ตอนที่เก้า
คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าสิ่งที่คาดหวังไว้แล้วไม่เกิดขึ้นตามนั้นหรอก ผมมีความหวังว่าไม่เป็เหนือก็คงเป็มินที่กลับมาหาผม แต่มันแทบไม่มีวี่แวว ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่กลับมาเลย
ทำไมกันนะ ทำไมเพื่อนๆ ถึงได้ใจร้ายกันขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยทำอะไรให้ใครด้วยซ้ำ
ผมพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่าอาการปวดหัวเริ่มดีขึ้นมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็คงต้องติดอยู่ที่นี่อยู่ดี เพราะเวลานี้คงจะเลยเวลาเลิกเรียนมานานพอสมควร
“แทนคุณ ดีขึ้นแล้วงั้นเหรอ” ผมหันมองตามเสียงที่ได้ยินก็ต้องแปลกใจ เมื่อเห็นครูพละนั่งอยู่ไม่ห่างและมองมาด้วยความเป็ห่วง คาดไม่ถึงเลยว่าครูจะมาอยู่ตรงนี้ ทั้งๆ ที่ควรจะกลับบ้านไปแล้ว
“ครับครู” ผมขานรับแล้วส่งยิ้มให้ ผมเลิกหน้ามองอย่างแปลกใจเมื่อเพิ่งรู้ตัวว่าผมไม่ได้นอนอยู่กลางยิมแล้ว แต่กำลังนอนอยู่บนฟูกที่ใช้รองสำหรับการฝึกสมรรถภาพร่างกายแทน
“ขอโทษที่ครูแตะต้องตัวเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต” ผมพยักหน้าตอบกลับ
ผมเป็คนที่ควรขอบคุณครูด้วยซ้ำ ที่ต้องมานั่งรอเป็เพื่อนอยู่แบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดีกว่าการที่ผมต้องอยู่คนเดียวตั้งเยอะ ไม่รู้เลยว่าถ้าต้องอยู่คนเดียวอารมณ์ผมจะดิ่งไปแค่ไหน
พอมีใครสักคนอยู่เป็เพื่อน มันทำให้รู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ถึงครูจะแค่นั่งอยู่เฉยๆ ไม่พูดอะไรกับผมสักคำ แต่มันกลับทำให้รู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ
“อีกอย่าง ครูเห็นเธอนอนไม่ได้สติอยู่กลางสนามแบบนั้น ครูรีบไปหน่อย เลยลืมเปิดประตูไว้” ผมมองตามครูไปที่ประตูแล้วพยักหน้ารับเล็กน้อย
“อยากโทรหาที่บ้านหรือเปล่า” ครูก็เดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นมือถือมาตรงหน้า
“เอ่อ คือว่าไม่เป็ไรดีกว่าครับครู” ผมปฏิเสธกลับไป ผมไม่อยากให้พ่อกับน้องรู้ว่าผมติดอยู่ที่โรงเรียน เดี๋ยวจะเป็ห่วงกันเปล่าๆ
“โทรเถอะ บอกว่าเธอไปค้างบ้านเพื่อนก็ได้ ดีกว่าปล่อยให้ที่บ้านเป็ห่วง” ผมพยักหน้ารับแล้วคว้ามือถือมาเมื่อครูยังคะยั้นคะยอให้ผมโทร ถึงผมจะบอกหรือไม่บอกทั้งสองก็คงเป็ห่วงอยู่ดี แต่บอกไปว่านอนบ้านเพื่อนอย่างที่ครูแนะนำก็ดีเหมือนกัน
แปลกจัง ทำไมผมถึงสึกรู้ว่าทุกครั้งที่มีเื่ ครูพละคนนี้มักจะโผล่หน้ามาตลอดเหมือนกับว่าจับตามองผมอยู่อย่างไรอย่างนั้น แต่ก็ช่างเถอะ ขอแค่ครูไม่ทำอะไรผมให้เจ็บซ้ำน้ำใจไปมากกว่าที่เป็อยู่ก็พอแล้ว
