“ข้าตื่นแล้ว เข้ามาได้เอะอะโวยวายทำไมเสี่ยวชวน”
“ท่านอ๋องทรงเป็อะไรไปไหมพะยะค่ะ”
“เ้าว่าข้าเป็อะไร”
“ท่านอ๋อง พระองค์ทรงบรรทมั้แ่เมื่อคืนวันก่อน ทรงนอนหลับสนิทมาเกือบสองวันแล้วนะพะยะค่ะ”
“เ้าว่าไงนะ ยามนี้คือเวลาใด”
“ยามเว่ยแล้วพะยะค่ะ”
เสี่ยวชิงชวนที่ถูกอบรมจากพ่อบ้านไปไม่น้อยกับการใช้คำพูดคำจาเวลาอยู่กับท่านอ๋องจึงเริ่มพูดจาได้อย่างถูกต้องตอบกลับคำถามของไป๋จินหลงด้วยความซื่อตรง
“ให้ท่านพ่อบ้านตามหมอหลวงมาดูว่าท่านอ๋องวทรงไม่สบายหรือไม่ ดีไหมพะยะค่ะ”
“ไม่จำเป็ เ้าไปเตรียมน้ำร้อนมาให้ข้าอาบน้ำดีกว่า”
ซวี้หาน เฮ่ยฉีและหูสือซานเดินตามเข้ามาพร้อมกัน เฮ่ยฉีรู้สึกว่าโชคยังดีเพราะก่อนหน้านี้เขาได้คุยกับเสี่ยวชิงชวนอีกฝ่ายตัดสินใจเคาะประตูปลุกท่านอ๋อง หากไม่ทรงตอบนานจนเกินไปจะให้พวกเขาพังประตูเข้ามาดูว่าทรงเป็อะไร
เพราะดูจากน้ำเสียงแล้วเ้านายกำลังอารมณ์ไม่ดีมากขึ้นตามลำดับเป็องครักษ์ประจำตัวติดตามข้างกายมานานย่อมรู้ดี
“ข้าบอกพวกเ้าแล้ว ท่านอ๋องไม่ได้เป็อันใดก็แค่นอนฝันหวานก็เท่านั้น”
“ฝันหวานอันใดถึงหลับได้ยาวนานขนาดนี้”
“หลักฐานอยู่ในมือนั่นไง”
เมื่อซวี้หานเอ่ยขึ้นทุกคนมองตามรวมทั้งไป๋จินหลงก็เหลือบมองม้วนภาพในกำมือตนเองที่ตอนตื่นขึ้นมาไม่ได้สังเกตพอถูกทักขึ้นมาพร้อมกับชี้ไปที่ม้วนภาพในมือเขาถึงได้รู้สึกตัวเขานอนกำภาพผืนนี้ไว้หรอกหรือนี่
ซวี้หานเป็สัตว์อสูรในพันธะสัญญาของไป๋จินหลงย่อมััได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของนายตนเป็อย่างดีแต่เขาเองก็ไม่อาจกล่าวอันได้เพราะสายตาคาดโทษที่พุ่งตรงมาหาตนนั้นชัดเจนยิ่งนักเกรงว่าเขาจะรับมันไว้ไม่ไหวหากพลั้งปากพูดออกไปมากกว่านี้
“วันนี้ข้าไม่ไปร่วมประชุมเช้าแล้ว พวกเ้ามีอะไรก็ไปทำ”
ท่าทางที่เรื่อยเฉื่อยไม่สนใจจะเร่งรีบกลับทำให้คนที่เข้ามามองดูหาสิ่งผิดปกติของไป๋จินหลงมากขึ้น
“นั่นภาพของใครหรือพะยะค่ะ ใช่สตรีหรือไม่ อายุเท่าใด บุตรสาวบ้านไหน ให้กระหม่อมไปหาข้อมูลหรือให้ท่านพ่อบ้านส่งแม่สื่อไปสอบถามดีหรือไม่พะยะค่ะ”
“ไม่ต้องยุ่ง พวกเ้าออกไปกันได้แล้ว”
“ทรงจะทำอะไรพะยะค่ะ”
“ข้าจะอาบน้ำไปเตรียมน้ำร้อนมาข้าจะอาบน้ำเข้าใจไหม”
“ได้ๆ พะยะค่ะ”
