Antimage Master

    บทที่ 10​ ปราชญ์​แห่ง​วิญญาณ ​พาร์ท ​2​

    บทที่ 10 ปราชแห่งวิญญาณ พาร์ท 2

     อาคอนจ่ายพลังเวทมหาศาลเพื่อดูคำทำนายแห่งอนาคต อย่างไรก็ตามภาพที่ปรากฏบนถ้วยเหล้าทำให้อาคอนต้องขมวดคิ้ว เขาสังเกตเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในถ้วยเหล้าด้วยหัวคิ้วที่ถักเข้าหากัน อย่างไรก็ตามยิ่งเขาพบปัญหามากเท่าใดเขายิ่งต้องสังเกตุรายละเอียดให้มากขึ้นเท่านั้น

     ในที่สุดภาพเหตการณ์ที่อยู่ในถ้วยเหล้าก็จบลง อาคอนเงยหน้าไปมองอาเรียที่อยู่อีกฟากของห้องซึ่งถูกล้อมรอบด้วยพลังเวทย์มหาศาลที่เธอยังคงปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่เขาจะกระดกเหล้าทั้งหมดที่อยู่ในถ้วยลงคอ

     *เพล้งงง*

     “อย่าพึ่งได้ใจไปปราชญ์มังกร คำทำนายก็ยังคงเป็นคำนาย.. ไม่จำเป็นว่ามันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนหรอก” หลังจากที่กระดกเหล้าทั้งหมด อาคอนเขวี้ยงถ้วยเหล้าที่อยู่ในมือทิ้งและกล่าวกับปราชญ์มังกร

      ทันใดนั้นเองร่างที่แต่เดิมต้องดูผ่านเวทมนตร์ทำนายก็ก่อตัวขึ้นเป็นร่างโครงกระดูกจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า สายลมเริ่มพัดกนะหน่ำอยู่ในห้องจนเกิดเสียงอื้ออึง แต่หากตั้งใจฟังพอจะสามารถรู้ได้ว่าเสียงดังกล่าวนั้นเป็นภาษาพูด

     “เจ้ารู้ดีพอๆกับข้า มนุษย์.. บทเวทนั่นไม่หลอกลวงเจ้า มันคือโชคชะตา”

     “มันก็แค่สูตรคำนวณ…”อาคอนกล่าว

     *พรึ่บๆๆๆๆ*

     หนังสือเวทสีแดงของอาคอนยังคงพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ จนไปหยุดที่เวทบทหนึ่ง “น้ำแข็งที่เยือกเย็นข้ามกาลเวลา..เขตแดนแห่งลมเย็นใต้จุดเยือกแข็ง.. ก่อตัวขึ้นพันปีเพื่อหมู่เกาะแห่งความรุ่งโรจน์​ และคงอยู่อีกหมื่นปีเพื่อหมู่เกาะแห่งความรุ่งโรจน์ ​จงห่อหุ้มข้าและแช่แข็งทุกสิ่งที่สำผัสสู่ความตาย.. คำสาปโล่น้ำแข็งพันปี” หลังจากที่กล่าว อาคอนรีบร่ายเวทเพื่อปกป้องตัวเองทันที หนังสือเวทสีแดงยังคงส่องแสงและยังคงเปิดหน้าถัดไปอยู่ด้านข้าง

    “ช่างน่าทึ่งเพียงไหนกับเวทมนตร์สมัยนี้ มีแม้กระทั่งบทเวทย์ป้องกันระดับสูง… แต่แค่เวทย์ป้องกันง่ายๆแบบนี้ต้านข้าไว้ไม่อยู่หรอก”

    โครงกระดูกขยับปากไปพร้อมกับเสียงของลมที่พัดจนเป็นภาษาพูดทำให้ดูราวกับว่าโครงกระดูกที่อยู่ตรงหน้าอาคอนนั้น เป็นผู้พูดจริงๆ