โทรหาน้องเรียบร้อยผมก็ส่งมือถือคืนครูกลับไป ครูรับกลับไปโดยไม่พูดอะไรแล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม อยู่ๆ ผมก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทำไมครูถึงไม่เอ่ยปากถามสักคำว่าเกิดอะไรขึ้นหรือผมจะต้องเป็คนเอ่ยปากบอกครูถึงเื่ที่เกิดขึ้นเองนะ
แต่ช่างมันเถอะ ถึงยังไงอีกไม่กี่เดือนก็จะจบจากที่นี่อยู่แล้ว แค่อดทนไปจนกว่าจะถึงวันนั้นก็พอ
ผมรู้ดีว่าการดึงคนอื่นมายุ่งเื่ของตัวเองมันไม่ใช่เื่ที่ควรทำ ครูพละเองก็น่าจะเห็นอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังหลับหูหลับตาปล่อยเบลอเหมือนไม่มีอะไร พูดไปแล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา
“เธอรู้จัก พรพัชชาหรือเปล่า” ผ่านมาสักพักใหญ่ๆ ครูที่ก้มหน้าก้มตากับกองเอกสารตรงหน้า เงยหน้าขึ้นถามผมที่นั่งพิงอยู่ข้างๆ ประตู
“พรพัชชาเหรอครับ” ผมเลิกหน้าถามกลับไปเพื่อความชัวร์ ทำไมจะไม่รู้จักละ พัชชาเพื่อนร่วมห้องที่ย้ายโรงเรียนไปเมื่อปีก่อน
“อืม เธอพอจะรู้เหตุผลที่พรพัชชาย้ายโรงเรียนหรือเปล่า” ผมเลิกหน้ามองครูพละอย่างสงสัย
ทำไมอยู่ๆ ครูถึงอยากรู้เื่เธอขึ้นมานะ หรือเพราะ่ก่อนที่เธอจะย้ายไป เป็่ที่ครูเพิ่งมาใหม่ก็เลยอยากรู้เื่ของเธอแหละมั้ง
“ไม่รู้ครับ” ผมตอบกลับเสียงอ่อน ไม่รู้ถึงเหตุผลจริงๆ ที่เธอย้ายโรงเรียนไปหรอกนะ รู้แค่ว่าเธอโดนเพื่อนแกล้งจนเกือบฆ่าตัวตาย นอกเหนือจากนั้นก็ไม่รู้อะไรแล้ว เพราะนอกจากมินกับเหนือผมก็แทบไม่ได้สนใจใครเลย
เฮ้ออ พอคิดถึงทั้งสองก็อยากจะร้องไห้ขึ้นมา นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้คุยกันเลย เทอมกว่าแล้วมั้งที่ไม่ได้คุยกับมิน ส่วนเหนือั้แ่วันนั้นที่กลับจากบ้านมันก็แทบไม่เจอ แทบไม่ได้คุยกันเลย
“เหรอ งั้นเธอรู้ใช่มั้ยว่าเพื่อนห้องเธอโดนทัณฑ์บนเกือบยกชั้นจากเหตุการณ์นั้น และมีคนเกือบโดนไล่ออกไปด้วย” ผมได้แต่ส่ายหน้ารัวๆ ไม่เคยรับรู้เื่นี้มาก่อนเลย
ดูท่าแล้วครูพละคงไม่ได้พูดเื่นี้ขึ้นมาลอยๆ ใช่หรือเปล่า ผมรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น
ครูเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋าแล้วเดินตรงมาที่ผม เหมือนไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่ผมตอบไป
“เธอบอกครูมาเถอะ ถ้าเธอไม่พูด ครูก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้”
“ห๊ะ” ผมได้แต่อุทานขึ้นในลำคอ ที่ครูออกมาแบบนั้นหรือว่าครูจะรู้เื่ที่ผมโดนเพื่อนแกล้ง แล้วเื่ของผมมันเกี่ยวกับการย้ายโรงเรียนในครั้งนั้นของพัชชายังไง
