ตอนที่ 35 :ประชันบทกวี
วางระเบิดไปแล้ว
เหล่าบัณฑิตต่างเดือดดาล ต่างก็แทบกระอักเลือดเพราะการเยาะเย้ยของหลินอี้แต่ละคนต่างก็ขบกรามแน่น อยากจะฉีกกระชากเนื้อของหลินอี้ให้ขาดกระจุย
เจิ้งจือชิวก็ค่อนข้างสับสนเช่นกัน
เขาทราบว่าหลินอี้นั้นใจกล้าบ้าบิ่น แถมยังกล้าที่จะลงไม้ลงมือกับเหอเหวยจวินคณบดีสำนักศึกษาจวินจี๋
แต่คาดไม่ถึงว่า เมื่อมาถึงสำนักศึกษาของตนเอง ยามที่ข้ามผ่านประตูลูกศิษย์ทุกคนในสำนักศึกษาต่างไม่พอใจกันถ้วนหน้า
รนหาเรื่อง
“เสี่ยวอี้ ไม่ได้”
ซูหวายจื้อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันขนาดใหญ่เขาก้าวไปข้างหน้าและคว้าตัวหลินอี้ไว้ ส่ายหน้าและกล่าวว่า“พวกเขาเป็นศิษย์พี่ของเจ้า เจ้าทำเยี่ยงนี้มิเหมาะสม”
หลินอี้ส่ายหน้าและกล่าวว่า “มิมีอันใดไม่เหมาะสม อ่อนแอก็จะถูกข่มเหงยินยอมให้พวกเขาดูถูกข้า แต่มิยินยอมให้ข้าโต้ตอบหรือ”
“นี่มัน...”
ซูหวายจื้อลังเลที่จะพูด ทำเพียงถอนหายใจ และกล่าวด้วยความกังวลว่า“การโต้ตอบย่อมทำได้ แต่เจ้ามิได้เก่งกาจไปกว่าพวกเขา บุรุษสามารถยืดและงอได้การที่เจ้าทำเยี่ยงนี้ ในไม่ช้าก็เร็วจะต้องตกที่นั่งลำบากแน่”
“วางใจเถิด ลูกรู้ตนเองดี”
หลินอี้ลูบหลังมือของซูหวายจื้ออย่างแผ่วเบา เพื่อบอกให้เขาวางใจ
“ยอดเยี่ยมเลยหลินอี้ เพิ่งจะกราบไหว้เข้ามาเท่านั้นพวกข้ามิได้แสดงอำนาจกับเจ้า เจ้าก็แสดงอำนาจกับพวกข้าก่อนเลยเยี่ยงนั้นรึ”
หลี่เหวินโป๋เต็มใจที่จะเป็นฝ่ายรุก โดยก้าวออกมาเผชิญหน้า ชี้ไปทางหลินอี้และกล่าวว่า
“ดีมาก เจ้าช่างดียิ่ง”
“ขึ้นโต๊ะ”
หลี่เหวินโป๋โบกมือ จากนั้นก็มีบัณฑิตนำโต๊ะขึ้นมาสองตัวและวางลงเบื้องหน้าของเขาและหลินอี้
หลินอี้เลิกคิ้วขึ้น ต้องการประลองความสามารถกับเขาหรือ
หลี่เหวินโป๋จ้องมองหลินอี้เขม็ง และกล่าวว่า “มิกล่าวอะไรไร้สาระให้มากความมิใช่เจ้าสามารถประพันธ์บทกวีได้ด้วยปากเปล่าหรือ ตอนนี้ข้าจะเล่นกับเจ้าดูว่าบทกวีของผู้ใดที่จะสามารถดึงพลังพรสวรรค์ออกมาได้มากกว่ากัน”
“หากว่าเจ้าแพ้ ก็จะต้องปีนเข้าสำนักศึกษาตามธรรมเนียมดั้งเดิมของสำนักศึกษาผิงโจว”
เดิมทีคณบดีเจิ้งจือชิวอยากจะขวางแต่เห็นว่าเป็นเพียงการประชันบทกวีมิใช่ประชันพละกำลัง ถึงได้วางใจลงในพลัน
และตั้งตารอการแสดงของหลินอี้เป็นพิเศษ
ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้หากหลินอี้ไม่สามารถทำให้บัณฑิตเหล่านี้สงบลงได้ เกรงว่าชีวิตในภายภาคหน้าจะตกที่นั่งลำบากเป็นแน่
