หลินอวี่เหวี่ยงขวานลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่ฟันลงไปจะมีเสียงดังทึบ ๆ เศษไม้ค่อย ๆ กองพูนขึ้นที่แทบเท้าของเขา บนหน้าผากมีเม็ดเหงื่อผุดพราย ไหลลงตามแก้มและหยดลงบนพื้นดินที่แห้งผาก
การตัดไม้นับเป็งานที่ต้องใช้ทักษะ ไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็นจากภายนอก อย่างเช่น หลินอวี่ต้องใช้ขวานสับให้เป็ร่องที่ด้านหนึ่งก่อน เพื่อให้ต้นไม้ล้มลงตามทิศทางของร่องนั้นหลังจากถูกตัด ทิศทางการล้มต้องผ่านการพิจารณาอย่างละเอียด ประการแรกคือต้องไม่ล้มทับพื้นที่เพาะปลูกในบริเวณใกล้เคียง ประการที่สองคือต้องไม่ล้มขวางทางเดิน และยังต้องคำนึงถึงความสะดวกในการขนย้ายไม้ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยประสบการณ์
ลุงจ้าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองดูหลินอวี่ พลางพยักหน้าชื่นชมเป็ระยะ "เด็กคนนี้ ดูผอมแห้งแรงน้อย แต่กลับมีแรงเยอะ แถมยังมีความอดทนด้วย" พูดจบ เขาก็หยิบเลื่อยขึ้นมา เตรียมจะเริ่มเลื่อยไม้ร่วมกับลุงหลี่ตรงบริเวณรอยสับที่ขวานทำไว้
ลุงหลี่และลุงจ้าวยืนแยกกันคนละฝั่งของลำต้น มือทั้งสองข้างจับปลายเลื่อยไว้อย่างมั่นคง แล้วเริ่มดึงเลื่อยเป็จังหวะ เสียง "เอี๊ยดอาด เอี๊ยดอาด" ของการเลื่อยไม้ดังก้องไปทั่วเนินเขาที่เงียบสงบ ราวกับเป็เพลงพื้นบ้านของการทำงานสมัยก่อน ทั้งสองเคลื่อนไหวสอดประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยมร่างกายโยกตามจังหวะการดึงเลื่อยจนกล้ามเนื้อตึงเปรี๊ยะ แสดงให้เห็นถึงทักษะความชำนาญที่ฝึกฝนมาจากการทำงานหนักหลายปี
ท่าทางของพวกเขาดูเนิบนาบแต่มีจังหวะทุกการดึงสอดประสานกันได้อย่างพอดี เลื่อยตัดเข้าสู่ลำต้นอย่างมั่นคง พร้อมส่งเสียง "ซี่ ๆ " เบา ๆ
เมื่อรอยเลื่อยลึกขึ้นเรื่อย ๆ เศษไม้ก็โปรยปรายลงมาเหมือนหิมะละเอียด เม็ดเหงื่อเริ่มซึมออกมาบนหน้าผากของลุงหลี่ เขาขบฟันแน่น กล้ามเนื้อแขนสั่นเล็กน้อยเพราะต้องออกแรง แต่เลื่อยในมือยังคงรักษาความนิ่งไว้ได้ ลุงจ้าวเองก็ไม่ได้สบายนัก สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่รอยเลื่อย ลมหายใจเริ่มหนักหน่วง ทุกครั้งที่ดึงเลื่อยเขาใส่แรงทั้งหมดที่มีลงไป
เมื่อเลื่อยลึกลงไปได้ราวหนึ่งในสามของลำต้น ลำต้นก็เริ่มส่งเสียง "กึก ๆ " เบา ๆ ลุงหลี่หยุดทันทีและเงยหน้าขึ้นสังเกตความเคลื่อนไหวของพุ่มใบ ลุงจ้าวเองก็ลุ้นจนตัวเกร็ง จ้องมองโดยไม่กะพริบตา หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตราย พวกเขาจึงค่อย ๆ เลื่อยต่ออย่างระมัดระวัง แต่ความเร็วลดลงอย่างเห็นได้ชัด
หวังอวี่เฟินและหลินเหยายืนอยู่ไม่ไกล สายตาจ้องมองกลุ่มคนที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ในใจทั้งคาดหวังว่าจะได้ไม้มาอย่างราบรื่น และกังวลเื่ความปลอดภัยของทุกคน
