ตอนที่ 16
บทแห่งเด็กชายในหุบเขา
ตอน ปราณแห่งแผ่นดิน
“ถ้าเช่นนั้น จะต้องทำลายมันด้วยวิธีใดกันเล่า” พญาคางคกเอ่ยเสียงเครียด
เถรเ้าเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปมองสบตากับแสนที่กำลังมองมา ราวกับว่าประโยคต่อไปที่เขาจะพูดนั้น เขากำลังจะพูดกับแสน
“ไม่จำเป็ต้องทำลายหินก้อนนี้ แต่สิ่งที่ต้องทำก็คือ ‘ยับยั้ง’ การเชื่อมต่อของมันกับหลุมมืดที่ไร้ก้นบึ้งนั้นเสีย”
“...”
“ใช้การ ‘ยับยั้ง’ แทนการ ‘ทำลาย’ การเชื่อมต่อรึ? จะทำอย่างนั้นได้อย่างไรล่ะ?” พญาในร่างประกายสีทองเอ่ยถาม
“ท่านผู้ปฏิญาณตนทั้งสอง ผู้ซึ่งได้สั่งสมภูมิรู้มาเป็เวลาเนิ่นนานนับหมื่นปี คงจะทราบดีอยู่แล้วว่า โลกของเรานั้นถูกปกป้องอยู่ด้วยสิ่งหนึ่งที่ห่อหุ้มโลกทั้งใบเอาไว้ มันช่วยคุ้มครองโลกนี้จากทั้งสิ่งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ มันทำให้โลกใบนี้ก่อเกิดสิ่งมีชีวิต และช่วยให้ทุกชีวิตดำรงอยู่ได้... สิ่งนั้นก็คือ ลมหายใจ”
“เ้ากำลังหมายถึง...” พญาแถนพูด
ภิกษุชราในร่างซีดเลือนรางพยักหน้า “ลมหายใจ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘ปราณ’ นั่นเอง... โลกของเรามีกระแสปราณไหลเวียนและห่อหุ้มโลกเอาไว้เป็ชั้นหนา กระแสปราณนั้นช่วยปกป้องโลกจากทั้งไอความร้อนและไอความเย็น ทั้งยังช่วยยับยั้ง และกลั่นกรองคลื่นพลังงานที่เดินทางผ่านเข้ามาให้ลดความเข้มข้นลงได้ มันช่วยทำให้บรรดาสรรพชีวิตต่างๆ ในโลกล้วนปลอดภัย”
“ข้าเข้าใจแล้ว แิของเ้าก็คือ แทนที่จะทำลายหินก้อนนี้ที่เป็ดั่งประตูเชื่อมต่อไปยังหลุมมืดที่ไร้ก้นบึ้งนั้น เ้าจะให้ใช้วิธียับยั้งมันด้วยการใช้ปราณปิดประตูเชื่อมต่อนั้นแทนสินะ อืม...แินี้ก็มีความเป็ได้อยู่ไม่น้อย” พญาแถนกล่าวสรุป
“แต่..” พญาแถนพูดต่อ
“ข้าคิดว่าวิธีนี้ยังมีปัญหาใหญ่อยู่สองข้อ... ข้อที่หนึ่งคือ แม้กระแสปราณที่ไหลเวียนอยู่รอบโลกนี้จะช่วยปกป้อง และยับยั้งสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกโลกได้ แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า มันจะสามารถปิดประตูการเชื่อมต่อ และยับยั้งไอมืดประหลาดนี้ไม่ให้ผ่านเข้ามาได้อีก...