“ตอนนั้น เป็เธอไม่ใช่หรือไงที่เขียนจดหมายให้ครู เื่ที่พรพัชชาโดนแกล้ง ทั้งเื่คนนำหรือคนที่มีส่วนร่วมทั้งหมด” ผมเลิกหน้ามองหน้าครูอย่างไม่เข้าใจ จดหมายอะไร คนนำอะไร ผมไม่เห็นรู้เื่ที่ครูพูดมาเลยสักนิด
“ผมว่าครูเข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ได้เขียนจดหมายให้ครู ผมไม่รู้ด้วยว่าใครทำอะไรพรพัชชาบ้าง แล้วอีกอย่างถ้าเป็่นั้น ผมยังไม่รู้จักครูด้วยซ้ำ ไม่มีทางเป็ผมหรอกครับ”
มันต้องเป็เื่เข้าใจผิดไปแน่ๆ ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักครูเลย เป็ไปได้ยังไงที่ผมจะเป็คนเขียนจดหมายแบบนั้นให้ครู
“งั้นเหรอก็จริงของเธอ ตอนนั้นครูเองก็เพิ่งเข้ามาใหม่เห็นนักเรียนมีปัญหาก็ยื่นมือเข้าไปช่วยอย่างไม่ทันคิด พอได้เห็นจดหมายนั่น ครูก็รีบจัดการทันที คิดว่ามันจะช่วยนักเรียนได้ แต่เื่มันกลับแย่ลงกว่าเดิม”
“เื่อะไรเหรอครับ” ผมถามขึ้นเมื่อครูเอาแต่จ้องผมอยู่อย่างนั้น
“ก็ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไง ครูเคยบอกแล้วใช่มั้ย มีเื่อะไรก็ให้บอกครู” ผมจ้องหน้าครูเล็กน้อยแล้วเบือนหน้าหนี
ครูคงจับตามองผมอยู่ตลอดสินะ แล้วผมควรเล่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ครูได้รู้หรือเปล่า
“ครูคิดว่า ครูเองก็มีส่วนผิดที่ทำให้เธอโดนเพื่อนๆ แกล้งแบบนี้ แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ครูก็คงจะทำแบบเดิมอยู่ดี” เมื่อครูเห็นว่าผมเงียบไม่ตอบโต้เลยพูดขึ้นต่อ
เดี๋ยวก่อนนะ ครูบอกว่ามีส่วนผิดที่ทำให้ผมโดนเพื่อนแกล้งงั้นเหรอ นี่ผมไม่ได้โดนแกล้งเพราะพวกมันรู้ว่าผมชอบเหนือ แต่เป็เพราะเื่พัชชา
ไม่น่าหล่ะ ั้แ่ที่พัชชาย้ายออกไปพวกมันถึงได้มองผมแปลกๆ มาตลอด
สิ่งที่เพิ่งได้ยินจากปากครูทำผมน้ำท่วมปากจนพูดอะไรแทบไม่ออก ที่ผมโดนเพื่อนแกล้ง ที่ผมโดนเมินมาตลอดหลายเดือน เกิดขึ้นเพราะความเข้าใจผิด
แล้วอย่างนั้นใครกันที่อ้างเป็ตัวผม ใครกันที่เขียนจดหมายให้ครู คนที่น่าจะรู้เื่ของพัชชาดีที่สุด อย่าบอกนะว่า...
“ภีม เมื่อไหร่จะเลิกขังตัวเองไว้ที่นี่สักที ถ้าผมไม่ว่างมาเปิดให้คุณจะทำยังไง จะนอนรอที่นี่ทั้งคืนว่างั้น” ผมกับครูหันไปมองที่ประตูแทบจะพร้อมๆ กัน เมื่อมีใครสักคนเปิดประตูเข้ามาใช้อิฐกันประตูไว้เพื่อไม่ให้ปิดแล้วบ่นให้ครูยกใหญ่
“กว่าจะมาได้ ก็คิดยู่นะ ถ้าเธอไม่มา ก็คงต้องอยู่นี่ทั้งคืน แต่ดีหน่อยครั้งนี้ไม่ได้อยู่คนเดียว”
สีหน้าครูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่ออีกคนเดินเข้ามาด้านใน
“ทำตัวเป็ฮีโร่ คุณนี่น้า ทำไมชอบหาเื่ให้ตัวเองจัง” เขาคนนั้นเดินเข้ามาลูบหัวครูอย่างเอ็นดู แล้วปรายตามองผมด้วยหางตา ผมฉีกยิ้มให้อย่างเก้อๆ ก่อนจะก้มหัวให้เป็การทักทาย รู้สึกประหม่ากับการกระทำของทั้งสองยังไงก็ไม่รู้
