“บังอาจ!” ผู้เฒ่าสามคนตะหวาดเสียงขึ้นมาพร้อมกันแต่การโจมตีของสวีหยางอี้รวดเร็วยิ่งนัก! ทำให้พวกเขาเข้าไปสกัดไม่ทัน!
“ปัก!” วินาทีต่อมาหน้าแข้งของสวีหยางอี้ฟาดเข้าที่การ์ดป้องกันของชายหนุ่มทันที
“ครืดดดด...” เท้าของชายหนุ่มไถลถอยหลังไปสายตาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ
“ท่านเสินจุน!”ผู้เฒ่าทั้งสามทำท่าหมายกระโดดเข้าไปด้านหน้าด้วยสีหน้าร้อนรน “ทะ ท่านไม่เป็น...”
แต่มือขาวนวลดุจหยกน้ำนมกลับยกขึ้นปรามด้านหน้า แววตาไหวกระเพื่อมรำไร“จงบอกชื่อแกมา”
“บังอาจแตะต้องตัวฉันด้วยร่างมนุษย์โสมม แกไม่ตายดีแน่...”
ยังไม่ทันสิ้นสุดเสียงพูด ดวงตาของเขาพลันสะท้อนไฟโทสะขึ้นในบัดดล
เพราะลูกเตะระลอกที่สอง... ปรากฏขึ้นบนม่านตาของเขาอีกครั้ง!และฟาดตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว!
ท่อนขาเรียวยาวฟาดเข้ามาเคล้าเสียงแหวกอากาศเร็วเสียจนเห็นเป็นเงาแฉลบผ่าน!
“ท่านเสินจุน!”
พริบตาที่ปลายเท้าของสวีหยางอี้แตะลงพื้นร่างของชายหนุ่มลอยกระเด็นกลางอากาศทันใดนั้นเส้นผมคล้ายงูฝอยจำนวนมหาศาลของเขาก็ยืดยาวแผ่ขยายออกไปปลายเส้นผมพุ่งออกไปเกาะยึดกับวัตถุรอบด้าน ถักทอขึ้นเป็นตาข่ายแมงมุมอย่างรวดเร็วทำให้ร่างของเขาค้างเติ่งกลางอากาศในท่าทางแปลกประหลาด!
ดวงตาของเขาฉายแววตกตะลึงขึ้นรำไรเขาไม่คิดไม่ฝันว่ามนุษย์คนหนึ่งจะเคลื่อนไหวได้เร็วขนาดนี้!ดูเหมือนเป็นลูกเตะพื้นๆ แต่กลับหนักหน่วงทรงพลัง!
“ร่างกายของเขาแข็งแกร่งพอๆ กับร่างปีศาจเลยงั้นเหรอ?!” ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมาไม่นาน อีกฝ่ายก็หายไปแล้ว
เขาหายไปไหนแล้ว?!
อยู่ตรงไหน?!
ทั้งตกตะลึง ทั้งโมโหผสมปนเปกันไปหมด ทันใดนั้น เสียงลมกรรโชกรุนแรงก็ดังขึ้นจากด้านหลังราวกับเสียงรถที่แล่นด้วยความเร็วเต็มอัตราถูกเหยียบเบรคอย่างกระทันหัน!
“รังไหมพันธนาการ”
คราวนี้ เส้นผมของชายหนุ่มก็ห่อหุ้มทั่วร่างกายเขาเอาไว้เหมือนรังไหมวินาทีถัดมา มวลพลังอันรุนแรงดั่งคลื่นสมุทรก็โหมซัดเข้ามาผ่านชั้นป้องกันของรังไหมทำเอาเขาสะพรึงเลยทีเดียว
“เป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งพอๆ กับร่างปีศาจเลยก็ว่าได้...”ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก
“ฉันชื่อสวีหยางอี้”
“จำใส่กะโหลกไว้ซะ”
“หากครั้งหน้าคิดจะลงมือกับมนุษย์ ก็จงสำเหนียกในพลังของตัวเองก่อน”
บรรยากาศนิ่งเงียบลง
ผู้เฒ่าทั้งสามคนที่อยู่ตรงนั้นอึ้งตะลึงไปตามๆ กันพวกเขาแทบไม่อยากเชื่อว่านายน้อยตระกูลตัวเองที่สูงส่งปานนี้จะถูกมนุษย์โจมตีถึงตัวทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้พลังเวทด้วยซ้ำ!
คนในตระกูลหมิงจะไม่ถนัดการต่อสู้ในระยะปะชิดและพวกเขาก็รู้จุดอ่อนของตัวเองข้อนี้เป็นอย่างดีดังนั้นพวกเขาจึงมีการฝึกวิชาที่เสริมพละกำลังของร่างกายไปพร้อมๆ กันถึงขั้นที่คนในตระกูลสามารถฆ่าผู้ฝึกตนธรรมดาๆ ได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวได้เลยดังนั้นพละกำลังทางร่างกายของพวกเขาก็จัดว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน
แต่ตอนนี้... กลับถูกมนุษย์เตะกระเด็นซะงั้น
“บังอาจ!!” ในที่สุด ความโมโหที่อัดกลั้นอยู่ในใจของหมิงเสินก็ระเบิดออกมาดูเหมือนจะประเมินอีกฝ่ายต่ำเกินไป...แถมยังถูกอีกฝ่ายระเบิดพลังสวนกลับมาแบบนี้อีก! แบบนี้ยังจะให้พูดดีด้วยได้อย่างไรอีกฝ่ายได้สื่อสารผ่าน ลูกเตะทั้งสองลูกมาแล้วว่า ‘อย่าคิดไปเองว่าตัวเองสูงส่ง’!
