“ต่อมาได้ยินว่าเขาถูกศัตรูทำร้ายจนสมองได้รับาเ็ในสนามรบ ราชสำนักจึงส่งเขากลับบ้านก่อนหากมิเช่นนั้น เกรงว่าคงต้องอยู่ในสนามรบต่อ”
อันที่จริงกลับมาก็ดีแม้ว่าจะสติไม่ดี แต่ก็ดีกว่าทิ้งชีวิตไว้ในา
เมื่อได้ยินคำพูดของฝูอันหลิงชางไห่อดไม่ได้ที่จะพยักหน้า “นี่ถูกต้องแล้ว าแเก่าในสมองเขาเกิดจากผลกระทบของของแข็งาแครั้งนี้บังเอิญอยู่ตรงตำแหน่งเดียวกัน ดีไม่ดีอาจจะทำให้อาการเก่ากำเริบ เกรงว่าคงจัดการไม่ง่าย…”
“นอกจากนี้…” หลิงชางไห่ลูบเครา ภายในร่างกายของเ้าหนุ่มนี่ถึงขั้นพบยาพิษที่ออกฤทธิ์ช้าอยู่เล็กน้อยยาพิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ช้า จำต้องใช้ระยะเวลาแรมปีในการวางยา จึงจะเห็นผล จากปริมาณแล้วอย่างน้อยต้องถูกวางยามาแล้วห้าปี
เพียงแต่เื่นี้เกี่ยวข้องกับความลับของจ้าวจือชิงเขาในฐานะหมอไม่อาจเปิดเผยความลับส่วนตัวของคนไข้ได้ อีกทั้งยังมีฝูอันซึ่งเป็คนนอกอยู่ด้วย
ชีเหนียงคิดไม่ถึงว่าจะร้ายแรงถึงเพียงนี้หากรู้เช่นนี้แต่แรก ตอนนั้นนางน่าจะตัดสินใจเด็ดขาดและพุ่งออกไปจะดีกว่า
“ผู้ใหญ่บ้าน ท่านลองดูสิว่าจะให้จ้าวจือชิงกลับบ้านได้หรือไม่ หรือบางทีก็ให้คนในครอบครัวตัดสินใจว่าจะรักษาอย่างไรกันแน่?”
ชีเหนียงไตร่ตรองรอบด้านและคิดว่าการจะให้จ้าวจือชิงอยู่บ้านตนเองนั้นไม่เหมาะสมมิใช่ว่านางไร้น้ำใจ หากแต่เวลาที่คนเราตกอยู่ในขั้นวิกฤติ มัก้าให้ครอบครัวอยู่ข้างกายเป็ที่สุดส่วนครอบครัวของจ้าวจือชิง เดาว่าก็คงหวังให้เป็เช่นนั้น เพราะถึงอย่างไรคนโบราณก็ถือเื่ใบไม้ร่วงหล่นย่อมคืนสู่ราก [1]
มิใช่ชีเหนียงคิดในแง่ร้ายหากแต่นางแค่ทำการวางแผนในแง่ร้ายที่สุดไว้ก่อน มิเช่นนั้นเกิดเื่เลวร้ายมาเยือนคงยากจะทันตั้งตัว
สำหรับความคิดของชีเหนียงฝูอันพอจะคาดเดาได้บ้าง อันที่จริงเขาก็คิดเช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรก็ดีกว่าคนหมู่บ้านชิงเหอมาเสียชีวิตอยู่ในบ้านของหญิงม่ายในหมู่บ้านต้าสือยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า คดีเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์นั้นยากจะตัดสิน เกรงว่าพวกขี้นินทาคงจะทำลายสองตระกูลนี้จนป่นปี้เช่นกัน
เพียงแต่สกุลจ้าวในหมู่บ้านชิงเหอเขาก็เคยได้ยินมาบ้าง ชีวิตของจ้าวจือชิงเหมือนไม่ได้ดีมาก ตอนนี้เห็นเขาาเ็หนักเช่นนี้คนสกุลจ้าวจะช่วยรักษาเขาจากใจจริงหรือ?
