นี่มันสถานการณ์อะไรกัน
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของฮวาชิงเหยียน อ๋องเจ็ดกลับดูสงบนิ่งกว่าเดิมมาก เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่สะทกสะท้าน ตรงกันข้ามกับอ๋องเก้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ที่ดูสนุกกับสถานการณ์นี้เหลือเกิน ส่วนองค์ชายสี่ก็ยังคงไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ
“ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” ฮวาชิงเหยียนกดเสียงต่ำถามอ๋องเจ็ดที่นั่งข้างกัน
“แล้วเจ้าเล่า เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่” อ๋องเจ็ดไม่ตอบคำถาม กลับย้อนถามกลับโดยไม่เผยตัวตน
ฮวาชิงเหยียนรู้ตัวว่าคงไม่อาจได้คำตอบ จึงเงียบไม่ถามต่อ
เมื่อเสียงประทัดดังขึ้นก็เท่ากับว่าถึงเวลาฤกษ์มงคลแล้ว
ตอนนั้นเอง จวินอู๋ชิงพาฮวาเย่ว์โหรวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมด้วยมารยาท ก่อนทั้งสองจะมุ่งตรงไปยังโต๊ะประธาน
นอกจากผู้ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะประธานแล้ว ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพ
“คารวะองค์รัชทายาท!”
จวินอู๋ชิงดึงเก้าอี้ออกแล้วประคองฮวาเย่ว์โหรวนั่งลงก่อน ก่อนตนจะนั่งตาม จากนั้นจึงกล่าวทักทาย
“ท่านอาเจ็ด ท่านอาเก้า”
อ๋องเก้าตอบรับเบาๆ ขณะที่อ๋องเจ็ดเพียงพยักหน้ารับ
ตอนที่ฮวาชิงเหยียนรู้จักอ๋องเก้านั้น นางก็เดาออกแล้วว่าชายหน้ากากเงินที่พยักหน้าให้เมื่อครู่คือใคร
อีกฝ่ายคืออ๋องเจ็ด คนที่เจ้าของร่างเดิมเคยถูกใส่ร้ายว่าพยายามจะลวนลามเขา แต่เหตุใดอ๋องเจ็ดจึงตามหานางอยู่เรื่อย เขาต้องการอะไรกันแน่
ฮวาชิงเหยียนขมวดคิ้วครุ่นคิด จนไม่ทันสังเกตเลยว่าจวินอู๋ชิงที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะกำลังจ้องมองมาทางนางอย่างไม่ละสายตา
จวินอู๋ชิงไม่เคยคิดมาก่อนว่าฮวาชิงเหยียนจะดูโดดเด่นถึงเพียงนี้ แต่ก่อนนางผมเผ้ายุ่งเหยิง ผิวเหลืองซีด ทั้งยังตัวผอมบางเหมือนถั่วงอก แต่ครั้งนี้กลับผิวขาวละมุนดุจหยก ใบหน้าอ่อนโยนงดงาม และอากัปกิริยาที่สะดุดตานั้นตราตรึงใจจนยากจะลืมเลือน เมื่อนึกได้ว่าตนถอนหมั้นกับฮวาชิงเหยียนไปแล้ว อีกทั้งยังเห็นว่านางกำลังจ้องมองอ๋องเจ็ดอย่างเหม่อลอย สีหน้าของจวินอู๋ชิงพลันหม่นลง
ส่วนพอฮวาเย่ว์โหรวที่อยู่ข้างกายจวินอู๋ชิงเห็นฮวาชิงเหยียนในอาภรณ์หรูหรางดงาม หน้าตางามสะดุดตายิ่งกว่าตน ก็อดรู้สึกอิจฉาขึ้นมาไม่ได้
เป็นแค่คนไร้ค่าน่าเกลียดแท้ๆ แต่กล้ามานั่งโต๊ะแขกสูงส่งเช่นนี้ ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก
ฮวาเย่ว์โหรวสบถอยู่ในใจ พอหันไปเห็นจวินอู๋ชิงมองฮวาชิงเหยียนด้วยสายตาตะลึงพรึงเพริด ก็ยิ่งกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นด้วยความขุ่นเคือง
เสียงประทัดยังดังอย่างต่อเนื่อง
ฮวาชิงเหยียนตั้งใจไว้แต่แรกว่าเมื่อมอบของขวัญเสร็จก็จะรีบกลับ นางคิดว่างานแต่งของคนโบราณก็ดูธรรมดาไปเสียหน่อย เทียบงานเลี้ยงในชาติก่อนของตนไม่ได้แม้แต่น้อย
แต่หากมาถึงแล้วจะกลับทันทีอาจไม่เหมาะสม จึงตั้งใจว่ารอให้พิธีเริ่มก่อน แล้วค่อยลุกจากไปเงียบๆ ดีกว่า ทว่าฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่า หลังนางลุกจากที่นั่งไม่นาน อ๋องเจ็ดก็ลุกตามไปเช่นกัน
อ๋องเก้าถึงกับตบเข่าด้วยความขบขัน รู้สึกว่าอ๋องเจ็ดช่างตามใจภรรยาในอนาคตเสียเหลือเกิน
ระหว่างทางกลับจวน ฮวาชิงเหยียนยังคงครุ่นคิดอยู่ในใจว่า ชายสวมหน้ากากเงินผู้นั้นคืออ๋องเจ็ดจริงๆ ใช่หรือไม่
แต่อ๋องเจ็ดเป็นใครกันแน่ ฝีมือสูงส่งแต่ไม่เผยโฉมหน้า แล้วเหตุใดจึงเข้าใกล้นางเช่นนี้ เขารู้วิธีเปิดแหวนหยก แต่กลับไม่ยอมบอกนางสักที
ความสงสัยในใจของฮวาชิงเหยียนยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่นางก็สลัดความคิดนั้นออกไปพลางส่ายหน้า ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะมัวคิดเรื่องพวกนี้ หาเงินก่อนสำคัญกว่า
เมื่อกลับถึงจวนอันกั๋วกง ฮวาชิงเหยียนก็ตรงไปยังห้องปรุงโอสถ หยิบโอสถกระตุ้นพลังปราณ โอสถฟื้นฟูโลหิต และโอสถอื่นๆ อีกสองสามขวด ก่อนจะออกไปตั้งแผงข้างร้านโอสถเทียนชิงเช่นเคย
สิ่งที่ฮวาชิงเหยียนไม่รู้ก็คือ หลังนางจากไป จวนตระกูลฉางกลับคึกคักขึ้นเป็นพิเศษ เพราะนอกจากพิธีมงคลสมรสแล้ว โอสถน้ำฟื้นคืนผิวพรรณที่นางมอบให้ฉางจื่อโหรวยังสร้างความตื่นตะลึงไปทั่ว
หยางเหวินเชี่ยนในฐานะเจ้าบ้าน มารดาของฉางจื่อโหรว และว่าที่แม่ยายขององค์ชายห้า กลายเป็นจุดสนใจของงานในพริบตา นางเกล้าผมอย่างประณีต บนศีรษะประดับปิ่นปักงดงามยิ่ง ที่ลำคอยังสวมสร้อยทองคำประดับอัญมณีล้ำค่า
แม้จะเป็นสตรีวัยสี่สิบห้าสิบปีแล้ว แต่กลับดูอ่อนเยาว์ราวสตรีวัยยี่สิบปลาย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง งดงามราวดอกเหมยผลิบานท่ามกลางหิมะ สุขุมละมุนประหนึ่งกล้วยไม้ต้องหยาดน้ำค้าง ท่วงท่าอ่อนช้อย แก้มแดงเรื่อราวแสงยามเย็นสะท้อนบึงใส
แม้แต่ฉางเหวินไท่ก็ยังอดเหลือบมองนางสองผาดไม่ได้ เขาเพิ่งตระหนักว่าเพราะมัวแต่ติดพันอยู่กับซูเสี่ยวเสี่ยว จึงละเลยหยางเหวินเชี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
แม้แขกในงานจะมาแสดงความยินดีงานสมรสของฉางจื่อโหรว แต่กลับพากันกล่าวชื่นชมรูปลักษณ์ของหยางเหวินเชี่ยนอย่างออกนอกหน้า แม้แต่บ่าวไพร่ก็ประจบสอพลอไม่หยุด
“วันนี้ฮูหยินช่างดูเปล่งปลั่งนัก ไม่ต่างจากตอนเพิ่งแต่งเข้าจวนเลยเจ้าค่ะ!”
