The Possible Man

    ตอนที่ 132 : งานประชุมนานาชาติ ( ตอนจบ )

    การกล่าวสุนทรพจน์ออกมาได้อย่างดีเยี่ยมนี่ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากอยู่แล้ว แต่การกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาอื่นได้อย่างลื่นไหลกลับน่าชื่นชมมากยิ่งกว่า ยิ่งถ้าได้ภาษาที่สามไปด้วยนี่ถือว่าเป็นบุคคลที่มากความสามารถคนหนึ่งเลยทีเดียว


    ไม่ต้องพูดถึงภาษาที่ 4 เลย คนที่พูดได้ถึง 4 ภาษา ต้องเป็นคนที่เก่งเป็นอย่างมาก ต่อให้นับคนจากทั้งโลก คนที่จะสามารถพูดได้ถึง 4 ภาษา แถมสำเนียงยังเป๊ะเหมือนเจ้าของภาษามาพูดเอง อัตราส่วนก็ไม่ได้มากมายอยู่ดี


    หลังจากเสร็จสิ้นการกล่าวสุนทรพจน์ภาษาบรูไนของหิน ในครั้งนี้กลับแตกต่างครั้งก่อนๆ หน้า ทุกชาติในห้องประชุมต่างยืนขึ้นปรบมือชื่นชมหิน แม้ชาติที่เหลือจะยังไม่เข้าใจสุนทรพจน์ที่หินกล่าว แต่ว่า แค่ความสามารถในการพูดได้ถึง 4 ภาษาของหิน ก็ควรค่าให้พวกเขาชื่นชมได้เช่นกัน


    เสียงปรบมือดังกึกก้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มซาลง แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้นั่งลง ทันใดนั้นสุนทรพจน์ภาษาอินโดนีเซียก็ถูกกล่าวขึ้นตามออกมาติดๆ


    “....” ทั้งห้องตกอยู่ภายใต้ความเงียบในทันที


    “ไม่จริงน่าเด็กคนนี้พูดได้ถึง 5 ภาษาเลยเหรอ!”


    “นี่มันอัจฉริยะชัดๆ!”


    เกิดเสียงซุบซิบดังขึ้นไปทั่วทั้งห้อง ไม่มีใครคิดมาก่อนเลยว่านักศึกษาคนนี้จะพูดได้มากถึง 5 ภาษา คนที่มีความสามารถขนาดนี้ สามารถเรียกว่าอัจฉริยะได้เลย


    และอย่าลืมว่าเขาเป็นเพียงแค่นักศึกษาเท่านั้น ในขณะที่อายุเพียงแค่นี้ เขายังทำได้ขนาดนี้ มันย่อมแสดงถึงความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กคนนี้ได้เป็นอย่างดี จากนี้ไปอีก 5 ปี 10 ปี ศักยภาพของเขายังพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก


    ดังนั้นตอนนี้ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อยากสร้างความสัมพันธ์กับหิน คนที่เก่งขนาดนี้ในอนาคตย่อมไร้ขีดจำกัด เขาอาจจะกลายเป็นบุคคลที่สำคัญและมีชื่อเสียง การสานสัมพันธ์กับบุคคลเช่นนี้ได้ย่อมเกิดผลดีต่อพวกเขาเอง


    ทุกคนในตอนนี้ต่างก็มองหินด้วยสายตาเป็นประกาย ประหนึ่งมองเพชรล้ำค่า


    ขณะที่พวกเขากำลังคิดหาทางสานสัมพันธ์กับหินอยู่นั้น


    หินที่พึ่งกล่าวสุนทรพจน์ภาษาบรูไนเสร็จสิ้นไป ก็ได้กล่าวสุนทรพจน์ภาษามลายู (สิงคโปร์) ออกมา…


    เกิดความเงียบปกคลุมทั่วห้องประชุมในทันที


    ไร้ซึ่งเสียงปรบมือ ไร้ซึ่งเสียงโห่ร้องชื่นชม มีเพียงความเงียบ เงียบซะจนผู้คนที่ยืนอยู่ในห้อง ต่างก็ได้ยินเสียงลมหายใจของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ


    ภาษาที่ 6!!


    “หะ หะ หกภาษา!!”


    “จาก 11 ชาติที่เข้าร่วม เขาพูดไปแล้วตั้ง 6 ภาษา นี่มันเก่งเกินไปแล้ว!!”


    “โอ้... นี่คงไม่ใช่ว่าเขาจะพูดทั้ง 12 ภาษาได้หรอกนะ…? ”


    ตอนนี้ไม่มีใครนั่งติดเก้าอี้อีกต่อไป ทุกคนต่างยืนขึ้น สายตาของพวกเขาทั้งหมดจับจ้องไปบนเวที จับจ้องไปที่หินเพียงคนเดียว สายตาเหล่านี้ต่างเต็มไปด้วยความชื่นชม ตกตะลึง และคาดหวัง


    เมื่อหินกล่าวสุนทรพจน์ภาษามลายูเสร็จ สุนทรพจน์ภาษาเขมรก็ถูกกล่าวต่อตามมาติดๆ


    ภาษาที่ 7!!


