ย้อนเวลามาป่วนต้าถัง

    ย้อนเวลามาป่วนต้าถัง_37_เจ้าเด็กเหลือขอ ยังกล้าจะบินหนีเรอะ!

    “ว้าว! เป็นทิวทัศน์ที่งดงามเหลือเกิน! เฮ้อ... น่าเสียดายที่ไม่มีกล้องถ่ายรูป ถ้ามีกล้องก็อยากจะเก็บภาพไว้สักแชะสองแชะเป็นที่ระลึก!”


    หลี่เฉิงเฟิงนั่งบนกำแพงวังหลวงพลางพึมพำกับตัวเอง


    ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนของใครบางคนได้ดังขึ้นมาจากในวังหลวง


    เมื่อก้มลงไปมอง หลี่เฉิงเฟิงพบว่ามีชายชราสองคนกำลังยืนอยู่ตรงมุมใต้กำแพงที่เขากำลังนั่งอยู่


    ชายชราทั้งสองคนที่เห็นเขาคือเว่ยเจิง ส่วนอีกคนคือตาเฒ่าตู้หรูฮุ่ย


    ตู้หรูฮุ่ยตะโกนขึ้นมา “องค์ชายแปด ขึ้นไปทำอะไรพ่ะย่ะค่ะ?”


    “องค์ชายแปดรีบลงมาเถอะพ่ะย่ะค่ะ แต่อย่าได้กระโดดลงมาเด็ดขาด!”


    “เอ๋? พวกท่านมาทำอะไรกันที่นี่?”


    หลี่เฉิงเฟิงก้มศีรษะลงไปมอง รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กชาย


    ทำไมตู้หรูฮุ่ยกับเว่ยเจิงถึงมาอยู่แถวนี้กันนะ?


    ตู้หรูฮุ่ยรีบตอบ “องค์ชายแปด ฝ่าบาทกังวลว่าองค์ชายจะเบื่อ จึงมีรับสั่งให้กระหม่อมกับเจิ้งกว๋อกงมาเยี่ยมองค์ชายแปดที่จวนพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชายแปดห้ามกระโดดลงมานะพ่ะย่ะค่ะ!”


    “ข้าไม่ได้พูดเสียหน่อยว่าจะกระโดดลงไป?”


    หลี่เฉิงเฟิงอธิบาย


    ได้ยินเช่นนั้น ตู้หรูฮุ่ยถึงกับตบหน้าอก ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก “ไม่กระโดดก็ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”


    “ใช่ ๆ ข้าไม่ได้บอกว่าจะกระโดดลงไป ข้าจะบินลงไปต่างหาก!”


    “หา?”


    ตู้หรูฮุ่ยตกใจจนปิดปากตัวเองไม่ได้


    “ติ๊ง! เนื่องจากตู้หรูฮุ่ยตกใจ ค่าความซุกซน +10!”


    “ติ๊ง! เนื่องจากเว่ยเจิงหวาดกลัว ค่าความซุกซน +10!”


    นี่มัน...


    ตู้หรูฮุ่ยและเว่ยเจิงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก


    กำแพงที่สูงขนาดนั้น จะบินลงมาหรือกระโดดลงมาก็ไม่เห็นจะแตกต่างกันเลย!?


    หรือองค์ชายแปดจะบินได้จริง ๆ?


    ตู้หรูฮุ่ยเห็นท่าไม่ดีจึงขยิบตาส่งสัญญาณให้เว่ยเจิงไปตามตัวฝ่าบาทมาที่นี่ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


    เว่ยเจิงเข้าใจความหมายของตู้หรูฮุ่ย เขาวิ่งกลับไปยังวังหลวงในทันที


    ขณะเดียวกันตู้หรูฮุ่ยยังอยู่ที่ใต้กำแพง พยายามเกลี้ยกล่อมให้หลี่เฉิงเฟิงไม่กระโดดลงมา หรือคิดสั้นทำอะไรเสี่ยง ๆ กับชีวิตของตัวเอง


    ......