หยางเหวินเชี่ยนยินดีจนยิ้มไม่หุบ ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มนั้นเปล่งประกายยิ่งนัก
ยามฉางฮูหยินปรากฏตัว เสียงสูดลมหายใจด้วยความตะลึงพลันดังขึ้นรอบทิศ ซูเสี่ยวเสี่ยวที่เห็นใบหน้าอีกฝ่ายก็ถึงกับคิ้วกระตุก ใบหน้าแทบจะบิดเบี้ยวด้วยความริษยาอันรุนแรง
ส่วนเหล่าสตรีสูงวัยทั้งหลายต่างก็แทบไม่เชื่อสายตาเช่นกัน เมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้วรูปลักษณ์ของฉางฮูหยินนั้นแทบไม่ต่างจากพวกนาง ผิวไม่กระชับ รอบดวงตาเต็มไปด้วยริ้วรอย ทว่ายามนี้ใบหน้ากลับขาวกระจ่างราวหยก ยิ้มแย้มอย่างสง่างาม แม้แต่ริ้วรอยเพียงเล็กน้อยก็ไม่ปรากฏให้เห็น แลดูสง่างามเปล่งประกายอย่างยากจะละสายตา
ฮูหยินของบรรดาขุนนางใหญ่ซึ่งไวต่อความงาม ล้วนเกิดแรงปรารถนาอันรุนแรงขึ้นมาทันที อยากกลับไปมีความเยาว์วัยและความงามอีกครั้งเช่นกัน
เมื่อถึงช่วงเวลาน้ำชาและบรรยากาศในจวนเริ่มผ่อนคลาย ฉางฮูหยินก็ถูกเหล่าสตรีสูงศักดิ์รายล้อม
“พี่เหวินเชี่ยน วันนี้ท่านสวยจนข้าจำไม่ได้เลย!”
“ใช่ๆ หากไม่รู้มาก่อน ข้านึกว่าพี่เหวินเชี่ยนเป็นน้องสาวเสียอีก”
“นี่เหวินเชี่ยน พี่สาวมีเรื่องหนึ่งอยากถาม เจ้าพอจะบอกพี่ได้หรือไม่ว่าดื่มโอสถอะไรถึงได้งามเยาว์วัยเช่นนี้?”
หยางเหวินเชี่ยนที่ถูกเหล่าสตรีกล่าวชมไม่หยุดหย่อนราวกับอยู่ในความฝัน นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้รับความสนใจเยี่ยงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นนางแพศยาซูที่อยู่ตรงมุมห้องกัดฟันด้วยความริษยา ใจก็พลันเบิกบาน จึงยิ้มอย่างถ่อมตนแล้วกล่าวว่า “ท่านพี่ท่านน้องทั้งหลายอย่าหยอกข้าเลย ข้าไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แต่ที่เห็นว่าดูอ่อนวัยลงเล็กน้อยเช่นนี้ เพราะข้าได้รับโอสถดีจริงๆ”
เหล่าสตรีต่างเร่งถามอย่างกระตือรือร้น
“โอสถอะไรหรือ เหตุใดจึงวิเศษถึงเพียงนี้ ดูได้ผลยิ่งกว่าโอสถชะลอวัยเสียอีก!”
