บทที่ หนึ่งร้อยหนึ่ง
ผืนทรายกว้างใหญ่ราวห้วงแห่งความแห้งแล้งไม่มีแม้น้ำหยดเดียวขับลมหายใจของแผ่นดินแต่ในยามนี้แสงตะวันเจิดจ้าเบี่ยงลงทิศตะวันตก ฝุ่นทรายเคลื่อนตัวเป็นคลื่นคล้ายสัตว์ร้ายตื่นขึ้นจากการหลับใหล
กองทัพซีเป่ยที่ลอบล่วงเข้ามาทางแนวแปรปรวนของทะเลทรายเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็วเกินคาดกองหน้าเต็มไปด้วยม้าเร็วพร้อมอาวุธครบมือคลื่นของเกราะเงินเหล็กตัดกับแสงตะวันจนแสบตา สองพันชีวิตท่ามกลางทะเลทรายไร้เงาไม้เหยียบลงแต่ละก้าวสั่นสะเทือนราวพยัคฆ์ฝูงใหญ่หิวหมายกัดทุกสิ่งตรงหน้า
แต่ยามนี้บนสันทรายอีกฝั่งหนึ่งหญิงร่างบางที่ห่อหุ้มร่างด้วยผ้าคลุมหนากันลมสีดำสนิทกำลังยืนอยู่ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิว ใบหน้าภายใต้ผ้าคาดครึ่งล่างนิ่งสนิทดวงตากลมใสเต็มไปด้วยแววคิดคำนวณตลอดเวลา
“ห้าร้อยต่อสองพัน..อย่างต่ำ” หลิวชิงเซียงกระซิบเบาๆสายตาหลุบต่ำมองแผนที่เงาลมในมือ “เจียนกลืน..แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้”
เล่าซือผิงที่อยู่เคียงข้างใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยครุ่นคิด“เจ้าเห็นแนวพายุตรงนั้นไหม?” หลิวชิงเซียงชี้ไปที่เนินทรายซ้อนชั้น“อีกไม่เกินครึ่งชั่วยามทิศลมจะเปลี่ยน พายุจากทิศเหนือจะปะทะเข้าทิศตะวันตกเฉียงใต้”
เล่าซือผิงกวาดตามองตามปลายนิ้วนางพลันเข้าใจ “เจ้าจะใช้พายุเป็นม่านลวงตา?”
“ไม่ใช่แค่ม่านแต่เป็นดาบด้วย” ดวงตาของนางเปล่งประกายบางอย่างที่เยือกเย็น“หากพวกมันต้องตามม้าหน่วยหน้าเข้ามาเราจะล่อพวกมันเข้าไปในช่องที่ลมพัดแล้วใช้กำแพงทรายถล่มปิดหลังเสีย”
เล่าซือผิงนิ่งครู่หนึ่งยิ่งฟังยิ่งคล้ายเห็นฉากการรบในห้วงนึกชัดขึ้น “ดี..แล้วกำลังส่วนที่เหลือ?”
“แบ่งเป็นสามส่วน” หลิวชิงเซียงหยิบแท่งถ่านขึ้นลากลงบนผืนทรายเป็นแนวโค้ง“กลุ่มหนึ่งซุ่มหลังแนวเนินตีด้านข้างเมื่อศัตรูติดวงล้อม กลุ่มที่สองขี่ม้าเร็ว ล่อข้าศึกไปให้พ้นจากการล้อมและกลุ่มสุดท้ายกับเจ้าประจำแนวหุบลม สำแดงกำลังต้านให้ดูเหมือนเต็มพลห้ามถอยแม้ครึ่งก้าว”
หญิงสาวกล่าวเสียงหนักแน่นสีหน้าที่เคยราบเรียบขณะนี้กลับคมเข้ม เล่าซือผิงเงียบไปอึดใจ ก่อนจะค้อมศีรษะ “ข้าฝากชีวิตทั้งห้าร้อยไว้กับเจ้า”
หลิวชิงเซียงมองเขาแล้วหันหลังไปตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงที่ดังชัดเจนเหนือเสียงลม “ทุกหน่วย! กระจายตามตำแหน่งเดิมเปลี่ยนแบบการเคลื่อนทัพเป็นขนานทราย ใช้การสื่อสัญญาณด้วยแผ่นเหล็กสะท้อนแสงอย่าใช้ธงในวันนี้!”
เสียงรับคำดังขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนพลอย่างเร่งรัดแต่ไม่วุ่นวายทหารจินหยางเคลื่อนกำลังแบ่งเป็นสามสายตามคำสั่ง ในแววตาทุกคนไม่มีความหวาดกลัวมีแต่ความมั่นใจและศรัทธาในผู้นำเพียงคนเดียว
หลิวชิงเซียงขึ้นม้านำหน้าในแนวที่ใกล้พายุที่สุดนางสอดสายตามองรอบทิศ ลมเริ่มแรงขึ้นตามที่คาดเสียงทรายเสียดสีกันเริ่มดังขึ้นจากฝั่งทัพซีเป่ยเสียงม้าเร็วและกลองศึกเริ่มกระทบเข้ามา
“พวกมันเริ่มโอบเข้าแนวกลางแล้ว” หน่วยสอดแนมรายงาน
หลิวชิงเซียงหันกลับมาสั่งรวดเร็ว“หน่วยม้าเร็ว! แยกตัวล่อข้าศึกด้านขวาห้ามนำเข้ากลาง!วิ่งทแยงเข้าแนวพายุ!”
เสียงสั่งนั้นราวเสียงแตรรบพลม้าเร็วราวยี่สิบคนควบม้าฉวัดเฉวียน แกล้งเป็นแนวล่อให้ทัพซีเป่ยเข้าใจว่าเป็นหน่วยลาดตระเวนที่จะกลับไปแจ้งทัพใหญ่ต้องรีบกำจัดแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่แนวที่ลมเปลี่ยน
ทัพซีเป่ยเคลื่อนพลอย่างดุเดือดทหารร่างใหญ่ในชุดหนังหนาแน่นมองเห็นหน่วยม้ารีบเร่งก็ส่งเสียงตะโกน “เร็ว! ล้อมมันให้ทัน!” เสียงกลองศึกของซีเป่ยดังสนั่นหวั่นไหวม้าเร็วจากซีเป่ยราวสองร้อยนายวิ่งตามแนวขวาเข้าสู่พื้นที่แปรปรวน
หลิวชิงเซียงหยุดม้าลงที่ขอบหุบลมพายุเริ่มขยับตัวเป็นแนวชัด ทรายหมุนจากพื้นสู่ฟ้าคล้ายงูยักษ์ไร้ร่าง “พร้อมหรือยัง!” นางตะโกนไปทางเล่าซือผิง
เขาตะโกนกลับ“พร้อม!”
“เริ่ม!” หลิวชิงเซียงควักคันยิงสั้นออกจากหลังอานแล้วจุดไฟไปยังแถบระเบิดทรายที่ฝังไว้ใต้หุบลมก่อนหน้า เสียงระเบิดตูมแผ่วแต่แรงสะเทือนสั่นสะเทือนผืนดินปรากฏกลุ่มทรายมหาศาลพุ่งขึ้นเป็นม่านตัดขาดแนวหลังของทัพซีเป่ย
ลมพายุที่ถูกล่อเข้าสู่วงพื้นที่ปิดเริ่มถล่มแนวหลังของศัตรู คลื่นทรายไหลลงราวกับสายน้ำหนักนับพันตัน
“หน่วยซุ่ม! โจมตีด้านข้าง!” ทหารที่ซ่อนตัวอยู่บนแนวเนินพุ่งออกมาพร้อมเกาทัณฑ์และหอกทะลวงเข้าสู่กองกลางของศัตรูในจังหวะที่พวกมันสับสนที่สุด เสียงปะทะเริ่มขึ้นเสียงเหล็กกระทบกัน เสียงม้าแตกฝูง และเสียงร้องของชายผู้ถูกฟัน
เล่าซือผิงนำกำลังแนวหน้าทะลวงเข้าส่วนทัพที่ติดค้างหน้าพายุกวัดดาบตัดผ่านผู้บัญชาการหน่วยนำของซีเป่ยในดาบเดียว “พวกมันแตกแนวแล้ว! โจมตี!”
