จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 มารเฒ่าเจวี๋ยจวิน

            ในยุคไท่กู่ผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งระดับชั้นหนึ่งของแดนเซียนอู่นับตั้งแต่เสี่ยเอ๋อทำการรวบรวมฟ้าดิน พลังวิญญาณฟ้าดิน การสืบทอดและเขตแดนลับต่างสูญเสียไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้คนในยุคปัจจุบันที่ต้องการก้าวเข้าสู่ขั้นเขตแดนเต๋านั้นยิ่งทำได้ยากขึ้นหลายเท่า

            กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ตรงหน้าสามารถกวาดล้างฟากตะวันออกของแดนนภาชิงเหลียนได้ด้วยระดับการฝึกฝนนี้เพียงลำพังและฉินอวี่ก็ยิ่งประหลาดใจมากกว่านั้นคือการที่ผู้แข็งแกร่งระดับนี้เข้ามาปรากฏตัวอยู่ในสถานที่เล็กๆเช่นนี้? หรือว่าจะมีตำหนักเต๋าอยู่จริงหรือ?

            เมื่อได้พบกับผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ฉินอวี่ก็ระงับความคิดภายในใจของตนเองไว้ และจงใจเผยให้เห็นใบหน้าที่แสดงออกถึงความหวาดกลัวและตกใจ

            ผู้อาวุโสดูเหมือนจะสังเกตเห็นได้ว่าสายตาที่จ้องมองมาของฉินอวี่นั้นเปลี่ยนไปเขาชำเลืองมองไปทางฉินอวี่สายตาที่ถูกมองกลับมานี้ทำให้ฉินอวี่เหมือนจมดิ่งลงไปสู่ห้วงขุมนรกราวกับว่าเขากำลังถูกเปิดเผยต่อหน้าผู้อาวุโส จนไม่เหลือความลับใดๆ อยู่อีกต่อไป

            ในขณะที่ผู้อาวุโสกำลังมองไปที่ฉินอวี่ เสียงอันหนักแน่นของสยงท่าเทียนก็ดังขึ้นทำให้ผู้อาวุโสละสายตากลับมาทันที

            ฉินอวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกหันไปมองทางสยงท่าเทียนอย่างดุเดือดเขาแทบจะอยากเข้าไปปิดปากที่พูดมากของสยงท่าเทียนนี่คือผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าเชียวนะ!

            หากเขาโกรธขึ้นมา เพียงมือข้างเดียวของเขาคงจัดการบีบคอพวกเราตายลับไปได้เลยทีเดียว!

            ผู้อาวุโสชุดดำขมวดคิ้วเล็กน้อยหรี่ตาจ้องไปทางสยงท่าเทียนที่กำลังหงุดหงิดขณะที่ดวงตาของเขาฉายแววของความอำมหิตออกมา ทันใดนั้นสายตาของเขาเคลื่อนไปจับจ้องที่จี้กระดูกบนคอของสยงท่าเทียนม่านตาของเขาก็เขาก็หดตัวลงอย่างรวดเร็ว

            หลังจากที่สีหน้าหน้าของเขาเปลี่ยนไปโดยไม่ได้ตั้งใจเขาก็พูดอย่างใจดีว่า “สหายน้อยทั้งสามคน ข้าใจร้อนไปหน่อยและข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้พวกเจ้าตกใจ ได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วย” พูดจบผู้อาวุโสก็มองไปทางหลี่เทียนจีอีกครั้ง “สหายน้อย ช่วยบอกข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าตำแหน่งที่ชัดเจนของสมบัติล้ำค่านั้นอยู่ที่ไหน?”