ทั้งสามเดินออกจากห้องของไป๋จินหลง พอพ้นชายคาเรือนก็สุมหัวคุยกันทันที
“พี่เฮ่ยฉีท่านเคยเห็นภาพนั้นหรือไม่ เป็ภาพสตรีจากจวนไหน”
“ข้ายังไม่เคยเห็น จะรู้ได้อย่างไร”
“ข้าเคยเห็น”
“ได้ยังไงกันพี่ซวี้หานท่านมาที่หลังเหตุใดได้เห็นภาพนั้นแต่พวกข้าสองคนไม่ได้เห็น”
“พวกเ้าสองคนเคยได้พบตัวคนด้วยซ้ำไม่ต้องมาอิจฉาข้าที่เห็นเพียงภาพวาด”
“พวกข้าเคยเห็นคนในภาพแล้วหรือ ใครกัน ท่านบอกพวกข้าได้หรือไม่”
“ไม่บอก อยากรู้ไปถามท่านอ๋องดูสิ”
"โห…ท่านกล้าพูดเช่นนี้เพราะรู้ว่าข้าไม่กล้าทำใช่หรือไม่"
"หึ เสี่ยวชิงชวนข้าว่าเ้าตายแน่ เ้าลืมหน้าที่หรือไม่ ยามนี้ไม่ใช่ว่าต้องรีบไปนำน้ำร้อนมาถวายหรือ"
“ข้าลืมไปเลย”
เสียงพูดยังไม่จบประโยคดี เสี่ยวชิงขวนก็วิ่งไปไกลแล้ว
ไป๋จินหลงยังคงนั่งมองภาพวาดที่อยู่ในมือเขาจะไม่ยอมมองเพียงภาพวาดเท่านั้น ในเมื่อมีเป้าหมายแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดซวี้หานบอกแล้วเขาต้องเลือก ดังเช่นท่านผู้เฒ่าผู้นั้นก็พูดเช่นเดียวกันทั้งสองสิ่งล้วนต้องเลือกไม่อาจถือไว้ได้ทั้งหมดทบทวนและเลือก ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าตนเองเลือกสิ่งใดหากคิดจะเริ่มทุกอย่างจะมีหนทางเปิดออกเสมอก็แค่ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรนานเท่าใดก็ต้องมีสักวันที่ก้าวขึ้นไปเทียบเทียมได้
“ข้าไม่เชื่อว่าตนเองจะทำไม่ได้”
ภาพในมือถูกวางไว้บนโต๊ะน้ำชาก่อนที่จะถูกนำไปมอบให้ช่างไม้ใส่กรอบอย่างดีมาแขวนไว้ในห้อง
เมื่อฟ้ามืดลงหากมิได้ทำกิจอันใดทุกวันจิ่วเหมยฮวายังคงกำหนดจิตสงบนิ่งนั่งบำเพ็ญบนเตียง่นี้ถึงคอขวดยากแก่การทะลุผ่านขั้นสูงขึ้นได้อีกจิตใจไม่สงบหลงเข้าสู่ห้วงฝันบ่อยครั้ง ทำให้จิติญญาได้รับผลกระทบหลายครั้ง
ในเมฆหมอกสีขาวโพน นางรู้สึกถึงการก้าวเท้าเดินไปเรื่อยๆจิตใจไม่สงบนิ่งคล้ายได้ยิน เสียงลมกรีดผ่านเสียงภูตผีหัวเราะเยาะ
“เ้าบำเพ็ญเพียรไม่สำเร็จหรอก..เ้าไม่ได้เลื่อนเป็เซียนแน่นอนเ้า…ฮ่าๆๆๆ”
“เ้าไร้วาสนา เ้ามีกิเลสเ้าไร้หนทางเซียน ฮิฮิฮิ”
เสียงเหล่านี้ตามหลอกหลอนในจิตใจนาง สุดท้ายจิตใจหลุดออกจากจิตบำเพ็ญเพียรรู้สึกได้ถึงเืลมย้อนกลับพ่นโลหิตสดๆออกมา ยกหลังมือขึ้นปาดเืที่มุมปากยกขึ้นดูนี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่หากบ่อยครั้งเข้าร่างกายและจิตใจอาจถูกภาวะจิตมารครอบงำนี่อันตรายเกินไป
