ฉับ! กรี๊ซซซ!
เสียงคมดาบตัดผ่านร่างของไส้เดือนกระหายเลือดดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมบาดหูครั้งสุดท้ายของมัน
วาสมองร่างไส้เดือนกระหายเลือดที่สิ้นลมอยู่ใต้เท้าด้วยสายตาเมินเฉย ชายหนุ่มใช้สกิลซากทัพใส่ร่างของมันตามปกติ
ศพไส้เดือนกระหายเลือดเรืองแสงสีดำวูบ ร่างที่ขาดเป็นสองท่อนค่อยๆเคลื่อนที่เข้าหากันแล้วประสานกลับไปเป็นดังเดิมอย่างช้าๆ
"เท่านี้คงพอแล้วสินะ"ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆท่ามกลางความเงียบ
สายตาเขากวาดตาไปมองเหล่าซากทัพที่ตอนนี้อยู่เต็มห้องใต้ดินจนแน่นขนัดไปหมดและกว่าครึ่งหนึ่งนั้นคือซากทัพไส้เดือนกระหายเลือดที่เขาพึ่งล่ามา
แต่มีไส้เดือนกระหายเลือดตัวหนึ่งที่มีรูปร่างแปลกประหลาดกว่าตัวอื่น มันคือไส้เดือนกระหายเลือดขนาดเล็กที่เกาะอยู่บนไหล่วาส ตัวมันมีลักษณะเล็กเท่าฝ่ามือของเขาเท่านั้น แต่ลำตัวสีแดงของมันเต็มไปด้วยมัดกล้ามหนา ปากที่เต็มไปด้วยคมเคี้ยวนั้นเต็มไปด้วยหยดน้ำลายที่มีฤทธิ์เป็นกรดสามารถละลายเนื้อมนุษย์ได้สบายๆ
มันคือไส้เดือนกระหายเลือดกลายพันธุ์ที่วาสเจอระหว่างการล่า แค่เฉพาะไส้เดือนกระหายเลือดกลายพันธุ์ตัวเดียวกัลทำให้วาสเสียซากทัพไปถึง1ใน4ของทั้งหมด
แต่ละครั้งที่มันดีดกลายความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้นจากปกติถึง 3 เท่า และเมื่อไส้เดือนกระหายเลือดกลายพันธุ์ดีดกายพุ่งไปหาซากทัพตัวใดมันจะเจาะเข้าไปในร่างของซากทัพตัวนั้นและทำลายร่างของซากทัพจากภายในด้วยน้ำลายกรดของมัน
หากไม่มีสกิลสุดยอดสัญชาตญาณที่ทำให้เขาสามารถหลบการโจมตีของไส้เดือนกระหายเลือดกลายพันธุ์ได้ ก็อาจจะเป็นตัววาสเองที่จะจะอาจจะต้องเป็นฝ่ายทิ้งชีวิตอยู่ที่นี้
กว่าชายหนุ่มจะจัดการมันได้ก็ทำเอาเหนื่อยไม่น้อย ด้วยขนาดที่เล็กและความเร็วที่มากของมันทำให้ชายหนุ่มโจมตีมันได้ลำบาก
"เอาละ ตอนนี้ฉันคงพร้อมที่จะไปลุยที่โบราณสถานนั่นแล้ว"วาสสะบัดดาบไล่คราบของเหลวที่ออกมาจากไส้เดือนกระหายเลือด และเดินมุ่งหน้าเพื่อออกไปจากหลุมของไส้เดือนกระหายเลือดที่เขาพึ่งจัดการมันเสร็จ
เมื่อออกมาจากหลุมของไส้เดือนกระหายเลือดแล้วชายหนุ่มสูดหายใจเข้าเต็มปอด การที่ต้องทนอุดอู้อยู่ใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นซากศพทำเอาชายหนุ่มรู้สึกไม่อยากจะหายใจอีกต่อไป
หลังจากสูดอากาศบริสุทธิ์จนพอใจแล้วชายหนุ่มก็ตั้งใจว่าจะออกเดินทางทันที แต่เขาก็ชะงักเพราะนึกขึ้นได้ว่าตั้งใจจะทำบางอย่างก่อนที่จะไปยังโบราณสถาน
"เฮ้ พวกแกนะกลับเข้าไปในหลุมนั้นก่อน"วาสเอ่ยสั่งซากทัพของเขา
ซากทัพเดินกลับเข้าไปภายในหลุมตามคำสั่งของชายหนุ่ม ส่วนวาสก็เดินตามเข้าไปแต่เขามาหยุดอยู่ตำแหน่งใกล้ๆปากหลุมเท่านั้น
สกิล ช่องว่างมิติ
วังวนสีฟ้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้าชายหนุ่ม วาสยื่นมือล้วงเข้าไปในวังวน
เขาควานหาอะไรบางอย่างจากภายในอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบออกมา
สิ่งที่เขาหยิบออกมาก็คือแหวนมิติสีทองหรูหราที่เคยเป็นของเจคมาก่อน ชายหนุ่มนั่งลงและนำคอร์จำนวนมากออกมาจากแหวนมิติมากองอยู่ตรงหน้าจากนั้นจึงเริ่มกินมันเข้าไปช้าๆ
.