            หลี่เทียนจีมีความสามารถและเฉลียวฉลาดคนผู้นี้สามารถปรากฏตัวได้อย่างเงียบๆแสดงให้เห็นว่าผู้อาวุโสคนนี้มีระดับการฝึกฝนที่ลึกซึ้งยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อถูกผู้อาวุโสคนนี้จ้องมอง หลี่เทียนจีก็มีความรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอาจารย์เขาจึงรู้ได้เลยว่าระดับการฝึกฝนของคนผู้นี้นั้นลึกซึ้งจนน่าหวาดกลัว

            หลังจากไตร่ตรองเป็นเวลานาน เขาก็พูดขึ้นอย่างระมัดระวัง“ผู้อาวุโส ข้าไม่แน่ใจเกี่ยวกับตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจง แต่จากการพยากรณ์ของข้าตำแหน่งของตำหนักเต๋าควรเป็นทิศทางนั้น ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยลี้” หลี่เทียนจีชี้ไปตรงหน้าทางด้านซ้ายเมื่อเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสเช่นนี้ เขาจึงไม่กล้าที่จะพูดจาเหลวไหล

            ผู้อาวุโสมองไปทางหลี่เทียนจีเล็กน้อยและดูเหมือนจะคาดการณ์ความน่าเชื่อถือของหลี่เทียนจีอยู่ จริงๆแล้วเขาสังเกตเห็นทั้งสามคนในตอนที่สยงท่าเทียนขอให้หลี่เทียนจีทำการทำนายเรื่องโลหิตของวานรบรรพกาลดังนั้น เขาจึงเคยเห็นกระบวนการพยากรณ์ของหลี่เทียนจีมาก่อนแล้วและหลังจากที่หลี่เทียนจีลืมตาขึ้นมาและมองไปตรงหน้าทางด้านซ้ายอย่างตกตะลึงเขาก็ได้เห็นแล้วดังนั้นในตอนนี้เมื่อหลี่เทียนจีบอกทิศทางเป็นตรงหน้าทางด้านซ้ายอีกครั้งเขาจึงรู้สึกได้ทันทีว่าหลี่เทียนจีกำลังพูดความจริง

            “ขอบใจนะสหายน้อย หากเจ้าพยากรณ์ออกมาได้ถูกต้องเมื่อพบกันในภายหน้า ข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างดี” พูดจบอาวุโสชุดดำก็เพ่งมองไปทางสยงท่าเทียนและหายไปอย่างแปลกประหลาด

            ฉินอวี่และหลี่เทียนจีต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่พวกเขากลับได้ยินสยงท่าเทียนกำลังพูดอย่างหยาบคาย “ตัวอะไรนะ คิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไป” ทั้งสองคนต่างตกใจขึ้นพร้อมกันจนแทบจะเข้าไปปิดปากอันพูดมากของสยงท่าเทียน แต่สยงท่าเทียนก็ลุกขึ้นยืนและส่งเสียงหัวเราะชอบใจ“ฮ่าๆ มีตำหนักเต๋าถือกำเนิดขึ้นจริงๆ ไป พวกเราไปกันเถอะ”

            แต่ทิศทางของเขาอยู่ข้างหน้าทางด้านขวา

            “สยงท่าเทียนเจ้าจะไปทางไหน? ไม่ใช่ทางซ้ายหรือ?” ฉินอวี่รีบตะโกนอย่างรวดเร็วและรู้สึกหมดหนทางกับสมองอันไร้การพัฒนาของสยงท่าเทียนที่ไม่มีความขลาดกลัวอะไรเลยแม้แต่น้อยมีบางครั้งที่ฉินอวี่ก็รู้สึกอิจฉาสยงท่าเทียน ความไม่เกรงกลัวอะไรอย่างตรงไปตรงมาซึ่งไม่รู้ว่าหากรอเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ระดับสมองของเขาได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์และมองย้อนกลับมาตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะรู้สึกเป็นเช่นไร

