“ศิษย์พี่ ช่วยข้าด้วย!”
เจ้าหมิงคุกเข่าลงกับพื้นด้วยเนื้อตัวสั่นเทาแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ทว่ากลับมีความรู้สึกทุกข์ตรมปนอยู่ด้วย
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เจ้าไม่ได้ยินหรือ?”
ศิษย์สำนักร้อยบุปผาคนหนึ่งยืนขึ้นและตะโกนใส่หนิงเทียน
“ศิษย์พี่แค่เอ่ยวาจากับเจ้าไม่กี่คำถึงขั้นต้องลงมือโหดร้ายเพียงนี้เชียวหรือ? ช่างต่ำช้ายิ่งนักเจ้าไม่กลัวการลงโทษตามกฎของสำนักเลยใช่หรือไม่?”
หนิงเทียนเหลือบมองคนผู้นั้น“ข้ารู้จักเจ้าหรือ?”
“เจ้าน่าจะไม่รู้จักข้า”
“ในเมื่อเราไม่รู้จักกันแล้วเจ้าพูดพล่ามเช่นนี้รนหาที่ตายหรือ?”
“จองหองนัก ข้าก็เป็นศิษย์ของสำนักร้อยบุปผา!”
“ผู้ใดจะรู้เล่า? เจ้าอาจจะเป็นศิษย์สำนักเชียนเฉ่าปลอมตัวมาก็เป็นได้ไม่ใช่หรือ?”
หนิงเทียนกล่าวเยาะเย้ยพลางใช้มือซ้ายตบไหล่เจ้าหมิงเสียงกระดูกหักดังชัดในโสตประสาทของทุกคน นี่เป็นการปลุกปั่นในที่สาธารณะ
เจ้าหมิงแผดเสียงคำรามอันแหลมคม
“รากจิตวิญญาณของข้า...อ๊าก!”
เลือดสีแดงฉานหลั่งรินจากทวารทั้งเจ็ดเขากลายเป็นผู้พิการทันที
“เจ้าหนู! เจ้ากล้าทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก เจ้ากำลังแสวงหาความตาย!”
ชายผู้นั้นคำรามด้วยความโกรธเขาใช้ฝ่ามือฟาดหนิงเทียนพร้อมปล่อยดอกไม้ประหลาดหกดอกรอบกายแสดงให้เห็นว่าเขาอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นหก
ความเย็นชาปกคลุมดวงตาของหนิงเทียนทันทีเขาก้าวถอยหลังเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีของคู่ต่อสู้
“กล้าหลบเสียด้วย แต่เจ้าคิดว่าเจ้าจะรอดหรือ?”
หนิงเทียนหลบการจู่โจมได้อีกคราทว่าความหนาวเย็นก็เริ่มแล่นผ่านจิตใจ
“เจ้าไม่ควรลงมือเกินสามครั้ง”
“ขู่ข้าหรือ?ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
เมื่อชายผู้นั้นโจมตีครั้งที่สามหนิงเทียนก็ชกโต้กลับโลหิตที่เดือดพล่านมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวอย่างไม่อาจอธิบายได้
คู่ต่อสู้กรีดร้องก่อนจะลอยออกไปเสียงกระดูกร้าวดังคมชัด แขนขวาหักเป็นท่อน และไหล่ขวาก็แตกเป็นเสี่ยง
หนิงเทียนไล่ตามติดราวเงาผีทั้งยังเตะเท้าและตบมือขวาจนชายคนนั้นทรุดตัวนั่งคุกเข่าลงไป เข่าของเขาแตกร้าวพร้อมเสียงร้องลั่นเหงื่อเย็นไหลอาบหน้าผากราวกับสายฝน
“ข้าเตือนเจ้าแล้วทว่าเจ้าไม่คิดคว้าโอกาสสุดท้ายไว้” น้ำเสียงของหนิงเทียนเย็นชาเสียจนผู้ที่ได้ยินต่างรู้สึกไม่สบายใจ
“เจ้าคนต่ำช้าข้าไม่อาจอภัยเจ้าได้ ข้าต้อง...อั๊ก!”
