เจาะเวลาหาขงเบ้ง 寻孔明

    ตอนที่ 130 บ่างช่างยุ

    โจโฉต้องหนีตายหัวซุกหัวซุนหากวันนี้เขานำที่ปรึกษามาด้วยซักคน มาช่วยคิดช่วยเตือน เรื่องก็คงไม่จบแบบนี้อย่างแน่นอน..เฮ้อแตกทัพมาบังเอิญเจอทหารของแฮหัวตุ้นที่แตกมาเหมือนกัน ..เหตุใดจึงแตกทัพมา ? ….ทหารของแฮหัวตุ้นทุกคนต่างกล่าวไปในทิศทางเดียวกัน… อิกิ๋มกระทำหยาบช้าไล่ฆ่าฟันข้าพเจ้าทั้งปวงล้มตายบ้างแตกหนีมาได้บ้าง เห็นอิกิ๋มจะเป็นขบถต่อท่านจึงทำการทั้งนี้ ทหารเหล่านั้นต่างคนต่างร้องไห้ ..โจโฉได้ฟังความก็ตกใจแต่ยังไม่ปักใจเชื่อเท่าใด ?..เพราะสิ่งเล่ามาทั้งหมดล้วนเป็นการกล่าวหาแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น ! ซ้ำฝ่ายแฮหัวตุ้น เคาทู ลิเตียนและงักจิ้น ต่างมาบอกเนื้อความตรงกันเสียอีก ! อิกิ๋มทำการทั้งนี้ เห็นจะเอาใจออกหากท่าน ขอให้ท่านตระเตรียมทหารไว้ให้พร้อม จะได้คิดการจับอิกิ๋ม โจโฉไม่เคยไว้วางใจใครอยู่แล้ว ..จึงสั่งให้จัดแจงทหารเตรียมการให้พร้อม !!! error loadedอิกิ๋ม (wikipedia)
    อิกิ๋ม (Yu Jin; 于禁) เป็นขุนพลคนสำคัญของโจโฉ มีความซื่อสัตย์จงรักภักดี เคร่งครัดในระเบียบวินัย เมื่อรู้ว่าทหารโจโฉแตกทัพมาใกล้แล้ว จึงให้ทหารทั้งปวงถือเครื่องศาสตราวุธรักษาค่ายอยู่เป็นมั่นคง ให้ตั้งค่ายใหญ่เอาไว้เพื่อรอรับโจโฉและจะได้ป้องกันกองทัพเตียวสิ้วอีกด้วย แม้รู้ตัวว่ามี ‘บ่างช่างยุ’ กล่าวโทษตนว่าเป็นขบถต่อโจโฉไปแล้ว แต่ก็มิได้ใส่ใจใดๆเลย ?   เมื่อเขากล่าวโทษท่านอยู่ฉะนี้ เป็นไฉนท่านจึงยังตั้งค่ายตระเตรียมทหารอยู่อีกเล่า ? ..ซึ่งท่านมิได้ไปหาโจโฉนั้น โจโฉก็จะเห็นสมร้ายว่าเป็นขบถไปด้วย แต่อิกิ๋มมั่นคงหนักแน่นไม่เปลี่ยนการกล่าวโทษแก่เรานั้นเป็นความริษยากันดอก ซึ่งเราตั้งค่ายไว้ดังนี้ ด้วยโจโฉหนีกองทัพเตียวสิ้วมา จะได้เข้าอาศัยแล้วจะได้ต่อรบกับเตียวสิ้ว ..ส่วนข้อซึ่งผิดแลชอบนั้นจึงค่อยคิดต่อภายหลัง ............................................................. กองทัพเตียวสิ้วเมื่อได้ที ก็ยกตามมาจะฆ่าสังหารให้สิ้นซาก!!…เตียวสิ้วยกทัพมาสกัดหน้าเป็นสองด้าน พอพบค่ายอิกิ๋มซึ่งตั้งรออยู่ก็งงงวยนักหนา ..เหตุใด อยู่ๆจึงมีค่ายทหารขวางอยู่อย่างนี้ ? และไม่ช้าเตียวสิ้วย่อมได้คำตอบจากอิกิ๋มผู้วางอุบายไว้เพื่อช่วยชีวิตเจ้านายของเขา "ผู้ใดคือเตียวสิ้ว ! ..ข้าอิกิ๋มขอท้าประลองด้วย !!!"ไม่ใช่แค่ท้าท้ายเท่านั้น อิกิ๋มคุมทหารรำทวนออกไปรบด้วยเตียวสิ้วเป็นสามารถ  เชี้ยงๆๆ …ฟ้าบ!!กระบวนท่าโจมตีของยอดฝีมือ ย่อมไม่ธรรมดาใดๆเลย .. เตียวสิ้วเห็นจะต้านทานอิกิ๋มมิได้อีกต่อไป ก็พาทหารถอยไปทางแม่น้ำหยกซุย  อิกิ๋มก็คุมทหารไล่ฆ่าฟันทหารเตียวสิ้วไปจนพบกับโจโฉ  และเมื่อทหารโจโฉเห็นดังนั้นก็ดีใจ เข้าตีกระหนาบฟันทหารเตียวสิ้ว แตกกระจัดกระจายล้มตายเป็นอันมาก- ฝ่ายเตียวสิ้วกับทหารที่รอดตายนั้นก็หนีไปอาศัยอยู่กับเล่าเปียว ณ เมืองเกงจิ๋ว - ส่วนฝ่ายโจโฉ ก็เหนื่อยล้าแสนสาหัส จึงหยุดทัพไม่ได้ตามตี  เมื่อพบเจอโจโฉแล้ว อิ๋กิ๋มจึงเข้าไปรายงานโดยตรง ทหารแฮหัวตุ้นสมคบกันไปตีชิงเอาทรัพย์สิ่งของอาณาประชาราษฎร ข้าพเจ้าเห็นผิดระเบียบวินัยร้ายแรง จึงฆ่าทหารเสียเป็นหลายคน เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง !!!  