ณ ตอนนี้ด้านหน้าของเหล่าอสูรจิตมารทั้งหลายที่ต่างอยู่ในร่างจำแลงระดับสูงสุดของตัวมันเอง พวกมันต่างมีวัตถุลึกลับเป็นศิลารูปร่างทรงกระบอกกลมมนสลักรูปหมู่อสูรที่ช่างแลดูโหดร้ายและน่าหวาดกลัว โดยอสูรแต่ละต้นในรูปสลักนั้นล้วนไร้ซึ่งศีรษะ กลางรูปสลักนั้นมีดวงตามารสีแดงฉานที่สดใหม่ราวกับเป็นนัยน์ตาเนื้อหนังจริงๆ ปรากฏอยู่
ไม่ช้านัยน์ตานั้นคล้ายมีโลหิตสีทมิฬไหลออกมาก นัยน์ตานั้นก็ราวกับถลึงกว้าง
จากนั้นในไม่ช้าอานุภาพแห่งมันก็ทำให้รอบกายผู้ถือจับนั้นมีอัสนีสีทมิฬปรากฏออกมาล้อมกาย สร้างอานุภาพทำลายซึ่งทุกสรรพสิ่ง แผ่นดินโดยรอบก็คล้ายจะสะเทือนไหว หินดินลอยสูงขึ้นเหนือปฐพี
เหล่าอสูรจิตมารทั้งหลายเมื่อเห็นฉินเทียนยังยื่นนิ่งไม่ไหวติ่งพวกมันก็พลันแลดูจะมีรอยยิ้มกันได้อยู่บ้าง
[ศิลาสังเวยหมื่นชีพ] กำลังมอบพลังจิตวิญญาณอันเหนือล้ำให้แก่พวกมัน พลังวิญญาณนี้มากพอที่จะกำจัดเหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ในระดับแสวงมรรคได้ในคราวเดียว
ไม่ช้า 20 อสูรจิตมารก็ร้องตะโกนเสียงดังก่อนพุ่งร่างเข้าโจมตีฉินเทียนด้วยอิทธิฤทธิ์ที่รุนแรงที่สุดของพวกมัน [สุริยันชีพสูญ]
ไม่ช้าอสูรจิตมารผู้เป็นหัวหน้าก็พูดกล่าว มันปล่อยร่างขององค์ชายกิเลนพร้อมพุ่งร่างเข้าหาฉินเทียนด้วยอิทธิฤทธิ์สูงสุดของมันเช่นกัน กลายเป็นคลื่นอิทธิฤทธิ์ที่พร้อมจะถาโถมและกลืนกินซึ่งทุกสรรพสิ่ง กลายเป็นดวงอาทิตย์สีดำที่มีกลิ่นอายน่าหวาดกลัว
"!!! ข้าหวังว่าท่านผู้สูงส่งจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้นะ และก็หวังว่าท่านจะยังมีชีวิตอยู่ด้วยเช่นกัน ฮะฮาฮา"
.
.
.