    แขนขวาของโครงกระดูกยื่นออกไปด้านหน้า กำปั้นใหญ่ของโครงกระดูกกำแน่น และตอนนั้นหมอกสีหม่นปกคลุมมือของโครงกระดูกหมอกสีหม่นรวมตัวกันจนกลายเป็นไม้เท้าสีดำยาว

    “ถ้าจะไม่ใช้เวทมนตร์ทำไมต้องเสกไม้เท้าเวทออกมาด้วย” อาคอนกล่าวหลังจากที่เห็นโครงกระดูกเสกไม้เท้าเวทมนตร์ออกมา

    “ทำไมถึงคิดว่าข้าจะไม่ใช้เวทมนตร์..??”

    “เวทมนตร์ที่ท่านรู้จักทุกบทเป็นเวทที่ล้าหลังไป 20 กว่าปี 20 ปีที่แล้วเวทมนตร์ในราชวงศ์มังกรไม่ใช่สิ่งที่เฟื่องฟู ตัวท่านศึกษาเฉพาะเวทก่อตัวและเวทสนับสนุนหรือเวทเสริมพลัง ท่านไม่เชี่ยวชาญบทเวททำลายล้าง” อาคอนกล่าวกับโครงกระดูก

    “ข้าคือมังกร ต่อให้เวทมนตร์ข้าอ่อนแอด้วยสายเลือดข้ามันก็ยังมากเกินพอที่จะจัดการกับเจ้าได้” หลังจากกล่าวเสร็จ โครงกระดูกกระชับไม้เท้าในมือเพื่อฟาดไปที่อาคอน

    ตู้ม.. ตู้ม..

    ไม้เท้าของปราชญ์มังกรปะทะเข้ากับโล่เวทของอาคอน อย่างไรก็ตามไม่มีรอยขีดข่วนแม้เพียงเล็กน้อยเกิดกับโล่ของเขา

    “มันแข็ง… มันควรจะแข็งขนาดนี้เลยเหรอ” โครงกระดูกออกปาก

    อาคอนทำเพียงส่งรอยยิ้มที่มุมปากจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับปราชญ์มังกร แน่นอนว่าโล่เวทธรรมดานั้นไม่ควรจะแข็งขนาดนี้อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่แค่โล่เวทธรรมดา เพราะหากต้องการความแข็งแกร่งทัดเทียมกับโล่เวทย์ชั้นสูงทั่วไปอาคอนก็ไม่จำเป็นต้องร่ายบทสวดยาวๆแม้แต่น้อย

    นี่คือชายที่สอนอาเรียให้ร่ายเวทที่ทรงพลังราวกับบทเวทขั้นสูงโดยไม่ต้องร่ายบทสวด อย่างไรก็ตามเวทบทนี้อาคอนจำเป็นที่จะต้องร่ายบทสวดเพื่อใช้จริงๆ นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความพิเศษของเวทบทนี้มากพอแล้ว

    “นี่ไม่ใช่บทเวทขั้นสูงธรรมดา ‘คำสาปน้ำแข็งโล่พันปี’ เป็นเวทป้องกันที่ทรงพลังมากๆจากหมู่เกาะแห่งความรุ่งโรจน์ ต่อให้เป็นมังกรก็ใช่ว่าจะพังเข้ามาได้ง่ายๆ” อาคอนกล่าว

    หลังจากได้ยินสิ่งนี้โครงกระดูกก็หยุดโจมตีไปพักนึง วงแหวนเวทหลายวงเริ่มเคลื่อนผ่านมือออกของปราชมังกรไปรวมกันที่ยอดของไม้เท้า

    *ตูม*

    “ท่านไม่เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้จริงๆสินะ ไม่มีทางที่ศัตรูจะปล่อยให้นักเวทย์ร่ายมนตร์เสร็จก่อนในระหว่างต่อสู้หรอก” ก่อนที่เวทมนตร์ของปราชญ์มังกรจะร่ายเสร็จอาคอนก็ส่งบอลสายฟ้าที่มีพลังเท่ากับเวทขั้นสูงไปที่ไม้เท้าของโครงกระดูก