“ไวท์ เธออย่าลูบหัวแบบนี้สิ ไม่ได้อยู่กันสองคนสักหน่อย” ได้ยินครูพูดแบบนั้น ผมก็รีบหันหลังให้ทันที
“งั้นก็กลับกันได้แล้ว นี่ก็ดึกมากแล้ว” เขาคนนั้นลูบหัวครูอีกครั้ง ครูรีบปัดมือออกเหมือนกลัวว่าผมจะเห็น แต่ครูไม่ต้องกลัวหรอกครับผมเห็นทั้งหมดแล้ว
“บอกแล้วไงเธอ อย่าลูบหัวต่อหน้าคนอื่นสิ เราเป็ครูนะ เดี๋ยวเด็กก็ไม่เคารพกันพอดี”
“ครับๆ รีบกลับกันเถอะ” ผมลอบมองทั้งสองแล้วอมยิ้มขึ้น
ทำไมทั้งสองคนดูน่ารักกันจัง นี่สินะคำที่เขาว่าพอมีความรักจะทำให้เปลี่ยนไปอย่างกับเป็คนละคน
“แทนคุณ กลับกัน” ผมฉีกยิ้มเจื่อนๆ ให้เมื่อครูหันมาชวนเพราะสายตาแฟนครูที่มองมา มันดูน่ากลัวสุดๆ
ผมเดินตามทั้งสองไปห่างๆ คิดมาตลอดทางว่าผมจะไปไหนดี ในเมื่อบอกพ่อกับน้องแล้วว่าจะไปค้างบ้านเพื่อน แต่ครูกลับให้แฟนมาช่วยแล้วไม่ยอมบอกกันสักคำ เอาแต่พูดถึงเื่พรพัชชาอยู่ได้
“เอ่อ ครูครับ ผมขอขึ้นไปเอาของบนห้องก่อนได้หรือเปล่า” ผมเลิกหน้าถามขึ้นอย่างเกร็งๆ เมื่อเดินมาถึงหน้าตึกเรียน เพราะกลัวจะรบกวนทั้งสอง
แต่สายตาที่ทั้งสองมองผมมาเป็ตาเดียวนี่สิ
“ไปสิ เดี๋ยวครูขึ้นไปเป็เพื่อน”
“ไม่ต้องขึ้นไปหรอก ให้เด็กนี่ขึ้นไปคนเดียวก็ได้” ผมมองทั้งสองสลับกันไปมาแล้วยิ้มเจื่อนๆ ให้
“ทำไมมันดึกแล้ว ไปด้วยกันนี่แหละ”
“ไม่ต้อง มีเด็กคนหนึ่งขึ้นไปก่อนหน้าแล้ว ให้เด็กคนนี้ขึ้นไปคนเดียวเถอะ ส่วนคุณรีบกลับได้แล้ว”
“ไม่ได้ มีคนมารอแบบนั้นยิ่งอันตราย” ทั้งสองเถียงกันไปมาแทบไม่มีจังหวะให้ผมได้พูดแทรกเลย
“ไม่เป็ไรครับครู ครูรีบกลับเถอะ ผมเข้าไปคนเดียวได้ครับ” พอได้จังหวะผมก็รีบพูดขึ้นแล้ววิ่งเข้าในไปตึก โดยไม่ได้รอฟังสิ่งที่ครูกำลังค้านตามหลังเลย
“ไม่ได้สิ แทนคุณ...” ขอโทษนะครับครูที่ผมต้องทำแบบนี้ ผมไม่อยากให้ทั้งสองต้องมีปัญหากันเพราะผม รีบๆ พากันกลับไปกันเถอะครับ ไม่ต้องเป็ห่วงผมหรอก
การไปไหนมาไหนคนเดียวสำหรับผมแล้วมันสบายมาก แต่ว่าใครกันที่แฟนครูพูดถึง เวลาแบบนี้ไม่น่าจะมีใครกลับเข้ามาในโรงเรียนแล้วนะ
ผมเดินขึ้นมาถึงชั้นที่อยู่ของห้องเรียนตัวเองก็ต้องหันหน้า มองซ้ายมองขวาอย่างระแวง ทำไมโรงเรียนตอนกลางคืนมันถึงดูเปลี่ยวและวังเวงได้ขนาดนี้
อยู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา มันคงไม่มีอะไรโผล่ออกมาเหมือนหนังผีใช่หรือเปล่า
น่ากลัวจัง แต่ผมก็ไม่สามารถทิ้งข้าวของไว้ที่โรงเรียนได้ เดินมาถึงหน้าห้องก็ต้องแปลกใจเมื่อประตูห้องเปิดอ้าเอาไว้ ทั้งๆ ที่มันควรจะปิดหรือคนที่แฟนครูพูดถึงคือเพื่อนห้องผมที่กลับขึ้นมา
ผมยืนอยู่หน้าห้องพักหนึ่งกว่าจะตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องได้ ยอมรับว่ากลัวมากที่จะเดินเข้าไป แต่ไม่ว่าคนที่อยู่ในห้องจะเป็ใคร นาทีนี้ก็ต้องเผชิญหน้ากับมันแล้ว จะได้รีบหยิบของแล้วรีบออกไปสักที