ฉินเทียนยิ้มเยาะเช่นกันพร้อมส่งเสียงอิทธิฤทธิ์ดังไปรอบบริเวณ แม้มันจะบางเบาด้วยความต่ำชั้นของฤทธา หากแต่ทุกผู้คนก็ล้วนได้ยินอย่างชัดแจ้ง "แน่นอนข้ารักษาสัญญา"
ฉินเทียนยื่นนิ่งยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมกำป้ายหยกตั้งมั่น
และในขณะนั้นเองราวกับมีดวงอาทิตย์สีทมิฬ 20 ดวง ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน พุ่งถาโถมเข้าใส่ร่างของมันฉินเทียนพร้อมๆ กัน พร้อมเกิดแรงระเบิดราวกับเป็นวันดับโลก
!!!ตูมมมมมมมมมมมม!!!ตูมมมมมมมมมมมม!!!ตูมมมมมมมมมมมม
!!!ตูมมมมมมมมมมมม!!!ตูมมมมมมมมมมมม
!!!ตูมมมมมมมมมมมม
เสียงระเบิดดังสนั่นครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกสรรพสิ่งในรัศมีร้อยจั้งหายไปในทันทีพร้อมกลายเป็นเถ้าธุลีและหลุมลึกจากอานุภาพแห่งฤทธา
ไม่ช้าในกลุ่มหมอกควันนั้น อยู่ๆ ก็ปรากฏเสียงกรีดร้องอันโหยหวนออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า แสดงถึงความเจ็บปวดอย่างแรงกล้าก่อนจะตกตาย ไม่มีใครรู้ ภายในกลุ่มควันนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
เหล่าอสูรรุ่นเยาว์ที่ได้เห็นอานุภาพแห่งการเร่งเร้าพลังวิญญาณถึงขีดสุดและซัดสาดในครั้งเดียว ต่างจ้องมองอานุภาพและสิ่งที่เหลืออยู่เหล่านี้อย่างตื่นตะลึง
แสงสว่างสีทมิฬปลุกคลุมไปทั่วรัศมี วูบวาบหลายสิบครั้ง
กระแสลมพัดพาเศษหินเล็กใหญ่ ปลิดปลิวราวกับพวกมันไร้น้ำหนัก
เหล่าอสูรบำเพ็ญรุ่นเยาว์ต่างต้องเกาะกลุ่มร่ายอิทธิฤทธิ์สร้างอาณาเขตป้องกันช่วยกันชั้นแล้วชั้นเล่า ซีซวนและซีห่าวก็เช่นกันพวกมันรีบพุ่งร่างพร้อมร่ายฤทธิ์สร้างชั้นป้องกันองค์ชายกิเลน แม้จะยากลำบากยิ่ง ด้วยอานุภาพแห่งฤทธาของเหล่าผู้บำเพ็ญระดับสูงนั้นช่างยิ่งใหญ่ แม้จะมีระยะห่างกันเกือบ 500 จั้ง หากแต่มันก็ยังใกล้จนเกินไป ใกล้จนทำให้พวกมันสองอสูรหนุ่มตอนนี้ต่างก็ต้องกระอักเลือดไปร่ายอิทธิฤทธิ์ชั้นป้องกันไป
หากแต่เพื่อสหายของตัวมัน มันย่อมมิอาจจะยอมแพ้
ไม่นานซีซวนก็คว้าจับร่างขององค์ชายกิเลนได้สำเร็จ
ซีห่าวตอนนี้ฝืนทนวาดมือร่ายอิทธิฤทธิ์ป้องกันครั้งแล้วครั้งเล่า นัยน์ตามันตอนนี้แดงก่ำโลหิตเริ่มไหลออกจากเจ็ดทวาร อานุภาพแห่งฤทธาที่รุนแรงถึงเพียงนี้ตัวมันพึงเคยพบเจอและสัมผัสอย่างใกล้ชิดเช่นนี้เป็นครั้งแรก ซีซวนเห็นเช่นนี้ก็รีบช่วยเหลือร่ายฤทธิ์ป้องกันซ้อนทับต่อเนื่องทันที
ไม่ช้าร่างของมันก็ไม่ต่างกับซีห่าวโลหิตไหลซึมออกเจ็ดทวาร ร่วมแบกรับเศษซากอิทธิฤทธิ์จากเหล่าอสูรจิตมารระดับสูงทั้ง 20 ตน