    ‘หืมม…ไม้เท้านั่นไม่มีคุณสมบัติของโลหะ หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่สื่อนำไฟฟ้า ดูจากลักษณะภายนอกเดาว่าโครงกระดูกและไม้เท้านั่นมีคุณสมบัติแบบเดียวกัน.. ก่อนที่จะเรื่มต้นข้าลองเร่งไฟจากเชิงเทียนซัดเข้ากับร่างที่เป็นกระดูกก็ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นไรด้วย คุณสมบัติของสสารที่เวทก่อตัวสร้างขึ้นเป็นแบบไหนกันแน่’อาคอนวิเคราะห์หลังจากที่ลองโจมตีสองสามครั้ง

    ‘ก่อนอื่นคงต้องลองตัดการเชื่อมต่อของปราชญ์มังกรกับอาเรียก่อน’ นั่นคือบทสรุปสำหรับสิ่งที่อาคอนควรทำในขณะนี้

    จากคำทำนายที่อาคอนเห็นดูเหมือนเวทของปราชญ์มังกรจะเป็นเวทระยะใกล้ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนรูปร่างอย่างอิสระใช้ดักจับหรือกลืนกินศัตรู นั่นทำให้อาคอนต้องร่ายโล่เวทมนตร์ที่แข็งแกร่งในตอนเริ่มเพื่อป้องกันการโจมตีระยะประชิด

    สสารที่เวทเอกลักษณ์ของปราชญ์มังกรสร้างนั้นแปลกมากบางครั้งมันแข็งบางครั้งก็อ่อนนุ่มและลื่นไหล ครั้งแรกที่ปรากฏมันสัมผัสไม่ได้และมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทำให้อาคอนไม่สามารถหาทางที่จะจัดการกับปราชญ์มังกรโดยสิ้นเชิง

    อย่างไรก็ตาม อาคอนไม่ได้กังวลขนาดนั้น ภาพที่ปรากฎขึ้นจากคำทำนายก็คือร่างกายของอาคอนถูกสสารของปราชญ์มังกรปกคลุมทั่วตัวและสสารดังกล่าวพยายามที่จะบดขยี้เขาและตอนนี้เขาพร้อมสำหรับทุกอย่าง

     อาคอนเปิดหนังสือเวทสีแดงของตนจากนั้นจึงร่ายเวทกรดผ่านโล่น้ำแข็งของเขาออกมาเพื่อทดสอบเกี่ยวกับสสารที่ยังคงมีคุณสมบัติเป็นปริศนา

     *ซิบ** ซิบ*

     อาคอนยังคงสังเกตปฏิกิริยาของกรดที่เกิดกับสสารของปราชญ์มังกร เขาเฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของกรดกับทั้งไม้เท้าและกระดูก ’ที่โครงกระดูกเกิดสารประกอบหลังจากเกิดปฏิกิริยา.. แต่ที่ไม้เท้า… ไม่มี??.. ’

    ‘โครงกระดูกเป็นวัสดุที่ทำปฏิกิริยากับกรดแต่ไม่นำไฟฟ้าหรือนำไฟฟ้าได้น้อย แต่ที่ไม้เท้าไม่ทำปฏิกิริยาใดๆกับกรดเลย แสดงว่าเป็นวัสดุสองชนิดที่แตกต่างกัน’

    ‘โครงกระดูกอาจเป็นโลหะที่นำไฟฟ้าได้น้อยในขณะที่ไม้เท้าเป็นวัสดุอย่างอื่น การแปรธาตุชั้นสูงขององค์ประกอบเวทมนตร์ที่สร้างสสารที่องประกอบแตกต่างกัน สมแลัวที่ศึกษาเฉพาะเวทก่อตัวอยู่เกือบทั้งชีวิต’