ฉางฮูหยินยิ้มถ่อมตัวแล้วกล่าวว่า “พวกท่านรู้จักคุณหนูฮวาชิงเหยียนกันหรือไม่ ข้าได้ของดีจากบุตรสาว วันนี้คุณหนูฮวาชิงเหยียนมอบโอสถน้ำฟื้นคืนผิวพรรณให้หนึ่งขวด ข้าดื่มไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เห็นผลแล้ว”
นางยิ้มกล่าวพลางลูบใบหน้าที่กลับมากระชับเรียบเนียนของตนเอง
บรรดาฮูหยินคนอื่นกลับพากันไม่เชื่อ บางคนถึงกับแสดงสีหน้าไม่พอใจ “พี่เหวินเชี่ยน หากไม่อยากบอกพวกเราก็ไม่เห็นเป็นไร เหตุใดต้องหลอกกันเช่นนี้ด้วย ใครๆ ก็รู้ว่าฮวาชิงเหยียนเป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่ง”
“ข้าไม่เห็นเคยได้ยินชื่อโอสถอะไรนั่นเลย ท่านช่างไม่ไว้หน้ากันจริงๆ”
เมื่อฉางฮูหยินได้ยินสตรีทั้งสองคนที่ปกติก็ไม่ค่อยถูกกันกล่าวเช่นนั้น ก็เพียงเบะปาก ก่อนกล่าวเย็นชา “จะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจเจ้า ข้ายังมีแขกต้องต้อนรับ เชิญพวกท่านตามสบายเถิด”
พูดจบก็ผละตัวจากไปอย่างไม่สบอารมณ์ หากมิใช่เพราะอยากตอบแทนบุญคุณของฮวาชิงเหยียน นางคงไม่คิดจะเปิดเผยโอสถนี้ให้ผู้ใดรู้
สตรีสูงศักดิ์บางคนไม่อาจบอกได้ว่าตนเชื่อหรือไม่ แต่สีหน้ากลับเคร่งขรึม ครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่เรือนหน้าเต็มไปด้วยเสียงเฉลิมฉลอง ทว่าเรือนหลังของอนุกลับเงียบงันดั่งถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
ซูเสี่ยวเสี่ยวโกรธจนขาดสติ ระเบิดอารมณ์ใส่ทุกสิ่งในห้อง ข้าวของล้มระเนระนาดไม่มีชิ้นดี สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ถึงกับยืนตัวแข็ง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“นางแก่หยางเหวินเชี่ยนนั่นมีอะไรให้น่าอวดกัน! แค่งานแต่งลูกสาว กลับทำท่าภูมิใจเสียเต็มประดา...แต่นางกินอะไรถึงได้ดูอ่อนวัยลงขนาดนั้น ทั้งหน้าตายังดูคมคายขึ้นอีกต่างหาก!”
ซูเสี่ยวเสี่ยวชี้นิ้วสั่งสาวใช้พลางกล่าวเสียงกร้าว “ยังจะมัวอืดอาดอยู่อีก รีบไปสืบเดี๋ยวนี้! หากไม่ได้คำตอบ ข้าเอาเจ้าไปโยนให้สุนัขกิน!”
“จะ...เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้!” สาวใช้รีบลนลานออกจากห้องไปทันที
ด้วยไฟโทสะในอกซูเสี่ยวเสี่ยวยังไม่จางหาย นางจึงระบายอารมณ์ในห้องอย่างต่อเนื่อง
ยามนี้หน้าร้านโอสถเทียนชิงเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนราวตลาดแตก ผู้คนแห่กันมามุงหน้าแผงของฮวาชิงเหยียนแน่นขนัด
หลังจากที่นางรักษาขาขององค์ชายสี่และบำรุงผิวของฉางจื่อโหรวจนหายดี ชื่อเสียงของนางก็โด่งดังไปทั่ว ทำให้มีผู้คนหลั่งไหลมาให้ตรวจอาการไม่ขาดสาย
ฮวาชิงเหยียนตรวจชีพจรและเขียนเทียบยาให้ผู้ป่วยแต่ละคนด้วยความอดทน พร้อมทั้งกำชับข้อควรระวังในการกิน
ด้านผู้ดูแลร้านหลินถึงกับยิ้มแป้น มองดูรายได้มหาศาลที่ฮวาชิงเหยียนสร้างด้วยความยินดีไม่รู้จบ โชคดีเพียงใดที่นางเลือกตั้งแผงตรวจโรคอยู่หน้าร้านของเขา
ชั้นสองของโรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งกำลังจ้องมองมายังแผงของฮวาชิงเหยียน แววตาเขาราวกับแฝงเงาเร้นอยู่ภายใน ก่อนจะหันไปสั่งการกับคนด้านหลัง “ไปจัดการเสีย”