เหล่าอสูรผู้บำเพ็ญรุ่นเยาว์ทั้งหลายที่อยู่ด้านล่าง ก็ไม่ต่างกัน แม้ทุกคนจะเป็นผู้บำเพ็ญระดับท่องนภาเหมือนกันหมด หากแต่ตอนนี้สภาพของแต่ละคนนั้น ต่างน่าอดสูไม่ต่างกัน แม้บางคนจะเกาะกลุ่มกันได้ 5 ถึง 10 คน ช่วยกันร่ายอิทธิฤทธิ์ป้องกันได้สำเร็จ แต่ไม่มีใครเลยที่ไม่กระอักโลหิตคำโตออกมา
สิ่งเหล่านี้แสดงถึงฤทธาของเหล่าอสูรจิตมารพวกนั้นว่ามันรุนแรงมากถึงขนาดไหน แม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับท่องนภา ที่อยู่ห่างเกือบ 500 จั้ง ยังเกือบจะตกตายเพราะเศษเดนแห่งอิทธิฤทธิ์
ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงระดับผู้บำเพ็ญที่ต่ำกว่าหรือคนธรรมดาที่จะต้องตกตายเป็นแน่หากอยู่ในรัศมีแห่งฤทธานี้
เหล่าอสูรบำเพ็ญรุ่นเยาว์ต่างจดจ้อง
ในกลุ่มหมอกควันของฝุ่นดิน ที่ยังมีเปลวอัคคีสีทมิฬโบกสะบัด
หลังเสียงโหยหวนจางหายไปครู่ใหญ่
ไม่ช้าก็มีบุรุษผู้หนึ่ง
อสูรผู้มีเส้นผมสีทอง รูปร่างสง่างามเดินย่างก้าวออกมา
ไม่ช้าอสูรตนนั้นก็พูดกล่าว
"หมู่มารแทรกซึมไปทั่วแดน มหาสงครามแห่งยุคกำลังจะมาถึง เหล่าวัยเยาว์ทั้งหลายตอนนี้พวกเจ้าทั้งหลายก็ต่างได้รับรู้การมีอยู่ของหมู่มาร ข้าจะถามเจ้าเพียงหนึ่งคำถาม ณ ศึกมหากาฬที่กำลังจะมาถึงพวกเจ้าจะอยู่นิ่งเฉยดูดาย แล้วคาดหวังว่าจะมีใครสักคนทำมหาศึกนี้เสียสละตนแล้วชนะหมู่มาร แล้วคาดฝันราวกับผู้ขลาดกลัวว่าผู้เสียสละนั้นจะเป็นผู้มีชัย หรือจะร่วมเดินทางไปกับข้าบนเส้นทางแห่งผู้เสียสละเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตแล้วรับวิถีแห่งเทวะเข้าสู่ศึกมหากาฬกับมวลหมู่มารนับล้านโกฏิแตกดับไปร่วมกัน"
.
.
.
ไม่รู้ทำไม
หลังจากได้ยินคำพูดกล่าวนี้
ในหัวใจของเหล่าอสูรบุรุษวัยเยาว์ทั้งหลาย ร่างของพวกมันคล้ายสั่นไหว ขนก็ลุกสู้ซ่า จิตสำนึกภายในก็คล้ายฮึกเหิมเป็นที่สุด
จากที่คิดว่าในไม่ช้าต้องตกตาย หรือเป็นตัวประกันของผู้ต่ำช้าใจทมิฬ
หากแต่อยู่ๆ ก็มีบุรุษอสูรผู้สง่างามที่ราวกับเทพยาดาแห่งมวลอสูรปรากฏกาย
สยบร่างยี่สิบสุดยอดอสูรผู้บำเพ็ญระดับท่องนภา ที่ใช้สมบัติวิเศษที่แสนอำมหิต บูชาเด็กและสตรีร้อยหมื่น ทำให้สามารถรีดเร้นพลังแห่งตนไปจนถึงระดับที่สามารถสังหารผู้บำเพ็ญระดับแสวงมรรคได้ในคราเดียว
ตอนนี้ในหัวใจของเหล่าอสูรรุ่นเยาว์แต่ละตน คล้ายเห็นหินผาเขาสูงชันที่มีเส้นทางเดินสายหนึ่งทอดยาว โดยพวกมันทุกตน ไม่ว่าตอนนี้จะมีชีวิตหรือตกตาย หากแต่ก็หมายจะก้าวเดินไปบนนั้น
เพราะว่าบนยอดเขาสูงชันนั้น
มีภาพแผ่นหลังของหนึ่งยอดบุรุษอสูรผู้ยิ่งใหญ่ยืนอยู่
.
.
.