    เว่ยเจิงวิ่งอย่างรีบร้อนเข้าไปที่ท้องพระโรง เวลานี้ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินกำลังตรวจสอบรายงานและพับฎีกาประจำวันอยู่


    เมื่อเห็นหลี่ซื่อหมิน เว่ยเจิงคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความร้อนรน


    หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วให้ความไร้มารยาทของเว่ยเจิง “เจิ้งกว๋อกง ท่านเป็นอะไร... หรือไปทำความผิดอะไรมา?”


    “มิใช่ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องด่วนมาทูลแก่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”


    “เรื่องด่วน?”


    “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท! ตอนนี้องค์ชายแปดปีนขึ้นไปอยู่บนกำแพงมังกร และจะกระโดดลงมาด้านล่างพ่ะย่ะค่ะ!”


    “อะไรนะ!? เจ้าเด็กเหลือขอ...”


    หลี่ซื่อหมินตกใจเสียจนกระเด้งขึ้นมาจากบัลลังก์


    องค์ชายแปดผู้นี้ เหตุใดจึงชอบก่อเรื่องให้พระองค์ไม่สบายใจอยู่เรื่อย!?


    แค่สั่งลงโทษกักบริเวณให้อยู่แค่ในจวนเจิ้นอ๋องเป็นเวลาหนึ่งเดือนเท่านั้น เหตุใดจึงก่อเรื่องปีนกำแพงมังกรระหว่างจวนกับวังหลวงขึ้นไป มิหนำซ้ำยังคิดจะกระโดดลงมา?


    เจ้าเด็กเหลือขอคนนี้ อยากตายนักใช่ไหม!?


    แม้ปากของหลี่ซื่อหมินจะดุด่าหลี่เฉิงเฟิงมากแค่ไหน แต่ในใจของพระองค์กลับเป็นห่วงความปลอดภัยในชีวิตของหลี่เฉิงเฟิงเป็นอย่างมาก


    “ฝ่าบาท เสด็จไปดูองค์ชายแปดที่กำแพงมังกรด้วยพระองค์เองเถอะพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายนั่งเล่นอยู่บนนั้น ใครบอกก็ไม่ยอมลงมาเสียที!”


    “เจ้าเด็กเหลือขอ ไป! เราจะไปหาเขาเดี๋ยวนี้ เจ้าเด็กแสบนี่ขยันก่อเรื่องให้เราเสียชื่อเสียงเหลือเกิน!”


    ……


    เมื่อหลี่ซื่อหมินและเว่ยเจิงมาถึงที่กำแพงมังกร ทั้งสองพบว่าที่ใต้กำแพงมีขุนนางมารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ ปากก็เกลี้ยกล่อมไม่ให้หลี่เฉิงเฟิงกระโดดลงมาจากกำแพงเป็นอันขาด!


    แต่ถึงอย่างนั้นหลี่เฉิงเฟิงก็ยังดื้อรั้น เขาขมวดคิ้วโต้กลับไปว่า “พวกเจ้าหลีกไป มาเกะกะอยู่มุมกำแพงทำไมกัน? ทำอย่างนี้ข้าจะกระโดดได้อย่างไร? ข้าจะบินไปได้อย่างไร? หลีกทางให้องค์ชายผู้นี้เดี๋ยวนี้!”


    ต่อให้หลี่เฉิงเฟิงจะตะโกนสักกี่รอบ ก็ไม่มีขุนนางคนใดยอมหลบไปจากใต้กำแพงมังกร เพื่อเปิดทางให้หลี่เฉิงเฟิง


    พวกเขาจะกล้าได้อย่างไร หากองค์ชายแปดตกลงมาตาย ใครจะต้องรับผิดชอบ หากไม่ใช่พวกเขา!?