ข้อสอง หากแม้นกระแสปราณสามารถยับยั้งการเชื่อมต่อได้จริง แต่พวกข้าเหล่าผู้ปฏิญาณตนนั้น ได้สละสังขารที่มีลมหายใจไปนานแล้ว ดังนั้นเมื่อไม่มีลมหายใจ... พวกข้าก็ไม่สามารถควบคุมกระแสปราณได้”
“ยังมีปัญหาข้อที่สามอีกด้วย!” พญาคางคกเอ่ยแทรกขึ้นเสียงดัง
“เมื่อพวกข้าไม่สามารถควบคุมกระแสปราณได้ หน้าที่ยับยั้งการเชื่อมต่อที่เ้าว่า ก็ต้องเป็ของสิ่งมีชีวิตที่ยังมีลมหายใจอยู่เท่านั้น ซึ่งก็คงไม่พ้นต้องเป็มนุษย์ แล้วจะมีมนุษย์สักกี่คนในโลกนี้ที่สามารถควบคุมกระแสปราณได้ล่ะ... แิของเ้าฟังดูเหมือนจะเข้าท่า แต่มันไม่สามารถทำได้จริงหรอกน่า”
“เจริญพรท่านผู้ประเสริฐทั้งสอง อาตมาขอไขปัญหาของพวกท่านทีละข้อดังนี้” เถรผู้สำรวมยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ข้อที่หนึ่ง คำตอบของข้อสงสัยนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อได้ทดลองทำแล้ว ส่วนผลที่ได้จะสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร ก็ต้องดูไปพร้อมกันหลังจากนั้น...
ข้อที่สอง เมื่อสิทธิ์ในการควบคุมลมหายใจเป็ของเหล่าสิ่งมีชีวิต ดังนั้นภารกิจปกป้องสรรพชีวิตจากภัยร้าย ก็ควรต้องให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ ได้มีส่วนร่วมในการปกป้องชีวิตของตนเอง อาตมามองว่านี่จะเป็อีกหนึ่งบทเรียน ให้มนุษย์ทั้งหลายได้หัดเรียนรู้การพึ่งพาตนเอง มากกว่าที่จะคอยแต่วิงวอนร้องขอจากบรรดาผู้วายชนม์หรือผู้วิเศษอัศจรรย์... และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ หากมนุษย์สามารถพึ่งพาตัวเองได้แล้ว เหล่าผู้อัศจรรย์อันประเสริฐทั้งหลายก็จะได้สิ้นกังวล สามารถปลดเปลื้องคำปฏิญาณที่ผูกติดเป็สัญญามานับหมื่นปีลงได้เช่นกัน”
ถ้อยคำก้องกังวานใสของเถรเ้า กระแทกเข้าสู่จิตใจของทุกผู้คนในโถงถ้ำแห่งนี้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ไม่ใช่มนุษย์แล้วทั้งสอง
“ปลดเปลื้องคำปฏิญาณ...?” ประโยคสุดท้ายนั้นทำเอาพญาทั้งสองถึงกับนิ่งอึ้ง
“ส่วนข้อที่สาม แม้การควบคุมกระแสปราณจะไม่ใช่เื่ง่ายดายนัก แต่ก็ยังมีมนุษย์จำนวนหนึ่งที่สามารถทำได้ อย่างน้อยในที่นี้ก็ยังมีอาตมาที่ทำได้ เพราะถึงแม้ว่าอาตมาจะถอดแยกดวงจิตออกมาจากกายเนื้อ แต่ดวงจิตนี้ยังเชื่อมโยงกับกายสังขารของอาตมาได้อยู่ ดังนั้นอาตมาจึงยังมีสิทธิ์เต็มที่ในลมหายใจของตนเอง... และในที่แห่งนี้ ก็ยังมีมนุษย์อีกผู้หนึ่งที่สามารถควบคุมกระแสปราณได้” แล้วเถรเ้าก็กวักมือเรียกแสนให้เดินเข้ามา
“!!!”