ตอนนี้ฉินเทียนแม้จะเดินย่างก้าวเบาสบาย หากแต่ในใจของมันก็คิดไป
'นิข้าเตรียมบทพูดมาขนาดนี้ มิใช่ว่าจะรับศิษย์เพิ่มอีกสักห้าตน สิบตนไม่ได้หรอกนะ ตอนนี้นับองค์หญิงและอสูรบริวารของนางก็มีรวม 12 ตนแล้ว หากตรงนี้ได้เพิ่มเหล่าอสูรหนุ่มเพิ่มอีกซัก 8 ตนมิใช่ว่าภารกิจนี้จะสำเร็จแล้วรึ... ตอนนี้ข้าจากเจ้าตัวน้อยไปหลายสิบวัน น่าจะเลยเดือนแล้ว มิได้กลับไปหาบุตรรักตัวน้อยเลย ข้าคิดถึงตัวน้อยของบิดาเต็มทนแล้ว มิรู้ว่าตัวน้อยจะลืมบิดาแล้วหรือยัง' ฉินเทียนคิดไปในใจก็แอบเศร้าคิดถึงบุตรสตรีตัวน้อยของตัวมันเองเหลือเกิน
ในทีท่าเดินทอดกายเบาสบาย เสื้อผ้ามิมีร่องรอยแปดเปื้อน
หากแต่ทุกสิ่งอย่างง่ายดายเช่นนั้นจริงหรือ
เราจะย้อนเวลาไปเมื่อราวหนึ่งร้อยอึดใจก่อน
ในช่วงเวลาแห่งฤทธาของยี่สิบอสูรจิตมารสำแดงฤทธิ์
.
.
.
----- 100 อึดใจก่อน -----
'แม่เจ้าโว๊ยอะไรมันจะรุนแรงขนาดนี้' ฉินเทียนที่กำป้ายหยกตั้งมั่นคิดในใจ เมื่อมันเห็นสิ่งที่คล้ายดวงอาทิตย์สีทมิฬกำลังพุ่งเข้ามาที่ตัวมันอย่างรวดเร็ว
โดยรอบเส้นทางที่ดวงอาทิตย์สีทมิฬพุ่งผ่านผืนปฐพีราวถูกกรีดแหวกเป็นสองแตกร้าวพร้อมส่งเสียระเบิดดังลั่น ความมืดมิดก็ปกคลุมไปทั่วด้วยแสงสว่างสีทมิฬ และทันทีที่มันจะสัมผัสร่างของฉินเทียน ตูมมมมมมมมม มันก็ระเบิดตัวเองเกิดเป็นแรงกระแทกที่ยากยิ่งที่จะมีผู้ใดต้านทานได้ ความร้อนแรงของมันสามารถหลอมละลายเหล็กแกร่งศิลากล้าให้เป็นจุณ แรงบีบอัดก็มากพอที่จะบีบเหล็กหนาศิลาแข็งราวเนื้อเกี้ยวเส้นก๋วยเตี๋ยวสามัญ
หากแต่สำหรับฉินเทียน
หุหุ มันยื่นนิ่งยิ้มเยาะ
ในอสูร 20 ตน มี 15 ตนตกตายทันที ร่างแหลกสลายกลายเป็นจุณ ด้วยแรงสะท้อนแห่งป้ายหยกตั้งมั่น แม้อำนาจของฤทธานี้จะแลดูสูงล้ำ หากแต่ความบริสุทธิ์ของมันอย่างไรก็เป็นเพียงแค่ของผู้บำเพ็ญระดับท่องนภา มิได้ก้าวสู่ระดับแสวงมรรคอย่างแท้จริง แม้อานุภาพแห่งฤทธานี้จะมากพอที่จะฆ่าผู้บำเพ็ญระดับแสวงมรรคได้ก็ตาม
และเพราะแบบนี้ป้ายหยกตั้งมั่นของฉินเทียนจึงสามารถป้องกันและสะท้อนการโจมตีทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ อานุภาพทั้งหมดถูกส่งคืนเหล่าอสูรจิตมาร 15 ตนระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีแดงตกตายทันที หากมิใช่เพราะฉินเทียนเคยใช้เนตรมองอดีตย้อนกลับไปในเรื่องราวของอดีตของหัวหน้าอสูรจิตมารที่อยู่ตรงหน้ามัน