“เหตุใดข้าจึงไม่อาจบรรจุขั้นต่อไปได้หรือข้าควรกลับอารามให้ท่านอาจารย์ชี้แนะสักครา”
สองวันที่ผ่านมาเพราะมีเหตุการณ์ของจิ่วเอ๋อร์หายตัวไปได้พบและรับตัวซานหลางไว้อุปการะทำให้วันนี้นางไม่คิดจะรักษาคนป่วยที่ใด ในเมื่อไม่สามารถนั่งสมาธิก็ไม่ได้นางตัดสินใจเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้น จึงออกจากที่พักเดินช้าๆเลาะตามริมน้ำไปเรื่อยๆ ข้างทางมีต้นหลิวทิ้งกิ่งและใบย้อยพัดไหวตามแรงลมเบาๆลำน้ำมีชาวบ้านพายเรือไม่มากนักผ่านไปมาได้ยินเสียงะโทักทายตอบโต้กันไปมาบนถนนก็มีผู้คนมากหน้าหลายตา แผงลอยตั้งเป็ระยะๆ
“คุณชายท่านชมสินค้าในร้านข้าสิเ้าคะมีมากมายหลายอย่าง”
“ร้านของข้าก็มีมีของฝากนำกลับไปฝากคนที่บ้านก็ดียิ่งนะขอรับ”
เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกชวนให้ชมสินค้าในร้านสาวๆบางคนใจกล้าเดินเข้ามาดักหน้าตนเพื่อชวนเข้าร้าน สองแก้มมีดวงตาเป็ประกายจึงปฏิเสธเสียงเบาๆ จิ่วเหมยฮวาทราบดีรูปลักษณ์ของตนในคราบบุรุษนั้นรูปงามใช้ได้จึงทำเพียงคลี่ยิ้มบางเบาปฏิเสธพวกนางอย่างสุภาพ ชีวิตชาวบ้านก็มีมุมที่สงบสุขเช่นกันไม่แตกต่างจากการใช้ชีวิตในอารามหลายปีที่ผ่านมา
ด้านหน้ามีเสียงดังเอะอะผู้คนมุงดูเป็กลุ่มใหญ่อดที่จะแหวกเข้าไปดูไม่ได้ กลางวงได้เห็นภาพหนุ่มสาวชาวบ้านนั่งและนอนอยู่สองสาวนั่งเนื้อตัวเปียกปอน ผมลู่เปียกไร้ความสวยงามกำลังร้องไห้ ชายหนุ่มนอนเหยียดยาวไร้สติชาวบ้านที่อยู่ด้านข้างเนื้อตัวเปียกเปื้อนโคลนพูดเสียงดัง
“คนตกน้ำ”
“เ้าหนุ่มนี่ลงไปช่วยคน กลับช่วยเหลือจนชีวิตของตนเองไม่รอดตายเสียแล้ว”
มีแต่เสียงผู้คนบ่นเสียดาย แต่ไม่มีใครก้าวเข้าไปลองปลุกหรือเรียกดูลุงคนหนึ่งบอกเสียงดังหลังจากที่มีคนเข้าไปสอบถาม
“พ่อหนุ่ม เ้านั่นจมน้ำตายแล้ว”
“หมดสตินานหรือยัง”
“พึ่งขึ้นจากน้ำเ้าก็เข้ามาพอดี” ชายที่เปื้อนโคลนตอบ
“ช่วยขยับถอยออกไป แม่นางทั้งสองท่านก็ถอยออกไปทางนั้นข้าจะช่วยเขาให้ฟื้นขึ้นมา”