หวังอวี่เฟินกำมือเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนลงคอไป ส่วนหลินเหยาเบิกตากว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น มองดูพวกผู้ใหญ่ทำงาน และถามคำถามเกี่ยวกับการตัดไม้กับแม่เป็ระยะด้วยเสียงเบา ๆ
ขณะที่เลื่อยเจาะลึกลงไปในลำต้น ต้นหยางต้นใหญ่ดูราวกับััได้ถึงชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง กิ่งก้านไหวเอนเบา ๆ ตามสายลม ราวกับกำลังดิ้นรนเป็ครั้งสุดท้าย
ลุงหลี่ะโเสียงดัง "ฮึดอีกนิด ต้นไม้จะล้มแล้ว!"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินอวี่รีบถือขวานถอยไปยังพื้นที่ปลอดภัย ยืนรวมกับแม่และน้องสาว สายตาจ้องเขม็งไปที่ต้นหยาง เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ส่วนลุงจ้าวและลุงหลี่ยิ่งออกแรงดึงเลื่อยมากขึ้น สีหน้าเคร่งขรึมและจดจ่อ เหงื่อโชกจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ผ้าที่แผ่นหลังแนบติดกับตัว
ในที่สุด พร้อมกับเสียงดังสนั่นทึบ ๆ ต้นหยางต้นแรกก็ค่อย ๆ ล้มลงตามทิศทางที่กำหนดไว้ ฝุ่นตลบอบอวล ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก และมีรอยยิ้มแห่งความยินดีปรากฏบนใบหน้า
หลังจากพักผ่อนครู่หนึ่ง พวกเขาก็เดินไปยังต้นหยางต้นที่สองโดยไม่หยุดพัก และเริ่มลงมือทำงานต่อ
สองชั่วโมงต่อมา ต้นไม้ทั้งสองต้นถูกตัดและเลื่อยเป็ท่อน ๆ นำขึ้นบรรทุกบนเกวียนลา เกวียนลาไม่ได้ใหญ่มาก เมื่อบรรทุกไม้ทั้งสองต้นแล้ว หวังอวี่เฟินและหลินเหยาจึงต้องนั่งบนท่อนไม้ หลินอวี่คำนวณเงิน หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวเดินทางกลับ
"อวี่เฟินเอ๋ย กลับบ้านระวังตัวด้วยนะ หลังจากครั้งนี้ไป ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่" ป้าสามหวังจับมือหวังอวี่เฟินพลางพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
"พี่สามพูดอะไรแบบนั้นล่ะจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่หรอก ถ้ามีเวลาฉันจะกลับมาอีก เพราะยังไงที่นี่ก็ยังมีอีกคน" เมื่อพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของหวังอวี่เฟินฉายแววท้อใจและเศร้าสร้อย เดิมทีเธออยากไปดูลูกชายของตัวเอง แต่ระหว่างทางหลินอวี่ดันไปตีหยางชู่หลินเข้า เธอจึงไม่กล้าไป
"เฮ้อ วางใจเถอะ ฉันจะช่วยดูแลลูกชายเธอให้ ลูกชายเธอน่ะเป็ลูกชายคนเดียวของบ้านนั้น ปู่กับย่าหวงยิ่งกว่าอะไรดี เธอไม่ต้องกังวลหรอก" ป้าสามหวังปลอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของหวังอวี่เฟินจึงดูดีขึ้นเล็กน้อย
หลังจากทั้งสองทักทายกันเสร็จ ก็ขึ้นรถ หลินอวี่กำลังจะสะบัดแส้เพื่อขับเกวียนลา ก็เห็นหยางชู่หลินตามมาพอดี ตอนนี้เขาหายเมาไปเกินครึ่งแล้ว และเริ่มด่าทอเสียงดังมาแต่ไกล "นังตัวดีกลับมาแล้วไม่กลับบ้านไปทำงานวิ่งโร่มาทำอะไรที่นี่? แล้วแก ไอ้เด็กเปรต กล้าลงมือกับฉันเหรอ เดี๋ยวฉันจะตีแกให้ตายเลย"
