秘蜜 หฤทัยจอมนาง

    ชายารัชทายาท

    Ep 060 :: ชายารัชทายาท

     

    ชายาหมาด ๆ ของรัชทายาทคนใหม่นั่งสงบนิ่งอยู่บนเตียงนอนกว้าง แม้ภายนอกจะยังมืดค่ำเพราะเวลายังไม่ถึงรุ่งสาง ซ้ำอากาศยังหนาวเย็น หากแต่ภายในห้องหับยังคงสว่างจากแสงเทียนและอุ่นสบายด้วยความร้อนจากเตาไฟ

    หยางเฟิ่งปิงไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองนั้นเผลอหลับไปตอนไหน แต่ตื่นมาอีกที พระสวามีหมาด ๆ อย่างองค์รัชทายาทก็นอนอยู่ที่ตั่งข้างหน้าต่างเสียแล้ว

    ภรรยาคนงามนั่งสมาธิตั้งสติกับตัวเองอยู่หลายนาที ก่อนที่นางจะเดินไปสะกิดให้สวามีของตนตื่นจากการนอนหลับ

    “รัชทายาทเพคะ มิทราบว่าจะตื่นมาสนทนากันหน่อยได้หรือไม่เพคะ?”

    “...อืม...เมื่อคืนเจ้าก็หลับก่อนข้า ตอนนี้ยังมาปลุกข้าอีกหรือ?”

    “ขออภัยเพคะ แต่หม่อมฉันคิดว่าคุยกันเร็วเท่าไหร่ได้ก็ยิ่งดี”

    “...เจ้าช่างเป็นภริยาที่แปลกพิลึก เจ้าสาวบ้านใดกระทำตัวเยี่ยงนี้กับสามีเช่นเจ้ากัน”

    หลักของสตรีที่แต่งงานแล้วคือฝากชีวิตไว้กับสามี เจ้าสาวต้องรอให้เจ้าบ่าวเปิดผ้าคลุมหน้า คล้องแขนดื่มเหล้ามงคล และร่วมผูกผมก่อนจะผูกสัมพันธ์ แล้วเข้านอนด้วยกันทั้งค่ำคืน สตรีทั่วไปนั้นควรจะนอนหลังสามี และตื่นมารอสามีตื่นนอนเพื่อปรนนิบัติ

    เฟยหรงซิ่นในอาภรณ์สีแดงสง่า แต่ก็ดูออกว่ามันถูกถอดออกไปหลายชั้น เนื้อตัวเขายังเต็มไปด้วยกลิ่นสุราจาง ๆ หากแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก ดังนั้นถึงแม้จะมีอาการงัวเงียจากความเหนื่อยล้าและพึ่งจะตื่นนอน แต่ก็หาได้มีอาการเมามายใด ๆ ให้เห็น

    หยางเฟิ่งปิงไม่ได้สนใจถ้อยคำของเขา มิหนำซ้ำยังกล่าวตอบด้วยท่าทางไม่แยแส

    “หม่อมฉันก็เป็นเช่นนี้ หากอยากได้ภรรยาที่นั่งตั้งตารอพระองค์มาเปิดผ้าคลุมหน้า ออดอ้อนพระองค์ด้วยกิริยาอ่อนหวาน ก็จงตบแต่งสตรีที่มีใจรักใคร่ชอบพอพระองค์แทนเถิดเพคะ”

    “...”

    “ตำแหน่งชายารองของพระองค์ยังว่างอยู่นะเพคะ หรือจะแต่งเข้าในฐานะชายาเอกฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาก็ว่าไป หม่อมฉันมิขัด แน่นอนว่าหม่อมฉันจะไม่เข้าไปยุ่งกับสตรีที่พระองค์พึงใจเป็นอันขาดเพคะ”

    “...”

    “อ๋อ หลังจากนี้พระองค์ต้องการให้หม่อมฉันใช้คำพูดแบบใดกับพระองค์ดีเพคะ?”

    “ตอนนี้เจ้าเป็นภรรยา พูดกับข้าแบบธรรมดาก็พอแล้ว”

    หญิงงามพยักหน้ารับอย่างง่ายดายโดยไม่คิดสนใจจะคิดให้ลึกซึ้งมากมาย มีก็แต่เฟยหรงซิ่นที่รู้สึกปวดใจกับความไม่สนใจของนางอยู่ลึก ๆ

    “เช่นนั้นมาสนทนากันสักหน่อยได้หรือไม่?”