ชายหนุ่มไม่อาจรักษาสีหน้านิ่งสงบดุจน้ำนิ่งได้อีกต่อไป
นี่คือการท้าทาย! นี่คือการเหยียดหยาม!
นี่คือการดูหมิ่นเทพเจ้าของมนุษย์!
ผู้ที่ดูหมิ่น... ต้องชดใช้ด้วยดวงวิญญาณ!
ทันใดนั้น เกิดรอยปริแตกขึ้นทั่วรังไหมของอีกฝ่ายใยไหมคล้ายเส้นลวดหลายเส้นพุ่งเข้ามายึดเกาะร่างของสวีหยางอี้แต่เขากลับไม่ป้องกันแม้แต่น้อย
เขาหรี่ตามองหมิงเสินที่เดินออกมาจากรังไหม ตอนนี้ผมเผ้าอีกฝ่ายยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ผิวสีขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีดำราวกับดักแด้ลอกคราบปราณลวดลายอักขระสีขาวขึ้นทั่วร่างกาย ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีขาวขุ่นมัว
“บทที่สิบ...” แววตาอาฆาตรสะท้อนออกมาจากดวงตาเขา “ถ้านายอยากตายขนาดนั้น...ฉันก็จัดให้”
“ท่านเสินจุนครับ!” “ได้โปรดคิดดีๆ ก่อนครับ!”
“เหง่ง...” และทันใดนั้นเอง เสียงระฆังดังกังวานก็ดังขึ้น
สวีหยางอี้พลิกแขนดูนาฬิกาข้อมูลตัวเอง ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนตรง หรือก็คือห้วงเวลาปีศาจนั่นเอง!
ตามตำนานเล่าขาน ว่ากันว่า เวลาห้าโมงเย็นถึงหกโยงเย็น และเที่ยงคืนตรงเมื่อกลางวันผลัดเปลี่ยนเป็นกลางคืน เป็นห้วงเวลาปีศาจ
ในช่วงเวลานี้ พลังหยินเต็มปริ่ม ทำให้มองเห็นบางสิ่งที่โดยปกติมองไม่เห็นยกตัวอย่างเช่น...
เหนือผิวทะเลสาบเคว้งคว้างไร้ผู้คนเสียงระฆังอันยืดยานดังแผ่ซ่านมาอย่างช้าๆวิสัยทัศน์อันชัดเจนยามราตรีสงัดประจักษ์สู่สายตา เสียงลั่นระฆังชวนให้ตกอยู่ในห้วงภวังค์เมื่อฟังอย่างละเอียดจะได้ยินห้วงทำนองของความเจ็บปวดทุกข์ระทม สิ้นหวังและความทุรนทุราย
นั่นเป็นเสียงระฆังที่ทั้งมนุษย์ธรรมดาไม่มีทางได้ยิน
นี่เป็นเสียงระฆังธรรมดาที่ไม่ได้ร่ายเวทใดๆ ลงไป แม้จะส่งกระทบต่อจิตใจแต่ก็ใช่ว่าต้านทานไม่ได้
ณ เวลาเที่ยงคืนตรงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในทะเลสาบกระโดดโลดเต้นขึ้นเหนือผิวน้ำอย่างกระดี๊กระด๊าราวกับกำลังรอคอยการมาเยือนของบางอย่าง
ท่ามกลางทะเลสาบกลางปล่องภูเขาไฟ พวกมันกำลังรอคอย...การมาเยือนของราชาผู้อยู่บนห่วงโซ่อาหารสูงสุด!
ต่อให้เป็นวาฬมังกรในยุคยุคครีเทเชียสหรือมีโซโซอิกมาก็คงมิอาจอวดอ้างตัวเองในที่แห่งนี้ได้
ผู้ที่กำลังปรากฎตัวออกมาผู้นี้ คือจ้าวแผ่นดิน จ้าวสมุทรอย่างแท้จริง
สวีหยางอี้หรี่ตามองดูทุกการเปลี่ยนแปลงบนผิวน้ำ ทันใดนั้นเขาพบว่า...
มีไอหมอกระเหยขึ้นมา
หมอกอันเข้มข้นแผ่ขยายปกคลุมวิสัยทัศน์ทั่วอาณาบริเวณทันที
“บุ๋มๆ” เสียงฟองอากาศผุดขึ้นเหนือผิวน้ำ
ราวกับ... มีอะไรบางอย่างกำลังผุดขึ้นมาเหนือผิวน้ำ
ช่างน่าพิศวงเหลือล้ำ ท่ามกลางหมอกหนาเช่นนี้ แม้ยื่นมือออกไปยังไม่เห็นมือตัวเองทว่ากลับมองเห็นโฉมหน้าของสิ่งที่กำลังผุดขึ้นมาเหนือผิวน้ำอย่างชัดเจน!