ใบหน้าของเขาแดงก่ำ เส้นเืที่คอปูดโปน ทุกคำพูดเหมือนถูกเค้นออกมาจากไรฟัน พร้อมกับน้ำลายที่กระเด็นไปทั่วอากาศ ท่าทางดุร้ายนั้นราวกับสัตว์ป่าที่ถูกยั่วโมโห กำลังกางเล็บเขี้ยวตะครุบเหยื่อ
เมื่อเห็นดังนั้น หลินเหยาก็ใจนหดตัวเข้าไปในอ้อมกอดของหวังอวี่เฟิน หลินอวี่สะบัดแส้ฟาดลงบนตัวลาอย่างแรงจนมันสะดุ้งโหยงและรีบลากเกวียนเคลื่อนออกไปทันที
เมื่อเห็นหลินอวี่ขับเกวียนลาจะหนีไป หยางชู่หลินก็โมโหจนคลั่ง พยายามจะปีนขึ้นเกวียนลาเพื่อสั่งสอนสามแม่ลูกให้เข็ดหลาบ หยางชู่หลินปีนขึ้นเกวียนลาอย่างไม่คิดชีวิต ร่างกายของเขาโงนเงน เกือบจะลื่นไถลลงมาหลายครั้ง
ในวินาทีที่ขาข้างหนึ่งของเขาเหยียบขึ้นบนเกวียนลา แววตาของหลินอวี่ก็เย็นเยียบลงทันที ราวกับเสือดาวที่ถูกยั่วโมโห เขาไวทั้งความคิดและท่าทาง สะบัดแส้ในมือขึ้น "เพียะ!" เสียงดังสนั่น แส้ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรงบนแขนของหยางชู่หลิน หยางชู่หลินร้องด้วยความเ็ป รีบหดแขนกลับทันที ทำให้เสียการทรงตัวและร้องลั่นขณะกลิ้งตกจากเกวียนลา กระแทกพื้นอย่างแรงจนฝุ่นตลบ
เขาไม่มีทางยอมเลิกราง่าย ๆ พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น โดยไม่สนความเ็ปตามร่างกาย วิ่งโซเซตามเกวียนลาไป แต่เพราะเพิ่งหายเมา ฝีเท้าจึงไม่มั่นคง ประกอบกับอาการมึนหัวจากการตกเมื่อครู่ ทำให้เขาวิ่งไม่เร็วเลย เขาได้แต่มองเกวียนลาที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เส้นเืบนหน้าผากปูดโปน เท้ากระทืบพื้นไม่หยุด พร้อมกับด่าทอว่า "พวกแกออกไปข้างนอก ไม่ช้าก็เร็วต้องอดตาย! ไม่ช้าก็เร็วต้องซมซานกลับมาขอให้ฉันรับเลี้ยง!"
เมื่อได้ยินคำสาปแช่งของหยางชู่หลิน หลินอวี่จึงตอบกลับไปว่า "คุณวางใจเถอะ วันคืนของพวกเราน่ะสุขสบายดี คำเยาะเย้ยถากถางของคุณก็เหมือนหญ้าข้างทางไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด ต่อไปทางใครทางมัน อย่ามาวุ่นวายกับพวกเราอีก ไม่อย่างนั้น ผมจะไม่ปรานีเหมือนวันนี้"
น้ำเสียงของหลินอวี่เด็ดเดี่ยวและทรงพลัง แววตาเต็มไปด้วยความไม่เกรงกลัวและเด็ดขาด แส้ในมือสะบัดดังเพียะ ๆ ในอากาศ ราวกับเป็การเพิ่มอำนาจให้กับคำพูดของเขา
ตอนนั้นเอง ป้าสามหวังกอดอก ใบหน้ามีรอยยิ้มเยาะเย้ยพลางพูดว่า "หยางชู่หลิน เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว ครอบครัวอวี่เฟินเขาสบายดี ไม่ใช่แค่มีข้าวกินให้อิ่มท้องนะ แต่ยังมีหมั่นโถวแป้งขาวกินด้วย ครั้งนี้ที่กลับมาก็เพื่อซื้อไม้ ไม่เกี่ยวข้องกับแกแม้แต่แดงเดียว อย่าสำคัญตัวผิดหน่อยเลย"
หยางชู่หลินได้ยินดังนั้น ราวกับได้ฟังเื่เพ้อฝัน ดวงตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "ถึงขั้นได้กินหมั่นโถวแป้งขาว? หลอกใครกัน!"