    แม้ขุนนางกลุ่มใหญ่จะพยายามเกลี้ยกล่อมมากแค่ไหน แต่หลี่เฉิงเฟิงก็ไม่โอนอ่อนตามคำพูดของขุนนางเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย


    ในเวลาสั้น ๆ ที่นั่งอยู่บนกำแพง หลี่เฉิงเฟิงพบว่าค่าความซุกซนของตนเองพุ่งพรวด ๆ ไปมากกว่าหนึ่งพันแล้ว!


    ยิ่งได้เห็นหลี่ซื่อหมินมาถึงกำแพงมังกร หลี่เฉิงเฟิงก็ได้กระโดดพาร่างเล็ก ๆ ของตนเองขึ้นไปอยู่สูงกว่าจุดเดิมในทันที


    ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินรู้สึกราวกับใจหล่นไปอยู่ที่เท้า พระองค์ร้องลั่น “เจ้าเด็กเหลือขอหลี่เฉิงเฟิง กลับลงมาเดี๋ยวนี้!”


    “ติ๊ง! เนื่องจากหลี่ซื่อหมินตกตะลึง ค่าความซุกซน +20!”


    ค่าความซุกซนในครั้งนี้เป็นค่าที่สูงที่สุดของหลี่เฉิงเฟิงแล้ว


    ยิ่งอารมณ์ของหลี่ซื่อหมินเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ค่าความซุกซนในระบบของหลี่เฉิงเฟิงยิ่งเพิ่มมากตามไปด้วย


    หลี่เฉิงเฟิงตอบ “ทำไมลูกต้องลงด้วยล่ะ? เสด็จพ่อบอกเองแท้ ๆ ว่าไม่ให้ลูก ‘เดิน’ ออกจากจวนเจิ้นอ๋องเป็นอันขาด? ลูกก็ไม่ได้ออกไปไหนเสียหน่อย แค่ปีนกำแพงขึ้นมาชมทิวทัศน์อันงดงามของวังหลวง?”


    “เจ้าเด็กดื้อ! ชมทิวทงทิวทัศน์อะไรของเจ้า? ห้ามกระโดดลงมาเชียวนะ!”


    ขณะที่ต่อปากต่อคำกัน เท้าของหลี่เฉิงเฟิงเกิดลื่นขึ้นมา ก้นน้อย ๆ ของเขากระแทกขอบกำแพงดัง ‘ตั๊บ’


    ทำเอาขาของหลี่ซื่อหมินอ่อนยวบไร้แรงราวกับอัมพาตกิน


    ขุนนางที่อยู่ใต้กำแพงก็หน้าเขียวราวกับขาดอากาศหายใจ


    “องค์ชายแปด โปรดอย่าทำให้กระหม่อมกลัวไปมากกว่านี้เลย ลงมาเถอะพ่ะย่ะค่ะ!”


    ตู้หรูฮุ่ยเกลี้ยกล่อมองค์ชายจอมซุกซนด้วยใบหน้าที่เหมือนกับจะร้องไห้


    ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินก็ได้แต่ทำหน้าอมทุกข์ อ้าปากพะงาบ ๆ แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้


    ตอนนี้หลี่เฉิงเฟิงได้รับการยกย่องให้เป็นเด็กอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งต้าถัง เด็กคนนี้เรียกได้ว่าเป็นสมบัติของชาติไปแล้ว


    ประกอบกับความรู้สึกผิดที่ทิ้งให้หลี่เฉิงเฟิงต้องเร่ร่อนอยู่ข้างนอก หลี่ซื่อหมินจึงไม่ต้องการให้หลี่เฉิงเฟิงได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นอันตรายใด ๆ


    พระองค์ตรัส “เฟิงเอ๋อร์ รีบลงมาเถอะลูก!”