            “พี่ฉิน เจ้าคงไม่เชื่อหลี่เทียนจีจริงๆ หรอกใช่ไหม? ทิศที่ของตำหนักเต๋าจะต้องอยู่ตรงข้ามกับการพยากรณ์ของเขาแน่นอนยังจะยืนงงอยู่ทำไมกัน? หลายครั้งก็เป็นแบบนี้ เชื่อข้าเถอะไปแล้วนะ” สยงท่าเทียนหันกลับมาพูด เมื่อพูดจบก็รีบสาวเท้าเข้าไปทันทีโดยไม่รอฉินอวี่และหลี่เทียนจี

            ใบหน้าเคร่งขรึมของหลี่เทียนจีบึ้งตึงเป็นอย่างยิ่งร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

            ในขณะนี้ เกรงว่าหลี่เทียนจีคงจะเริ่มมีความคิดจะสังหารสยงท่าเทียนแล้ว

            ฉินอวี่ที่อยู่ด้านข้างกำลังตกตะลึง มองดูหลี่เทียนจีด้วยความงุนงงจากนั้นก็หันไปมองสยงท่าเทียนที่กำลังจากไปเป็นเช่นนี้แล้วจะต้องไปกับสยงท่าเทียนหรือ? ฉินอวี่กลัวว่าหลี่เทียนจีจะอกแตกตายเสียก่อนเพียงแต่จะต้องอยู่ต่อไป และคิดว่าควรจะพูดอะไรออกไปดีแต่กลับได้ยินหลี่เทียนจีพูดอย่างสั่นเทา “ไปเถอะ พวกเราตามเขาไปเถอะ ครั้งนี้ข้าจะต้องให้เขาได้รับรู้ความประมาทของเขาให้เขาได้รับรู้ว่าไม่ใช่ว่าหลี่เทียนจีจะพยากรณ์ผิดทุกครั้งไป!”

            ฉินอวี่ยิ้มและมองไปทางหลี่เทียนจีที่กำลังโกรธ

            หลี่เทียนจีเกิดมาพร้อมกับบุคลิกที่ลึกซึ้งเนื่องจากความเยาว์วัยของเขาจึงทำให้ไม่สามารถระงับความรู้สึกและอยู่นิ่งเฉยอย่างไม่หวั่นไหวได้บางที หลายปีจากนี้ไป หลี่เทียนจีอาจก้าวถึงระดับนั้นได้ แต่ตอนนี้... เขากำลังอารมณ์เสียจนจะฆ่าแกงสยงท่าเทียนได้แล้ว

            คราวนี้ฉินอวี่ไม่สามารถบอกได้ว่าการพยากรณ์ของหลี่เทียนจีนั้นถูกต้องหรือไม่แต่ฉินอวี่ยังได้แต่ภาวนาให้การพยากรณ์ของหลี่เทียนจีนั้นถูกต้อง!

            ประการที่หนึ่งแม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าก็ยังมาถึงที่นี่ด้วยตนเองจะเห็นได้เลยว่าตำหนักเต๋าแห่งนี้ไม่ธรรมดา หากมันถือกำเนิดขึ้นจะต้องเกิดสงครามใหญ่ขึ้นในโลกแน่นอนและด้วยระดับการฝึกฝนของพวกเขาสามคนผลที่ตามมานั้นคงจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้เลย

            ประการที่สอง ถ้าการพยากรณ์ของหลี่เทียนจีผิดพลาดผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าคนนั้นจะต้องกลับมาแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้น...

            ประการที่สามหากปล่อยให้ผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าตามหาตำหนักเต๋าจนพบ... ท้ายที่สุดจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?

            ฉินอวี่เลียริมฝีปากของตนเอง ดวงตาของเขาเปล่งประกาย

            หากว่า... มีโอกาสดีคว้าโชคนี้มาได้ นั่นคงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียวเพียงแต่ ต้องแน่ใจก่อนว่ามีตำหนักเต๋าอยู่จริง!