"เหอะ จะเชื่อหรือไม่ก็ช่าง เขามีเงินซื้อต้นไม้ตั้งสองต้น แกคิดว่าชีวิตเขาดีไหมล่ะ?" ป้าสามหวังกลอกตาแล้วพูดต่อ "แต่เป็แกน่ะ ี้เีตัวเป็ขน ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสารทิศ แถมยังขี้เมาตีเมีย จะมีลูกสาวบ้านไหนยอมแต่งกับแก? เตรียมตัวเป็โสดไปตลอดชีวิตเถอะ!"
ป้าสามหวังพูดจบก็เดินจากไป ทิ้งให้หยางชู่หลินหน้าแดงก่ำ ยืนอึ้งอยู่กับที่
เกวียนลาเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ บนถนนที่ขรุขระ หลินอวี่นั่งบนที่นั่งคนขับอย่างมั่นคง สายบังเหียนในมือแกว่งไกวเบา ๆ ตามจังหวะการก้าวเดินของลา สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น ท่าทางสง่างาม ราวกับว่าในระหว่างการเดินทางที่สั่นะเืนี้ เขาสามารถเป็ที่พึ่งที่มั่นคงให้กับครอบครัวได้
บนรถ หวังอวี่เฟินขมวดคิ้วแน่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล มือทั้งสองข้างประสานกันอย่างไม่สบายใจ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย คอยหันกลับไปมองว่าหยางชู่หลินตามมาหรือไม่ ในใจยังคงกระวนกระวาย "เสี่ยวอวี่วันนี้ลูกฟาดแส้เขาไปทีหนึ่งเขาไม่ยอมเลิกราแน่จะทำยังไงดีล่ะลูก?"
ส่วนหลินเหยาที่อยู่ในอ้อมกอดของหวังอวี่เฟินกลับทำปากยื่น แก้มแดงก่ำ พูดด้วยความโกรธว่า "ตีเขาน่ะสมควรแล้ว! ใครใช้ให้เขาชอบรังแกแม่ แล้วยังตีพี่ชาย เขาเป็คนเลวที่สุดเลย!"
เธอชูกำปั้นเล็ก ๆ ราวกับกำลังให้กำลังใจในการกระทำอันกล้าหาญของพี่ชาย
หลินอวี่หันหน้ามามองแม่ แววตาเต็มไปด้วยการปลอบโยน "แม่ครับ ไม่ต้องกังวลหรอก หมู่บ้านเรากับหมู่บ้านเขาอยู่ไกลกันมาก เขาไม่น่าจะหาทางมาเจอ ถึงเขาจะมาได้จริง ๆ พอถึงหมู่บ้านเรา จะปล่อยให้เขาอาละวาดได้เหรอ? ตอนนี้ผมโตแล้ว มีความสามารถพอที่จะปกป้องแม่กับน้องได้ จะไม่ยอมให้ใครมารังแกพวกเราอีก"
คำพูดของเขาเด็ดเดี่ยวและทรงพลัง ราวกับเป็ยาใจที่ทำให้แม่คลายกังวล
หวังอวี่เฟินมองดูท่าทางมั่นใจของลูกชาย ความกังวลในใจก็ลดลงเล็กน้อย เธอถอนหายใจเบา ๆ และเอื้อมมือไปลูบหัวหลินเหยา "ขอให้เป็อย่างนั้นเถอะ หวังว่าต่อจากนี้พวกเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข"
หลินอวี่สะบัดแส้เบา ๆ เร่งความเร็วของเกวียนลา ฝุ่นที่กีบเท้าลาเตะขึ้นฟุ้งกระจายอยู่เื้ั