.
-ท่านได้รับค่าสถานะจิตวิญญาณ+1จุด- .
.
.
-ท่านได้รับค่าสถานะจิตวิญญาณ+1จุด- .
.
.
.
-เนื่องจากค่าสถานะจิตวิญญาณท่านมี51จุด จึงไม่อาจเพิ่มได้อีกนอกจากใช้แต้มสถานะ-
ชายหนุ่มยิ้มอย่างพึงพอใจแม้จะเสียคอร์ไปร่วมแสนดิลแต่เขาก็ไม่ได้สนใจเพราะยังไงเขาก็ยังเหลือคอร์อีกตั้งมากมาย วาสเปิดหน้าต่างสถานะและหน้าต่างสกิลขึ้นดู
หน้าต่างสถานะ Lv.11
ชื่อ วาส ดีวอยด์
อาชีพ [จ้าวแห่งความตาย]
ฉายา -
ธาตุ -
ค่าสถานะ กาย [ 35 จุด ]
ความเร็ว [ 32 จุด]
จิตวิญญาณ [ 51 จุด(max)]
ลดความเสียหาย [ 33 จุด ]
ฟื้นฟู [ 34 จุด ]
เพิ่มความสามารถสกิล [ 51 จุด ]
แต้มสถานะ [ 0 จุด ]
หน้าต่างสกิล
-สกิล สุดยอดสัญชาตญาณ [ Lv.3 ( 5% ) ]
-สกิล วิญญาณทมิฬ (3/218) [ Lv.2 ( 30 % ) ]
-สกิล ซากทัพ [ Lv.2 ( 19 %) ]
-สกิล อัญเชิญราชันแห่งความตาย [ Lv.1 ( 0 % ) ]
-สกิล ช่องว่างมิติ [ Lv.1 ( 85 % ) ]
หลังจากใช้สกิลอย่างต่อเนื่องทำให้สกิลวิญญาณทมิฬและสกิลซากทัพของวาสเลื่อนเลเวล
สำหรับสกิลวิญญาณทมิฬเมื่อเลื่อนเป็นเลเวล2ก็ทำให้ขีดจำกัดการเก็บวิญญาณทมิฬของวาสมากขึ้นกว่าเดิม
ส่วนด้านสกิลซากทัพนั้น...
สกิล ซากทัพ [Lv.2] (ข้อจำกัด:ต้องมีสกิล วิญญาณทมิฬ ) [ความสามารถ:ใช้ 5 ดวงวิญญาณทมิฬในการสร้างซากทัพ จากซากศพของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซากทัพที่สร้างขึ้นมาจะฟังคำสั่งของผู้ใช้สกิลเพียงคนเดียวเท่านั้น และซากทัพมีความสามารถ 20 % จากเมื่อตอนมีชีวิตอยู่]
ความสามารถของพวกมันเพิ่มขึ้นเป็น2เท่า!
