงก่ายบนโซฟาบุนวมหนานุ่มสีน้ำตาลตรงกลางโถง

     

    *ตุบ!*

     

    ร่างบางจมหายลงไปในเบาะนุ่มของโซฟากลางห้อง ก่อนจะพยายามดึงตัวเองขึ้นมาอย่างทุลักทุเลและหอบหายใจรัวเร็ว

     

    นนท์และเอลวิน่าเบิกตากว้างจ้องมองไปยังผู้มาเยือนหน้าใหม่ด้วยความตื่นตะลึง

     

    เธอเป็นเด็กสาวครึ่งสัตว์อสูรที่มีลักษณะโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง

     

    ใบหูจิ้งจอกขนฟูหนาสีแดงเพลิงคู่ใหญ่บนกลุ่มผมสีแดงส้มกำลังลู่ออกด้านข้างด้วยความหวาดระแวง

     

    แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือหางจิ้งจอกเก้าหางสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟที่พริ้วไหวอยู่เบื้องหลัง

     

    หางทั้งเก้าของเธอกำลังส่ายวนกวัดแกว่งไปมาอย่างไร้ทิศทาง แสดงถึงสภาวะจิตใจที่สับสนและตื่นตระหนกขีดสุด

     

    เธอสวมใส่ชุดผ้าไหมทอสีทองโบราณที่สลักลวดลายเมฆามงคลอย่างหรูหราประณีตประดับดิ้นทองคำ

     

    ทว่าในยามนี้ เสื้อผ้าที่เคยงดงามกลับขาดวิ่นจนมองเห็นผิวขาวผุดผ่องข้างใน และมีคราบดินโคลนสีดำเปรอะเปื้อนไปทั่ว

     

    ตามเนื้อตัวของเธอมีรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ จากการฝ่าพงหนามและผืนป่าทึบเพื่อหลบหนีการตามล่า

     

    "แฮ่ก... แฮ่ก... หนีพ้น... แล้วหรือ?"

     

    เสียงหอบหายใจอย่างอ่อนล้าดังมาจากปากบางสีชมพูระเรื่อ

     

    ดวงตาสีทองอำพันคู่โตสั่นระริกด้วยความหวาดระแวงภัยอย่างรุนแรง

     

    เธอแอบหนีภัยการเมืองและการชิงอำนาจภายในขั้วอำนาจอันแสนดุร้ายของจักรวรรดิสัตว์อสูรมาไกลหลายร้อยลี้

     

    ลี่เหม่ยพยายามดันตัวลุกขึ้นนั่งบนโซฟานุ่ม พลางจ้องมองมนุษย์หนุ่มและเอลฟ์สาวตรงหน้าด้วยสายตาดุดันระแวดระวัง

     

    "พวกเจ้า... พวกเจ้าเป็นใครกัน? ที่นี่คือดินแดนของขั้วอำนาจใดในป่าอสูร!"

     

    น้ำเสียงของเธอยังคงพยายามแฝงความถือดีและทรงอำนาจแบบราชวงศ์ชั้นสูงเอาไว้

     

    หางทั้งเก้าของเธอพองฟูขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อสะกดข่มศัตรูตามสัญชาตญาณป่า

     

    แต่ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนเกือบจะเกิดการปะทะนั้นเอง

     

    *โครก...*

     

    เสียงท้องร้องคำรามดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะความตึงเครียดในพริบตา

     

    มันเสียงดังจนก้องสะท้อนไปตามชั้นหนังสือไม้โบราณที่ตั้งอยู่รอบตัว

     

    ลี่เหม่ยชะงักกึก ใบหน้าขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูจิ้งจอกขนฟูทั้งสองข้าง

     

    หางทั้งเก้าที่เคยพองฟูลู่ลงแนบลำตัวทันทีราวกับลูกสุนัขตกน้ำด้วยความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง

     

    "เอ่อ... คือ..."