ทุกสายตาหันขวับมายังแสน ทุกคนมองจ้องเด็กชายวัยแปดขวบตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปนเป มีทั้งตกตะลึง แปลกใจ หรือเป็ไปอย่างที่คาดคิด แสนยืนรับทุกสายตาที่จับจ้องมาอย่างประหม่า ก่อนจะค่อยๆ เดินผ่านหน้าผู้อัศจรรย์ทั้งสองไปยังเถรเ้าผู้เป็อาจารย์
“จริงด้วย ข้าลืมนึกถึงเ้าเด็กนี่ไปเลย...” พญาคันธฆาฎกะเอ่ยขึ้น
“เขามีส่วนเกี่ยวพันกับเ้าสิ่งนี้มาั้แ่ต้น นี่คงเป็ชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้สินะ” พญาแถนเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ชะตากรรมอะไรเหรอจ๊ะ?” เด็กชายเอ่ยถามเมื่อได้ยิน
‘ท่านทั้งสองโปรดอย่าเพิ่งได้กล่าวถึงเื่ชะตากรรมของเด็กคนนี้เลย’เสียงของเถรเ้าดังขึ้นเฉพาะในห้วงสำนึกของพญาทั้งสอง ‘มันยังเร็วเกินไป เด็กคนนี้ยังไม่พร้อมที่จะรับรู้เื่ราวทั้งหมดในเวลานี้’
“แสน เข้ามาใกล้ๆ ข้าสิ” ผู้เป็อาจารย์เรียก พลางตบมือที่พร่าเลือนนั้นลงบนพื้นดินข้างตัว
เด็กชายย่อตัวเข้าไปนั่งลงข้างๆ ตามคำเถรเ้าอย่างว่าง่าย
“ท่านผู้ปฏิญาณตนทั้งสอง ข้าและเด็กผู้นี้จะขออนุญาตเริ่มทดลองทำการยับยั้งไอมืดของหินก้อนนี้ ณ บัดนี้...” ภิกษุชราเอ่ย
ร่างอัศจรรย์ทั้งสองร่างพยักหน้าอย่างช้าๆ
เถรเ้ามองหน้าแสนพลางยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “แสนเอ้ย สิ่งที่อาตมาจะให้เ้าทำต่อจากนี้ มันเป็สิ่งที่เ้าจะต้องตั้งใจเรียนรู้ และขอให้จดจำทุกขั้นตอนเอาไว้ให้ดี เพราะมันเป็สิ่งที่เ้าจะต้องนำไปใช้ เพื่อประโยชน์แก่ตัวเ้าเอง และผู้คนทั้งหลายในภายภาคหน้า... จงตั้งใจทำตามคำที่อาตมาบอก” เถรเ้าพูด
เด็กชายแม้ยังสับสน แต่ก็พยักหน้ารับคำผู้เป็อาจารย์
“จงตั้งจิตกำหนดลมหายใจให้เกิดเป็สมาธิ เปิดััรับรู้ถึงกระแสปราณทั้งหลายที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย และจงควบคุมชักพาปราณนั้นไปยังตำแหน่งศูนย์กลางกายตามที่อาตมาเคยสอน”
เพียงครู่เดียวแสนก็ทำได้ครบถ้วนตามคำของอาจารย์ เนื่องเพราะมันเป็ขั้นตอนที่เขาฝึกฝนมาตลอดหลายเดือนนี้จนเริ่มเชี่ยวชาญ
[ระดับพลังขั้นที่ 5]
-พลังกาย: 16 /20
-พลังปราณจิต: 30/30
[-พลังแฝง: วิริยะ-กล้าหาญ-ตรวจจับการเคลื่อนไหว]
“เมื่อกำหนดรู้ถึงปราณภายในร่างกายได้แล้ว ต่อไปก็กำหนดรู้ให้ถึงกระแสปราณภายนอก จงััให้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของปราณแห่งแผ่นดิน จำไว้ว่าแผ่นดินนั้นก็มีลมหายใจเฉกเช่นมนุษย์ ลมหายใจของมนุษย์นั้นเคลื่อนไหวเข้าและออก แต่ลมหายใจของแผ่นดินนั้นหมุมวนผันแปรไม่อยู่นิ่ง จงเชื่อมโยงผสานลมหายใจของตัวเองเข้ากับลมหายใจของแผ่นดิน ให้ปราณทั้งสองเชื่อมต่อกันเป็หนึ่งเดียว...”