ยังไม่ทันรอให้ทั้งสองหารือรับมือหลิงชางไห่ก็ส่งเสียงห้าม
“ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่เหมาะแก่การเคลื่อนย้าย” หลิงชางไห่เองก็ทำอะไรไม่ได้ ปัญหาที่พวกเขาเป็ห่วง มีหรือจะไม่รู้ แต่การเคลื่อนย้ายอาจทำให้ความหวังอันน้อยนิดที่จะช่วยชีวิตจ้าวจือชิงได้จะกลายเป็ศูนย์ไป
ชั่วขณะนั้นในห้องตกอยู่ในความนิ่งเงียบไหลไหลน้อยมองดูลุงจ้าวที่ใบหน้าซีดขาว ดวงตาคมแดงก่ำ
“ลุงจ้าว ท่านห้ามตายนะ…”
เสียงสะอื้นของเด็กน้อยดังขึ้นภายในห้องเมื่อนึกถึงเวลาที่จ้าวจือชิงมักจะอุ้มตนเองขึ้นขี่คอเล่น มีลูกอมหวานๆ ให้เขา เวลาที่เขาถูกคนอื่นรังแกก็ช่วยออกหน้าไหลไหลน้อยรู้สึกแย่อย่างมากจนน้ำตาหลั่งรินลงมาเป็เม็ดๆ
“ท่านลุงจ้าว ท่านลุกขึ้นสิ! ลุกขึ้นนะ...”
ความรู้สึกที่ลั่วจิ่งซีมีต่อจ้าวจือชิงซับซ้อนยิ่งกว่าเขามองดูชายร่างใหญ่ที่มีพลัง ในตอนนี้กลับอ่อนแรงเหมือนมนุษย์กระดาษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเขาถึงขั้นกำลังใกล้จะตาย ลั่วจิ่งซีขยี้ผมและไม่พูดจาอยู่อีกด้านของเตียง ส่วนมืออีกข้างก็โอบไหลไหลน้อยที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นไว้ในอ้อมกอด
การที่ไหลไหลน้อยพึ่งพาจ้าวจือชิงมาตลอดและรู้สึกเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่เห็นเื่นี้ลั่วจิ่งเฉินเข้าใจได้ แต่การที่อาซีกัดฟันกรอดเวลาที่พูดถึงถึงจ้าวจือชิงทุกครั้งเหตุใดตอนนี้กลับดูซึมเซา? กระทั่งผู้ใหญ่ทั้งหลายก็มีท่าทีซับซ้อน
เื่นี้เขามองแล้วไม่ได้ยากเย็นอะไร
“ในเมื่อลุงจ้าวตอนนี้ไม่เหมาะแก่การถูกเคลื่อนย้าย เช่นนั้นก็ให้รักษาตัวที่นี่ย่อมได้”เสียงทุ้มของลั่วจิ่งเฉินดึงสายตาของทุกคนให้หันไปมองในทันใด นี่ทำให้คำพูดของเขาที่เพิ่งจะเริ่มถึงกับชะงักไปเล็กน้อยผ่านไปชั่วครู่เขาจึงเอ่ยต่อ
“ข้อหนึ่ง ท่านลุงจ้าวาเ็ก็เพราะช่วยครอบครัวเราจับคนชั่ว ข้อสองท่านหลิงตอนนี้ก็ทำการรักษาได้ส่วนที่ผู้ใหญ่บ้านเป็ห่วงทางด้านสกุลจ้าว อันที่จริงสามารถเรียกพวกเขามาและพูดคุยเื่ราวให้ชัดเจนอีกทั้งอย่างที่ท่านแม่กล่าวเมื่อครู่ าแของท่านลุงจ้าวนั้นถูกอาลูกพี่ลูกน้องในตระกูลเดียวกันทำร้ายไม่ว่าถูกหรือผิดก็ควรให้คนสกุลจ้าวตัดสินกันเองจึงจะถูก”