เสียงตะโกนดังกระหึ่มทัพซีเป่ยที่ถูกลมทรายบีบรัดด้านหลัง กลายเป็นกับดักที่ขยับไม่ได้หลิวชิงเซียงนำม้าเร็วตัดทะลวงจากอีกด้าน เสียงกระบี่ที่นางชักออกวาวแสงในแดดจ้านางควบม้าเข้าสู่แนวทัพศัตรู กระบี่ในมือสะบัดเฉือนอย่างแม่นยำ ดุจสายลมที่รู้ทาง
เสียงเกราะกระทบดาบยังดังก้องราวฟ้าร้องสะท้อนใต้เปลวตะวันผืนทรายที่ไร้ซึ่งชีวิตบัดนี้เปลี่ยนเป็นสมรภูมิแห่งเลือดกลิ่นคาวจากโลหิตแผ่กระจายไปทั่วพื้นดินทรายกลายเป็นโคลนสีสนิมเหล็กอย่างไม่รู้ตัว
หลิวชิงเซียงที่ควบม้าอยู่ด้านหน้าสุดของแนวลมยังคงสั่งการอย่างมั่นคง มือหนึ่งจับสายบังเหียนอีกมือถือแผนที่เงาลมที่แหวกออกครึ่งหนึ่งเส้นลมที่ตวัดไปทางทิศเหนือกำลังเบนเข้าสู่ทิศตะวันตก
"ทัพด้านหลังของศัตรูเริ่มกระจุก! ล้อมแนวกลางมันไว้!" นางร้องสั่งพร้อมกวัดมือให้หน่วยซุ่มทางด้านซ้ายเคลื่อนพลกระชับวงโอบสายลมที่พัดแรงกลับกลายเป็นอาวุธโดยไม่ต้องใช้เหล็กกล้า พายุที่เคยคิดจะกลืนพวกตนบัดนี้กลายเป็นพันธมิตรที่ซัดตลบข้าศึกเสียเอง
เสียงของเล่าซือผิงดังขึ้นจากอีกฟาก"หน่วยหอก! ขวางทางล่าถอย! ห้ามให้มันถอยกลับแนวหลัง!"
ชายหนุ่มผู้นิ่งทะยานดาบเข้าฟันคอข้าศึกตรงหน้าเลือดพุ่งกระจายใส่ผ้าคลุมไหล่สีเทาจางของเขาแต่ใบหน้ายังนิ่งดุจผาหินท่ามกลางเสียงปะทะอื้ออึงกองทัพซีเป่ยที่เริ่มตั้งตัวได้หลังพายุทรายปะทะกลับเข้าสู่ทิศตนเองเริ่มเคลื่อนตัวใหม่อีกครั้ง
"ท่านหลิว ทัพซีเป่ยแยกแนวแล้ว!" เสียงพลทหารหน่วยสื่อสารเร่งเข้ามากระซิบบอก
นางหรี่ตาเพ่งไปยังปลายแนวผืนทรายสีแดงหม่นของธงศัตรูที่เริ่มแยกตัวออกเป็นปีกแนวทแยงจากเดิมชัดเจนแสดงให้เห็นถึงการโต้กลับอย่างรู้ทัน
"มันจะโอบกลับมา..ปีกซ้ายของเราบางเกินไป!" เสียงของเล่าซือผิงขณะยกดาบปาดศัตรูตรงหน้าออกไปดังขึ้นอย่างร้อนรน
หลิวชิงเซียงกัดฟันก่อนจะตวัดสายบังเหียนม้า หมุนตัวหันไปทางหน่วยม้าเบา "หน่วยพลทหารม้าทั้งหมดแบ่งสามสายอ้อมไปตีแนวด้านหลังพวกมัน วิ่งเฉียงตามแนวพายุ! อย่าให้พวกมันรู้จำนวนของคน!"