    เฮือก!!


    ตอนนี้นอกจากแขกผู้ทรงเกียรติจะนั่งไม่ติดแล้ว ปากของพวกเขาก็เริ่มอ้าค้าง


    เมื่อสุนทรพจน์ภาษาเขมรจบลง สุนทรพจน์ภาษาเวียดนามก็ถูกล่าวออกมาต่อ


    ภาษาที่ 8!!


    ปากของแขกผู้ทรงเกียรติเริ่มอ้ากว้างขึ้น


    ตามด้วยสุนทรพจน์ภาษาฟิลิปิโน (ฟิลิปินส์) ภาษาที่ 9!!


    โดยไม่รู้ตัว แขกบางคนถึงกับอ้าปากกว้างขนาดที่สามารถยัดส้มเข้าไปได้ทั้งลูก


    ตามด้วยสุนทรพจน์ภาษาลาว เป็นภาษาที่ 10! และแล้วสุนทรพจน์ภาษาโปรตุเกส ซึ่งเป็นภาษาที่ 11 ก่อนที่จะปิดท้ายด้วย สุนทรพจน์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 12 สำหรับแขกต่างชาติคนอื่นๆ


    หลังจากกล่าวสุนทรพจน์ครบ หินก็กล่าวขอบคุณขึ้นปิดท้าย


    ‘รู้สึกคอแห้งจัง...’ หินคิดขึ้นในใจหลังจากกล่าวสุนทรพจน์เสร็จแล้ว แม้สุนทรพจน์ที่เขาพูดจะไม่ใช่บทพูดที่ยาวมาก แต่การที่ต้องพูดมากถึง 12 ภาษา บทพูดที่สั้นๆ เมื่อรวมกันแล้วมันจึงกลายเป็นบทที่ยาวมากและมันก็ทำให้เขารู้สึกคอแห้งเหลือเกิน


    ‘แล้ว...เสียงปรบมือของฉันล่ะ? ’ ขณะนั้นเองหินก็นึกขึ้นได้ว่า เขาได้กล่าวสุนทรพจน์เสร็จแล้วทำไมถึงยังไม่ได้ยินเสียงปรบมือยินดีอย่างที่ควรจะเป็น


    แต่เมื่อหินได้สังเกตทุกอย่างอย่างรอบตัวเขา เขาก็พบว่าทุกคนกำลังอยู่ในท่าทีตกตะลึงสุดๆ แม้กระทั่งปากของพวกเขายังอ้าค้างเอาไว้ ไม่เหลือมาดผู้ดีของสังคมชั้นสูงแม้แต่น้อย


    ‘คงจะตะลึงในความสุดยอดของฉันสินะ หึหึ’ หินหัวเราะขึ้นอย่างลำพองใจ ก่อนจะให้เดวิดทำการเก็บภาพ ขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในอาการตกตะลึง การที่ทุกคนภายในห้องจะอ้าปากพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ


    “นาเดียร์...” เมื่อหินหันไปหานาเดียร์เพื่อส่งช่วงต่อให้แก่เธอ กลับพบว่า นาเดียร์เองก็ไม่ได้มีท่าทีแตกต่างจาก แขกคนอื่นๆ เท่าไหร่นัก


    ‘เก็บรูปไว้เป็นที่ระลึกหน่อยละกัน’ หินคิดขึ้นก่อนจะทำการถ่ายรูป ของนาเดียร์ในท่าทีตกตะลึงอ้าปากค้างนี้เอาไว้


    แม้ทุกอย่างฟังดูเหมือนจะยาวนาน แต่ในความจริงมันเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น


    “อะแฮ่ม! ผมกล่าวสุนทรพจน์จบแล้วนะครับ ขอบคุณครับ” หินเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง โดยในครั้งนี้เขาเน้นเสียงให้ดังเป็นพิเศษ เพื่อเรียกสติของทุกคน


    ดูเหมือนว่านาเดียร์ที่อยู่ใกล้หินจะได้สติแล้วเช่นกัน เธอจึงรีบเอ่ยขึ้น


    “เป็นสุนทรพจน์ที่ดีมากเลยค่ะ ฉันคิดว่ามันคงช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนได้” นาเดียร์เอ่ยชมขึ้นเป็นพิธีโดยไม่ได้พูดถึงเรื่องภาษาของหิน


    “ขอเสียงปรบมืออีกครั้งให้กับ ตัวแทนนักศึกษาที่ขึ้นมากล่าวสุนทรพจน์ นาย ไตรภพ วีชเดชสกุล ค่ะ”


    สื้นเสียงที่เธอเอ่ย ทั้งห้องประชุมที่เงียบอยู่เมื่อครู่ ก็เกิดเสียงปรบมือดังขึ้นไปทั่ว พร้อมเสียงโห่ร้องแสดงความชื่นชมยินดี


    “ถ้าเด็กคนนี้เป็นคนคิดสุนทรพจน์ขึ้นมาเอง แสดงว่าเขาไม่ธรรมดาเลย...”