แสนดำดิ่งสู่ห้วงสมาธิ หูฟังคำพูดของอาจารย์ และทำตามทีละขั้นตอน เขาตั้งจิตแผ่ประสาทััออกไป เพื่อให้รับรู้ถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว
[-ตรวจจับการเคลื่อนไหว]
เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงรอบตัวในรัศมี 10 วา
“จงปรับการรับรู้ให้ละเอียดอ่อนมากขึ้นกว่านั้น เ้าจึงจะััได้ถึงลมหายใจของแผ่นดิน” เสียงเถรเ้าเอ่ย
แสนทำตามคำแนะนำ เขากำหนดประสาทการรับรู้ให้ละเอียดอ่อนมากขึ้น ทั้งกลิ่น เสียง ัั ตั้งจิตให้กระจ่างใสราวหยดน้ำ และบางเบาล่องลอยดุจปุยนุ่น... ไม่นานแสนก็ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อย และสามารถแยกแยะถึงความแตกต่างเ่าั้ได้ ลมหายใจถี่กระชั้นทางด้านหลังนั้นเป็ของอ้ายอินและอ้ายจั๋น เสียงหยดเหงื่อตกกระทบพื้นดินนั้นเป็ของอ้ายสิงห์ผาและลุงหนาน กลิ่นเืที่เริ่มแห้งบนขนสาบสางของเ้าลาย และััได้ถึงคลื่นพลังงานอันอบอุ่นขนาดใหญ่จากร่างสองร่างที่ไม่รู้จัก รวมถึงรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังงานอันอ่อนแรง คล้ายดั่งแสงหิ่งห้อยริบหรี่ที่อยู่ด้านข้าง
“!!!”
“รักษาสมาธิให้แน่วแน่ไว้ อย่าเพิ่งหวั่นไหวหรือสงสัยกับสิ่งที่ััได้” เถรเ้าเอ่ยเตือนราวกับรับรู้ได้ถึงความคิดของลูกศิษย์
แสนดึงความคิดที่กำลังจะเตลิดกลับมาสู่สมาธิอีกครั้ง เขากำหนดจิตจดจ่อที่ประสาทการรับรู้ต่อ และดำดิ่งเข้าสู่ความละเอียดอ่อนที่เพิ่มมากขึ้น มันเป็หนึ่งวินาทีที่แสนยาวนานสำหรับแสน ก่อนที่เขาจะััได้ถึงการเคลื่อนไหวหนึ่ง มันคล้ายเป็ละอองสีขาวกระจัดกระจายอยู่รอบตัว แต่ก็รวมกันเป็กลุ่มก้อน คล้ายแ่เบา แต่กลับให้ความรู้สึกหนักแน่น คล้ายหยุดนิ่ง แต่ฉับพลันก็เคลื่อนที่รวดเร็ว
“สิ่งนั้นคือกระแสปราณของแผ่นดิน จงเชื่อมต่อปราณภายในตัวของเ้าให้เป็ส่วนหนึ่งกับปราณของแผ่นดินให้ได้ แล้วเ้าจะยกระดับพลังปราณจิตของตัวเองขึ้นไปได้อีกขั้นหนึ่ง”
แสนสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามชักนำกระแสปราณเข้าสู่ภายในร่างกายให้มากที่สุด แต่กระแสปราณนั้นก็ถูกดูดเข้ามาเพียงนิดก่อนจะขาดแยกออกจากกัน
“จงชักนำมันอย่างอ่อนโยนและเป็ธรรมชาติ ปราณของแผ่นดินนั้นไม่สามารถใช้กำลังหักหาญบังคับได้”
แสนปล่อยลมหายใจออกช้าๆ ก่อนจะสูดหายใจเข้าอีกครั้งอย่างแ่เบา คราวนี้เขาทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย จดจ่ออยู่แต่การหายใจเข้าและหายใจออก... แล้วไม่นาน แสนก็รู้สึกได้ถึงกระแสปราณสายหนึ่งที่แตกต่าง มันไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง และเข้มข้นกว่ากระแสปราณภายในร่างอย่างรู้สึกได้ชัด”