“หากว่าเจ้าแพ้เล่า”
หลินอี้มองไปทางหลี่เหวินโป๋
“เหอเหอ”
หลี่เหวินโป๋หัวเราะร่า จากนั้นก็กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“ข้ามิมีทางแพ้”
หลินอี้ยิ้มเย้ย “หากว่าเจ้าแพ้ขึ้นมาล่ะ”
หลี่เหวินโป๋หรี่ตามอง “มิมีหากว่า แต่หากข้าแพ้ ข้าจะยอมให้เจ้าลงโทษ”
“ดี”
หลินอี้รับคำ จากนั้นก็หันมองไปทางเฉินจิ้นเป่ยที่อยู่ไม่ไกล“อาจารย์เฉิน ข้าขอยืมอุปกรณ์ได้หรือไม่”
“ได้”
เฉินจิ้นเป่ยสะบัดชายเสื้ออุปกรณ์การเขียนก็พุ่งออกมาจากภายในแขนเสื้อ และวางลงบนโต๊ะเบื้องหน้าของหลินอี้อย่างมั่นคง
“ฮ่าฮ่าฮ่าแม้แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างอุปกรณ์การเขียนของปัญญาชนยังมิมี เขายังถือตนว่าเป็นบัณฑิตได้อีกหรือ”
“เยี่ยงนี้ยังจะสามารถชนะได้อีกหรือ บัณฑิตผู้ใดก็ต้องนำอุปกรณ์การเขียนติดตัวไปด้วยมิใช่หรือเพื่อที่ในช่วงเวลาสำคัญที่ความคิดกำลังพรั่งพรู จะได้จดบันทึกได้ในทันที”
“เขาแพ้แล้วก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่าหลี่เหวินโป๋มีบทกวีที่โดดเด่นอยู่ พวกมันแฝงพลังพรสวรรค์ไว้ถึงสามถังเป็นอย่างต่ำ”
“พลังพรสวรรค์สามถังหรือ น่ากลัวเพียงนั้นเลยหรือพลังพรสวรรค์ที่แฝงอยู่ในน้ำหมึกบนกระดาษเยี่ยงนั้นจะต้องมีน้ำหนักถึงสามสิบชั่ง....บัณฑิตอันดับหนึ่งของสำนักศึกษาผิงโจว”
บัณฑิตจำนวนไม่น้อยต่างรวมตัวนินทาอยู่อีกด้านภายในแววตาทอประกายหวาดผวา และเต็มไปด้วยความชื่นชมในตัวหลี่เหวินโป๋
เดิมทีแล้วหลี่เหวินโป๋คือหนึ่งในสามอันดับแนวหน้าของสำนักศึกษาผิงโจวเป็นรองเพียงเฉินห้าวหลานและฟางฉิงเสวี่ยเท่านั้น
ดังนั้นคราวนี้ที่เจิ้งจือชิวตั้งใจจะรับหลินอี้เป็นศิษย์สายตรงจึงทำให้หลี่เหวินโป๋ไม่พอใจอย่างยิ่ง
จึงทำให้คิดอยากหาทางข่มเหงหลินอี้ให้จงได้
“ความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม คือวิธีการคำนวณการวัดพลังพรสวรรค์บทกวีบทกลอนที่เขียนบนกระดาษ ยิ่งกระดาษหนักเท่าไหร่ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงพลังพรสวรรค์จำนวนมากที่แฝงอยู่ในนั้นพรสวรรค์สูงแปดถังที่กล่าวขานกันนั้น ก็คือพลังพรสวรรค์ที่หนักแปดสิบชั่งกระดาษหนึ่งแผ่นหนักแปดสิบชั่ง ช่างน่ากลัว”
“แต่อย่างไรบทกวีบทกลอนของราชบัณฑิตขั้นสามที่ได้ยินมานั้นกล่าวว่าหนึ่งหน้า ต่างก็มีน้ำหนักพันชั่งเป็นอย่างต่ำ ทนน้ำทนไฟ คงกระพันร้อยปีทรงพลังยิ่ง”
หลินอี้ที่ได้ยินคำนินทาของบัณฑิตเหล่านั้นภายในใจก็เกิดความรู้สึกบางอย่าง