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตลอดทั้งบ่ายนางยุ่งจนแทบไม่ได้หยุดพัก พอเห็นรายรับในวันนี้แล้วก็รู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย คืนนี้นางจะได้จัดสำรับดีๆ ให้มารดากับพี่ชายได้อิ่มหนำกันอีกมื้อ
นอกจากค่าตรวจชีพจร นางยังขายโอสถได้อีกสองขวด เมื่อเห็นว่าใกล้ค่ำแล้วจึงเก็บแผงจากนั้นตรงไปยังตลาด หวังหาซื้อเนื้อกระต่ายสายลมให้ได้ตามสัญญา
ฮวาชิงเหยียนที่ซื้อเนื้อกระต่ายสายลมกลับมายังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปในลานเรือน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากด้านในดังแว่วออกมา รอยยิ้มพลันผุดขึ้นบนใบหน้าของนางอย่างไม่รู้ตัว
นางไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเช่นนี้มานานแล้ว แม้จะไม่เข้ากับสภาพเรือนที่ทรุดโทรม แต่ก็ช่างเถิด ขอเพียงพวกเขามีความสุขก็พอ คืนนี้บางทีอาจถือโอกาสคุยกับมารดาเรื่องซ่อมแซมเรือนก็เป็นความคิดที่ดี
“ท่านแม่ พี่ชาย ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ” ฮวาชิงเหยียนเอ่ยขึ้นขณะก้าวเข้าไปในลานเรือน เห็นฮวาเฮ่าเย่ว์กับซูซื่อนั่งอยู่ข้างหีบไม้หลายใบที่ตั้งเรียงราย เซี่ยจู๋กำลังคัดแยกของทีละชิ้นแล้วบรรจุลงในหีบด้วยท่าทางขะมักเขม้น
เมื่อฮวาเฮ่าเย่ว์เห็นฮวาชิงเหยียนกลับมาแล้ว ใบหน้าก็เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม “น้องรัก มาเร็ว มาดูสิว่าเจ้าชอบของพวกนี้หรือไม่”
ฮวาชิงเหยียนยื่นเนื้อกระต่ายสายลมให้เซี่ยจู๋แล้วเดินเข้าไปดูของในหีบ ก็พบว่าในหีบไม้บรรจุสิ่งของมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ไม้เฉินเซียงฝังหยกหนึ่งด้าม กระบี่หยกซิ่วหนึ่งด้าม เชิงเทียนทองเหลืองลายมงคลหนึ่งคู่ ต้นไผ่จำลองหยกเขียวหนึ่งกระถาง ดอกเหมยแกะสลักในกระถางเงินชุบทองทรงหกเหลี่ยมหนึ่งกระถาง กระจกแขวน ฉากแขวนลวดลายต่างๆ ทั้งลายมงคล ลายไผ่เหมยมงคล ลายรุ่งเรืองมั่งคั่ง ลายลายมงคลสี่แบบ และอื่นๆ มากมาย รวมแล้วไม่น้อยกว่าห้าสิบชิ้น
“พวกท่านได้ของล้ำค่านี้มาจากที่ใดหรือเจ้าคะ” ฮวาชิงเหยียนถามด้วยความสงสัย เพราะซูซื่อไม่ใช่คนฟุ่มเฟือยโดยนิสัย
ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์เพียงยิ้ม ก่อนซูซื่อจะเอ่ยว่า “เจ้าเด็กโง่ ของพวกนี้คือของหมั้นน่ะสิ”
“ของหมั้น? ของใครกันหรือเจ้าคะ ช่างหรูหรานัก...” ฮวาชิงเหยียนยิ้มบางขณะรับคำ
ฮวาเฮ่าเย่ว์มองน้องสาวด้วยแววตาอ่อนโยนปนเอ็นดู “ถ้าไม่ใช่ของเจ้า แล้วจะเป็นของใครกันเล่า ย่อมต้องเป็นของเหยียนเอ๋อร์อยู่แล้ว”
“ของข้า...”
ฮวาชิงเหยียนพยักหน้ารับอย่างงุนงง
หา? ของข้า?
“ของข้า? พี่ชาย ท่านบอกว่า...ของหมั้นพวกนี้เป็นของข้าหรือเจ้าคะ!” ฮวาชิงเหยียนพลันหันไปมองฮวาเฮ่าเย่ว์ ทั้งยังกล่าวเสียงสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ซูซื่อเข้าใจผิด คิดว่านางตื่นเต้นจึงยิ้มกล่าว “ไม่อยากเชื่อเลย ลูกสาวแม่โตจนจะแต่งงานแล้วหรือนี่”
ฮวาชิงเหยียนมึนงงไปชั่วขณะ
จะแต่งงานแล้ว?
ตัวนางในศตวรรษที่ยี่สิบสามยังไม่เคยมีสามีเลยสักครั้ง แต่มาโลกนี้ได้ไม่ทันไรกลับจะแต่งงานแล้วอย่างนั้นหรือ ซ้ำยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแต่งกับใคร!
ใบหน้าของฮวาชิงเหยียนพลันแข็งค้างด้วยความงุนงงทันที