โจโฉพยักหน้าคิดตาม จึงถามต่อว่า เรากับเจ้าต่างคนต่างแตกทัพมา เห็นไฉนเจ้าจึงมิได้หาเราให้พบก่อนทำการฯ ..แล้วที่ไปตั้งค่ายอยู่กลางทางนั้นปรารถนาสิ่งใด ? อิกิ๋มจึงรายงานตามความเป็นจริงไป.. ที่ตั้งทัพไว้ดังนี้หวังจะป้องกันข้าศึกที่ยกตามท่านมา และด้วยอุบายนี้ข้าพเจ้าจึงสามารถรบกับเตียวสิ้วจนแตกไป .. ส่วนเรื่องที่ข้าพเจ้ามิได้เที่ยวหาท่านให้พบนั้น โทษข้าพเจ้าผิดอยู่แล้ว อิกิ๋มแยกแยะถูก-ผิด ชัดเจน และเชื่อมั่นว่า ‘นายของเขา’ จะเข้าใจเหตุและผลดังนี้…ซึ่งโจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงสรรเสริญให้เป็นที่ประจักษ์แจ้ง ซึ่งท่านคิดทำทั้งนี้ไว้จึงได้ชัยชนะคืน อันความคิดทั้งนี้ ถึงทหารแต่ก่อนก็มิได้เสมอท่าน [เกราะทองราชสำนัก]  เป็นเสื้อเกราะโบราณที่รักษาชีวิตโจโฉในครั้งนี้เอาไว้ได้ ..ต้องซื้อใจขุนศึกถึงเพียงนี้ ? แต่ผลงานที่พลิกสภาพจากแพ้ให้กลับกลายเป็นชนะได้ ย่อมสูงกว่าอะไรทั้งหมดทั้งมวล โจโฉให้เครื่องทองแก่อิกิ๋มสำรับหนึ่งเป็นบำเหน็จ แล้วตั้งให้อิกิ๋มเป็น ‘เอกสิ้วเดงเฮา’ หรือพระยาอายุมาก ส่วนแฮหัวตุ้นซึ่งมิได้กำชับทหารให้ดี ซึ่งไปทำร้ายแก่ราษฎรนั้นให้คาดโทษไว้ !!!  ทัศนคติของเจ้านายเป็นเช่นใด ..ลูกน้องย่อมพยายามปรับทัศนคติและวิธีทำงานของตนให้สอดคล้องไปตามนั้น และหากปรับไม่ต้องก็จำต้องแยกย้ายกันไปเป็นธรรมดา ..โจโฉไม่หูเบา ตัดสินเป็นธรรม ซึ่งเป็นไปตามความจริง กลุ่มคนเหล่านี้จึงเติบโตไปในลักษณะนี้..……………………. เป็นบทเรียนที่สำคัญของโจโฉในวัย 41 ปี เมื่อทุกอย่างคลี่คลายแล้วโจโฉจึงให้แต่งโต๊ะรินสุราเซ่นเตียนอุยถึงบุตรกับหลานเราตาย (โจงั่ง-โจอั๋นบิ๋น) ..ก็มิได้เสียดายเท่าเตียนอุยเลย.. แล้วก็ร้องไห้รักเตียนอุย ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็มีใจรักโจโฉเป็นอันมาก ต่างคนต่างร้องไห้ด้วย ครั้นโจโฉค่อยคลายทุกข์โศกแล้ว จึงให้จัดแจงทหารแล้วก็ยกกลับไปเมืองฮูโต๋ *************  --------------------------------------เขตแดนเมืองเซียงจิ๋ว (มณฑลกิจิ๋ว)-------------------------------------- ชาวซงหนูต้องเดินทางย้ายถิ่นกันเป็นปกติธรรมดาอยู่แล้วดังนั้นการย้ายถิ่นฐานในครั้งนี้จึงไม่มีปัญหาติดขัดใดๆเลย ..พวกเขาเดินทางด้วยม้ากันอย่างชำนาญ จึงทำให้การอพยพมีความรวดเร็วที่สูงมากๆ ..เว้นเพียงอุปสรรค์บางอย่าง ? เพราะขบวนผู้อพยพและม้าหลักพัน ที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในระดับนี้ ย่อมไม่สามารถปกปิดร่องรอยได้อยู่แล้ว !!!มันจึงมีคนที่ต้องการปล้นชิงม้าล้ำค่า และทรัพยากรที่พวกเขาขนย้ายมาจากนอกด่านนั่น .. ‘อ้วนถำ’ วัย 23 ปี บุตรชายคนโตของอ้วนเสี้ยว ได้รับมอบหมายจากบิดามากินเมืองเซียงจิ๋ว อันเป็นเมืองเล็กๆ ในแคว้นกิจิ๋วนั้น และเป็นทางผ่านของผู้อพยพชาวซงหนูนี่เอง “รายงานท่านอ้วนถำ มีขบวนม้าดีไม่ทราบฝ่าย จำนวนราวๆหนึ่งพัน กำลังเดินทางผ่านเขตแดนของเราขอรับ” ไม่มีใบผ่านทาง ?ขบวนม้านับพัน ?(ปกติม้าธรรมดาหลักร้อยตัวก็แย่งชิงกันแล้ว) โชคดีอะไรเช่นนี้ ?และนี่ย่อมเป็นการสร้างผลงานใหญ่ ของบุตรชายที่บิดารังเกียจเช่นเขา…

    คล้ายกับเรื่องเจาะเวลาหาขงเบ้ง 寻孔明 ที่คุณอ่าน