     

    เอลวิน่าลดมือที่เตรียมใช้เวทมนตร์ลงทันที พลางมองแขกจิ้งจอกสาวตรงหน้าด้วยความเห็นใจอย่างที่สุด

     

    เธอนึกถึงภาพของตัวเองในอดีตที่เคยหนีซัดเซพเนจรมาจากป่าที่ถูกทำลายอย่างไร้จุดหมาย

     

    "ไม่ต้องกลัวนะคะ ที่นี่คือร้านหลบมุมคาเฟ่ค่ะ เป็นเขตปลอดภัยที่ห้ามใช้ความรุนแรงทุกชนิด"

     

    เอลวิน่าขยับก้าวเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง พลางใช้น้ำเสียงอ่อนโยนในการเจรจา

     

    "คุณหนีอะไรมาเหรอคะ? ร่างกายดูอิดโรยมาก แถมยังไม่ได้ทานอะไรมานานแล้วแน่ๆ เลย"

     

    ลี่เหม่ยขบกรามแน่น พลางดันตัวเองถอยหลังจนชิดมุมโซฟาอย่างถือดี

     

    "ข้า... ข้าหาได้หิวโหยไม่! ข้าคือลี่เหม่ย... ผู้สืบสายเลือดจิ้งจอกเก้าหางชั้นสูงแห่งจักรวรรดิสัตว์อสูร!"

     

    เธอยังคงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและวางท่าสงบเสงี่ยมอย่างทระนง

     

    "ข้าไม่ต้องพึ่งพาอาหารหรือความช่วยเหลือจากอมนุษย์ชั้นต่ำหรือมนุษย์ธรรมดาเช่นพวกเจ้า!"

     

    *โครก... โครกกก...*

     

    แต่เสียงท้องของเธอกลับส่งเสียงประท้วงรอบสองดังสนั่นยิ่งกว่าเดิมราวกับจงใจกลั่นแกล้งเจ้าของร่าง

     

    ลี่เหม่ยรีบยกมือกุมท้อง ใบหน้าแดงซ่านจนแทบจะคั้นหยดเลือดออกมาได้

     

    เธอกัดริมฝีปากแน่นพลางเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของคนทั้งคู่

     

    นนท์หัวเราะเบาๆ ในลำคอด้วยความเอ็นดู

     

    เขาเคยพบเจอแขกต่างมิติที่มีนิสัยถือดีในเกียรติยศและพลังมาแล้วหลายคน

     

    ยิ่งพวกที่มีสายเลือดสูงส่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งยอมรับความอ่อนแอและความต้องการทางร่างกายได้ยากเท่านั้น

     

    "ยินดีต้อนรับสู่ร้านหลบมุมคาเฟ่ครับคุณลี่เหม่ย"

     

    นนท์กระชับผ้ากันเปื้อนลายแมวส้มของตนเอง พลางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยท่าทีเป็นมิตรและนุ่มนวล

     

    "ข้างนอกนั่นคุณจะผ่านศึกสงครามมิติไหนมา หรือเป็นใครในต่างโลกก็ตาม แต่เมื่อก้าวเข้ามาในร้านนี้... ทุกคนเท่ากันหมดครับ นั่นคือเป็นลูกค้าที่กำลังหิว"

     

    เขาสบตากับดวงตาสีทองอำพันของจิ้งจอกสาวอย่างจริงใจไร้การล้อเลียน

     

    "และหน้าที่ของผมคือการเสิร์ฟอาหารอุ่นๆ ให้คนหิวได้อิ่มท้องครับ"

     

    "ข้าบอกว่าข้าไม่..."

     

    "บ่ายวันนี้อากาศบนชั้นสองเงียบสงบดีนะครับ"

     

    นนท์พูดแทรกด้วยรอยยิ้มละมุนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกขัดเขินกับคำปฏิเสธของตัวเอง

     

    "พอดีผมกำลังจะลองปรุงของหวานอุ่นๆ สูตรพิเศษของโลกผมดูพอดีเลยครับ จะดีมากถ้าคุณลี่เหม่ยช่วยเป็นเกียรติลองชิมและประเมินรสชาติให้ผมหน่อย"

     

    ลี่เหม่ยเหลือบตามามองมนุษย์สวมแว่นด้วยความลังเลและแปลกใจ

     

    "ของหวานอุ่นๆ... งั้นหรือ?"