    “ใจคอเจ้าจะไม่ปรนนิบัติสามีล้างหน้าล้างตาหน่อยเลยรึ”

    เฟยหรงซิ่นแกล้งเย้าพลางถอนหายใจแรง สองขาก้าวไปยังอ่างล้างหน้าที่วางอยู่ไม่ไกล มือหนาวักน้ำในอ่างที่ถูกใช้ไปแล้วขึ้นมาใช้ซ้ำเป็นการแก้ขัด เพราะการสนทนากับภรรยาคนนี้ เขาคงจำเป็นต้องมีสติมากกว่านี้เสียหน่อย

    “ข้าเป็นภรรยาในหน้าที่ หาได้มีหน้าที่ในฐานะภรรยา”

    “...”

    มือหนาที่วักน้ำล้างหน้าชะงักไปเล็กน้อย ความจริงที่ออกมาจากริมฝีปากบางนั่น ฟังกี่ครั้งก็ชวนให้เจ็บช้ำ

    ...หากนางจะสนใจเขาในฐานะบุรุษมากกว่านี้เสียหน่อยจะไม่ได้เลยหรือไรกัน?

    ถึงแม้หยางเฟิ่งปิงจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่มือบางก็หยิบผ้าขึ้นมาส่งให้ร่างสูงได้ซับน้ำบนใบหน้า นั่นเป็นมิตรไมตรีที่นางมอบให้ได้โดยไม่ได้คิดอะไรให้มากความ

    เฟยหรงซิ่นเห็นนางทำตัวสบาย ๆ ก็พลันขัดใจ มือหนาจึงแกล้งถอดเสื้อตัวในที่สวมใส่อยู่อย่างกะทันหัน หวังใช้รูปลักษณ์ของตนยั่วยวนให้นางเสียกิริยาสักเล็กน้อย เพราะอย่างไรซะนี่ก็ไม่ได้ผิดข้อตกลง เขาไม่ได้แตะต้องนาง แต่แค่จงใจกลั่นแกล้งนางก็เท่านั้น

    อย่างไรก็ตามแม้จะเห็นร่างสูงถอดอาภรณ์ส่วนบนออกจนเห็นซิกส์แพ็กงาม ๆ หกลูกเป็นลอน ๆ อยู่ตรงหน้า เอวสอบมีเส้นวีไลน์ดูเซ็กซี่ ชายหนุ่มก็มิคาดว่าเฟิ่งปิงจะไม่เขินอาย ไร้ท่าทางประหม่าขัดเขิน แก้มนวลเนียนไม่มีสีใดแต่งแต้มมากขึ้นเลย

    เห็นเขาชะงักค้างไปยามมองหน้านาง เฟิ่งปิงจึงกล่าวเตือน

    “หากท่านไม่สวมใส่อาภรณ์ท่านอาจจะเป็นหวัดนะ ในตู้มีเสื้ออยู่ท่านหยิบมาใส่เสียเถอะ”

    “เจ้ามันสตรีประหลาด”

    เขารู้ดีว่านางประหลาดมาโดยตลอด แต่ก็ไม่คิดว่าจะแปลกแยกได้ถึงเพียงนี้ สตรีนางใดจะกล้าจ้องมองบุรุษผลัดเปลี่ยนอาภรณ์โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน ซ้ำยังกล้าชี้นิ้วออกคำสั่งเขา ยิ่งได้ใกล้ชิดก็ยิ่งรู้ว่าเขาช่างรู้จักนางเพียงผิวเผินเสียเหลือเกิน

    ไหนเลยเฟยหรงซิ่นจะรู้ เฟิ่งปิงเคยอยู่ในวงการบันเทิง เข้าฉากเลิฟซีนหวาน ๆ กับพระเอกตัวพ่อมานักต่อนัก ถ่ายแบบแนบชิดมาก็หลายหน ตอนฝึกกับบิดาในชาตินี้ นางก็ได้เห็นทหารเปลือยท่อนบนอยู่หลายครั้ง ไฉนเลยจะเขินอายกับเพียงแค่กล้ามเนื้อที่ดูดีนิดหน่อยของเขา

    ...กล้ามเนื้อของเทียนเหมิงที่เห็นผ่านเสื้อที่เปียกยังน่ามองยิ่งกว่า อะแฮ่มๆ !