หนิงเทียนออกแรงเตะอีกครั้งครานี้ร่างของอีกฝ่ายแหลกสลายในทันทีและเสียชีวิตลง ณ ตรงนั้น
“หยุดนะ! จะ...เจ้ากล้าสังหารสหายร่วมสำนักได้อย่างไร? มา จัดการเขากันเถอะ!”
“กล้ารุกรานและทำร้ายศิษย์พี่สมควรถูกประหาร!”
ลูกศิษย์สำนักร้อยบุปผากว่าสิบคนตะโกนสาปแช่งทุกคนล้วนคุ้นเคยกับผู้เสียชีวิตมาก่อน หรือไม่ก็เป็นผู้ที่เคยเยาะเย้ยหนิงเทียน
“ฆ่าเขา!”
ยิ่งจำนวนคนมากเท่าใด ความกล้าก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วยคนกลุ่มหนึ่งรีบรุดเข้ามาฟาดฟัน หลายคนส่งเสียงเป็นกำลังใจพร้อมกำชับให้ฆ่าทิ้ง เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขาก็บุกโจมตีอย่างไร้ความปรานี
“ทะยานหลงเงาตัดผกา!” เพียงหนิงเทียนดีดนิ้ว หมู่เมฆาก็สั่นสะท้านเนื่องด้วยใบมีดคมกริบหลังจากบรรลุขัดเกลากายาระดับแรกแล้ว ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ไม่ว่าจะดาบ ปืน กระบี่ หรือหน้าไม้ ต่างก็ไม่สามารถทำอันตรายเขาได้ เว้นเสียแต่อาวุธเหล่านั้นจะเป็นอาวุธวิญญาณจื๋อซิว
ปัง! ปัง!ปัง!
พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก!
เสียงร้องโอดครวญมาพร้อมเลือดสาดกระเซ็นทุกคนที่บุกเข้ามาล้วนพิการไม่ก็เข่าทรุด แม้กระทั่งผู้อยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นหกก็ยังถูกหนิงเทียนทุบตีจนตายด้วยหมัดเดียว
“จะ...เจ้า...เจ้าจะทำอะไร?”ชายผู้ล้มลงกับพื้นจ้องมองหนิงเทียนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ผู้ที่ต้องการสังหารข้าล้วนต้องถูกข้าสังหาร!”
น้ำเสียงของหนิงเทียนเย็นชาและไร้ปรานีเขาใช้มือขวาฟาดหัวชายคนนั้น ศีรษะของอีกฝ่ายฉีกออกเป็นชิ้นๆ และรากจิตวิญญาณในร่างก็ถูกดึงออกมาก่อนจะล้มลงนอนอย่างไร้ลมหายใจ
“เราล้วนเป็นศิษย์สำนักร้อยบุปผาเจ้าไม่อาจทำเช่นนี้...อ๊าก!”
“ข้าก็เป็นศิษย์ของสำนักร้อยบุปผาเช่นกันเหตุใดเจ้าถึงคิดสังหารข้าได้ แต่ไม่อนุญาตให้ข้าสังหารเจ้า?”
พลังฝ่ามือของหนิงเทียนเปรียบเสมือนการเยือนยมโลกบรรดาผู้โจมตีในยามนี้ล้วนหลงเหลือเพียงความเสียใจ
“ศิษย์พี่ช่วย...อ๊าก!”
“ศิษย์น้องฉิน ช่วยข้าด้วย!”