     

    พยางค์ท้ายของเธอแผ่วเบาลง แฝงไปด้วยความสนใจปนเปกับความหิวที่ทวีคูณเมื่อได้ยินคำว่าอาหาร

     

    "ใช่ครับ ของหวานอุ่นๆ รสชาติเหนียวนุ่มหวานละมุน ทานคู่กับนมสดแพะอุ่นๆ รับรองว่าช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและผ่อนคลายขึ้นแน่นอนครับ"

     

    นนท์พยักหน้ารับคำอย่างใจเย็น

     

    "รอสักครู่นะครับ เอลวิน่ารบกวนขอกล่องนมแพะอุ่นจากระบบในคลังมาเตรียมไว้ด้วยนะ"

     

    "รับทราบค่ะพี่นนท์!"

     

    นนท์หมุนตัวเดินลงบันไดไม้กลับเข้าสู่ห้องครัวชั้นล่างทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา

     

    เขาตัดสินใจเลือกปรุงเมนูไทยโบราณที่แสนละเมียดละไมอย่าง "ขนมพระพาย" เมนูของหวานที่เหมาะสมกับจิ้งจอกเก้าหางผู้ถือตัวและหยิ่งทระนง

     

    นนท์เดินไปหน้าเคาน์เตอร์ครัวเตาอั้งโล่มนตราที่แผ่ไอร้อนสีส้มม่วงจางๆ ดูสวยงามสลักลวดลายดวงดาวเรืองแสง

     

    เขาเปิดระบบคลังระบบเพื่อดึงวัตถุดิบแป้งข้าวเหนียวชั้นดีฝั่งโลกมนุษย์ที่มีความเหนียวนุ่มเป็นพิเศษออกมา

     

    นนท์เทแป้งข้าวเหนียวลงในอ่างผสมไม้ ค่อยๆ พรมน้ำใบเตยคั้นสดสีเขียวพาสเทลเข้มข้นลงไปทีละน้อยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมธรรมชาติ

     

    *นวด... นวด...*

     

    ฝ่ามือของเขานวดคลึงแป้งอย่างเบามือและสม่ำเสมอ

     

    จนกระทั่งเนื้อแป้งนุ่มเนียนเข้ากันดี ไม่ติดมือ และแผ่กลิ่นหอมสะอาดของใบเตยโชยออกมาระคนกัน

     

    จากนั้นเขานำไส้ถั่วเขียวกวนสีเหลืองทองเนื้อเนียนละเอียดที่กวนจนแห้งสนิทได้ที่มาปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ พอดีคำ

     

    นนท์แผ่แป้งข้าวเหนียวสีเขียวใบเตยออกเป็นแผ่นบาง นำไส้ถั่วกวนมาวางตรงกลาง แล้วใช้นิ้วมือห่อแป้งคลุมไส้จนมิด ปั้นเป็นก้อนกลมมนอย่างบรรจง

     

    เขาทำอย่างนี้ทีละลูกจนได้ขนมพระพายเรียงรายบนถาดแป้งนุ่มเกือบสิบลูก

     

    นนท์ตั้งลังถึงบนเตาอั้งโล่มนตรา

     

    *ซู่...*

     

    ไอน้ำร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมาเมื่อน้ำด้านล่างเดือดจัดผ่านเปลวไฟสีม่วงที่ไร้เขม่าควันของเตามนตรา

     

    เขาเรียงขนมพระพายลงไปนึ่งอย่างระมัดระวัง

     

    ระหว่างที่รอแป้งสุก นนท์หันมาปรุงน้ำกะทิสดสำหรับราดหน้าขนมพระพาย

     

    เขาเทหัวกะทิสดสีขาวข้นขรึมลงในหม้อทองเหลืองใบเล็ก เติมเกลือตัดรสเค็มปลายลิ้นเล็กน้อยเพื่อดึงความมันกะทิออกมา