    “เจ้าต้องการจะคุยอะไรอีก?”

    “เช่นนั้นข้าจะไม่อ้อมค้อม มาคุยเรื่องแผนการรวมอำนาจไว้ที่ท่านกันเถิด ข้าพอจะมีความคิดดี ๆ อยู่บ้าง”

    “...”

    เฟยหรงซิ่นชะงักไปเล็กน้อย เขามิคาดคิดว่านางจะกล่าวเรื่องนี้กับเขา สตรีนางใดกล้ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องงานของบุรุษ ยิ่งเป็นเรื่องของการเมืองสตรีก็มิควรมีสิทธิ์มีเสียง แต่นี่นางถึงกับจะชี้แนะแผนการให้กับเขา?

    หยางเฟิ่งปิงเห็นคนตรงหน้าไม่ตอบสิ่งใด นางก็หาได้คิดมาก ริมฝีปากยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้วประหนึ่งกำลังชื่นชมธรรมชาติ หาได้พูดเรื่องเคร่งเครียดเช่นเวลานี้

    แต่ที่แน่ ๆ นางจำเป็นต้องเกริ่นนำเสียหน่อย มิเช่นนั้นเขาอาจจะมองว่าคำพูดของนางนั้นเลื่อนลอย และอาจจะไม่มีค่าพอให้สนใจ

    “จากการกวาดล้างขององค์ฮ่องเต้ในคราวนั้น ทำให้ตอนนี้ขุมอำนาจแตกออกเป็นหลายส่วน สิ่งจำเป็นสำหรับท่านคือผู้ที่จะภักดีและเป็นแขนขาให้ท่านได้ หาใช่ขุนนางไร้ประโยชน์”

    “...”

    “ซึ่งเรื่องกำลังทางทหารท่านได้ตระกูลหยางเข้าร่วมแล้วแน่นอน เหล่าแม่ทัพนายกองภายใต้บิดาข้าย่อมอยู่ข้างท่าน ต่อไปที่ข้าแนะนำให้หาคือกลุ่มพ่อค้า อ๊ะ ๆ อย่าขัดข้าเชียวนะ”

    “...”

    “พ่อค้าในสายตาของราชวงศ์เช่นท่านอาจดูต่ำต้อยและเป็นชนชั้นล่าง แต่พวกเขาเป็นบ่อเงินบ่อทองและสายสืบชั้นดี รู้ไว้เถอะว่าเรื่องบางเรื่องนักสืบมิรู้แต่ประชาชนหรือพวกพ่อค้ารู้ก่อนแล้ว แล้วชื่อพ่อค้าก็บอกอยู่ว่าพวกเขาคือพ่อค้า ราคาสินค้าในตลาดทั้งหลาย ค่าเงินภายในแคว้น โดยมากขึ้นอยู่กับพวกเขาหาใช่กฎหมายที่ถูกเขียน ซึ่งจริง ๆ แล้วตรงจุดนี้ข้าพอช่วยท่านได้”

    “...”

    “แต่ในส่วนของขุนนางชุดใหม่ที่จะมาแทนที่คนเก่าที่ถูกลงโทษ หากไม่มีคนที่ท่านไว้ใจจริง ๆ ก็อย่าได้รีบมอบอำนาจให้ใครเกินไป ให้ดีปั้นคนมีความสามารถแต่ไม่มีเส้นสายมาช่วยงานท่านด้วยตนเองจะดีกว่า แต่ถึงจะเป็นคนที่ท่านเลือกเองอย่างไรก็จงอย่าได้ไว้ใจใครจนเกินไป”

    “...”

    “ส่วนขุนนางที่เหลืออยู่วิธีจัดการพวกเขาที่ง่ายที่สุดก็คือรับบุตรสาวของพวกเขาเข้ามาในวังหลังของท่านซะ แต่ข้าไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้นกับทุกคนหรอก จับพวกเขาวางไว้ในจุดที่จะขัดแข้งขัดขาท่านไม่ได้ก็เพียงพอแล้ว”

    เฟยหรงซิ่นที่ฟังแล้วคิดตามมาตลอดพยักหน้าน้อย ๆ เขาไม่ได้ด้อยค่าพวกพ่อค้าอย่างที่นางคิด เพราะพระบิดาสอนเขาเสมอว่าประชาชนทุกคนนั้นมีคุณค่าในตัวเอง ทุกหน้าที่ล้วนมีความสำคัญที่แตกต่างกัน