และไม่จำเป็นต้องเป็นซากทัพที่เขาสร้างหลังจากสกิลเลื่อนเป็นเลเวล2เท่านั้น
ความสามารถของเหล่าซากทัพเดิมที่เขาสร้างขึ้นตั้งแต่สกิลซากทัพยังอยู่เลเวล1ก็เพิ่มขึ้นเป็น2เท่าเช่นกัน
และยิ่งรวมกับค่าสถานะเพิ่มความสามารถสกิล แล้วก็ยิ่งทำให้ซากทัพของเขาแข็งแกร่งกว่าที่ควรจะเป็น
แต่แม้สกิลซากทัพจะมีข้อดีแต่มันก็มีข้อเสียสำหรับวาสเช่นกัน
จากการที่มีเหล่าซากทัพคอยช่วยสู้ทำให้วาสไม่ค่อยได้แสดงฝีมือสู้ด้วยตนเองเท่าที่ควรแล้ว
จึงทำให้ตัวเลขค่าสถานะต่างๆรวมถึงสกิลสุดยอดสัญชาตญาณของเขาแทบไม่กระดิกเพิ่มขึ้นเลย
วาสจึงคิดว่าจะหาเวลาว่างๆไปฝึกฝนตัวเองก่อนที่เลเวลของเขาจะเพิ่มไปมากกว่านี้ซึ่งมันจะทำให้ค่าสถานะของเขาฝึกยากขึ้นกว่าเดิม
"เอาละ ไปกันได้แล้ว"ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนและออกคำสั่งกับซากทัพของเขา
วาสเดินทางไปตามแผนที่ ระหว่างทางเขาก็ยังฆ่ามอนเตอร์ต่างๆไประหว่างทางอีกด้วย
วาสเลือกที่จะนำหน้าเหล่าซากทัพของเข้าอยู่ช่วงหนึ่งเสมอเพื่อสอดแนมพื้นที่ล่วงหน้าว่ามีมนุษย์คนใดหรือไม่
การเดินทางของเขาเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะค่อนข้างล่าช้าไปบ้างก็ตามที
และเป้าหมายของเขาก็คือภูเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่งที่สามารถมองเห็นได้เรือนรางจากระยะไกล!
หลายวันผ่านไป ในที่สุดวาสก็ได้มาถึงจุดที่ใกล้กับตำแหน่งของโบราณสถานปริศนา เวลานี้ท้องฟ้ามืดมิดมีเพียงแสงดาวส่องสว่างอยู่รำไร
ตอนนี้ชายหนุมยืนอยู่คนเดียวภายในป่าที่เงียบสงบ เขาได้สั่งให้ซากทัพซ่อนตัวอยู่เงียบๆในสถานที่หนึ่งที่ห่างไปไกลพอสมควร
วาสตัดสินใจที่จะมาสอดแนมดูลาดเลาคนของสมาคมนักสำรวจก่อนว่ามีมากน้อยเพียงใดด้วยตัวคนเดียว
*ชายหนุ่มเดินย่องไปอย่างช้าๆพยายามให้ไร้เสียงที่สุดเท่าที่ทำได้
ในที่สุดเขาก็เห็นแสงไฟจากทิศหนึ่ง ดวงตาเย็นชาทอประกายลี้ลับสองเท้าก้าวนำทางเขามุ่งตรงไปยังตำแหน่งที่มีแสงไฟอยู่ทันที
เมื่อเข้ามาใกล้แสงไฟระยะหนึ่งชายหนุ่มก็เปลี่ยนจากการเดินเป็นคลานต่ำเข้าไปเงียบๆ ก่อนที่เขาจะไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ใกล้จนสามารถเห็นภาพต่างๆได้อย่างชัดเจน
วาสชะโงกศีรษะออกมาเล็กน้อย ก่อนดวงตาของเขาจะเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง
แสงไฟที่เขาเห็นมาจากกองไฟขนาดใหญ่กองหนึ่งที่ถูกก่อไว้
และกองไฟนั้นถูกล้อมรอบด้วยเต็นท์ผ้าใบจำนวน 3-4 เต็นท์ บนเต็นท์แต่ละอันถูกประดับด้วยตราลูกโลกสีเขียวและมีแว่นขยายส่องอยู่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมนักสำรวจ!!
แต่สิ่งที่ทำให้วาสตกตะลึงไม่ใช่สิ่งนั้นแต่มันคือภาพของมนุษย์นับสิบร่างที่นอนตายกันเกลื่อนกลาด เลือดสีแดงคล้ำชะโลมไปทั่วทุกที่!!