หลายคนเริ่มร้องขอความเมตตา
“หนิงเทียน พอได้แล้ว!” ร่างหนึ่งเข้าห้ามหนิงเทียนเขาคือศิษย์ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ด
“ศิษย์พี่หลู รีบฆ่าเด็กนี่เถิดช่วยล้างแค้นให้พวกเราด้วย”
หนิงเทียนมองศิษย์พี่หลูแล้วพูดอย่างเย็นชา“หลีกไป”
“ควรหยุดเมื่อสมควร ตอนนี้เจ้าได้ลงโทษพวกเขาแล้ว”
“ข้าบอกให้หลีกไป!” หนิงเทียนขึ้นเสียง จิตสังหารที่มองไม่เห็นกำลังห่อหุ้มร่างตรงหน้า
“อย่าทะนงตนเกินไปนักเจ้าคิดว่าไม่มีผู้ใดหยุดเจ้าได้จริงหรือ?” ศิษย์พี่หลูเริ่มโกรธเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่มีฝีมือล้ำเลิศที่สุดของสำนัก
“ข้าให้โอกาสท่านแล้วสองครั้ง”พลันร่างของหนิงเทียนเปล่งแสงสว่างแล้วปล่อยหมัดขวาออกไปด้วยความเร็วดุจดาวตก พลังรุนแรงจนมวลอากาศโดยรอบสั่นสะท้าน
สีหน้าของศิษย์พี่หลูเปลี่ยนไปก่อนจะพูดด้วยความโกรธ“เกรงว่าเจ้าจะทำไม่สำเร็จแล้ว และหากข้าไม่มอบบทเรียนแก่เจ้า เจ้าก็จะไม่...อ๊าก!”
เสียงกึกก้องดังขึ้นอย่างกะทันหันหยาดเลือดสาดกระจายพร้อมกับเสียงกรีดร้อง
ร่างกายของหนิงเทียนไม่บุบสลายแม้แต่น้อยพลังหมัดของเขาเต็มไปด้วยเลือดเดือดพล่าน เขาโจมตีแขนขวาของศิษย์พี่หลูด้วยท่าทีดุร้ายราวกับเทพผู้บ้าคลั่ง
“ทะลวงพันชั้น!” หนิงเทียนคำรามเสียงดังด้วยพลังที่ท่วมท้นเขาไม่มีความตั้งใจจะหยุดการเคลื่อนไหวเลยสักนิด
ศิษย์พี่หลูตกใจอย่างมากก่อนจะกล่าวอย่างเคร่งเครียด “หนิงเทียน เจ้าทำเกินไปแล้ว!”
“เหตุใดไม่บอกว่าข้ารนหาที่ตายเล่า?”
พลังทะลวงพันชั้นนั้นช่างมหัศจรรย์ยิ่งผนวกกับความแข็งแกร่งทางกายภาพของหนิงเทียนแล้ว เพียงหนึ่งกระบวนท่าก็สามารถทำให้ร่างกายของศิษย์พี่หลูบาดเจ็บสาหัสจนเกือบสิ้นลม
ฉากนี้สร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้เห็นเหตุการณ์อย่างมากหลายคนเริ่มถอยกลับตามสัญชาตญาณ แววตาทุกคู่มีเพียงความหวาดกลัว
“ศิษย์พี่หลู! โอ้สวรรค์! เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?”
“ศิษย์น้องฉินช่วยด้วย...ช่วยพวกเราด้วย”
ฉินเสี่ยวเยวี่ยแสดงสีหน้าน่าเกลียดก่อนจะพูดอย่างลังเล“หนิงเทียน...”
“ข้าไม่คุ้นเคยกับเจ้า หากต้องการช่วยเหลือพวกเขาเจ้าจะลองดูก็ได้นะ ข้าไม่รังเกียจที่จะส่งเจ้าไปยมโลกพร้อมกับพวกเขา” น้ำเสียงของหนิงเทียนเย็นชาและโหดเหี้ยมเขาเดินเข้าไปหาคนเหล่านั้นทีละก้าว ไม่ว่าจะตายด้วยฝ่ามือหรือถูกเตะจนร่างแหลกรากแห่งจิตวิญญาณก็ล้วนถูกกลืนกิน และหินวิญญาณทั้งหมดก็ถูกปล้นไป
ศิษย์พี่หลูมองหนิงเทียนอย่างหวาดกลัวและพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “จะ...จะ...เจ้าไม่กลัวการลงโทษของสำนักร้อยบุปผาหรือ?”