มันก็คงไม่มั่นใจที่จะใช้ป้ายหยกตั้งมั่นรับอานุภาพแห่งอิทธิฤทธิ์ของผู้บำเพ็ญระดับโลหิตที่ถูกขยายอานุภาพด้วย [ศิลาสังเวยหมื่นชีพ] หากแต่เพราะมันเคยเห็นอสูรตนนี้ใช้เจ้าสิ่งนี้มาเก่าก่อน และมันก็รับรู้ได้ว่า [ศิลาสังเวยหมื่นชีพ] นี้ทำได้เพียงรวมอานุภาพแห่งฤทธาและปะทุมันออกมาให้แกร่งกล้าขึ้นเฉยๆ หากแต่ความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณ อย่างไรก็ยังอยู่ในระดับของผู้บำเพ็ญระดับท่องนภา เพราะแบบนี้ฉินเทียนจึงกล้าที่จะยื่นนิ่งและใช้ป้ายหยกตั้งมั่นเพื่อรับการโจมตีนี้ มันล่วงรู้อยู่ทุกอย่างอยู่แล้วว่าอาวุธลับของอสูรจิตมารเหล่านี้คืออะไร
หากแต่ตอนนี้สภาพของพวกอสูรจิตมารตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตที่เหลือรอด ร่างกายพวกมันชุ่มโชกไปด้วยโลหิตแล้ว อิทธิฤทธิ์และพลังวิญญาณในร่างเหลือไม่ถึง 1 ใน 100 ส่วน แต่ก็ช่างสมกับเป็นผู้บำเพ็ญระดับสูง แม้จะเจออานุภาพแห่งฤทธาที่สามารถสังหารผู้บำเพ็ญระดับแสวงมรรคได้ หากแต่พวกมันก็ยังไม่ตกตาย มีอุบายและลูกเล่นติดกายอยู่
ไม่ช้ามันก็สบถด่า "!!! สารเลวเจ้ามิได้รักษาสัญญาณ เจ้ามิใช่ผู้สูงส่ง"
ฉินเทียนพูดกล่าวด้วยน้ำเสียงบางเบาตอบ "เดรัจฉานมารจัญไร เจ้ามันสวะโง่งม ข้ามิเคยบอกเสียหน่อยว่าข้าเป็นเทวะหรือผู้สูงส่ง และคำสัญญาที่ข้าให้ไปก็มิได้ผิดคำพูดข้ายืนนิ่งไม่ไหวติ่งให้พวกเจ้าโจมตีมิใช่รึ"
"เมื่อกี้เจ้าทำได้อย่างไร เจ้าใช้สมบัติวิเศษสินะ บัดซบ บัดซบจริงๆ" มันพูดกล่าวพร้อมกัดฟัน โลหิตคำโตก็รินไหลออกมา อสูรตนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน
ไม่ช้าฉินเทียนก็ยิ้มพร้อมแสดงตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้ม 5 จุดแต้มของตัวมันทันที
หัวหน้าแห่งอสูรจิตมารถึงกับพูดกล่าว "!!!เป็นไปไม่ได้ เจ้าเป็นเพียงแค่อสูรเดินดิน เจ้าเป็นแค่อสูรเดินดินจริงๆ รึ"
ฉินเทียนพยักหน้ารับ "ใช่แล้วทำไม ไม่ใช่แล้วทำไม อย่างไรเสียพวกเจ้าก็ต้องตายทั้งหมดอยู่ดี"
หัวหน้าอสูรจิตมารหัวเราะพร้อมกระอักโลหิตคำโตออกมาอีกครั้ง "!!!ฮะฮาฮา ก็แค่ธุลีดิน เจ้าคิดว่าผู้บำเพ็ญขีดขั้นสุดแห่งระดับท่องนภาจะฆ่ากันได้ง่ายๆ งั้นรึ แม้ข้าจะเหลือพลังแค่หนึ่งในร้อย หรือหนึ่งในหมื่น หากแต่ถ้าเพื่อฆ่าเหล่าธุลีดิน อย่างไรมันก็ยังง่ายกว่าพลิกฝ่ามือตัวเองเสียอีก ตายซะ"
