จุติเทพราชันย์ อัสนีสวรรค์

    ตอนที่ 4 ห้องนี้เป็นของข้า

    ภายในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ระงมของใครหลายคนผสมปนเปกันไปเมื่อพวกเขามองไปยังซากของบ้านที่เป็๲เหมือนกับกองไม้ที่ถับถมกันเพียงเท่านั้นแต่ก็ยังมีบ้านบางหลังที่ไม่ถูกพังอาจจะเพราะโจรชั่วเบื่อหน่อยหรืออาจเพราะมันได้สิ่งที่๻้๵๹๠า๱แล้วจึงจากไปในใจของพวกเขาทั้งดีใจและขมขื่น 



    ไม่นานนักร่างเงาของชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาของผู้คน เมื่อมองไปก็เห็นเป็นเด็กหนุ่มที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้กำลังแบกหีบเหล็กใบใหญ่เดินตรงมาที่พวกเขาพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

    " นี่ของพวกท่าน " 

    เมื่อเด็กหนุ่มวางหีบลงพื้นดินก็สั่นไหวเล็กน้อยเมื่อหีบถูกเปิดออกใบหน้าของทุกคนต่างก็ตกตลึงแสงสีทองสะท้อนอยู่ในแววตาของชาวบ้านทุกคนเหรียญทองมากมายปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกเขา

    " เอ่อ...นี่พวกข้ารับมันไม่ได้ "

    ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นกับหมิงซื่อ

    " ทำไมล่ะมันไม่ใช่ของพวกเจ้าหรอกรึ " 

    เด็กหนุ่มพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ

    " มันไม่ใช่ของพวกข้าขอรับ "

    เมื่อได้ยินหมิงซื่อก็ไม่แปลกใจเท่าใดนักเพราะชาวบ้านที่ยากจนพวกนี้ไม่มีทางเลยที่จะมีเงินมากมายขนาดนี้ หมายความว่าพวกโจรอาจจะปล้นจากที่อื่นมาก่อนอยู่แล้วและค่อยมาที่นี่

    " อืมพวกเจ้าเก็บมันไว้เถอะ "

    " ท่านช่วยพวกข้าเอาไว้มันสมควรจะเป็นของท่านมากกว่านะเจ้าคะ "

    หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นคนอื่น ๆ ต่างก็พยักหน้าบ่งบอกว่าเห็นด้วยกับคำพูดของหญิงสาว

    ตุบ


    ระหว่างที่พูดคุยถกเถียงกันอยู่นั้นหมิงซื้อก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกอดเขาข้างหลังคน ๆ นั้นโอบก่อนขาทั้งสองเข้าของเขา เมื่อมองกลับไปก็เห็นเย่วเอ๋อกอดที่ขาของเขานางตั้งใจจะกอดเขาแต่เพราะนางตัวเล็กเกินไปจึงกอดขาของเขาแทนเด็กหญิงมองมาที่หมิงซื่อด้วยแววตาที่เป็นประกาย 

    " ขอบคุณนะคะพี่ชาย " 

    หมิงซื่อมองไปที่ดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของเย่วเอ๋อด้วยความเอ็นดูเขาใช้มือที่หยาบกร้านของเขาลูบไปที่เรือนผมของเด็กน้อยอย่างเอ็นดู

    " เด็กน้อยเจ้าไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าต่างหากต้องขอบคุณเจ้า " 

    เมื่อได้ยินเด็กหญิงก็ทำสีหน้าสับสนเล็กน้อย หลังจากนั้นเขาก็พูดคุยกับคนอื่น ๆ อีกสักพักก่อนจะขอตัวเพื่อจากไป ไม่นานนักม้าและคนต่างก็หายไปจากสายตาชาวบ้านอย่างรวดเร็ว หมิงซื่อทิ้งหีบที่เต็มไปด้วยเหรียญทองให้กับพวกเขา