“แล้วกฎของสำนักช่วยชีวิตเจ้าได้หรือ?เจ้าโง่!”
หลังจากตบศิษย์พี่หลูจนตาย เขาก็มองไปรอบๆแล้วพูดอย่างเย็นชา “มีผู้ใดมองว่าสิ่งที่ข้าทำนั้นไม่ถูกอีกบ้าง?ข้ายินดีน้อมรับคำวิจารณ์”
รอบด้านมีเพียงความเงียบคนส่วนใหญ่ก้มศีรษะลงและหลีกเลี่ยงการสบสายตากับเขา
“ในเมื่อข้าทำสิ่งที่ถูกต้องเหตุใดจึงไม่ปรบมือให้ข้าเล่า?” รอยยิ้มเย็นยะเยือกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหนิงเทียนจนหลายคนรู้สึกหนาวสันหลังก่อนจะกล้ำกลืนฝืนทนปรบมือชื่นชมเขา
ใบหน้าของฉินเสี่ยวเยวี่ยเริ่มซีดเซียวช่างน่าอายยิ่งนัก ก่อนหน้านี้นางคิดว่าตนสามารถกำราบหนิงเทียนได้จากการเลื่อนขั้นสองครั้งติดต่อกันแต่คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะดุร้ายมากเพียงนี้ แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ดก็ยังถูกทุบตีจนตาย
“ศิษย์พี่เสิ่น ข้าทำให้ท่านเห็นเรื่องน่าขันเสียแล้ว”หนิงเทียนเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของฉินเสี่ยวเยวี่ยและเริ่มพูดคุยกับเสิ่นซินจู๋
“ความแข็งแกร่งของศิษย์น้องหนิงทำให้ศิษย์พี่กลัวแทบตายตอนแรกข้ากังวลว่าเจ้าจะถูกพวกเขารังแกไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้” เสิ่นซินจู๋ลูบหน้าอกปลอบใจตนเองรอยยิ้มของนางดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย
เสิ่นซินจู๋เห็นกับตาว่าหนิงเทียนสังหารศิษย์ในสำนักไปมากมายแต่นางกลับทำได้เพียงหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงมัน
“ความแข็งแกร่งของข้าจะเทียบกับศิษย์พี่ได้อย่างไร?”หนิงเทียนยิ้มอย่างสุภาพ ทว่าคำตอบของเขากลับทำให้หลายคนรู้สึกเกรี้ยวกราด
จากนั้นเฉินจี๋ก็ถามถึงสาเหตุที่ถูกศิษย์สำนักยักษ์พฤกษาไล่ล่าหนิงเทียนตอบสั้นๆ เพียงสองสามคำ ก่อนจะกล่าวคำอำลากับเสิ่นซินจู๋
“ศิษย์พี่ดูแลตนเองด้วยแล้วพบกันใหม่”
“ศิษย์น้องหนิงโปรดระวังตัว”
เสิ่นซินจู๋โบกมือลา ขณะที่ฉินเสี่ยวเยวี่ยยืนนิ่งเงียบอยู่ไม่ไกลและรู้สึกราวกับถูกทอดทิ้ง
...