เพียงแต่ เขาไม่รู้ว่าบทกวีทะลวงแดนพรสวรรค์บทนั้นมีพลังพรสวรรค์แฝงไว้เท่าไหร่
เมื่อวันนั้นที่ศาลาพักม้า ทันทีที่เขาเขียนกวีบทนั้นลงไปหลังจากนั้นพลังพรสวรรค์จากกระดาษก็ทะลวงไปบนฟ้า
เดิมทีไม่มีเวลาแม้แต่จะนำมาชั่งน้ำหนัก
หลี่เหวินโป๋ฝนหมึกเสร็จแล้ว จรดพู่กันจุ่มน้ำหมึกหลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก็ได้เขียนลงไปบนกระดาษซวนจื่อด้วยท่าทีเคร่งขรึม
พลังพรสวรรค์พรั่งพรูจากปลายนิ้วของเขาและซึมซับไปในพู่กันและน้ำหมึกและเกิดการดึงพลังพรสวรรค์รอบตัวเข้ามาโดยเร็ว
พลังพรสวรรค์บรรจบที่ปลายพู่กัน ยามที่จรดประพันธ์บทกวีบทความก็เกิดการกระตุ้นพลังพรสวรรค์ระหว่างฟ้าดินขึ้นมา
แท้จริงแล้วที่หลินอี้กล่าวว่าเกิดขึ้นโดยธรรมชาติก็ถือว่ากล่าวได้อย่างชาญฉลาด
ตั้งแต่ที่เจ้าแห่งมวลมนุษย์ฝูซีได้เปิดทางดินแดนวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์หลังจากที่เส้นทางวรรณกรรมก่อกำเนิด ก็ได้ครอบคลุมไปทุกสรรพสิ่ง
การรวมตัวของอักขระทั้งหมดในบทกวีและบทความแท้จริงแล้วฟ้าดินก็มีชะตาชี้ขาดด้วยตนเองอีกด้วย
ก็เหมือนกับการเชิญผู้พิพากษาศักดิ์สิทธิ์
หลังจากนักปราชญ์ระลึกถึงเบื้องบนในช่วงบั้นปลายชีวิต ตำราบนมือซ้ายจะสามารถแสดงถึงอดีตชีวิตของผู้คนผ่านผู้พิพากษาศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้นที่กล่าวว่า คนลงมือ ฟ้านั่งมองก็มิใช่คำที่กล่าวอย่างเลื่อนลอย
หลินอี้มองไปทางหลี่เหวินโป๋ จากนั้นก็คลี่กระดาษซวนจื่อออกใช้ก้อนหยกทับกระดาษซวนจื่อเอาไว้ เตรียมตวัดพู่กันเพื่อเขียนลงไป
เฉินจิ้นเป่ยสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ ก็รีบเอ่ยเตือนในพลัน “หลินอี้การประพันธ์นั่นอาศัยพลังพรสวรรค์ต่างหากจึงจะสามารถผสานพลังฟ้าดินและพรสวรรค์เข้ากับพู่กันและน้ำหมึกได้มิฉะนั้นก็จะสลายหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว”
“ขอขอบพระคุณอาจารย์เฉินที่เอ่ยเตือน”
หลินอี้พยักหน้าเล็กน้อย
เขาในตอนนี้เพิ่งได้เข้าใจว่าทำไมในอดีตบทกวีที่ได้สลักจารึกถึงได้เรียกพลังพรสวรรค์จากฟ้าดินและทะลวงท้องฟ้าขึ้นไป
เดิมทียามนั้นเขาแค่เขียนลงไปเท่านั้นและมิได้อาศัยการผสานพลังพรสวรรค์ลงไปแต่อย่างใด
หลินอี้ขับเคลื่อนพลังพรสวรรค์ภายในร่าง จรดพู่กันกับน้ำหมึกสายตาที่เฉียบคม จดจ้องกระดาษซวนจื่อและเริ่มประพันธ์บทกวี
“ลับกระบี่นับสิบปี...”
