ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นักแสดงชั้นดีเห็นๆ…นอกจากการซึมซับมาตลอดหลายปี อีกส่วนเป็เพราะต้องอยู่รอดต่อไป อย่างไรเสียก็สวมหน้ากากแสดงละครในตระกูลไฮโซน้ำเน่ามาตลอด ไม่ตายไม่เลิกรา
ซูหลิงอินถือบัตรเชิญงานเต้นรำ กระทั่งใกล้ถึงสถานที่ก็พบกับเด็กสาวที่ดูคล้าย้าความช่วยเหลือคนหนึ่ง
ปฏิกิริยาแรกของเขาคือขมวดคิ้ว…‘จงใจหาเื่เพื่อเรียกค่าเสียหายงั้นเหรอ’
ตอนแรกเด็กสาวหันหลังให้ เธอสวมกระโปรงราตรียาวหรูหรา กึ่งย่อตัวลงกับพื้นหญ้าควานหาของบางอย่าง ซูหลิงอินรู้สึกคุ้นเคย จนเด็กสาวหันกลับมาเขาก็จำเธอได้ทันที
คุณหนูตระกูลป๋าย ป๋ายเข่อซ่ง
เป็คนที่ใช้ประโยชน์ได้ดีเยี่ยม
เขาคลี่ยิ้มอ่อนละมุน เดินเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามอย่างเป็สุภาพบุรุษ “มีอะไรให้ผมช่วยคุณไหม คุณผู้หญิงแสนน่ารักคนนี้”
ป๋ายเข่อซ่งเงยหน้ามองซูหลิงอินอย่างลนลาน “ขอ ขอโทษค่ะ คอนแทกต์เลนส์ของฉันหล่น ถ้าสะดวกคุณช่วยฉันหาหน่อยได้ไหมคะ”
แน่นอนว่าซูหลิงอินต้องตอบตกลง นี่เป็จุดเริ่มต้นในอุดมคติ…จุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กสาวเต็มใจถูกหลอกใช้
ซูหลิงอินหาคอนแทกต์เลนส์ที่ร่วงบนพื้นหญ้าเจอได้ไม่ยาก หลังส่งคืนป๋ายเข่อซ่งก็เอ่ยชวน “ไม่รู้ว่าผมพอจะได้รับเกียรติเต้นรำกับคุณไหมครับ” เขายิ้มอย่างสุภาพอ่อนโยน ซ้ำบุคลิกยังสง่างามใกล้เคียงสุภาพบุรุษ รูปโฉมพิถีพิถันจนแทบไร้จุดบกพร่อง เย้ายวนมีเสน่ห์ไปอีกแบบ เป็ประเภทที่เด็กสาวปฏิเสธไม่ลง
ป๋ายเข่อซ่งตะลึง กล่าวถามเสียงเบา “ขอทราบได้ไหมคะว่าคุณคือใคร”
“ซูหลิงอิน” เขาตอบ
“อ้อ คุณนั่นเอง ฉันเคยได้ยินเื่ของคุณค่ะ…” พวงแก้มสองข้างของป๋ายเข่อซ่งแดงระเรื่อ เบี่ยงสายตาเล็กน้อย ด้วยไม่กล้ามองสบกับซูหลิงอิน ครึ่งหนึ่งเพราะเขิน อีกครึ่งเพราะรู้สึกผิด “ฉัน ฉันไม่คิดเลยว่า…คุณตัวจริงจะแสนดีขนาดนี้…”
ไม่ว่าจะเป็บุคลิกหรืออากัปกิริยาล้วนแตกต่างจากภาพลักษณ์ในใจเธอมากโข กับผู้ชายงามสง่ารูปโฉมเลิศเลอ ใครบ้างจะไม่รู้สึกดีั้แ่แรกพบกันเล่า
ซูหลิงอินยิ้มน้อยๆ อย่างไม่ถือสา “ผมรู้จักชื่อเสียงตัวเองดี อืม ไม่ค่อยดีในแวดวงสักเท่าไรมาตลอด”
เด็กสาวไร้เดียงสามักต้านท่าทางอ่อนโยนเช่นนี้ไม่อยู่ ใบหน้าเธอแดงขึ้นอีกนิด กลัวจะทำร้ายจิตใจซูหลิงอิน จึงเปลี่ยนประเด็นเอ่ยเสียงเบา “พวกเราไปกันเถอะค่ะ ไป ไปด้วยกัน! หลังได้รู้จักตัวจริงคุณแล้ว ทุกคนจะต้องไม่เข้าใจผิดอีก…”
ตัวจริงของเขาเหรอ ซูหลิงอินยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
เ้าหญิงน้อยที่ถูกประคบประหงมมาแต่เด็กช่างน่ารักไร้เดียงสา หลอกง่ายจริงๆ
ซูหลิงอินเข้าร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ บ้างพอเป็พิธี ทว่างานเลี้ยงใหญ่แบบนี้ส่วนมากเขาไม่ได้รับสิทธิ์ เพราะเหตุนี้ถึงไม่ค่อยมีใครได้เห็นหน้า จึงมีคำกล่าวของป๋ายเข่อซ่งเมื่อครู่