ไม่ช้าอสูรจิตมารก็พุ่งร่าง ความเร็วนี้ไม่น้อยกว่าหนึ่งมัค มันเร็วยิ่งกว่าเสียง เพียงพริบตาก็มาอยู่ตรงหน้าฉินเทียน
มันแย้มยิ้ม เพียงหมัดนี้ของมันสัมผัสโดนศีรษะเจ้าสวะอสูรตรงหน้าที่กล้าใช้อุบายหลอกมัน เจ้าสวะผู้นี้ก็จะตกตายในทันที
แม้ร่างกายมันจะทรุดโทรม หากแต่ก็มีพลังมาพอให้สามารถฆ่าสังหารผู้บำเพ็ญระดับต่ำกว่าท่องนภาตกตายลงไปได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ผู้ท่องนภาระดับเหลืองเข้มมันก็มั่นใจว่าสามารถสังหารได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
และฉินเทียนก็รู้เช่นกัน... ว่าอานุภาพแห่งอิทธิฤทธิ์ของเหล่าอสูรจิตมารนั้นนับว่ามากนัก
และเพราะแบบนั้น
!!! สวบบบบบ
เสียงกรงเล็บเสียบทะลุร่างของอสูรตนหนึ่ง มือไม้นั้นราวกับเป็นโลหะสีทมิฬ มันมิได้เสียบทะลุร่างอย่างเปล่าประโยชน์ หากแต่มันยังเกาะกุมซึ่งบางสิ่งอย่างออกมาอีกด้วย มันมีสภาพคล้ายก้อนศิลาทรงกลมพร้อมมีอักขระมารสลักอยู่โดยรอบ
.
.
.
และในเวลาเดียวกันหัวหน้าแห่งอสูรจิตมารถึงกับสั่นสะท้าน พร้อมหวาดกลัวถึงที่สุด โลหิตทั่วร่างมันกำลังไหลซึมออกจากทั้งเจ็ดทวาร ปากก็กระอักเลือดไม่หยุด ร่างกายราวกับค่อยๆ แหลกเหลวอย่างรวดเร็วเจ็บปวดหมื่นแสน มันพูดกล่าว
"...เจ้า ...เจ้ารู้ได้อย่างไร"
ฉินเทียนที่ตอนนี้อยู่ในร่างอสูรที่เปิดใช้เคล็ดวิชา [มังกรคลุ้มคลั่ง] ใบหน้าของมันตอนนี้ปูดโปนไปด้วยเส้นโลหิตเช่นกัน ส่วนมือข้างหนึ่งของมันตอนนี้แทงทะลุร่างของอสูรจิตมารไปแล้ว มันเป็นบริเวณทรวงอกด้านขวา
พร้อมจับก้อนศิลามารชิ้นหนึ่งออกมา
ศิลามารชิ้นนี้มิใช่ก้อนหินธรรมดา หากแต่มันได้บรรจุดวงวิญญาณแท้จริงแห่งผู้บำเพ็ญเอาไว้ ขนาดศิลามารนี้เล็กเพียงครึ่งชุ่น หากฉินเทียนฆ่าสังหารอสูรจิตมารไป หากแต่มันมิได้ทำลายสิ่งนี้ ไม่ช้าอสูรจิตมารตนนี้ก็จะถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ได้ แม้ระดับบำเพ็ญจะถดถอย หากแต่อย่างน้อยมันก็ไม่ตกตาย เพียงแค่ต้องหาภาชนะรองรับวิญญาณที่เหมาะสมให้เจอ
และเพราะมันมีสิ่งนี้ หลายพันปีที่ผ่านมา มันจึงทำภารกิจงานใดจากผู้เป็นเจ้าชีวิตของมันอย่างไม่หวั่นกลัว
เพราะความตายสำหรับมันราวกับไม่มีอยู่จริง
หากแต่ตอนนี้...