    เมื่อผ่านมาสักพักหมิงซื่อก็ยกยิ้มขึ้นบนหลังม้าเขาหยิบถุงหนังสัตว์ออกมาก่อนจะเปิดถุงออกภายในถุงเต็มไปด้วยเหรียญทองจำนวนมากมันมีมากกว่าร้อยเหรียญทองเลยทีเดียว จากเหตุการนี้เขาต้องขอบคุณเยาวเอ๋อและคงเอ๋อที่ทำให้ต้องเจอกับเหล่าโจรชั่ว

    เพราะการเข้าเมืองหลวงต้องใช้เงินเขาคิดจะไปล่าสัตว์อสูรระหว่างทางเพื่อนำเนื้อและหนังพวกมันไปขายแต่ดูเหมือนจะไม่ต้องทำเช่นนั้นแล้วหมิงซื่อจึงรีบควบเสวี่ยหลงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเส้นสายสีฟ้าหายลับไปในพริบตาเดียว 


    ไม่กี่วันให้หลังหมิงซื่อก็มาถึงเมืองวิหคเหมันต์ เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเหลียน หมิงซื่อรู้สึกแปลกใจกับความเร็วของเสวี่ยหลงเล็กน้อยตอนแรกเขาคิดว่าประมาณหนึ่งเดือนถึงจะมาถึงที่เมืองหลวงหลังจากออกมาจากหมู่บ้านหมิงซื่อทดลองปลดปล่อยลมปราณของเขาให้กับเสวี่ยหลงเขาไม่ขึ้นเลยว่าไม่เพียงแต่มันจะวิ่งได้อย่างไม่กยุดพักหลายกิโลติดต่อกันแต่ความเร็วของมันยังเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันทำให้หมิงซื่อมาถึงจุดหมายด้วยความรวดเร็วเหนือความคาดหมาย

    ด้านหน้าเขาเป็นกำแพงสูงตระหง่านหลายสิบเมตรมันดูแข็งแกร่งราวกับว่าไม่มีผู้ใดจะทำลายมันได้ไม่ไกลจากสายตาของหมิงซื่อ เขามองเห็นกลุ่มทหารยามประจำการภายในป้อมปราการขนาดเล็กของพวกเขาที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าประตูขนาดยักษ์ข้างบนมีตัวอักษรเขียนว่า เมืองวิหคเหมันต์ เมื่อพวกเขาเห็นหมิงซื่อขี่ม้ามาพวกเขาต่างมีสีหน้าเฉยเมย

    " เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้น " 

    เมื่อหมิงซื่อเข้ามาใกล้ประตูก็มีทหารผู้หนึ่งเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากล่าวให้เขาหยุดด้วยใบหน้าที่เหี้ยมเกรียม เขาไม่ได้คิดจะสร้างปัญหาที่นี่จึงได้หยุดละลงไปหาทหารคนนั้น

    " ข้าเข้าเมืองสิบเหรียญเงิน "

    เมื่อได้ยินหมิงซื่อจึงโยนเหรียญทองจากถุงหนังสัตว์ของเขาให้กับทหารนายนั้นเขาตาลุกวาวก่อนจะปล่อยให้หมิงซื่อเข้าไปอย่างรวดเร็ว เงินตรานั้นสำคัญหมิงซื่อเข้าใจดีเขาควบเสวี่ยหลงเข้าไปภายในเมืองอย่างรวดเร็วปล่อยให้ทหารคนนั้นยืนดีใจจนตัวสั่นอยู่ข้างหลัง


    ภายในเมืองเต็มไปด้วยตึกราบ้านช่องหมิงซื่อรู้สึกตื่นตาตื่นใจมันเปิดโลกทัศน์ให้เขาได้อย่างมากมายเพราะเคยอยู่แต่ในดินแดนหนาวเหน็บที่บ้านเรือนต่างเต็มไปด้วยความเรียบง่าย แต่ในเมืองหลวงตึกใหญ่หลายตึกต่างประดับไปด้วยความหรูหราสองข้างทางเต็มไปด้วยความครึกครื้น เด็กหนุ่มพยายามมองหาที่พักก่อนจะเห็นตึกยักษ์แห่งหนึ่งมันประดับไปด้วยความหรูอยู่ภายนอกด้านบนตึกเขียนด้วยอักษรขนาดใหญ่ว่า ' ตึกสวรรค์เก้าชั้น ' 