    กลับกัน กับสตรีชั้นสูงผู้หนึ่งที่มีชีวิตสุขสบาย ส่วนใหญ่แล้วแม้พวกนางจะได้รับการสอนสั่งมาเป็นอย่างดี แต่ก็มักจะมีทัศนคติการใช้ชีวิตที่ตื้นเขิน เขาไม่คิดว่านางจะให้ค่าพวกพ่อค้าที่เป็นแค่คนกลางในการซื้อของของพวกคุณหนูทั่วไปมากถึงเพียงนี้ ที่กล้าเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ก็เรื่องหนึ่ง มิคิดว่านางจะมีหัวคิดเกินกว่าที่เขาคาดไว้

    ส่วนในเรื่องของขุนนางนั้น พูดน่ะมันก็พูดได้ สิ่งที่นางพูดก็เข้าหูเขา ซึ่งเขาก็เห็นด้วย เพียงแต่...

    “สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ง่ายดายเช่นปากพูดเฉย ๆ หรอกนะ”

    “ไม่ง่ายดายแต่หาใช่ว่าทำไม่ได้”

    หยางเฟิ่งปิงตัดคำของเขาทันควัน ดวงตาหงส์คู่งามเป็นประกายจริงจัง ไม่มีวี่แววล้อเล่นอยู่ภายใน มันทั้งหนักแน่นและงดงาม

    “...”

    “หากสงครามครั้งใหญ่ไม่ปะทุขึ้นมาเสียก่อน ห้าปีต่อจากนี้ข้าจะช่วยท่านรวมอำนาจ ก่อนที่ท่านจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อ อำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างจะต้องอยู่ในมือฮ่องเต้หาใช่ขุนนางโลภ”

    การปกครองแบบอำนาจทั้งหมดอยู่ที่คนคนเดียวดั่งเช่นในยุคนี้ แม้จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่หากใช้มันอย่างถูกต้องอย่างไรเสียข้อดีก็มีมากกว่า

    ...แม้จะเป็นการปกครองแบบคอมมิวนิสต์

    ...แต่ต้องเป็นคอมมิวนิสต์ที่ประชาชนได้ประโยชน์

    “สำหรับเมิ่งกุ้ยเฟยมารดาของท่าน เวลานี้คงมิได้อยากได้ข้าเป็นลูกสะใภ้ ในเมื่อหากท่านขึ้นเป็นฮ่องเต้ข้าจะกลายเป็นขวากหนามที่ทิ่มแทงใจนางอยู่ข้าง ๆ อีกทั้งอำนาจในมือของบิดาข้าก็ล้ำหน้านางได้มากเกินไป เช่นนั้นแล้วท่านจะทนได้หรือไม่หากมารดาของท่านกับข้าอาจเป็นอริกัน”

    “เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าก็เพียงพอแล้ว หากเสด็จแม่ทำสิ่งใดล้ำเส้น หรือคิดเล่นงานเจ้า ต่อให้เจ้าตอบโต้อันใดก็ล้วนแล้วแต่ถูกต้อง”

    แม้เขาจะเป็นบุตรชายแต่ก็หาใช่ว่าจะเอาแต่เข้าข้างบุพการี มารดาแท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรเขามีหรือจะไม่รู้ ดังนั้นเพื่อสิ่งที่บิดาและพี่ใหญ่ปกป้อง เขาก็เตรียมใจพร้อมที่จะเป็นศัตรูของมารดาไว้บ้างแล้ว

    ...เรื่องของอำนาจ หากต้องการอย่างไร้สติ ก็มิควรได้มันไป

    “ได้ฟังเช่นนี้ข้าค่อยเบาใจ งั้นมาคุยเรื่องรายละเอียดกัน”

    นับว่าเฟยหรงซิ่นได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อยยามนางบอกเล่าถึงวิธีที่ควรกระทำ สตรีที่ไม่ได้มีดีแค่คอยจัดการเรือนหลัง นางทั้งงดงามและเฉลียวฉลาด หากนางเป็นน้องสาวของเขา เป็นพระราชธิดาของเสด็จพ่อ ก็ไม่แน่ว่าตำแหน่งรัชทายาทจะตกสู่มือเขา

    ...เพราะนางช่างเหมาะสมยิ่งนัก

    แต่ดูเหมือนนางเองก็คงมิใคร่อยากได้ตำแหน่งฮ่องเต้หญิงนักหรอก เหมือนกับเขาที่ไม่ได้อยากได้ตำแหน่งนี้เช่นกัน ก็แค่โชคที่ไม่ได้อยากได้มันหล่นทับหัว กลายเป็นภาระหน้าที่ที่แสนหนักอึ้ง

    “หน้าที่นี้ควรจะเป็น...”