“จงผสานปราณภายในร่างให้เป็ส่วนหนึ่งกับกระแสปราณนั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเข้าหรือออก ก็จงรักษาการเชื่อมโยงนั้นไว้ตลอดเวลา”
แสนควบคุมปราณภายในร่างให้เคลื่อนไหวสอดรับกับกระแสปราณของแผ่นดินทีละนิด ไม่ได้คิดบังคับหรือควบคุมใดๆ แม้บางขณะจะรู้สึกว่าปราณของแผ่นดินนั้นจะถอยออกจากการผสาน เขาก็ไม่ได้รู้สึกร้อนรน เพียงแค่เคลื่อนปราณภายในไล่เกาะกลุ่มตามไปอย่างผ่อนคลาย แต่ผลที่ได้กลับปรากฏว่า ปราณของแผ่นดินส่วนใหญ่ย้อนวนกลับมารับกระแสปราณของเขา ก่อนจะเคลื่อนที่แทรกซ้อนผสานรวมกัน ปราณทั้งสองสายเริ่มกลายเป็ส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างช้าๆ จนในที่สุดแสนก็รู้สึกมั่นใจ เขาชักพาปราณที่ผสานรวมกันนั้นไปที่ศูนย์กลางกายทันที
“จงแผ่ปราณก้อนนั้นออกให้เป็ดั่งเส้นใย และกระจายออกไปยังทุกส่วนของร่างกาย ให้ไหลเวียนแทรกซึมไปทุกอนูเท่าที่จะทำได้”
เมื่อแสนทำตามเสียงบอก แล้วทันใดเขาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันทีอย่างบอกไม่ถูก ทั้งร่างเบาสบายคล้ายดั่งอาบชโลมด้วยแสงสว่างสีขาวอบอุ่น และแล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันขึ้นภายในร่างกาย
[เลื่อนระดับขั้นพลัง]
* * *
[ระดับพลังขั้นที่ 10]
-พลังกาย: 23/23
-พลังปราณจิต: 77/77
[-พลังแฝง: วิริยะ-กล้าหาญ-ตรวจจับการเคลื่อนไหว]
ความอ่อนล้าที่แสนเคยมีถูกชะล้างจนหายไปหมดสิ้น ร่างกายของเขารู้สึกกระฉับกระเฉงและมีกำลังเพิ่มมากขึ้น แต่ที่รู้สึกได้ชัดเจนกว่าก็คือ กระแสปราณในตัวของเขานั้น หนาแน่นและเข้มข้มมากกว่าเดิม
“เราเลื่อนระดับขึ้นถึง 5 ขั้นเชียวรึเนี่ย...?!” แสนพูดขึ้นเมื่อถอนจิตออกจากสมาธิ เขาก้มมองร่างของตัวเอง ที่ถึงแม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายภายนอกให้เห็น แต่ภายในนั้นมีกระแสปราณไหลเวียนเกื้อหนุนไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
“ปราณแห่งแผ่นดินนั้นเปรียบประดุจลมหายใจของมารดา มันสามารถช่วยส่งเสริมและยกระดับพลังให้กับสิ่งมีชีวิตได้ จากนี้ต่อไป หากเ้าหมั่นผสานกับปราณของแผ่นดินอย่างสม่ำเสมอ เ้าก็ยิ่งจะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นไปกว่านี้ได้อีก” ผู้เป็อาจารย์เอ่ย
“แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้เหรอ...” แสนทวนคำพูดของเถรเ้า
“แม้ว่าความแข็งแกร่งจะไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่มันก็เป็สิ่งจำเป็สำหรับเ้าในอนาคต จงใช้มันเพื่อปกป้องผู้อื่น มากกว่าจะนำมันไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน จงจำไว้นะแสน”
“จ้ะ ฉันจะใช้มันเพื่อปกป้องผู้อื่นเท่านั้น” เด็กชายยิ้มและพยักหน้ารับคำของอาจารย์