ฉินเทียนยิ้มเยาะ ก่อนจะบีบศิลามารนั้นให้แหลกสลายไป เสียงกรีดร้องของผู้เป็นหัวหน้าแห่งอสูรจิตมารก็ร้องดังสนั่นไปทั่วทิศ มันทั้งโหยหวนทั้งเจ็บปวดเป็นที่สุด
มันเป็นเสียงแห่งความทุกข์ทน และเป็นการตายอย่างทรมานอย่างแท้จริง
อสูรจิตมารอีกสี่ตนที่เหลือรอดเมื่อเห็นเป็นเช่นนี้ขาก็คล้ายจะรีบก้าวหนีทันที หากแต่...
ในเสียววินาที พวกมันก็พบว่าส่วนเก็บซ่อนก้อนศิลามารทุกกะซวกแทงทะลุจนสิ้นแล้ว
ในอสูรทั้งสี่ตน บ้างตนก็ซ้อนสิ่งนี้ไว้ในช่องท้อง บ้างก็ตรงไหล่ ตรงแขน ตรงรูทวารก็ยังมี
หากแต่ตอนนี้ไม่รู้ทำไม จุดหลบซ่อนศิลามารของพวกมันจึงคล้ายถูกล่วงรู้อยู่ก่อน
พวกมันคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ว่าถูกล่วงรู้ได้อย่างไร
ไม่ช้าฉินเทียนก็บีบก่อนศิลามาร เสียงร้องโหยหวนก็ดังครึมอีกครั้งดังสนั่นไปทั่ว
!!!กรุบ กรุบ กรุบ กรุบ
!!!ไม่ยาาาาาาาาา!!!ได้โปรดไว้ชีวิตตตตตตตตตต!!!ข้าไม่อยาาาาาตายยย!!!ได้โปรดดดดด ไม่ๆๆๆๆ
.
.
.
ไม่ช้าฉินเทียนก็ส่ายศีรษะ ตอนนี้หมอกควันยังมิจางหาย ร่างของมันก็สั่นเท่า เคล็ดวิชามังกรคลุ้มคลั่งมีอานุภาพรุนแรงกว่าที่มันคิด ทั้งๆ ที่มันใช้ไปเพียงแค่ 20 อึดใจ หากแต่นั้นก็มาพอที่จะทำให้เส้นชีพจรวิญญาณจักรพรรดิ 2 เส้นของมันแหลกสลายไปอีกครั้ง
หากแต่ถ้ามิใช่เพราะมันมีเส้นชีพจรวิญญาณจักรพรรดิ 2 เส้น เกรงว่าเวลาที่จะใช้เคล็ดวิชามังกรคลุ้มคลั่งคงอยู่ได้เพียง 3 ถึง 4 อึดใจเท่านั้น ตอนนี้ฉินเทียนเล็งเห็นประโยชน์ของการมีเส้นชีพจรวิญญาณหลายเส้นแล้ว
!!!ตึง ตึง ตึง
เสียงแจ้งเตือนภารกิจดังขึ้น ฉินเทียนไม่รอช้ากดรับแต้มบุญ 75 ล้านแต้มทันที ด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความสุข
ในครั้งนี้มันไม่รอช้ากดซื้อชีพจรวิญญาณจักรพรรดิ 4 เส้นทันที มันมีราคาถึง 15 ล้านแต้มบุญ ไม่ต้องพูดถึง 5 หรือ 6 เส้นชีพจรวิญญาณจักรพรรดิที่มีราคาหลักร้อยล้านพันล้าน
พร้อมรีบยกระดับการบำเพ็ญของตัวเองให้กลับมาโดยไว
ในครั้งนี้ก็มิต่างกับครั้งที่แล้วตอนเดรัจฉานเจ้าเมือง หลังจากใช้วิชาลับเส้นชีพจรวิญญาณสะบั่นไป ระดับการฝึกฝนก็ตกกลายเป็นคนธรรมเช่นเดิม
หากแต่ครั้งนี้ ด้วยแต้มบุญระดับหลายสิบล้านไม่ช้าฉินเทียนก็ยกระดับขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
ตราสัญลักษณ์วิญญาณขาวจาง 5 จุดแต้ม
.