     

    และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดแผงระบบเพื่อเรียกใช้ 'น้ำตาลมนตรา' (Mana Sugar) สูตรพิเศษฟื้นฟูสภาพอารมณ์และจิตวิญญาณ

     

    ผงน้ำตาลมนตราเปล่งประกายสีทองระยิบระยับดุจละอองดาวตกโปรยปรายลงไปผสานกับเนื้อกะทิสดร้อนๆ

     

    *คน... คน...*

     

    กลิ่นหอมหวานมันของหัวกะทิผสมผสานกับความหวานนุ่มนวลของน้ำตาลมนตราและกลิ่นใบเตยลอยฟุ้งไปทั่วครัว

     

    มันเป็นกลิ่นหวานที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดทอนความตึงเครียดของจิตวิญญาณได้อย่างน่าประหลาด

     

    เมื่อขนมพระพายถูกนึ่งจนสุก แป้งข้าวเหนียวสีเขียวใบเตยภายนอกเปลี่ยนเป็นกึ่งโปร่งใสสะท้อนประกายฉ่ำเงาวาววับ

     

    นนท์จัดขนมพระพายสีเขียวมรกตแป้งนุ่มหนึบวางเรียงลงในถ้วยกระเบื้องดินเผาสีขาวนวล

     

    ก่อนจะตักหัวกะทิสดผสมน้ำตาลมนตราสีขาวข้นราดทับลงไปจนชุ่มโชก

     

    ส่งผลให้กลิ่นหอมมันร้อนๆ พวยพุ่งอบอวลขึ้นมาในทันทีชวนน้ำลายสอ

     

    เอลวิน่าเดินเข้ามาในครัวพอดีพร้อมกับนมแพะอุ่นสีขาวนวลในแก้วดินเผาที่ส่งควันร้อนลอยเอื่อย

     

    "น่าทานมากเลยค่ะพี่นนท์ กลิ่นหวานละมุนลอยไปถึงชั้นสองแล้วนะคะเนี่ย"

     

    "ไปกันครับ เดี๋ยวแขกของเราจะถอดใจไปซะก่อน"

     

    นนท์ยิ้มพลางยกถาดไม้ประคองถ้วยขนมพระพายมนตราและนมอุ่นขึ้นไปยังชั้นสองอีกครั้ง

     

    ลี่เหม่ยยังคงนั่งกอดอกอยู่บนโซฟา หางทั้งเก้าของเธอขยับกวัดแกว่งไปมาอย่างกระวนกระวายใจ

     

    กลิ่นหอมหวานของกะทิสดและใบเตยลอยนำมาก่อนตัวถาดอาหารเสียอีก

     

    *สูด...*

     

    จมูกจิ้งจอกเก้าหางขยับฟุดฟิด ดมกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในจักรวรรดิสัตว์อสูร

     

    กลิ่นหอมมันหวานอุ่นๆ ช่วยกระตุ้นน้ำลายให้สอเต็มปากจนแทบจะอดรนทนไม่ไหว

     

    นนท์วางถาดไม้ลงบนโต๊ะกาแฟไม้โอ๊คเบาๆ

     

    " 'ขนมพระพายมนตรา' ครับ ทานร้อนๆ จะอร่อยที่สุดครับ"

     

    นนท์แนะนำเมนูด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางยื่นช้อนกระเบื้องคันเล็กให้เธอ

     

    ลี่เหม่ยมองขนมสีเขียวกลมมนน่ารักที่อาบชุ่มด้วยซอสกะทิสดสีขาวสะอาดตา

     

    ความประณีตบรรจงของอาหารตรงหน้าดึงดูดสายตาของเจ้าหญิงจิ้งจอกผู้คุ้นเคยกับความหรูหราเป็นอย่างดี

     

    มือบางสีขาวนวลสั่นระริกเล็กน้อยขณะยื่นมารับช้อนกระเบื้องไปถือไว้

     

    เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความหิว พลางตักขนมพระพายมนตราขึ้นมาหนึ่งลูกพร้อมกับราดซอสกะทิสดให้ชุ่มชื่น

     

    *เป่า... เป่า...*

     

    ริมฝีปากบางเป่าไล่ไอความร้อนเบาๆ ก่อนจะส่งขนมพระพายเข้าปากไป

     

    *งับ...*

     

    ดวงตาสีทองอำพันของลี่เหม่ยเบิกกว้างขึ้นในทันทีที่ฟันขบลงบนเนื้อแป้งข้าวเหนียว

     

    ความเหนียวนุ่มหนึบหนับของแป้งสอดรับกับลิ้นอย่างนุ่มนวลและลงตัว

     

    ตามด้วยความหวานหอมละมุนลิ้นของไส้ถั่วเขียวกวนเนื้อเนียนละเอียดที่ละลายซึมซาบไปทั่วโพรงปาก

     

    รสชาติเค็มมันเข้มข้นของหัวกะทิสดช่วยตัดความหวานไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป

     

    แต่สิ่งที่ทำให้เธอตื่นตะลึงที่สุดคือสัมผัสอบอุ่นลึกล้ำที่แผ่กระจายออกมาจากขนมคำนั้น

     

    *ฟู่ว...*

     

    พลังแห่งน้ำตาลมนตราสูตรฟื้นฟูจิตวิญญาณละลายและกลายเป็นคลื่นความอบอุ่นสีทองแผ่ซ่านออกจากช่องท้อง

     

    คลื่นพลังนั้นชะล้างความตึงเครียด ความหวาดระแวง และความตื่นตระหนกที่แฝงลึกอยู่ในจิตใจจากการหลบหนีภัยอันตรายมาหลายวัน

     

    ความเหนื่อยล้าสะสมและความกดดันจนสมองตื้อตันค่อยๆ สลายหายไปราวกับหมอกควันยามเช้าที่ต้องแสงแดดอบอุ่น

     

    สถานะความเครียดสะสมของเธอถูกชะล้างลดลงเรื่อยๆ จนเหลือศูนย์ในพริบตา

     

    ร่างกายที่เคยสั่นเทาและเหน็บชาจากสายลมข้างนอกกลับมาอบอุ่นอบอวลไปด้วยพลังงานชีวิตที่เปี่ยมล้น

     

    "นี่มัน... ขนมวิเศษชิ้นใดกัน..."

     

    ลี่เหม่ยพึมพำ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้สั่นเครือและอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

     

    หยาดน้ำตาบางเบารื้นขึ้นมาคลอเคลียดวงตาสีทองด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจ

     

    ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยได้รับมาตลอดการเดินทางไกลทำให้เธอรู้สึกได้รับการเยียวยาจิตใจอย่างแท้จริง

     

    *เคี้ยว... เคี้ยว...*

     

    เธอลงมือตักขนมพระพายคำต่อไปเข้าปากอย่างรวดเร็วโดยลืมเลือนท่าทีถือดีไปจนหมดสิ้น

     

    หางจิ้งจอกเก้าหางสีแดงเพลิงกวัดแกว่งไปมาในอากาศอย่างมีความสุขและผ่อนคลายสบายใจ

     

    นนท์และเอลวิน่ายืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มละมุนใจ

     

    ความอบอุ่นอันสงบแผ่ปกคลุมโถงชั้นสองอีกครั้ง

     

    ลี่เหม่ยทานขนมพระพายจนหมดเกลี้ยงถ้วยไม่เหลือคราบกะทิ ก่อนจะยกแก้วนมแพะอุ่นขึ้นจิบตามอย่างช้าๆ

     

    *อึก... อึก...*

     

    เธอยกหลังมือขึ้นซับมุมปากเบาๆ ก่อนจะหันมามองนนท์และเอลวิน่าด้วยแววตาที่สงบนิ่งและนอบน้อมขึ้นกว่าตอนแรกมาก

     