    “ไม่ดี ท่านควรให้ความสนใจกับตรงนี้ก่อน...”

    สองสามีภรรยาในหน้าที่กางกระดาษแผ่นใหญ่บนโต๊ะ มือเล็กหยิบพู่กันวาดเส้นโยงไปมา มือหนาก็หยิบพู่กันอีกอันมาขีดฆ่าข้อความบางอย่างทิ้ง หญิงสาวนั่งขมวดคิ้วส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ชายหนุ่มทำหน้าขรึมออกปากท้วงติง

    “สำรวจเขตนี้ไว้ก่อนเถอะ”

    “นั่นมีเจ้าหน้าที่ทำงานในส่วนนี้อยู่แล้ว”

    “ซื่อบื้อ แล้วท่านทราบได้อย่างไรว่าเจ้าหน้าที่พวกนั้นไม่ตุกติกหรือโดนประชาชนหลอก เมื่อยอดของสตรีมันมากกว่าบุรุษตั้งเกือบสามเท่า ภาษีที่ได้จากเขตนี้จึงลดไปกว่าสามส่วนเชียวนะ”

    “ก็ได้ ข้าจะส่งคนลองไปดู”

    ...ช่วงเวลารอบตัวคล้ายจะเดินช้าลงเมื่อทั้งสองยังคงทุ่มเถียงกันอย่างออกรส

    ...ท้องฟ้าภายนอกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มจากแสงแดดในย่ำรุ่ง

    วันเข้าหออันแสนหวานแท้จริงแล้วคือช่วงเวลาเริ่มต้นการทำงานกันอย่างจริงจัง หนึ่งบุรุษสูงศักดิ์และหนึ่งหญิงสาวผู้งามพร้อมหาได้มีค่ำคืนหวานหยดอย่างที่ผู้อื่นวาดหวังไม่

    ข้อสรุปบนกระดาษแผ่นใหญ่ที่มีรอยน้ำหมึกเปรอะอยู่ทั่วใกล้จะเป็นรูปเป็นร่าง แสงจากดวงจันทราส่องสว่างนวลเนียนใกล้ลาลับหายไปจากท้องฟ้า หากไม่นับการโต้เถียงที่ดุเดือดนี่ก็คล้ายจะเป็นคืนที่สงบสุขอีกคืนหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่...

    เสียงอึกทึกดังขึ้นจากภายนอกจนคนภายในห้องต้องเงยหน้าจากงานที่กำลังทำอยู่ เสียงของสตรีที่กรีดร้องดังลั่นกับเสียงโหวกเหวกของเหล่าทหารวุ่นวายไปทั่ว

    “องค์รัชทายาทเพคะมีคนร้ายเพคะ ได้โปรดช่วยพระชายารองลู่ด้วยเพคะ!!”

    เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้นพร้อมเสียงตะโกนที่จับใจความได้ง่ายดาย เสียงของสตรีที่คงมิพ้นสาวใช้นางหนึ่งที่แทบจะพุ่งเข้ามาในห้องหับอยู่รอมร่อ

    “จวนท่านอ่อนด้อยถึงขนาดปล่อยให้มีคนร้าย กระนั้นคนร้ายยังอ่อนด้อยให้สาวใช้ผู้หนึ่งวิ่งโร่มาฟ้องร้องที่ห้องหอได้เชียวหรือนี่ ช่างเปิดหูเปิดตาข้ายิ่งแล้ว”

    หยางเฟิ่งปิงกระตุกยิ้มมุมปาก หญิงสาวเอนกายอย่างเกียจคร้านหาได้สนใจความวุ่นวายภายนอกนั้น หากแต่ผู้ฟังกลับคล้ายถูกตบหน้า อับอายขายหน้ายิ่งนัก

    “...”

    “ท่านจะออกไปหรือไม่?”