    “เด็กคนนี้คือเมล็ดพันธุ์ที่ดี”


    “ช่างน่ายินดีแทนประเทศไทซะจริง”


    “โอ้พระเจ้า เขาพูดได้ 12 ภาษาจริงๆ ด้วย...” บางคนเอ่ยขึ้น


    หินโค้งตัวขอบคุณพอเป็นพิธีเล็กน้อยก่อนจะก้าวลงไปจากเวที ทิ้งไว้เพียงเสียงแสดงความยินดีที่ดังไล่หลังของเขามา


    “เพื่อนผมเองครับ!! นั่นมันเพื่อนผมเอง!!” เสียงตะโกนเสียงหนึ่งดังขึ้น แม้จะอยู่ด้านหลังของห้อง แต่ก็เรียกสายตาจากแขกได้หลายคนเช่นกัน เพราะเสียงที่นัทตะโกนออกมามันดังทะลุแก้วหูใครหลายๆ คนแถวนั้น


    เมื่อนัทเห็นสายที่หลายคนมองมาที่เขาจึงเผยท่าทีภาคภูมิใจขึ้น ประหนึ่งว่าคนที่ขึ้นไปพูดบนเวทีเมื่อสักครู่นั้นคือตนเองไม่ใช่หิน


    ‘มีเพื่อนเป็นคนเก่งนี่มันดีจริงๆ ’ นัทคิดขึ้นในใจ


    ขณะเดียวกันทางฝั่งของนักข่าว พวกเขาก็ได้อัดวิดีโอการกล่าวสุนทรพจน์ของหินเอาไว้แล้วและมีหลายสำนักที่ได้ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ในครั้งนี้ ดังนั้นเหตุการณ์อันน่าตกตะลึงเมื่อสักครู่จึงไม่ได้มีแค่คนในห้องประชุมเท่านั้นที่ได้รับชม แต่ยังมีผู้คนที่ได้รับชมข่าวถ่ายทอดสดอีกด้วย…


    “เชื่อเขาเลยจริงๆ ประธาน Enterprise คนนี้ไม่ใช่แค่รวยมากๆ แต่ยังเก่งมากอีกด้วย” ดุ๊คเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม


    “นี่ยังเรียกว่าเก่งอีกเหรอ นี่มันโคตรเก่งเลยต่างหากล่ะ” เควินเอ่ยขึ้น โดยที่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเวที


    ขณะนั้นนั่นเองสายตาของดุ๊คก็เหลือบไปเห็นขนมที่ตกอยู่บนพื้น เขาคิดว่าเควินน่าจะเป็นคนทำตกจึงได้ก้มลงไปเก็บมันขึ้นมาและยื่นไปให้เควิน


    “นายทำตก...”


    แต่ยังไม่ทันที่ดุ๊คจะเอ่ยจบ เควินก็คว้าเอาขนมในมือของดุ๊คไปกินหน้าตาเฉย


    “ขุบใจมอก” เควินเอ่ยขึ้นขณะที่ยังเคี้ยวขนมอยู่เต็มปาก


    “เอ่อ...” ดุ๊คได้แต่อ้าปากพะงาบ เหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไม่เอ่ยอะไรออกมา เพราะถึงยังไงขนมมันก็เข้าปากเควินไปแล้ว พูดตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร


    “อร่อยไหม? ” ดุ๊คถามขึ้นด้วยสีหน้าประหลาด


    “อร่อยสิ ขนมไทนี่มันอร่อยมากจริงๆ ” เควินตอบ


    “อือ...คงอร่อยแหละ เนอะ” ดุ๊คพูดพลางเหลือบสายตาไปมองพื้นที่ตอนนี้ยังเหลือร่องรอยจากการตกปรากฏให้เห็นอยู่


    “แล้วข่าวเรื่องนี้จะเอายังไงดี? ” ดุ๊คถามเควินขึ้น


    เควินเผยท่าทีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นมา


    “เขาไม่ต้องการให้ตัวตนของเขาเปิดเผยออกไป งั้นเราก็ไม่สามารถลงข่าวเรื่องความสามารถของเขาได้ แต่ถ้าเป็นเรื่อง ประธาน Enterprise ผู้ลึกลับ เป็นเพียงนักศึกษา คนหนึ่งเท่านั้น เรื่องนี้น่าจะไม่มีปัญหา”


    ดุ๊คได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของเควิน เขาเชื่อว่าหากข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปต้องดังไปทั่วโลกแน่ อีกทั้งเรื่องนี้นอกจากจะไม่เป็นการเผยตัวตนของประธาน Enterprise แล้ว ยิ่งเป็นการเสริมตัวตนให้เขาดูลึกลับขึ้นไปอีกด้วย


    ----------------------------------------------------

    มาช้าแต่มานะ เหตุผลที่มาช้าคือ มัวแต่ดู Crash Landing on you ครับ 555

    ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ถ้าในอนาคตจะมีเรื่องเกาหลีเหนือเข้ามาเกี่ยวข้อง

    คล้ายกับเรื่องThe Possible Man ที่คุณอ่าน