    "ข้า... ต้องขออภัยในท่าทีเสียมารยาทของข้าเมื่อครู่นี้ด้วย"

     

    ลี่เหม่ยก้มศีษะลงเล็กน้อยอย่างสง่างามตามพิธีการของราชวงศ์สัตว์อสูร

     

    "และขอขอบคุณสำหรับอาหารวิเศษมื้อนี้ มันช่วยชีวิตข้าและรักษาจิตวิญญาณที่เหนื่อยล้าของข้าเอาไว้จริงๆ"

     

    "ด้วยความยินดีครับคุณลี่เหม่ย"

     

    นนท์ยิ้มรับด้วยความสุภาพ

     

    "หากข้าจะขอกบดานพักผ่อนและอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่บนชั้นสองนี้สักระยะ... จะได้หรือไม่?"

     

    ลี่เหม่ยเอ่ยถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาลง แววตามีรอยวิงวอนขอพึ่งพิง

     

    "ข้าไม่มีเงินของโลกใบนี้หรอกนะ แต่ข้ามีสิ่งนี้เพื่อตอบแทน..."

     

    เธอเอื้อมมือเข้าไปในสาบเสื้อไหมทองคำ ก่อนจะหยิบเศษวัตถุสีประกายทองเรืองแสงชิ้นหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะ

     

    มันคือ 'เศษอัญมณีไหมทองคำ' วัตถุระดับสูงของจักรวรรดิสัตว์อสูรที่ทอแสงเรืองรองระยิบระยับดุจเกล็ดดาวคำ

     

    นนท์ส่งยิ้มอ่อนโยนให้เธอ

     

    "ได้แน่นอนครับชั้นสองยินดีต้อนรับเสมอครับ พักผ่อนอ่านหนังสือตามสบายได้เลยนะครับ"

     

    ทันทีที่นนท์แตะเศษอัญมณีไหมทองคำ แผงหน้าจอระบบสีฟ้าก็เรืองแสงขึ้นตรงหน้าเขาพร้อมส่งเสียงเตือนเบาๆ

     

    *กริ๊ง!*

     

    [ระบบตรวจพบไอเทมระดับสูง: เศษอัญมณีไหมทองคำ]

    [ทำการประเมินค่าและแลกเปลี่ยนเข้าระบบ...]

    [ปลดล็อกแต้มมิติสะสม: +50 แต้ม]

    [แปลงค่าเงินสดฝั่งโลกมนุษย์: +2,000 บาท]

    [ได้รับค่าประสบการณ์ร้านค้าสะสม: +220 EXP]

    [ระดับร้านค้าในปัจจุบัน: เลเวล 15 (EXP สะสมเพิ่มเป็น 570 / 1,800)]

    [ยอดเงินสะสมปัจจุบัน: 35,000 บาท (สะสมเพิ่มจากเดิม 33,000 บาท)]

     

    นนท์ปิดหน้าต่างระบบลงด้วยความพึงพอใจและเก็บเศษอัญมณีไหมทองคำเข้าสู่คลังระบบ

     

    เขามองไปยังลี่เหม่ยที่ตอนนี้เลือกหนังสือคัมภีร์เล่มหนึ่งมาเปิดอ่านบนโซฟาหนานุ่มอย่างสงบ

     

    หางเก้าหางทอดตัวพาดเก้าอี้โซฟาอย่างผ่อนคลายไร้กังวลอีกต่อไป

     

    ในคาเฟ่หลบมุมแห่งนี้... ปราศจากความขัดแย้งและการชิงอำนาจใดๆ

     

    มีเพียงความเงียบสงบ กลิ่นหอมอบอุ่นของอาหาร และสายสัมพันธ์เล็กๆ ที่ค่อยๆ ถักทอร่วมกันอย่างนุ่มนวลและละมุนใจ

     

    ---

    คล้ายกับเรื่องร้านหลบมุมคาเฟ่: เปิดร้านอาหารเชื่อมต่างโลกกลางกรุงเทพฯ ที่คุณอ่าน

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.08M 2015
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262