คำสั่งนั้นทำให้พลม้าเบาประมาณเจ็ดสิบคนกระจายตัวควบทะลุแนวศัตรูราวเหยี่ยวปีกไวฝุ่นทรายที่พวกเขาทำลอยขึ้นกลบสายตาของศัตรูชั่วขณะหนึ่งทัพซีเป่ยที่ยังไม่ทันขยับตัวเต็มแรงก็เริ่มสับสนอีกครั้ง
“มันกำลังล้อมเรา!” เสียงขุนพลฝ่ายซีเป่ยตะโกนก้อง แต่เมื่อสั่งให้ทหารกลับไปตั้งรับทางแนวหลังกลับพบว่าแนวป้องกันถูกกระแทกอย่างหนักเสียแล้ว
ฝั่งจินหยางแม้จำนวนจะน้อยแต่การโจมตีช่างประดุจรู้จู่โจมจากทุกทิศเสียงสัญญาณแผ่นสะท้อนแสงตัดกับลำแสงอาทิตย์ถูกส่งไปยังแนวเนินอย่างต่อเนื่อง
เล่าซือผิงควบม้าพุ่งทะลุแนวกลางกระบี่คู่ในมือสะบัดแทงทะลวงศัตรูสามนายในพริบตาเดียวเขาหยุดม้าที่กลางวงรบแล้วตะโกนก้อง “กระหน่ำมัน! อย่าให้มันตั้งตัว!” พลทหารที่ยังตั้งแนวไม่มั่นของซีเป่ยพากันหวาดหวั่นเหลียวมองรอบทิศราวกับฟ้ากำลังถล่ม
หลิวชิงเซียงเองก็ควบม้าราวกับลมเหมันต์ร่างบางควบขึ้นบนแนวสูงเหนือศัตรูแล้วคว้าธนูระยะกลางจากข้างอานขึ้นมาดึงสายเสียงสายธนูดีดเปรี้ยงดังพุ่งลงไปยังผู้นำแนวขวาของศัตรูลูกศรเจาะเข้ากลางอกพวกมันอย่างแม่นยำ
“เล่าซือผิง!” หลิวชิงเซียงตะโกนข้ามแนวรบ
ชายหนุ่มเงยหน้ารับคำ“ว่า!”
“ใช้แนวหลุมทรายซ้ายมือกวาดตลบกลับเข้าวงล้อม ส่งคนตัดการหนุนทางหลังของมันให้หมด!”
เล่าซือผิงสบตานางเพียงเสี้ยวก่อนจะชูอาวุธสูงเหนือหัว“กองซ้าย! ตามข้าเข้าแนวหลุม!”
เสียงคำรามของพลทหารดังตามมาอย่างไม่ขาดสายดาบปะทะดาบ โล่ปะทะโล่ เสียงเลือดที่สาดกระเซ็นใส่ผืนทรายไม่ได้ทำให้ทัพจินหยางหยุดการรุกแม้เพียงก้าวเดียว
ศัตรูที่ล้อมข้างเมื่อครู่บัดนี้กลายเป็นแนวกลางที่โดนรุมตีจากสามทิศโดยไม่ทันตั้งตัวหลิวชิงเซียงที่อยู่ด้านบนสุดของแนวเนินทอดตามองสนามรบเบื้องล่างดวงตานางไม่มีแววสั่นไหว เหงื่อไหลลงข้างแก้ม แต่กลับยิ่งขับให้ใบหน้าที่ปิดเพียงครึ่งล่างนั้นดูเยือกเย็นและเข้มแข็ง
นางขบฟันแน่นก่อนจะหันไปบอกพลทหารข้างกาย “ส่งสัญญาณไฟควันล่อให้พวกมันคิดว่าแนวเราเสริมกำลังอีก!”