เนื่องด้วยชีเหนียงกับหลิงชางไห่ยังไม่ได้ทำพิธีนับญาติกันอย่างเป็ทางการดังนั้นคนทั้งหลายจึงยังไม่ได้เปลี่ยนคำเรียก พวกเขาที่เป็เด็กยังคงเรียกหลิงชางไห่ว่าท่านหลิง
คำพูดของลั่วจิ่งเฉินเหมือนเปิดผนึกอะไรบางอย่างฝูอันรีบเห็นด้วย “ใช่สิ! ปัญหาที่คนสกุลจ้าวก่อขึ้นไม่มีเหตุผลที่หมู่บ้านต้าสือของเราต้องมาลำบากใจด้วย พวกข้าก็แค่เป็ผู้กล้าหาญช่วยเหลือคนหากตัวตรงย่อมไม่ต้องกลัวเงาจะบิดเบี้ยว [2] ไยเลยต้องหวาดกลัวกลับเป็สกุลจ้าวต่างหาก อาลูกพี่ลูกน้องทำร้ายหลานที่สติไม่ดี ข้ากลับอยากถามพวกเขาว่าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่”
เมื่อมีความเห็นในใจฝูอันก็มุ่งหน้าเดินทางไปยังบ้านสกุลจ้าวที่หมู่บ้านชิงเหอ
......
ณ บ้านสกุลจ้าวหลี่ชุนฮัวเพิ่งทำอาหารอร่อยเต็มโต๊ะ ปีหน้าจ้าวจือจุ่นจะสามารถเข้าร่วมสอบ เมื่อนึกถึงอนาคตว่าจ้าวจือจุ่นจะได้สวมชุดขุนนางที่ประดับดอกสีแดงนางก็ดีใจทั้งวันจนไม่อาจหุบยิ้มลงได้
โดยเฉพาะเวลาที่เ้าตัวก่อความวุ่นวายไม่อยู่บ้านแม้ว่ามีบางแผนการจะต้องเก็บไว้ก่อน แต่ขอเพียงไม่ทำให้การสอบของจ้าวจือจุ่นล่าช้านางยินดีเสียเวลาอีกสัก่
เพียงแต่การมาถึงของฝูอันทำให้บรรยากาศของสกุลจ้าวเปลี่ยนแปลงขึ้นมาทันที
“คนหมู่บ้านต้าสืออย่างเ้ามีสิทธิ์อะไรมาชี้นกชี้ไม้ที่หมู่บ้านชิงเหอของเราเ้าทึ่มนั่นเกิดเื่ที่หมู่บ้านเ้า ต้องเป็ฝีมือคนหมู่บ้านพวกเ้าแน่ เ้าจะมาหาพวกข้าทำอะไร!?”
หลี่ชุนฮัวได้ยินว่าจ้าวจือชิงาเ็คิดว่าฝูอันมาหานางเพื่อขอเงินค่ารักษา พอเอ่ยปากก็ตั้งใจปัดภาระความรับผิดชอบให้หมู่บ้านต้าสือ
ดีที่จ้าวจือจุ่นเป็คนเข้าใจอะไรได้ง่ายไม่ว่าเื่ราวจะเป็เช่นไร แต่คนที่าเ็คือพี่ชายคนโตของตน เขาในฐานะน้องชาย ไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยไว้ไม่สนใจได้
เขายื่นมือไปขวางหลี่ชุนฮัวที่ยังคงด่ากราดจากนั้นอธิบายกับฝูอัน “ผู้ใหญ่บ้านฝู มิใช่ว่าท่านแม่ไม่มีใจจะจัดการ สิ่งสำคัญคือพี่ใหญ่ข้าไม่ได้กลับบ้านมาหนึ่งเดือนเศษอีกทั้งเขามีร่างกายแข็งแรง ด้วยเหตุนี้ การาเ็เช่นนี้ ท่านแม่ไม่เชื่อก็เป็เื่เข้าใจได้”
จ้าวจือจุ่นอธิบายพฤติกรรมของหลี่ชุนฮัวก่อนจากนั้นค่อยถามเื่ราวความเป็ไป “ไม่ทราบว่าผู้ใหญ่บ้านฝูรับรู้เื่ที่พี่ชายข้าาเ็ได้เยี่ยงไร? แล้วตอนนี้เขารักษาตัวอยู่ที่ใด?”