อาณาเขตของแดนลับนั้นยิ่งใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ในหุบเขาลึก มีถ้ำแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือพื้นดินประมาณร้อยจั้งซึ่งดึงดูดสายตาของศิษย์ทั้งสี่สำนักเป็นอย่างยิ่ง
หูเถี่ยซินพิจารณาลักษณะภูมิประเทศของภูเขาอย่างรอบคอบในที่สุดเขาก็พบว่าถ้ำนี้ถูกสำนักเชียนเฉ่ายึดครองไปแล้ว
ลึกเข้าไปในถ้ำ มีตำหนักธรณีที่ทั้งโบราณและเหม็นอับไม่รู้ว่าผ่านห้วงเวลามากี่ยุคสมัย และไม่ทราบว่ามีความลับอะไรซุกซ่อนอยู่
หูเถี่ยซินถือคันธนูไม้นำเหล่าศิษย์สำนักยักษ์พฤกษาเข้าไปด้านในโดยมีหนิงเทียนคอยสะกดรอยตามจากระยะไกล
ไม่รู้ว่าตำหนักธรณีในเนินเขาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อใดทว่าในยามนี้ผู้บำเพ็ญจากสี่สำนักกำลังมารวมตัวกัน และเยี่ยชิงก็อยู่ที่นี่เช่นกัน
หนิงเทียนยืนอยู่ด้านนอกและพิจารณาสถานการณ์อย่างรอบคอบส่วนเยี่ยชิงนั้นยืนอยู่ข้างชายชุดดำ ร่างของคนผู้นี้อาบไปด้วยเลือดทั้งยังมีพลังเอ่อล้น และอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปด
หูเถี่ยซินถือธนูไว้ในมือพลางกระซิบกับชายหนุ่มชุดน้ำเงินชายผู้นี้มาจากสำนักยักษ์พฤกษา ทั่วร่างของเขาเผยกลิ่นอายอันน่าหลงใหล นอกจากนี้เขายังอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปดอีกด้วย
ผู้นำของสำนักทะยานเวหาคืออวี๋เฟยเยี่ยนทั้งยังมีสหายร่วมสำนักมากกว่าสามสิบคน ส่วนสำนักร้อยบุปผาจำนวนคนค่อนข้างน้อยมีประมาณยี่สิบคนเท่านั้น ผู้นำคือสวี่ชุ่นซินที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเขียวและมีความแข็งแกร่งอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปดเช่นกัน
ศิษย์ทั้งสี่สำนักรวมกลุ่มกันอยู่ด้านนอกตำหนักธรณีแต่สายตาของพวกเขาล้วนมองผ่านประตูตำหนักเพื่อจ้องมองภายใน ที่นั่นมีแสงสว่างซึ่งรวมตัวกันอย่างน่าหลงใหล
“ด้วยสถานการณ์ในยามนี้คงไม่มีผู้ใดเข้าไปได้แล้วเหตุใดไม่ลองวิธีอื่นดูเล่า? ทำลายข้อจำกัดของประตูตำหนักเสียก่อนและเมื่อเข้าไปข้างในแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของพวกเจ้า”
ชายชุดดำจากสำนักเชียนเฉ่าให้คำแนะนำพร้อมขอความคิดเห็นของสำนักร้อยบุปผา สำนักยักษ์พฤกษา และสำนักทะยานเวหา
อวี๋เฟยเยี่ยนกล่าว“เราอยู่ในภาวะจนมุมมาระยะหนึ่งแล้ว ยังมีโอกาสและโชคลาภอีกมากรอเราอยู่ในแดนลับไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับที่นี่มากเกินไป”
สวี่ชุ่นซินแห่งสำนักร้อยบุปผากล่าวว่า“การรวมพลังเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน”
ชายชุดน้ำเงินจากสำนักยักษ์พฤกษามองประตูตำหนักแล้วกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ“การพังประตูบานนี้จำเป็นต้องใช้อาวุธวิญญาณจื๋อซิว อีกทั้งตำหนักธรณีก็ไม่ใหญ่พอที่จะรองรับทุกคนข้าคิดว่าแต่ละสำนักควรจัดสรรผู้เข้าไปสำรวจตามจำนวนอาวุธวิญญาณในครอบครอง”
สวี่ชุ่นซินกล่าวอย่างไม่พอใจ“หลานซานหู่! เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าคิดจะรังแกสำนักของข้าและสำนักทะยานเวหาที่มีอาวุธน้อยกว่าหรือ?”