เพลิงสว่างพุ่งขึ้นสู่ฟ้าสีทองจางเสียงตะโกนของศัตรูยิ่งวุ่นวายขึ้น “มันมีกำลังเสริม!” “ถอย! ถอยก่อน!” เสียงแตกตื่นเริ่มดังขึ้นในหมู่ซีเป่ย
ฝั่งจินหยางเร่งรุกครั้งสุดท้ายหน่วยซุ่มโจมตีชั้นนอกที่รอคำสั่งรีบพุ่งเข้าแนวศัตรูราวอสรพิษที่หลุดออกจากทรายสุดท้ายพายุทรายลูกใหม่ที่ก่อตัวจากทิศเหนือเคลื่อนเข้าอีกครั้ง
หลิวชิงเซียงมองแผนที่ในมือที่เส้นลมเคลื่อนแนวเป๊ะพอดีนางเงยหน้าขึ้นอย่างแน่วแน่ “เจ้าพายุ..เวลานี้รับใช้ข้าผู้นี้เสีย” แล้วก็ชูคันยิงจุดสัญญาณขึ้นสูง
เสียงระเบิดจากทรายซึ่งฝังไว้ก่อนหน้าอีกชุดดังตู้ม! แนวกลางศัตรูยุบลงบางส่วนทันทีเสียงร้องอย่างตื่นกลัวดังระงม และในที่สุดธงของซีเป่ยก็ถูกปลิดปลิวลอยกลางลมเงียบ..ราวคลื่นทรายที่กลืนทุกเสียงเพียงชั่วครู่ปลายขอบฟ้าตัดกับทะเลทรายทัพของซีเป่ยพร้อมธงศึกยกมาอีกระลอก
ทัพเสริมที่มาเร็วเช่นว่าเหมือนหลบซ่อนรอเวลาเปิดตัวอยู่แล้วผู้นำทัพของซีเป่ยในชุดที่เข้มด้านหลังมีพลทหารถือธงติดตามธงที่ปลิวไสวสู้ลมทะเลทราย คนผู้นั้นสั่งการฉับไวทัพซีเป่ยกงใหม่ก็มาถึงกองเล็กๆของจินหยางที่ยังไม่ทันได้พัก
เสียงหอบหายใจของพลทหารจินหยางดังสลับเสียงโลหะปะทะกันบนผืนทรายที่บัดนี้อุ่นร้อนด้วยโลหิตกองทัพที่เหลืออยู่ของเล่าซือผิงแม้จะเข้มแข็ง แต่เมื่อกระแสศึกตีกลับทัพซีเป่ยที่ดูอ่อนแรงพลันฟื้นคืนและเพิ่มจำนวนอย่างน่าใจหายเพราะทัพตามหลังสายธงแดงเข้มของซีเป่ยกลืนแนวหลังเข้ามาอีกครึ่งวงราวกับคลื่นใหญ่ที่กำลังซัดเข้าฝั่ง
เล่าซือผิงสบถในลำคอสีหน้าราบเรียบดุจเดิมแต่นัยน์ตาคมเข้มกลับเริ่มแฝงร้อนรุ่ม มือที่กุมกระบี่ยังคงยกขึ้นฟาดฟันอย่างไม่ถอย“ตัดทางมัน! เราจะไม่ปล่อยให้มันหักปีกเราก่อนเด็ดขาด!”
หลิวชิงเซียงที่ควบม้าอยู่บนเนินทรายห่างออกไปเฝ้ามองแผนที่เงาลมในใจอยู่ตลอดเส้นลมไม่เปลี่ยนแต่ธงศึกของศัตรูกลับงอกขึ้นมาดังเห็ดหลังฝน..กองเสริมของศัตรูมาถึงแล้วแม้สภาพสนามจะเป็นต่อ แต่มวลกำลังกลับเอนเอียงกลยุทธ์ที่จัดไว้แต่แรกเริ่มจะไม่อาจรับมือได้อีกต่อไป
“รุก! บดขยี้มันให้หมด!” เสียงตะโกนของทหารซีเป่ยด้านหลังคำรามดังก้องคล้ายเสียงอสูรร้ายจากหุบเหวพวกมันโอบล้อมเข้าหาทัพจินหยางที่แพ้ด้วยจำนวนคน
แนวทัพจินหยางเริ่มเบียดเสียดเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันหลิวชิงเซียงกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันแขนเรียวยกขึ้นสั่งสัญญาณไฟส่องทิศให้แนวขวาถอยแยกมาสำรองทว่าทันใดนั้นเองเสียงสั่นสะเทือนของพื้นทรายก็ดังกึกก้องขึ้น
แตรศึกใหม่ดังขึ้นจากทางทิศใต้เสียงกีบม้าราวคลื่นคลั่งซัดถาโถมเม็ดทรายให้ลอยฟุ้ง กระบวนทัพขนาดมหึมาที่ตั้งแนวทัพด้วยระเบียบเส้นธงประจำกองทัพจินหยางโบกสะบัดเหนือทะเลทราย กำลังใหญ่มาถึงแล้ว..ทัพหลวงจากทิศใต้เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างองอาจ
ไม่ต่ำกว่าหมื่นคน! แม้หลิวชิงเซียงที่เชี่ยวชาญสมรภูมิยังอดจะกลืนน้ำลายไม่ลงคอแต่สุดท้ายนางไม่รู้จะดีใจหรือไม่ เพราะทัพเสริมแม้จำนวนเหนือกว่า ทว่าแนวรบยังอีกไกลและพวกตนที่ถูกโอบล้อมอยู่กลางพายุดาบ จะยังยืนหยัดถึงเวลานั้นได้หรือ?