นั่นเป็นศาลาหลังหนึ่ง
เป็นศาลาที่สร้างขึ้นอย่างจากกระดูกหลากหลายรูปแบบ!
มีโครงกระดูกในชุดนักพรตร่างหนึ่งกำลังใช้ไม้เท้าหัวกะโหลกยาวหนึ่งเมตรตีระฆังขนาดสามเมตรสภาพเก่าคร่ำคร่าขึ้นสนิมเขียว
“เหง่ง... หง่าง...” เสียงกะโหลกกระทบระฆัง คลื่นเสียงดังกังวานทั่วสารทิศท่ามกลางสายหมอกนิ่งสงัดดั่งบรรยากาศแห่งความตาย มีศาลาหมื่นกระดูกตั้งตระหง่านหากมนุษย์ธรรมดาเห็นเข้า คงหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่ออย่างแน่นอน!
ณ เวลาเที่ยงคืนตรง ยามค้อนกะโหลกกระทบระฆัง ทุกสรรพสัตว์ต่างหลีกทางแม้แต่หิ่งห้อยริมทะเลสาบก็เงียบกริบ
ท่ามกลางหมอกหนา มีดวงแสงสีเขียวเรืองรองค่อยๆ โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ
แม้เรืองรอง แต่แฝงด้วยอันตราย มันผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว!
ทั้งสวีหยางอี้ ทั้งหมิงเสินต่างก้าวเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันทีทุกคนตรงที่แห่งนั้นต่างได้ยินเสียงหัวใจเต้นกระตุก
ใกล้เข้ามาแล้ว... สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เม้มปากกำหมัดอย่างลุ้นระทึก
ท่านปีศาจอาวุโสปี้ปัวปีศาจตามตำนานเล่าขานที่มีชีวิตมาตั้งแต่ยุคสมัยห้าราชวงศ์สิบแคว้นกำลังจะเผยร่างขึ้นมาท่ามกลางหมอกหนานี้แล้ว
เขามองเห็นดวงแสงสีเขียวเรืองรองสองดวงนั้นอย่างชัดเจน...เป็นเป็นดวงตาของอีกฝ่ายที่ผุดขึ้นมาสาดส่องเหนือผิวน้ำนั่นเอง!
“ซู่ซ่า!” เขาหรี่ตาลง มือสองข้างยกขึ้นตั้งการ์ดทำท่าป้องกัน เพราะสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาเขาตอนนี้คือศาลาหมื่นกระดูกหลังนี้กำลังยกตัวสูงขึ้น!
“ไม่ใช่ มันไม่ได้ยกตัวสูงขึ้น! แต่มัน...” เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ“แต่มัน... คือศาลาที่สร้างอยู่บนร่างกายอีกฝ่าย!”
เงาตะคุ่มขนาดใหญ่พุ่งขึ้นมาเหนือผิวทะเลสาบอย่างรวดเร็ว!
มองไม่เห็นรูปร่างที่ชัดเจน มองไม่เห็นขนาดที่แน่ชัด!ได้ยินเพียงเสียงมวลน้ำพุ่งกระจายยามร่างอีกฝ่ายผุดขึ้นมาก่อนทิ้งตัวร่วงลงมาดั่งห่าฝนกระหน่ำ!
“ครืด...” พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อยสวีหยางอี้พลันรู้สึกใจโหวงขึ้นฉับพลัน
อีกฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
บรรยากาศเงียบสงัดดั่งความตาย
สวีหยางอี้กับเสินหมิงยังพอเก็บอาการตัวเองไว้ได้แต่ผู้เฒ่าสามคนที่อยู่ด้านหลังกลับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ขาสั่นงั่กอย่างเสียอาการ
“ฟืด...” บังเกิดเสียงดังประหลาด ทุกครั้งที่เสียงนี้ดังขึ้น ใบไม้ใบหญ้ารอบทะเลสาบที่นิ่งสงบก่อนหน้านี้พลอยพลิ้วไหวเคล้าเสียงเสียดสีขึ้นตามตอนแรกสวีหยางอี้ก็ยังไม่เข้าใจ แต่เพียงพริบตาก็เข้าใจขึ้นทัน
นี่เป็น... เสียงหายใจของอีกฝ่าย!
เพียงลมหายใจ ก็เกิดเป็นพายุหมุนลูกเล็กๆ ขึ้นกลางทะเลสาบ... ใบหญ้ารอบๆ ลู่ตามแรงลมเรียบแปล้
“นามของฉันคือปี้ปัว” น้ำเสียงกึ่งชายกึ่งหญิงดังขึ้นท่ามกลางหมอกหนา“สหายทุกท่านคงรอนานแล้ว”