            “เอ๊ะ?”ฉินอวี่ก้าวไปข้างหน้าและหยุดลงกะทันหันเขาก็รู้สึกได้ว่ามีมโนจิตแห่งเต๋าได้สำรวจตนเองไปแล้ว หลังจากนิ่งอยู่ครู่หนึ่งฉินอวี่ก็พึมพำขึ้นในใจ หรือจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าคนนั้น? เมื่อคิดได้ถึงสิ่งนี้ ฉินอวี่ก็ปล่อยวาง

            สยงท่าเทียนเดินเปิดทางไปด้านหน้าอย่างกระฉับกระเฉงและเมื่อสังเกตเห็นว่าฉินอวี่และหลี่เทียนจีกำลังตามมาด้านหลังสยงท่าเทียนก็หัวเราะอย่างร่าเริง เร่งฝีเท้าของเขาเร็วขึ้น พร้อมความทะเยอทะยานเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไปยังส่วนลึกของแดนสุสานอสูร

            สามวันต่อมา

            ร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่ง

            “คุณหนู เรื่องเปลี่ยนไปแล้ว”จื่อซวินเอ๋อกำลังอ่านใบปรุงยาโบราณเล่มหนึ่งอยู่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของผู้อาวุโสดังขึ้น นางจึงวางใบปรุงยาลงแล้วเงยหน้าขึ้นถามว่า “อะไร?”

            “พบมารเฒ่าเจวี๋ยจินในแดนสุสานอสูร!” ผู้อาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

            จื่อซวินเอ๋อเต็มไปด้วยความงุนงงจากนั้นนางก็เหมือนคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เลิกคิ้วขึ้นและพูดด้วยความตกใจ“มารเฒ่าเจวี๋ยจิน?เจ้ากำลังพูดถึงหลี่เจวี๋ยจินแห่งเมืองนภาจุ้ยโหมว? มารเฒ่าเจวี๋ยจินผู้เชี่ยวชาญการขุดหาสุสานบรรพชนและตำหนักเต๋าของผู้อื่น?”

            “เขานั่นล่ะ” ผู้อาวุโสกระซิบ

            จื่อซวินเอ๋อลุกขึ้นยืนทันที ด้วยท่าทางเคร่งขรึมเป็นพิเศษดวงตาลึกล้ำและดูประหลาดใจ “ตาเฒ่าที่ไร้ลูกหลานสืบสกุลนั่นรู้ได้อย่างไรว่าจะมีตำหนักเต๋าเกิดขึ้นในแดนสุสานอสูร?”

            “ทั่วทั้งแดนสุสานอสูรมีสิ่งที่แข็งแกร่งอื่นอีกหรือ?”

            “ไม่มีแล้วล่ะมารเฒ่าเจวี๋ยจวินนั่นทิ้งเงาร่างของเขาเอาไว้ทุกมุมของแดนคุ่นหลงซิงเฉินและยังมีพรสวรรค์และของวิเศษแปลกๆ ของเขา การที่เขาจะหาพบก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแต่มารเฒ่าเจวี๋ยจินกลายกลายเป็นมารมานาน ตอนนี้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าครั้งนี้ดูจะมีตัวแปรที่ใหญ่เกินไปแล้ว” ผู้อาวุโสกล่าวอย่างเคร่งขรึม

            “สำนักกุยหยวนนั้นจะต้องมีระดับปรมาจารย์มาด้วยตนเองแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็เพียงแค่ต้องเอาเพลิงอสุนีบาตมาให้ได้ ส่วนเรื่องอื่นๆก็ปล่อยให้คนชั่วกัดกันเอง จริงสิ มารเฒ่าเจวี๋ยจินกำลังทำอะไรอยู่?” จื่อซวินเอ๋อกล่าวอย่างเย็นชา

            “ดูเหมือนว่าเขากำลังจัดวางรูปแบบค่ายกลอะไรบางอย่างอยู่แต่เขาไม่ทันสังเกตเห็นพวกเรา คนที่เราส่งไปล้วนมีระดับการฝึกฝนระดับต่ำตราบใดที่ระมัดระวังเต็มที่ มารเฒ่าเจวี๋ยจวินนั่นก็จะตรวจจับพวกเราได้ยาก!” ผู้อาวุโสกล่าว