    “ย่อมไม่ แม้จะรุ่งสางแล้ว แต่คืนเข้าหอมีค่าดุจทองพันชั่ง ตามธรรมเนียมข้ามิควรออกไปที่ใด ในความเป็นจริง ข้าควรหมกตัวอยู่ในห้องหอกับเจ้าสักสามวันสามคืนด้วยซ้ำ”

    “นั่นก็เกินไปกระมัง เพราะอย่างไรซะตอนนี้ก็มีเรื่องให้ต้องออกไปเสียแล้ว”

    “ก็ถ้าข้าไม่ออกเสียอย่าง ผู้ใดจะสร้างเรื่องอย่างไรก็ไว้ค่อยจัดการ”

    แม้จะเคยให้สัญญาว่านางสามารถจัดการของเขาได้ตามใจชอบ แต่ยังไม่ทันข้ามพ้นคืนวันแต่งงานก็มีหญิงสาวคิดลองดีกับชายาเอกของเขาเสียแล้ว นับว่าภรรยารองไร้หัวคิดสร้างความเสื่อมเสียให้กับตัวเขาไม่น้อย เสียแรงที่เคยให้ความเอ็นดูอยู่บ้าง

    “หากคนของท่านมิอยู่ในที่ทาง เช่นนั้นข้าจะจัดระเบียบพวกนางให้ท่าน คงได้ใช่หรือไม่?”

    “เจ้าเป็นชายาเอกของข้า ภายในวังนี้เจ้ามีอำนาจสูงสุดรองจากข้า ตามสบายเลย”

    “แม้ว่าข้าจะลงโทษสถานหนัก?”

    “หากว่ามันไม่ขัดต่อกฎระเบียบ จะเบาสุดหรือหนักสุดก็สุดแท้แล้วแต่เจ้า”

    “เช่นนั้นภรรยาในหน้าที่ของท่านก็จะไม่เกรงใจผู้ใด”

    หลังจากทดลองหยั่งเชิงมาหลายครั้ง จากการที่พูดอันใดก็ไม่ปฏิเสธ ทั้งเสนอหน้าและขัดคำกึ่งจะตำหนิ แถมยังยอมนางถึงเพียงนี้ก็เป็นที่แน่นอนว่าอดีตองค์ชายรองผู้นี้ลุ่มหลงนางเข้าขั้นหนักอยู่

    ซึ่งมันก็ดีต่อตัวนางไม่น้อย เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะช่วยหนุนหลังนางในระดับหนึ่งไม่ว่านางจะทำสิ่งใดก็ตาม

    หยางเฟิ่งปิงยกยิ้มงดงามก่อนจะส่งเสียงที่ดังขึ้นพอให้คนภายนอกห้องได้ยินโดยไม่ต้องเงี่ยหูฟัง

    “สุ่ยหลิว ลากตัวสาวใช้นางนั้นไปโบยยี่สิบไม้ โทษฐานก่อกวนองค์รัชทายาทที่ยังไม่ตื่นบรรทม”

    “เพคะพระชายา”

    ภายใต้ร่างกายบอบบางหากแต่มีเรี่ยวแรงยิ่งกว่าบุรุษทั่วไป สุ่ยหลิวที่อยู่ไม่ไกลเข้าไปช่วยทหารลากคอสาวใช้ออกจากบริเวณนั้นได้อย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงกรีดร้อง

    “ไม่นะเพคะ!! ไม่----!!!”

    “เพิ่มอีกยี่สิบไม้โทษฐานส่งเสียงหนวกหู”

    เฟยหรงซิ่นสั่งสมทบอีกคำด้วยเสียงหงุดหงิด บ่าวรับใช้ที่อยู่ภายนอกรีบรับคำแล้วจากไป หยางเฟิ่งปิงหันกลับมาจ้องหน้าคนที่ทำท่าทางหงุดหงิดด้วยรอยยิ้มหวาน

    “ถ้ายังไงข้าขอถามไว้ก่อน ภรรยารองและอนุของท่าน มีผู้ใดบ้างที่ข้าจำเป็นต้องยั้งมือไว้ไมตรี”

    “เจ้าคือชายารัชทายาท”

    ...และสักวันก็จักเป็นมารดาแผ่นดิน

    ...นอกเหนือจากเขาและพระบิดา ไม่มีผู้ใดที่นางต้องก้มหัวให้


     


     

    --------- 

    ก็ไม่ได้น่าสงสารขนาดนั้นล่ะมั้งงงง

    คล้ายกับเรื่อง秘蜜 หฤทัยจอมนาง ที่คุณอ่าน