ฝูอันเห็นเขามีมารยาทและดูนอบน้อมความโมโหที่ถูกหลี่ชุนฮัวชี้หน้าด่าเมื่อครู่จึงลดทอนไปครึ่งหนึ่ง เขาอธิบายสิ่งที่ลั่วชีเหนียงเห็นบนเขาอย่างเรียบง่ายกระชับแน่นอนว่าเขาข้าม่สาเหตุที่ทำให้จ้าวจือชิงกับจ้าวกวงเกิดเหตุบาดหมางกัน บอกแต่เพียงว่าลั่วชีเหนียงช่วยจ้าวจือชิงไว้โดยบังเอิญและที่บ้านมีหมออยู่พอดี ตอนนี้จึงรักษาตัวอยู่ที่บ้านลั่วชีเหนียง
“หากมิใช่เพราะอาการของจ้าวจือชิงค่อนข้างสาหัส ข้าคงให้คนส่งเขากลับมาโดยตรงตอนนี้จ้าวจือชิงเป็ตายไม่ทราบ จำต้องให้ครอบครัวอย่างพวกท่านทำการตัดสินใจ ตกลงว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย”
ความหมายของหลิงชางไห่นั้นค่อนข้างชัดเจนไม่ช่วยเขาก็คือตาย หากช่วยก็ยังพอมีความหวังเล็กน้อย สิ่งเหล่านี้จำต้องให้คนสกุลจ้าวตัดสินใจ
จ้าวจือจุ่นคิดไม่ถึงว่าเื่ราวจะร้ายแรงถึงขั้นนี้ชั่วขณะนั้นเขามีความลังเลอยู่บ้าง สำหรับพี่ชายคนนี้เขาไม่ได้มีความผูกพันมากมายนักการมีชีวิตหรือตายไปไม่ได้ส่งผลมากมายต่อเขา เื่เดียวที่สามารถเป็ภัยในภายหลังก็คือมีอุปสรรคต่อชื่อเสียงของเขา
“หากช่วยเหลือจะมีโอกาสเท่าใด?” มือของจ้าวจือจุ่นที่ไพล่หลังกำหมัดแน่นเล็กน้อย
ฝูอันมีหรือจะล่วงรู้ความคิดในใจเขาจึงบอกเล่าคำพูดของหลิงชางไห่ไปหนึ่งรอบ
หลี่ชุนฮัวได้ยินว่าจ้าวจือชิงกำลังจะตายฉับพลันก็โล่งอก เห็นทีแผนการของตนคงไม่ต้องใช้แล้ว
“ช่วยอะไรกัน ไม่ว่าทำอย่างไรก็ตาย ยังมิสู้ตายให้รู้แล้วรู้รอดไป…” หลี่ชุนฮัวบ่นพึมพำอยู่ด้านหลัง หากแต่พอถูกจ้าวจือจุ่นปรายตามองเบาๆ ฉับพลันก็รีบหุบปากและหันไปอีกทาง
-----
[1] ใบไม้ร่วงหล่น ย่อมคืนสู่ราก หมายถึง ใบไม้ร่วงลงสู่ราก อุปมาว่า กลับบ้านเกิดเมืองนอนในวัยชรา
[2] หากตัวตรงย่อมไม่ต้องกลัวเงาจะบิดเบี้ยวหมายถึง คนเราหากประพฤติตัวอยู่ในทำนองคลองธรรมต่อให้ผู้อื่นว่าร้ายก็ไม่จำเป็ต้องกลัว