จิ่วเหมยฮวาพลักคนให้ออกไปด้านข้างตนเองมานั่งแทนที่ ไม่คิดอะไรมากฟังคำพูดของคนที่เห็นเหตุการณ์ได้รายละเอียดของบุรุษที่จมน้ำเกี่ยวกับอาการแล้วก็จัดวางท่าทางการนอนของคนที่จมน้ำให้นอนราบตะแครงหน้าไปด้านข้างใช้นิ้วมือตรวจสอบช่องทางในปากไม่มีสิ่งใด จะต้องรีบทำการปฐมพยาบาลให้เขาก่อนที่จะช้าเกินไปวางมือบนกึ่งกลางหน้าอก จัดท่าทางและตำแหน่งที่กด เมื่อถูกต้องก็เริ่มลงมือกดและนับในใจตามจังหวะที่ถูกต้องชาวบ้านมองดูด้วยความหวาดหวั่นราวกับนางกำลังจะฆ่าชายหนุ่มผู้นี้ด้วยการกดให้ตายเพราะยุคนี้ยังไม่รู้จักวิธีการปฐมพยาบาลแบบนี้
เมื่อครบนางขยับตัวไปอยู่นะหว่างไหล่และศรีษะใช้สองมือประคองคางและปากเตรียมลงเป่าลมหายใจเข้าให้ชายหนุ่มก็มีเสียงฮือฮาจากชาวบ้านที่มุงดูอยู่ (ภาพที่ชาวบ้านเห็นคือชายหนุ่มรูปร่างสง่างามกำลังจะก้มหน้าลงไปจูบปากชายหนุ่มอีกคนท่ามกลางผู้คนมากมาย)ทันใดนั้นก็มีสตรีนางหนึ่งที่ถูกช่วยขึ้นมาจากในน้ำเนื้อตัวเปียกปอนถลาเข้ามานั่งเบียดลงข้างตนใช้มือกระชากร่างของชายหนุ่มผู้นั้นออกจากมือไป
“หยุด คุณชายท่านจะทำอะไร”
“ข้ากำลังจะช่วยชายหนุ่มผู้นี้ให้กลับมาหายใจ”
“ท่านบอกวิธีให้กับข้า ข้าน้อยจะช่วยเขาเอง ท่านกรุณาถอยออกไปไปได้โปรดบอกมาว่าต้องทำอย่างไร”
จิ่วเหมยฮวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจความจริงนางเป็ผู้บำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้อยากััร่างกายเพศตรงข้ามที่คิดจะทำเพียงแต่เห็นแก่ชีวิตคนจึงตั้งใจจะช่วยแต่เมื่อมีสตรีนางนี้มาขออาสาจะทำแทน ตนก็ขยับหลบให้ก่อนอดที่จะยกมือเอานิ้วลูบปลายจมูกแก้เก้อเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขั้นตอนการผายปอดช้าๆให้นางทำตามที่เขาพูดสอนจนกระทั่งเ้าหนุ่มที่นอนอยู่ก็พ่นน้ำออกมาทางปากออกมา
เมื่อชายหนุ่มรู้สึกตัวก็เป็สิ่งที่ดีแต่เหตุการณ์หลังจากนี้ไปสิ่งที่นางกระทำต่อหน้าชาวบ้านเรียกได้ว่าทดแทนคุณของสตรีที่อ่อนแอนางย่อมต้องเสียชื่อเสียงและไม่แน่ว่าในเวลาต่อไปเ้าหนุ่มคนนี้อาจต้องไปสู่ขอนางเพื่อเป็การรับผิดชอบทั้งๆที่ตัวเองมิได้ทำอะไรนอนสลบอยู่เฉยๆ แต่ด้วยยุคสมัยนี้กลับเป็เื่ที่สุดจะแก้ไขอย่างแท้จริง
“มีใครตามหมอมาหรือไม่”
เมื่อชายหนุ่มมีลมหายใจกลับมาก็เริ่มมีคนะโถามผู้คนรอบข้าง