     หมิงซื่อลงจากเสวี่ยหลงก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน

    ภายในตึกเต็มไปด้วยโต๊ะเก้าอี้และเครื่องเรือนของตกแต่งที่หรูหราอีกมากมาย ไม่ไกลนักมีหญิงสาวงดงามผู้หนึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะต้อนรับเมื่อนางเห็นเขานางก็ชายตามองเล็กน้อย
    " แม่นางข้าขอเช่าห้องพักหนึ่งคืน "

    น้ำเสียงที่ไพเราะบวกกับใบหน้าที่หล่อเหลาทำให้ใจนางสั่นเล็กน้อยไม่นานนางก็ได้สติกลับคืนมา นางมองเขาจากบนสู่ล่างก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

    " ไม่ทราบว่านายน้อยมาจากตระกูลใดไม่ทราบ " 

    เมื่อได้ยินคำกล่าวของนางเขาพลันสับสน

    " ข้ามาจากตระกูลหมิง " 

    " เอ๋ ตระกูลหมิงงั้นหรือข้าไม่เห็นเคยได้ยิน " 

    " ข้ามาจากสถานที่ห่างไกลน่ะ "

    ในที่สุดหญิงสาวก็เข้าใจนางค่อย ๆ กล่าวกับหมิงซื่ออย่างใจเย็น

    " นายน้อย ' ตึกสววรค์เก้าชั้นแห่งนี้เปิดให้พักเฉพาะขุนนางชั้นสูงและตระกูลใหญ่เพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ ต่อให้ท่านมีเงินมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถพักที่นี่ได้ " 

    " เอ๋ ? " 

    หมิงซื่องงงวยแต่ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะค่อยเดินหันหลังกลับมาตัวเขาไม่ได้คิดมากอะไรเมื่อที่แห่งนี้ไม่ต้อนรับเขาก็ไม่คิดจะทำให้อะไรมันยุ่งยาก 

    " อืม...เสวี่ยหลงเราไปหาที่ใหม่กันเถอะ "

    หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ขึ้นไปบนหลังของเสวี่ยของและเริ่มตระเวรหาที่พักมากมายแต่มันก็เต็มหมดทุกที่จนเวลาล่วงเลยไปนานในที่สุดเขาก็มาถึงโรงเตี้ยมเก่า ๆ แห่งหนึ่งรอบ ๆ นี้ไม่มีผู้ใดสัญจรผ่านไปมาเลยสักคนเดียว เสียงโวยวายภายในเล็ดลอดออกมาจนถึงข้างนอก เข้ามาก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างเขา หมิงซื่อเปิดประตูไม้เก่า ๆ เข้ามาก่อนดวงตาของเขาจะเบิกกว้างด้วยสัญชาตญาณบอกให้หมิงซื่อก้มลง 

    ร่างชายร่างยักษ์คนหนึ่งลอยละลิ่วผ่านหัวของหมิงซื่อออกนอกประตูไปภายในโรงเตี้ยมเต็มไปด้วยชายฉกรรจ์หน้าตาน่ากลัวบรรยกาศมาคุลอยไปทั่ว พวกมันทุกคนต่างก็มองมาที่หมิงซื่อด้วยสายตาที่ดุร้าย เด็กหนุ่มเดินเข้าไปด้วยไปหน้าเรียบเฉยก่อนจะไปเดินตรงเข้าไปหาชายชราที่ดูเหมือนจะเป็นคนดูแลที่นี่ 

    " ข้าขอเช่าห้องหนึ่ง " 