.
.
ตราสัญลักษณ์วิญญาณขาวเข้ม 5 จุดแต้ม
.
.
.
ตราสัญลักษณ์วิญญาณเหลืองอ่อน 1 จุดแต้ม ... 3 จุดแต้ม ... 5 จุดแต้ม
.
.
.
และเมื่อถึงระดับผู้โบยบินผู้บำเพ็ญระดับท่องนภา ฉินเทียนถึงกับร้องบ่นกับจำนวนแต้มบุญที่ต้องใช้
[ท่านต้องการจกระดับการบำเพ็ญสู่ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มไร้จุดแต้มหรือไม่]
[จำนานแต้มบุญที่ต้องการ 12.5 ล้านแต้มบุญ]
ฉินเทียนรู้สึกราวกับกำลังโดนปล้น เมื่อครู่มันคิดว่า หากตัวมันมีแต้มบุญ 75 ล้านแต้มบุญ มันจะสามารถไปถึงอย่างน้อยๆ ก็ผู้บำเพ็ญระดับกึ่งตำนานหรือตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้ม หากแต่ความจริงกลับช่างโหดร้าย จำนวนแต้มบุญที่ต้องการช่างมหาศาลเกินจะกล่าว เหตุใดความต้องการจากหลักแสนแต้มบุญอยู่ดีๆ ก็กระโดดข้ามจำนวนมามากมายถึงขนาดนี้
ราวกับระบบรับรู้ถึงความคิดของฉินเทียน ข้อความอธิบายก็ปรากฏ
[ขอบเขตผู้ฝึกตนระดับท่องนภาเป็นการก้าวข้ามระดับขั้นและพลังแห่งอิทธิฤทธิ์อย่างสูง บางคนทั้งชีวิตก็มิอาจจะก้าวข้ามได้ หากไร้พรสวรรค์ ยาวิเศษและเส้นทางการบำเพ็ญที่เหมาะสมต่อให้มีเวลาร้อยปี พันปีก็มิอาจจะไปถึง คนทั่วไปบำเพ็ญ 60 ปี ถึงจะยกระดับสู่ระดับท่องนภาได้ หากแต่เจ้าแค่กดยืนยันใช้แต้มบุญก็สำเร็จ เจ้าจะบ่นไปทำไม?]
หางตาฉินเทียนกระตุกเบาๆ นิไอ้ระบบศาลเทพสวรรค์เฮงซวยกำลังหลอกด่ามันอีกครั้งใช่หรือไม่
ฉินเทียนไร้คำพูดจะกล่าว
ไม่ช้าก็ใช้แต้มบุญหมดไปอีก 37.5 ล้านแต้มบุญ รวมแต้มบุญที่ใช้หมดไปในครั้งนี้ 52.5 ล้านแต้มบุญ ในการฟื้นชีพจรวิญญาณจักรพรรดิและยกระดับการบำเพ็ญ
ตอนนี้ฉินเทียนตัวมันเข้าสู่ระดับท่องนภา ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มหนึ่งจุดแต้มแล้ว
พร้อมแต้มบุญเหลืออีกนิดหน่อย 22.5 ล้านแต้มบุญ
.
.
.
ณ ศาลเทพสวรรค์สาขาโลกกำเนิด
ฉินผิงเจ้าตัวน้อยนั่งกอดเข่ามองท้องฟ้า นางร้องถามพี่ชายของนาง
"ท่านพี่เจ้าค่ะเมื่อไรท่านพ่อถึงจะกลับมาเจ้าค่ะ ฉินพิงคิดถึงท่านพ่อเหลือเกินเจ้าค่ะ"
นางพูดกล่าวพร้อมมีก้อนหยดน้ำตาเล็กๆ คลออยู่บนนัยน์ตาตี่หลี่เล็กของนาง