ภายในห้องมีเพียงแสงสลัวๆ สาดเข้ามาจากหน้าห้องและแสงจันทร์ที่สอดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ผมทอดสายตามองไปที่โต๊ะตัวเองกลับมีใครบางคนกำลังนอนฟุบอยู่
ผมค่อยๆ เดินไปที่โต๊ะตัวเองอย่างเชื่องช้า เพราะไม่รู้แน่ชัดว่าคน ที่ฟุบอยู่บนโต๊ะคือใคร ยิ่งเดินใกล้ถึงเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกว่าหัวใจยิ่งเต้นแรงขึ้นไปเท่านั้น
ผมเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าจากเก้าอี้ขึ้นมาช้าๆ กลัวว่าคนที่ฟุบอยู่จะตื่น แต่ยังเอื้อมมือไปยังไม่ถึงกระเป๋า คนนั้นกลับคว้าหมับเข้าที่ข้อมือผมไว้สะก่อน
“นะ เหนือ ใหมดเลย” ผมอุทานขึ้นอย่างใเมื่อคนที่เงยหน้าขึ้นมา เป็เหนือแล้วมันยังจับข้อมือผมไว้แน่น
“คิดไม่ผิดจริงๆ ที่กลับมาตามมึงที่นี่” ผมจ้องหน้าเหนือกลับอย่างไม่เข้าใจ ทั้งที่ก่อนหน้าพยายามหลบหน้ากันมาตลอดไม่ใช่หรือไง แล้วตอนนี้คืออะไรเลิกหลบหน้าได้แล้วเหรอ คุยกันได้แล้วงั้นเหรอ ผมอยากทำเป็ไม่สนใจมัน แต่ก็อดใจไม่ได้ ดีใจด้วยซ้ำที่เหนือกลับมา
“เอ้า..กระเป๋า กลับกันได้แล้ว” เหนือหยิบกระเป๋าแล้วยื่นให้ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปที่ประตู
“เร็วสิแทน ไม่ได้มีเวลามายืนรอมึงทั้งคืนหรอกนะ” ผมมองตามอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะรีบวิ่งตรงไปที่เหนือ ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าเหนือดูไม่ค่อยโอเคเลย นี่ผมคงไม่ได้ทำอะไรให้เหนือไม่พอใจใช่หรือเปล่า
“เหนือ ขอถามได้มั้ย ทำไมถึงกลับมาล่ะ” เหนือไม่ได้พูดอะไรแค่ปรายตามองผมเล็กน้อยแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ
“แล้วทำไมที่ผ่านมามึงถึงหลบหน้ากู ไม่คุยกับกูเลย” ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วผมขอถามสิ่งที่กวนอยู่ในใจสักหน่อยแล้วกัน แต่เหนือก็ไม่ยอมตอบ
“ที่กูโดนเพื่อนไม่ชอบขี้หน้าแบบนี้ เพราะเื่พัชชาหรือเปล่า"พอเหนือได้ยินชื่ออีกคนที่ผมถามถึงก็หยุดเดิน แล้วเลิกหน้ามองผมเหมือนรอฟังสิ่งที่ผมจะพูดต่อ
“เื่พัชชากูไม่รู้เื่เลยนะเว้ย ถ้ามึงกลุ่มเพื่อนมึง ไม่ชอบกูเพราะเื่เธอ บอกเลยว่าพวกมึงกำลังเข้าใจผิด” เหนือนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยักไหล่ให้แล้วหันหน้าเดินต่อ ไม่พูดหรือตอบโต้ผมกลับสักคำ
เมื่อเห็นว่าเหนือไม่ตอบกลับ ผมเลยยอมปิดปากเงียบและเดินตามมันไปอย่างนั้น ไม่เข้าใจการกระทำของเหนือเลยจริงๆ เดี๋ยวก็เข้าหา เดี๋ยวก็ออกห่าง ผมไม่รู้ต้องทำตัวยังไงแล้ว…