“ร้านหมออยู่ไม่ไกลพวกเราพากันไปเองได้ขอบคุณคุณชายมากขอรับ หากไม่ได้ท่านช่วยบอกวิธีการเกรงว่าจะไม่รอดเสียแล้วครั้งก่อนก็จมน้ำเช่นนี้ก็เสียชีวิตไม่ฟื้นคืนขึ้นมาทุกคนล้วนเสียใจ”
พวกชาวบ้านสองสามคนเข้าช่วยกันพยุงชายหนุ่มผู้นั้นจากไปหญิงสาวทั้งสองคนก็มีกลุ่มคนเข้าช่วยพยุงกลับไปเช่นกันผู้คนแยกย้ายกันไปเหลือเพียงจิ่วเหมยฮวานางเองก็ควรจะกลับไปที่พักแล้วเช่นกันนางทิ้งเด็กทั้งสอง(แสบ)ไว้นานเกินไปแล้วจำเป็ต้องรีบกลับเสียแล้ว
ที่ห้องพักเด็กน้อยซานหยางก็แสนจะว่านอนสอนง่ายไม่ว่าเสี่ยวไป๋จะสอนจะบอกสิ่งใดให้เขาก็เชื่อฟังทั้งสิ้นเรียกได้ว่าบอกให้ไปซ้ายก็ไม่ไปขวาบอกให้นอนก็ไม่นั่ง จนเสี่ยวไป๋เอ็นดูน้องชายคนนี้เป็อย่างมากยามที่จิ่วเหมยฮวากลับไปถึงสองคนกำลังฝึกเขียนอักษรโดยมีเสี่ยวไป่ที่ตัวยังเล็กเป็คนสอนทั้งยังเลียนเสียงเป็ผู้ใหญ่เช่นอาจารย์ชรายามสอนหนังสืออีกด้วยนางยืนฟังอยู่ด้านนอกแอบขำอยู่ในใจทั้งยังรู้สึกยินดีที่ทั้งสองสนิทสนมกันทำให้นางไม่ต้องกังวลใจกับสภาพจิตใจของเด็กน้อยตลอดการเดินทางคงต้องฝากให้เสี่ยวไป๋ช่วยดูแลเด็กคนนี้เสียแล้ว
“ท่านอาจารย์ ข้าเขียนอักษรตามที่พี่เสี่ยวไป๋สอนได้แล้วขอรับ”
ซานหยางที่หลายวันมานี้ปรับตัวได้แล้วรอยเศร้าโศกบนสีหน้าและแววตาก็ลดน้อยลงไปมากทั้งยังเป็เด็กที่มีความตั้งใจดีเป็อย่างยิ่ง
“ลายมือที่ไหน นั่นนับเป็อะไรได้แค่เส้นที่ลากไปลากมาเท่านั้น เ้าดูที่ข้าเขียนให้เ้าดูเป็แบบอย่างสิเทียบกันได้ที่ไหน”
“เสี่ยวไป๋ ซานหยางอายุยังน้อยและพึ่งเริ่มหัดคัดอักษรกับเ้าได้ไม่นาน อย่าได้เคร่งครัดกับเขานักเลย”
“ข้าทราบแล้วขอรับ”
“ท่านอาจารย์ข้าจะพยายามให้มากยิ่งขึ้นขอรับ”
“การมุ่งมั่นฝึกฝนเป็สิ่งที่ดีแต่เ้าต้องรู้จักประมาณตนด้วย ต้องรู้จักทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป”
“ข้าไม่เข้าใจขอรับท่านอาจารย์”
“มานี่เลย ข้าสอนเ้าเองท่านแม่ท่านกลับมาจากข้างนอกพักผ่อนเถอะ ข้าดูแลซานหยางเอง”
ก็นับว่าแปลกไม่น้อย เสี่ยวไปมีรูปลักษณ์ที่เล็กกว่าซานหยางแต่ต้องเป็คนค่อยสั่งสอนและดูแลอีกฝ่ายที่ตัวโตกว่านางมองยิ้มน้อยๆก่อนจะพยักหน้าเดินเข้าไปพักด้านในเสียงเล็กๆดังเจื้อยแจ้วสองเสียงตอบโต้กันไปมานางหลับตานั่งสมาธิพักผ่อนปรับพลังจิติญญาภายใน