หลานซานหู่เยาะเย้ย “ขณะนี้ทั้งสี่สำนักมีอาวุธวิญญาณจื๋อซิวทั้งหมดหกชิ้นสำนักเชียนเฉ่าและสำนักยักษ์พฤกษาต่างมีอาวุธวิญญาณจื๋อซิวสองชิ้น แน่นอนว่าพวกเราต้องได้รับสิทธิ์ที่มากกว่า”
อวี๋เฟยเยี่ยนจึงถามขึ้นว่า“อาวุธวิญญาณหนึ่งชิ้นได้กี่สิทธิ์เล่า?”
เก๋อคุนจากสำนักเชียนเฉ่ากล่าวอย่างยิ้มแย้ม“หนึ่งชิ้นสิบสิทธิ์”
อวี๋เฟยเยี่ยนและสวี่ชุ่นซินต่างมองหน้ากันทั้งคู่กำลังพิจารณาข้อเสนอนี้
“ได้ เรายอมรับข้อตกลง” สิบสิทธิ์เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย
“เช่นนั้นมาเริ่มกันเลย” หลานซานหู่หยิบหอกออกมาด้ามหอกมีสีน้ำตาลอมเขียว และพื้นผิวก็ปกคลุมไปด้วยลวดลายแห่งจิตวิญญาณ
หูเถี่ยซินยกคันธนูยาวขึ้นขณะที่เยี่ยชิงก็เปิดใช้กระบี่ใบพฤกษาขจี พวกเขาต่างพุ่งเป้าไปที่ประตูตำหนัก
ในมือของเก๋อคุนมีขลุ่ยไม้ไผ่พื้นผิวของมันเป็นสีม่วงอมฟ้าและมีรอยตำหนิ ทั้งยังปล่อยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างต่อเนื่อง
สวี่ชุ่นซินถือกิ่งท้อซึ่งมีดอกท้อสามดอกติดอยู่กิ่งท้อนี้ช่างบอบบางและทรงเสน่ห์อย่างยิ่ง ส่วนอวี๋เฟยเยี่ยนก็มีเถาวัลย์สีเขียวพันรอบแขนราวงูวิญญาณที่เลื้อยขดพร้อมพุ่งตรงเข้าหาประตูตำหนัก
“อาวุธวิญญาณหกชิ้น!” ดวงตาของหนิงเทียนเป็นประกายเขาไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นอาวุธวิญญาณจื๋อซิวมากมายขนาดนี้ในคราวเดียว เขารู้สึกตื่นเต้นแต่ก็หวาดกลัวด้วยเช่นกัน
คนพวกนี้ได้อาวุธวิญญาณมาจากที่ใดกัน?นำเข้ามาจากภายนอกหรือว่าได้มาจากแดนลับ?
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดก็มีเสียงสนั่นดังขึ้นประตูตำหนักเปิดออก จากนั้นยอดฝีมือจากสี่สำนักก็กรูกันเข้าไปโดยไม่คำนึงถึงจำนวนจำกัด
หนิงเทียนฉวยโอกาสจากความโกลาหลแล้วลอบเข้าไปในตำหนักธรณีซึ่งสิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้เขาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
ตำหนักธรณีแห่งนี้ขนาดไม่ใหญ่นักบนพื้นมีลวดลายสลับซับซ้อน พลังวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนลอยขึ้นจากพื้นดิน และก่อตัวเป็นเงาดอกไม้ต้นหญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์ซึ่งดูสมจริงอย่างมาก
พืชพรรณเหล่านี้ล้วนเกิดจากการรวมพลังวิญญาณโดยมีสัดส่วนสูงต่ำกำลังพอเหมาะและกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งห้องโถง เก็บซ่อนความลึกลับที่ไม่อาจคาดเดาเอาไว้
บรรดาลูกศิษย์ทั้งสี่สำนักต่างมองหน้ากันด้วยความสับสนคนส่วนใหญ่ยืนนิ่ง ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับพวกเขาสังเกตเห็นกลอุบายบางอย่าง