ป๋ายเข่อซ่งหน้าแดงเอียงอาย เธอที่ถูกรูปลักษณ์ภายนอกของซูหลิงอินหลอกจงใจเข้าใกล้ กล่าวเสียงหวานออดอ้อน “ผู้ใหญ่ที่บ้านบอกให้ฉันมีเพื่อนเยอะๆ อยู่ตลอด ฉันขอ…”
“ได้สิ ผมเป็เกียรติมากที่ได้มีเพื่อนน่ารักขนาดนี้” ซูหลิงอินคลี่ยิ้มอ่อนบางขึ้นอย่างประจวบเหมาะ ซึ่งตัวเขาเรียกติดตลกว่าเป็รอยยิ้มจอมปลอมรับแขก กระนั้นยังสะกดใจเ้าหญิงน้อยบนหอคอยจนเคลิบเคลิ้มลอยละล่อง
หอสมาคมส่วนบุคคลใหญ่โตหรูหรา ป๋ายเข่อซ่งเดินตามซูหลิงอินเข้าไป
แม้แต่ซูหลิงอินเองยังอดสะท้อนใจไม่ได้ว่าทำไมเด็กสาวคนนี้ถึงหลอกง่ายนัก เป็กระดาษขาวที่ไม่เปื้อนสีใดๆ จริงหรือ
‘ว้า ชักหักห้ามใจไม่ไหวแล้วสิ…’
แต่ก็ต้องมีคนรับกรรมแทนเขาอยู่ดี ใช่ว่าจะต้องเป็ป๋ายเข่อซ่ง ทว่าเธอดันโชคร้ายจับพลัดจับผลูโผล่มา
เ้าหญิงน้อยแสนสวยไร้เดียงสาเอ๋ย เขาชักเสียดายแล้วสิ แต่ไม่สงสารหรอก เพราะไม่มีใครสงสารเขาเช่นกัน
บัตรเชิญใช้สีแดงเข้มเป็สีพื้น ขอบบัตรเป็สีทองมีริ้วคล้ายเถาวัลย์เกี่ยวกวัด ลักษณะเหมือนกุหลาบ เต็มไปด้วยกลิ่นอายหอมหวานยั่วยวน
ซูหลิงอินซึ่งรู้จุดประสงค์ั้แ่ก่อนมางานเลี้ยงจึงกุมอำนาจชิงเลือกเฟ้นคู่ให้ตัวเองเรียบร้อยอย่างสมเหตุสมผล บรรดา ‘ผู้ใหญ่’ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยใจอีกไม่ใช่หรือ
เดิมทีก็ปล่อยปละละเลยไม่เคยแยแส ทำไมต้องมาไม้นี้ด้วย พอลองคิดเขาเองก็โตแล้ว จะไปรบกวนคนอื่นให้ช่วย ‘เลือกคู่ครอง’ ได้อย่างไร ไม่ต้องเลือกให้มากความด้วย เด็กสาวที่เก็บได้ข้างนอกก็พอใช้ได้นี่
ซูหลิงอินหัวเราะออกมา ป๋ายเข่อซ่งถามขึ้นด้วยความแปลกใจ “เป็อะไรไปคะ”
เขาส่ายศีรษะตอบไปแบบส่งๆ “ไม่มีอะไร” รอยยิ้มเยียบเย็นในแววตายังไม่เสื่อมคลาย หวังเพียงบรรดา ‘ผู้ใหญ่’ ที่เคารพรักจะไม่โมโหจนกระอักเืไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นเขาต้องถูกตำหนิว่าอกตัญญูอีก ไม่เป็ธรรมจริงๆ
หลังเข้ามาถึงหอสมาคม ป๋ายเข่อซ่งมองเห็นพี่น้องที่เป็ทั้งญาติใกล้ชิดและญาติห่างๆ รวมตัวกันั้แ่ไกล จึงลังเลขึ้นมาชั่วครู่
ซูหลิงอินหัวใสอย่างยิ่งในด้านหลอกใช้เธอ ไม่ต้องรอให้ป๋ายเข่อซ่งเอ่ยปาก เขาก็บอกเสียงเบาด้วยท่าทางเข้าอกเข้าใจ “ไปเถอะ พวกเราแค่บังเอิญเจอกันเท่านั้น ถูกเข้าใจผิดคงไม่คุ้มกันหรอกครับ”
ป๋ายเข่อซ่งก้มหน้าไขว้นิ้วไปมาด้วยความกระดาก “ฉันแค่กลัวพวกเขาจะทำให้คุณเสียชื่อเสียงอีกก็เท่านั้น”
“ผมเข้าใจ ที่จริงผมไม่ถือสาหรอกครับ กลัวแต่พวกเขาจะทำให้คุณเสียใจ มันไม่คุ้มกันหรอก” ซูหลิงอินบอกเสียงเบา “ไม่รู้ว่าอีกเดี๋ยวจะขอคุณเต้นรำเพลงแรกได้ไหม”
ป๋ายเข่อซ่งเขินอายใบหน้าแดงก่ำ พวงแก้มเป็สีชมพูราวดอกท้อ ดุจซากุระที่บานสะพรั่ง “แน่นอนค่ะ…”
เพียงสามพยางค์สั้นๆ กลับดูเหมือนผลาญความกล้าส่วนใหญ่ของเธอไปหมด สิ้นเสียงเด็กสาวก็หันหลังเดินออกไปด้วยความเขินอาย