เถรผู้ชรายกยิ้มขึ้นอย่างเอ็นดูเด็กชาย
“ลูกเอ้ย ภาระหน้าที่ของเ้านั้นหนักหนานัก แต่มันก็สำคัญยิ่งเช่นกัน อนาคตข้างหน้านั้นเมื่ออาตมาไม่อยู่แล้ว เ้าจะต้องเจอกับหนทางที่ต้องเลือก ขอจงเลือกหนทางที่เป็ประโยชน์สุขแก่ทุกฝ่าย อาตมาได้ฝังเมล็ดพันธ์ุแห่งธรรมะของพระศาสดาไว้ให้แก่เ้าแล้ว หวังว่าธรรมะนั้นจะช่วยเ้าได้... ในเวลาที่เ้าต้องตัดสินใจ”
แสนไม่เข้าใจในสิ่งที่เถรเ้าพูด แต่เขากลับรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง คำพูดของเถรเ้านั้น... คล้ายดั่งกับคำร่ำลา
“เถรเ้า ทำไมถึงพูดอย่างนั้น... รึว่าท่านกำลังจะไปจากหมู่บ้านของฉันแล้วหรือจ๊ะ?” เด็กชายถามเสียงสั่น ในใจบังเกิดความหวั่นไหวขึ้น
เถรชรายิ้มขึ้นอย่างเข้าใจ “มีพบก็ย่อมต้องมีจากเป็ของธรรมดา อย่าได้ปรุงแต่งให้เกิดอาวรณ์เลยลูกเอ๋ย ขอเพียงรักษาความรู้สึกดีที่เคยมีให้แก่กันไว้ก็เพียงพอแล้ว... แม้ว่ามันจะเป็เวลาสั้นๆ ที่ได้อยู่ร่วมกัน แต่มันก็ช่วยทำให้ชีวิตเปลี่ยวเหงาของคนแก่อย่างอาตมามีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย”
“ให้ฉันไปกับเถรเ้าได้มั้ยจ๊ะ? ฉันอยากไปกับเถรเ้า”
เถรยิ้ม “แล้วเ้าไม่ห่วงแม่อุ๊ยของเ้าแล้วรึไง หากไปกับข้าเ้าจะไม่คิดถึงนางรึ”
เด็กชายฟังแล้วก็นึกขึ้นได้ แม่อุ๊ยที่เลี้ยงดูเขามานั้นก็แก่เฒ่าขึ้นทุกวัน หากเขาตามไปกับเถรเ้า แล้วใครจะคอยดูแลแม่อุ๊ย
“และที่สำคัญ ที่ซึ่งอาตมาจะไปนั้น ไม่มีใครสามารถตามไปด้วยได้หรอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเวลานี้...” เถรพูด “แต่ก่อนที่จะจากไป อาตมาต้องทำหน้าที่ในฐานะอาจารย์เป็ครั้งสุดท้ายก่อน”
“อาตมาจะสอนวิธียับยั้งอำนาจไอมืดของหินก้อนนี้แก่เ้า!”
เด็กชายหันมองจ้องก้อนหินขรุขระสีดำเบื้องหน้า แม้เขาจะมั่นใจว่าก่อนหน้าคืนนี้นั้น เขาไม่เคยพบหินลักษณะแบบนี้มาก่อน แต่ส่วนลึกในความทรงจำของเขากลับย้ำเตือนขึ้นว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากจะทำลายมัน...!
......................
......................
*อีกไม่กี่ตอนก็จะถึงตอนสุดท้ายของ “บทแห่งเด็กชายในหุบเขา” แล้วนะครับ ไรท์ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามอ่านกันมาตลอด บทสรุปของ “บทแห่งเด็กชายในหุบเขา” จะเป็อย่างไร ขอเชิญมาร่วมลุ้นร่วมเอาใจช่วยไปด้วยกันนะครับ ยังไงไรท์ขอฝากทุกคนให้ช่วยกดติดตามเพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ หากอยากแนะนำติชม หรือสอบถามเื่อะไร ก็เชิญคอมเม้นต์กันเข้ามาได้เลยนะครับ ไรท์อยากจะบอกว่า ที่ไรท์ยังมีแรงมีกำลังเขียนนิยายเื่นี้ต่อได้ ก็เพราะกำลังใจที่ได้จากผู้อ่านทุกท่านนี่แหละครับ
ขอขอบคุณทุกคนมากๆ นะครับ
ปาปานุย