ยามที่หลี่เหวินโป๋เอ่ยท้าประพันธ์กวีกับหลินอี้ภายในหัวของเขาก็ย่อมนึกถึงบทกวีขึ้นมาในทันที
ภายในใจจึงได้เกิดความฮึกเหิมขึ้นมา
เขาในตอนนี้กำลังแสดงความสามารถก็เหมือนกับบทกวีที่เขากำลังเขียนอยู่นี้ แสดงความทะเยอทะยานด้วยบทกวีจิตใจตอบสนองต่อสถานการณ์ มิมีอะไรเหมาะสมไปมากกว่านี้แล้ว
.....
“ใช่ พลังบทกวีของศิษย์พี่หลี่นี้ ยอดเยี่ยมยิ่งนักพลังฟ้าดินและพรสวรรค์วนโอบล้อม ผสานกับพู่กันและน้ำหมึกอย่างมิหยุด”
“ในอดีตยามที่ศิษย์พี่เฉินห้าวหลานประพันธ์บทกวีที่สามารถสั่นคลอนกระดิ่งวรรณกรรมได้ก็อยู่ในลักษณะนี้”
“หลินอี้มาท้าทายพวกเรา ช่างรนหาที่ตายต่อให้ศิษย์พี่หลี่พ่ายแพ้ ก็ยังมีศิษย์พี่เฉิน”
“กล่าวตามตรง ลูกไก่ระดับเบิกเนตรขั้นเก้า มิมีแม้แต่ชื่อเสียงบนเส้นทางวรรณกรรมเขาจะประพันธ์บทกวีที่ดีออกมาได้อย่างไร ข้ามิมีทางเชื่อ”
“เยี่ยงนั้นเขาก็รอปีนเข้าสำนักศึกษาได้เลยฮ่าฮ่าฮ่า...”
บัณฑิตจำนวนมากกำลังสุมหัวนินทาในบทสนทนานั้นมีแต่ความดูแคลนและชิงชังในตัวหลินอี้
การยั่วยุของหลินอี้เมื่อครู่ ทำพวกเขาเดือดดาลโดยแท้จริง
ตอนนี้เพียงรอหลี่เหวินโป๋ประพันธ์บทกวีเสร็จ แล้วเอาไปตบหน้าหลินอี้จะได้คลายโทสะของพวกเขาลง
ทันใดนั้นเอง
“พวกเจ้าดู นั่น... นั่นคืออะไร”มีบัณฑิตบางคนชี้ไปทางหลินอี้ ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “พวกเจ้าดูพู่กันในมือของเขา”
“มีอะไรให้น่ามองกัน”
“พลังพรสวรรค์ของพวกเราเป็นสีขาวแล้วทำไมของเขาเป็นสีทอง”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้ามิเคยเห็นมาก่อน”
บัณฑิตคนอื่นต่างก็สังเกตเห็นความผิดปกติเกิดความสงสัยมิคลายขึ้นมากับเหตุการณ์นี้ อย่างไรแล้วสำหรับพวกเขาเรื่องตราห้าวหลาน...ก็ถือว่าไกลตัวอย่างมาก
มองมิออกก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน
“สีทองหรือ”
คิ้วของหลี่เหวินโป๋กระตุกขึ้นมา
เขาอ่านตำนานมาหลายเล่ม พลังพรสวรรค์สีทองที่เขานึกขึ้นมาได้นั้นมันคือพลังแห่งห้าวหลานเจิ้งชี่!