    ‘เขาสามารถสร้างสารที่เป็นไปได้แทบทุกชนิด พื้นฐานคือการแปรธาตุแน่นอนเช่นเดียวกับจอมปราชญ์ทั่วไปแต่ปราชญ์มังกรศึกษาการแปรธาตุจนชำนาญมาก ความสามารถของเขาด้อยกว่า mad alchemist เพียงเล็กน้อย และบทเวทเอกลักษณ์นั่นก่อนที่เวทมนตร์แปรธาตุจะทำงาน นั่นน่าจะค่อนข้างอันตรายและข้าควรระวังมัน’อาคอนคิด

    “เอ็ะ.. เจ้าตัดการเชื่อมต่อของข้ากับยัยหนูนั่น..น่าประทับใจมาก”โครงกระดูกกล่าว หลังจากที่อาคอนร่ายเวทโล่บางๆรอบตัวอาเรียและทำบางอย่างเพื่อขัดขวางการเชื่อมต่อระหว่างอาเรียกับปราชญ์มังกร

    “ต้องบอกว่าค่อนข้างน่าประทับใจมากในการได้สู้กับคนเก่งๆของยุคสมัยนี้ ข้าต้องยอมรับว่าอิมมิซีพูดถูกทีเดียวเกี่ยวกับมนุษย์.. พวกมนุษย์เป็นพวกเจ้าเล่ห์ไว้ใจไม่ได้และหยิ่งยโส.. พวกมันคิดว่าตัวเองสามารถเข้าใจสิ่งต่างๆได้อย่างแจ่มชัดเพราะความเจ้าเล่ห์ของพวกมันเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น”โครงกระดูกกล่าว

    “ตอนนี้ข้าจะลบความหยิ่งยโสของเจ้าออกไป.. มนุษย์.. มีหลายอย่างที่เจ้าไม่เข้าใจ.. แม้ว่าข้าจะไม่เก่งด้านการต่อสู้แต่ข้าเข้าใจเวทมนตร์ยิ่งกว่าใคร ช่างหยิ่งขนาดไหนที่เจ้ากล้าปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของความรู้จากยุคก่อนๆเช่นเวทปาฏิหาริย์แห่งการทำนาย ผลลัพธ์นั่นจะไม่เปลี่ยน..”โครงกระดูกยังคงเคลื่อนตัวเข้าหาอาคอนที่อยู่ในโล่เวทมนตร์ขณะกล่าว

    “สนุกมากทีเดียวที่ได้เล่นตลกกับเจ้า.. ชัดเจนว่าจุดสูงสุดแห่งยุคนี้ยังคงโง่เขลาเหลือเกิน.. “โครงกระดูกยังขยับเข้ามาใกล้จนแตะเข้ากับขอบของโล่เวทมนตร์ของอาคอน

    “พวกเราเคยเป็นเช่นนั้น… หยิ่งยโสและโง่เขลา”มือของปราชญ์มังกรเริ่มขยับเข้าสู่โล่ของอาคอน

    สายตาของอาคอนยังคงจับจ้องอยู่ที่มือกระดูกที่ขยับอยู่ด้านอกโล่ มือที่แตะอยู่ที่โล่เริ่มผลักเข้ามาทางอาคอนโดยที่ไม่สะดุดแม้เพียงเล็กน้อย

    มือโครงกระดูกทะลุโล่เข้ามาได้อย่างง่ายดายราวกับมือนั่นไม่มีตัวตนอยู่เลย มันขยับไปกุมมือของอาคอนที่กำลังพยายามชักดาบออกมาป้องกันก่อนที่ร่างทั้งร่างของโครงกระดูกจะเคลื่อนตัวผ่านโล่ของอาคอนทั้งหมด

    “เราเคยดูถูกความยิ่งใหญ่ของเวทมนตร์และเราหยิ่งยโส.. และนั่น.. กวาดล้างพวกเรา” ปราชญ์มังกรในร่างโครงกระดูกหยุดห่างจากอาคอนแค่คืบในขณะที่กล่าวด้วยเสียงเบาๆ