    " ไอแก่เอามาให้ข้าห้องหนึ่ง !!! " 

    เสียงทั้งสองดังออกมาพร้อมกันต่อหน้าชายชราหมิงซื่อมองไปที่ชายร่างกำยำข้าง ๆ ใบหน้าของมันก็มองมาที่หมิงซื่อด้วยความดุร้าย การจ้องตาของคนทั้งสองทำให้ทั่วทั้งร้านเงียบสงบและจ้องมามาที่พวกเขา 

    " ที่นี่เหลือเพียงห้องเดียวเท่านั้น "

    ชายชราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบสงบนี้

    " ไอหนูให้ห้องนั้นกับข้าเถอะถ้าเจ้าไม่อยากจะเจ็บตัว "

    กรุบ กรุบ

    ชายร่างยักษ์หักนิ้วทั้งสองมือของเขาเพื่อข่มขู่หมิงซื่อ เขาจ้องมองไปที่มันอย่างสงบก่อนจะเอ่ยปากขึ้นช้า ๆ 

    " พี่ชายข้าเดินทางมาไกลอย่างมาก ข้าขอพักที่นี่สักคืนได้หรือไม่พรุ่งนี้ข้าจะรีบออกไปทันที " 

    " เหอะ ๆ แกคิดว่าคนอย่างข้าต้องฟังคำขอของไอเด็กเหลือขออย่างเจ้าหรือ หา!!! "

    มันพ่นลมอย่างเย็นชาก่อนที่หมัดขวาที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณสวรรค์และพิภพจะพุ่งเข้าใส่หัวของเขา 

    หมิงซื่อถอนหายใจอย่างสงบ

    ปัก 

    " หือ ? " 

    ตู้มมมม

    หมัดที่เปี่ยมไปด้วยพลังถูกหมิงซื่อจับเอาไว้ด้วยมือซ้ายก่อนที่พริบตาร่างของมันจะพร่าเลือนท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่อยู่ในห้องชายร่างยักษ์หายไปหลอนที่เสียงระเบิดจะดังสนั่นไปทั่วโรงเตี้ยมโต๊ะเก้าอี้มากมายกระจุยกระจาย ร่างของชายกำยำปรากฎอยู่ตรงกำแพงไม้ห่างจากที่หมิงซื่อยืนอยู่เกือบสิบเมตร

    " ขอเข้าห้องหนึ่งขอรับเถ้าแก่ "

    เสียงของหมิงซื่อดังขึ้นทำลายความเงียบอีกครั้งท่ามกลางความตกใจของคนทั่งหมดในห้องเถ้าแก่พลันได้สติเมื่อหมิงซื่อกล่าวเขาเข้าสู่ความสงบก่อนจะยื่นกุญแจให้หมิงซื่อพร้อมกล่าว

    " สามสิบเหรียญเงิน " 

    " ไม่ต้องทอน "

    " อืม...ชั้นสองห้องซ้ายสุด " 

    หมิงซื่อนำเหรียญทองให้เถ้าแก่หนึ่งเหรียญก่อนจะรับกุญแจมาเถ้าแก่พยักหน้าก่อนจะบอกทางเขาเด็กหนุ่มรับกุญแจมาก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นสองมีสายตาจ้องมองเขาด้วยความเคราพและหวาดกลัวตลอดการเดินขึ้นบันไดของเขา

    หมิงซื่อเปิดประตูเข้าห้องมาภายในห้องมีเพียงเตียงไม้เก่า ๆ ที่ปูด้วยฟางแค่อย่างเดียวเด็กหนุ่มไม่ได้เรื่องมากนักก่อนจะเดินเข้ามาและนอนลงบนเตียงแม้มันจะเป็นฟางแต่กลับนุ่มอย่างน่าประหลาดทำให้หมองซื่อกลับไปทันทีเพราะว่าพรุ่งนี้ยังมีเรื่องมากมายรอตัวเขาอยู่ 



    โปรดติดตามตอนต่อไป