    “ไม่ ๆ ๆ! เสด็จพ่อไม่ยอมให้ลูกออกจากจวนเจิ้นอ๋อง ลูกก็ทำตามที่เสด็จพ่อสั่งแล้วอย่างไร! ลูกไม่ลงเด็ดขาด! แต่ก่อนหน้านี้เสด็จพ่อมีรับสั่ง ห้ามลูก ‘ก้าวขา’ ออกจากจวน แต่ไม่เคยสั่งห้ามให้ลูก ‘บิน’ ออกจากจวนใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”


    “อะไรนะ?” หลี่ซื่อหมินตะลึง พระองค์ตรัส “เจ้าเด็กบ้า เจ้าบินได้หรืออย่างไร อย่าเหลวไหล?”


    “แน่นอน! ลูกก็พยายามอยู่นี่ไง!”


    หลี่ซื่อหมินโกรธหลี่เฉิงเฟิงขึ้นมาอีกครั้ง


    เจ้าเด็กคนนี้บอกว่าตัวเองบินได้? เขาคิดว่าตัวเองเป็นเทพเซียนจริง ๆ หรืออย่างไร?


    ยิ่งไปกว่านั้นกำแพงมังกรมีความสูงอย่างน้อย ๆ ก็แปดหมี่ ต่อให้เป็นขุนศึกที่ฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้น ถ้าไม่ตายถึงอย่างไรก็พิการ!


    นับประสาอะไรกับหลี่เฉิงเฟิงที่ไม่มีพื้นฐานศิลปะการต่อสู้อะไรเลย?


    แค่คิดหลี่ซื่อหมินก็ลมจะจับ พระพักตร์ซีดไปหมด


    ทันใดนั้น หลี่เฉิงเฟิงนำปีกไม้ไผ่ที่ตนเองประดิษฐ์ออกมาสวม


    ขุนนางที่อยู่ใต้กำแพงอุทานขึ้น “ทุกคนดูนั่น ดูเหมือนองค์ชายแปดจะเอาปีกไม้ไผ่ขึ้นมาสวมแล้ว!”


    “สวมแค่ปีกไม้ไผ่จะไปบินได้อย่างไร? องค์ชายแปดไม่กลัวตายหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


    “องค์ชายแปด! กระหม่อมขอร้องล่ะ รีบลงมาเถอะ อย่าทำให้พวกเรากลัวไปมากกว่านี้เลย!”


    ขุนนางทางด้านล่างพยายามเกลี้ยกล่อมหลี่เฉิงเฟิงครั้งแล้วครั้งเล่าให้หลี่เฉิงเฟิงลงจากกำแพงมังกรได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นหลี่เฉิงเฟิงก็มิได้นำพา


    “ไปให้พ้น! เสด็จพ่อห้ามไม่ให้ข้า ‘เดิน’ ออกจากจวนเจิ้นอ๋องแม้แต่ก้าวเดียว อย่างนั้นข้าจะ ‘บิน’ ออกไป ไม่เกินคำสั่งของเสด็จพ่อหรอกจริงไหม?”


    หลี่ซื่อหมินกำหมัดตะโกนห้ามบุตรชาย “เจ้าเด็กโง่! คนที่ไหนจะบินได้? เจ้ากำลังเพ้อฝันอะไรอยู่? หลี่เฉิงเฟิงลงมาจากกำแพงเดี๋ยวนี้!”


    “ฮึ่ม! ก็ท่านสั่งกักบริเวณข้าเองนี่ ท่านนั่นแหละสั่งห้ามมิให้ข้าออกไปไหน! เหตุใดข้าต้องฟังท่านด้วย? ข้าจะบินออกจากจวนเจิ้นอ๋องเดี๋ยวนี้เลย!”


    หลี่เฉิงเฟิงเงยหน้าเชิดหน้าอกขึ้นด้วยความมั่นใจ


    เพราะหลี่เฉิงเฟิงเชื่อมั่นว่า ปีกไม้ไผ่ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นจะสามารถพาเขาบินขึ้นฟ้า ทะยานไปจากที่นี่ได้