กว่าครึ่งของร่างที่นอนตายอยู่นั้นเต็มไปด้วยลูกศรจำนวนมากปักอยู่ราวกับเม่น ส่วนที่เหลือนั้นต่างตายด้วยของมีคมทั้งสิ้น
จากที่เห็นทุกคนที่นอนตายอยู่นั้นต่างมีตราสมาคมนักสำรวจประดับอยู่บนแขนเสื้อทุกคน
'อะไรที่มันฆ่าพวกเขากัน'
วาสตัดสินใจหมอบลงและคลานไปอีกมุมหนึ่งอย่างช้าๆเพื่อเปลี่ยนมุมมองดู
ชายหนุ่มหลบอยู่หลังพุ่มไม้หนาก่อนจะชะโงกหน้าออกมาในที่สุดเขาก็เห็นร่างของตัวการ
อีกมุมหนึ่งนั้นมีซากศพมนุษย์อีก2ศพนอนตายอยู่ แต่รอบๆของพวกเขานั้นกลับมีศพของสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีผิวสีเขียวหน้าตาอัปลักษณ์และสูงเพียงครึ่งเดียวของมนุษย์จำนวนมากนอนตายอยู่เคียงข้าง
พวกมันคือ ก็อบลิน!
ก็อบลินจำนวนไม่น้อยนอนตายเกลื่อนดังเช่นคนของสมาคมนักสำรวจ
วาสขมวดคิ้วแน่นดูจากคราบเลือดและบาดแผลของพวกเขา การต่อสู้คงพึ่งผ่านไปสักพักใหญ่แล้วอาจจะเป็น2-3วันก่อนที่วาสจะมาถึง
แต่ก่อนที่จะทำอะไรต่อนั้นวาสก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังมุ่งหน้ามายังแคมป์รอบกองไฟนี้
ชายหนุ่มหดหัวลงอย่างรวดเร็วแล้วใช้มือแหวกพุ่มไม้เป็นช่องเล็กๆเพื่อแอบดู
เจ้าของฝีเท้าคือก็อบลิน 5 ตัวที่กำลังเดินมาทางแคมป์ไฟ ก่อนที่พวกมันจะพากันลากศพต่างๆ ทั้งของพวกมันและคนของสมาคมนักสำรวจไปกองไว้ที่มุมหนึ่งแล้วจุดไฟเผาทั้งอย่างนั้น
กลิ่นเนื้อไหม้ลอยไปตามสายลมพัดโชยมาเข้าจมูกวาส
ชายหนุ่มย่นหน้าอย่างสะอิดสะเอียนพยายามหายใจเข้าออกให้น้อยที่สุด
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วพวกมันก็พูดคุยด้วยภาษาบางอย่างที่ไม่ใช่ภาษากกลางของโลกนี้แล้วพากันเดินจากไป
วาสตัดสินใจแอบตามพวกมันไปเงียบๆ ก่อนที่เขาจะเห็นสถานที่เป้าหมายของเขา
มันคือกำแพงดินสูงใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาลูกนี้ และด้านหน้ากำแพงดินนั้นมีประตูที่ถูกทำขึ้นจากหินสีขาวที่มีบานพับถูกแกะสลักและวาดด้วยลวดลายสีทองสวยงาม ที่เหนือประตูหินสีขาวนั้นถูกประดับด้วยสัญลักษณ์บางอย่างที่วาสไม่เคยเห็นมาก่อน
'ดูเหมือนโบราณสถานน่ีคงจะถูกสร้างอยู่ภายในภูเขาแห่งนี้สินะ'ชายหนุ่มคิดในใจเงียบๆ
'ไม่คิดเลยว่าพวกก็อบลินจะสนใจโบราณสถานนี้เหมือนกัน'
สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ใกล้ๆประตูหินนั้นเต็มไปด้วยก็อบลินเกือบๆ30ตัวกระจัดกระจายอยู่
พวกมันบางตัวกำลังนั่งล้อมวงกินอาหาร บางส่วนก็นอนหลับอย่างสบายใจ นอกจากนี้เขายังเห็นเต็นท์ของสมาคมนักสำรวจที่พวกมันขโมยมาใช้วางอยู่ตำแหน่งใกล้ๆกับประตูหินสีขาว
และที่ด้านหน้าประตูหินสีขาวนั้นมีร่างก็อบลินที่มีร่างกายสูงใหญ่ปกติสวมชุดเกราะศึกเต็มตัวยืนถือหอกเฝ้ายามอยู่อย่างแข็งขัน
วาสมองตรงไปที่ประตูหินด้วยดวงตาแววโรจน์ก่อนจะถอยฉากออกไปช้าๆและกลืนร่างหายไปในความมืดไปในที่สุด