            “เช่นนั้นก็ให้พวกเขาแอบวางค่ายกลกักสวรรค์เอาไว้ภายนอกในรอบรัศมีสามร้อยลี้รอบมารเฒ่าเจวี๋ยจวิน!ที่สำคัญจำไว้ว่าอย่าให้มารเฒ่าเจวี๋ยจวินสังเกตเห็นเป็นอันขาด!”

            “เช่นนี้ก็ดี ด้วยวิธีการของมารเฒ่าเจวี๋ยจวินข้าเกรงว่าจะได้ค้นพบตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงของตำหนักเต๋าได้อย่างแน่นอน!วิธีนี้จะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาด้วย” จื่อซวินเอ๋อพูดอย่างเคร่งขรึม

            “รับทราบ คุณหนู!” ผู้อาวุโสเหลือบมองจื่อซวินเอ๋อด้วยความปลื้มใจก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

            จื่อซวินเอ๋อนั่งลงอีกครั้ง ใช้มือขวาเคาะโต๊ะเบาๆจ้องมองตรงไปด้านหน้าและครุ่นคิดอย่างจริงจัง

            ในขณะเดียวกัน ที่ทางด้านนอกของแดนสุสานอสูร

            “แย่แล้ว แย่แล้ว! แย่แล้ว รีบหนีกันเถอะ”

            “โฮก ฮูว...”

            ขณะที่ฉินอวี่และหลี่เทียนจีกำลังเดินตามสยงท่าเทียนอย่างช้าๆ เสียงหมาป่าหอนก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามของสยงท่าเทียน

            ฉินอวี่และหลี่เทียนจีหยุดลงกะทันหัน แต่กลับเห็นสยงท่าเทียนกำลังวิ่งพร้อมกับบางสิ่งบางอย่างในอ้อมแขนของเขาและในป่าโดยรอบสามารถได้ยินเสียงแผ่วเบาที่ “กระตุ้น” ความวุ่นวายจากทุกทิศทุกทาง

            ใบหน้าของฉินอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างใหญ่ที่ปรากฏขึ้นด้านหลังสยงท่าเทียน

            นี่คือหมาป่ายักษ์ที่มีความสูงแปดฉื่อมันถูกปกคลุมไปด้วยแผงคอสีครามที่เหมือนเข็มเหล็กตาสีเขียวทั้งสองของมันเต็มไปด้วยความดุร้ายปากของมันถูกเปิดออกเล็กน้อยเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมยาวสี่ซี่

            หัวใจของฉินอวี่เต้นแรงเมื่อเห็นแผงขนทองสัมฤทธิ์จำนวนหนึ่งที่อยู่บนคิ้วของหมาป่ายักษ์ตัวนี้

            ราชาหมาป่าสีครามระดับสี่!

            สยงท่าเทียนไปกระตุ้นสิ่งที่ทรงพลังเช่นนี้ได้อย่างไร? อย่างไรก็ตามถ้าหมาป่าเพียงตัวเดียวก็คงไม่น่ากลัวอะไร แต่ที่แย่คือหมาป่าเป็นสัตว์สังคมและนี่ยังเป็นราชาหมาป่าด้วยนะสิ!

            ฉินอวี่เหลือบมองไปรอบๆ ท่าทางของเขากลายเป็นเคร่งเครียดมากขึ้นเขารู้สึกว่าหมาป่าได้ล้อมรอบบริเวณโดยรอบไว้แล้ว!

            ฉินอวี่มองไปทางสยงท่าเทียนอย่างโกรธจัดและเมื่อเขาเห็นสิ่งที่สยงท่าเทียนกำลังอุ้มอยู่เขาก็รู้สึกได้เพียงว่าเลือดทั่วร่างแทบจะพุ่งเข้าใส่หน้าผากและทั้งร่างก็สั่นเทาด้วยความโกรธ

            สยงท่าเทียนกำลังอุ้มลูกหมาป่า!