นางกวาดตามองเห็นเส้นหน้าทัพของผู้ควบม้านำในแนวกลางเป็นเขา! ชุดเกราะสีดำตราจักรพรรดิสีทองร่างสูงโดดเด่นเหนือแนวทัพ เขามาด้วยตัวเอง..แรงใจที่เคยใกล้หมดขีดกลับปะทุขึ้นในอกหลิวชิงเซียงหายใจแรงขึ้น กุมกระบี่แน่นพร้อมเผชิญหน้าทุกอันตราย
ทันใดนั้นเองสายตาของนางพลันเหลือบไปยังปลายแนวเขตแดนฝั่งศัตรูชายผู้หนึ่งบนหลังม้าสวมเกราะเงินสลักลายอสรพิษ มือข้างหนึ่งถือธงสั่งการ อีกข้างชี้ตรงมายังนางอย่างแม่นมั่นราวลูกธนู..จากนั้นเสียงหวีดของคันธนูก็ดังขึ้นพลธนูของศัตรูเล็งเป้ามายังจุดที่นางยืนอยู่อย่างพร้อมเพรียง
“หลบกระจาย!” นางสั่งเสียงดังพร้อมกับคว้าโล่ที่ตกใกล้ตัวมาแนบอกท่ามกลางเสียงแผ่นธนูหวีดหวิวเฉียดกาย
ปึก! ปึก! ปึก! ลูกธนูพุ่งปักแน่นบนผิวโล่ไม่ต่ำกว่าสิบห้าดอก โล่แผ่นใหญ่กลายเป็นดั่งหลังเม่นในชั่วพริบตาเดียวแรงกระแทกจากลูกธนูหลายนัดทำเอาร่างของนางเข่าทรุดจนเกือบล้ม แต่ยังฝืนยันไว้เสียงหอบจากใต้ผ้าคลุมหน้าหนักหน่วงราวพายุ
เปรี้ยง! เสียงคันธนูยิ่งใหญ่ดังขึ้นอีกครั้งชายบนหลังม้าผู้สั่งการซีเป่ยเป็นคนยิงเอง หนึ่งดอกแม่นยำ ปักเป้าหมายด้วยมือของตนลูกธนูพุ่งฝ่าอากาศเข้ามา โล่แผ่นหนาที่แตกร้าวอยู่แล้ว ไม่อาจต้าน
ผึง! ฉึก! โล่ไม้แตกออกพร้อมเสียงเนื้อที่ฉีกขาดร่างของหลิวชิงเซียงสะท้านด้วยแรงกระแทก โล่แตกครึ่ง กระเด็นจากมือไม่พอลูกธนูยังพุ่งมาปักแน่นบนหน้าอกของนาง
พร้อมกันนั้นเสียงร้องแผ่วในอากาศแทรกผ่านลมดังว่า“..ไม่..!”
หลิวชิงเซียงเอี่ยวตัวที่คล้ายไร้ความรู้สึกหันไปตามลมที่หอบเสียงเมื่อครู่มา..เขามาถึงแล้ว