            แม้ว่าเขาจะโกรธมาก แต่ฉินอวี่ก็สงบลงอย่างรวดเร็วและรีบพุ่งเข้าไปชิงลูกหมาป่าในอ้อมแขนของสยงท่าเทียนออกมาอย่างรุนแรง!

            เผชิญหน้ากับราชาหมาป่าลำดับสี่และยังรายล้อมไปด้วยฝูงหมาป่าสีคราม หากพวกเขาต้องการหลบหนีก็คงต้องพึ่งลูกหมาป่าตัวนี้เท่านั้น!

            “สยงท่าเทียน เจ้าทำอะไรของเจ้า?” ฉินอวี่คว้าลูกหมาป่าไว้แน่นและมองไปที่สยงท่าเทียนอย่างโกรธเคือง ในสถานที่นี้ซึ่งอสูรร้ายรวมตัวกันไปรบกวนฝูงหมาป่า นี่ก็เกือบจะเป็นการรนหาที่ตายอย่างยิ่ง

            เมื่อรู้สึกถึงความโกรธของฉินอวี่สยงท่าเทียนก็แสดงความอับอายออกมาและพูดด้วยเสียงต่ำ “ข้า... ข้าก็ไม่รู้ข้าก็แค่เห็นลูกสุนัขตัวหนึ่งกำลังปีนคลานอยู่ ข้าก็เลยเก็บขึ้นมานึกไม่ถึงเลยว่าจะมาถูกหมาป่าตัวใหญ่ไล่ล่า” พูดจบสีหน้าของสยงท่าเทียนก็แดงก่ำเขาคิดว่าลูกหมาป่าตัวนี้เป็นเพียงสุนัขธรรมดาต้องอยู่ในแดนสุสานอสูรเป็นเวลานานเช่นนี้ ทำให้เพิ่มความอยากอาหารของเขาเป็นอย่างมากจึงคิดจะนำสุนัขตัวนี้มาทำกินให้อิ่มหมีพีมัน แต่กลับนึกไม่ถึงว่ามันคือลูกหมาป่าตัวหนึ่ง

            เมื่อรับรู้ถึงการแสดงออกของสยงท่าเทียนฉินอวี่ก็ตระหนักได้ถึงอารมณ์ที่ไม่พอใจของหลี่เทียนจีผู้ชายคนนี้ยังมีสติปัญญาที่ไม่พัฒนาและมักจะทำสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะแต่ครั้งนี้ เขากำลังลากพาคนเหล่านั้นให้ตกอยู่ในอันตราย

            “ปล่อยมันนะ พวกเจ้าจะออกไปได้อย่างปลอดภัย” หมาป่ายักษ์ค่อยๆเดินออกมาจากต้นไม้ใหญ่ จ้องไปทางฉินอวี่ด้วยดวงตาสีเขียวคู่โต และเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งที่ไม่อาจละเมิดได้

            ราชาหมาป่าระดับสี่ตัวนี้มีระดับเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนในขอบเขตขั้นกุมารทิพย์เขาจึงสามารถพูดได้

            ฉินอวี่มองไปรอบๆ หมาป่าสีครามที่โผล่ออกมาช้าๆ หายใจเข้าลึกๆและกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง

            การกำเนิดใหม่อย่างผ่าเหล่า

            แต่ขณะเดียวกันนั้นกลับได้ยินเสียงที่เย็นชาจากด้านหลัง“ราชาหมาป่า เจ้าสามารถตัดสินใจทำอะไรกับคนที่อุ้มลูกหมาป่าของเจ้ามาได้แต่เจ้าคนเลวสองคนนี่ ข้าต้องการพาตัวกลับสำนักเหยาฉือ!”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน