ตอนที่ 91 ใครจะตายก่อนดี
เปรี๊ยง!
ตูม!
การต่อสู้ของอลาโน่กับเล่าฮองเป็นไปอย่างดุเดือดโคล่าและโอโรกะที่ได้เห็นอลาโน่เอาจริงถึงกับยืนอ้าปากค้างดาร์คที่เห็นอาการของทั้งสองคนก็แอบยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“เป็นไง ไม่เคยเห็นอลาโน่เป็นแบบนี้ละสิ” ดาร์คเอ่ยถามทั้งสองคน
“เอ่อ...นี่ใช่ไอ้บ้า เอ๊ย...ใช่อลาโน่จริงๆ เหรอ”โคล่า ที่ไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่ปกติทำตัวบ้าๆ บอๆแบบอลาโน่จะมีฝีมือต่อสู้เก่งกาจขนาดรับมือกับ NPC ในประวัติศาสตร์เกรดA แบบ เล่าฮอง ได้
“หมอนั่นต่อจากนี้จะมีแต่เก่งขึ้นเพราะอาชีพพาลาดินน่ะเหมาะกับหมอนั่นกว่านักบวชอยู่แล้ว...พวกนายก็รู้นี่ว่าหมอนั่นใช้โล่เก่งขนาดไหน”ดาร์ค พูดจบก็หันไปมองยังการต่อสู้อีกด้านหนึ่ง
‘แต่ที่น่าสนใจกว่าอลาโน่คงจะเป็นเด็กคนนั้น...ที่สามารถรับมือกับองค์หญิงผิงหยางได้อย่างสูสีแบบนี้’
เคร้ง!
วูบบบบบ!
เคร้ง! เคร้ง!
พลองในมือของอาซานสามารถรับเพลงดาบขององค์หญิงผิงหยางได้ครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้การต่อสู้ที่ผ่านมาสักพักหนึ่งแล้วกลับยังไม่มีฝ่ายไหนได้รับบาดแผลเลยนี่แสดงให้เห็นว่าวิชาการต่อสู้ที่ทั้งสองคนใช้นั้นคือว่าสูสีกันอย่างมาก
แตกต่างจากอลาโน่ที่กลับเป็นฝ่ายมีเปรียบเล่าฮองอาจเป็นเพราะเล่าฮองนั้นใช้ดาบเพียงเล่มเดียวแต่อลาโน่นั้นมีชุดเกราะเต็มตัวแถมยังมีโล่ที่แข็งแกร่งเป็นโล่ที่สมิทสร้างขึ้นให้โดยเฉพาะ
‘ถึงจะอยู่ในระดับ A แต่โล่นี้แข็งแกร่งเทียบเท่าระดับS เชียวนะ รับรองว่าอาวุธระดับ S ทำลายมันไม่ได้หรอก’นี่คือคำพูดของสมิทตอนที่มอบโล่อันนี้ให้กับอลาโน่
“โล่แห่งอิสรภาพ ฮ่าห์!!”
เปรี๊ยง!
อั๊ก!
“บัดซบ! แกมันก็มีดีแค่โล่เท่านั้นแหละหากแกไม่มีโล่ที่แข็งแกร่งแบบนั้นมีหรือที่ดาบของข้าจะฟันโล่ไม่แตก!” เล่าฮองพูดด้วยความโกรธ
“เป็นแค่โจรลักพาตัวเด็ก แต่ทำเป็นพูดจาใหญ่โตรับโล่ของข้าซะ!”
“โล่แห่งอิสรภาพ ฮ่าห์!!”
เปรี๊ยง!
อ๊ากกกกก! ตูม!
เล่าฮองถูกโล่กระแทกจนกระเด็นออกไปไกล เขาที่มีดาบเกรด A กลับไม่อาจทำให้โล่ฝ่ายตรงข้ามมีแม้แต่รอยขีดข่วนแถมชุดเกราะของอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเช่นกันเพราะไม่ว่าเขาจะโจมตีเข้าไปยังไงก็ไม่อาจโจมตีทะลุชุดเกราะของอีกฝ่ายได้เลย
ต้องบอกว่าความจริงชั้นเชิงการต่อสู้ของเล่าฮองนั้นเหนือกว่าอลาโน่เล็กน้อยเพียงแต่อลาโน่นั้นคล้ายกับขุนเขาที่ไม่มีวันพังทลายไม่ว่าเล่าฮองจะอาศัยช่องโหว่ฟันดาบใส่อลาโน่หลายต่อหลายครั้งแต่อลาโน่กลับทำเพียงเลี่ยงจุดตายของตัวเองและใช้ส่วนของชุดเกราะเข้ารับการโจมตีของเล่าฮองทุกครั้งและในทุกครั้งการโจมตีของเล่าฮองก็ถูกหยุดด้วยชุดเกราะและโล่ทำให้อลาโน่เป็นฝ่ายเดียวที่สามารถโจมตีเล่าฮองให้บาดเจ็บได้
เมื่อรวมกับพลังเวทอันมหาศาลของอลาโน่ที่สามารถใช้สกิลประจำอาชีพพาลาดินของเขาในการเพิ่มบัพให้ตัวเองได้ตลอดเวลายิ่งทำให้ร่างกายของอลาโน่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ถึงการโจมตีของอลาโน่จะเชื่องช้าแต่กลับรุนแรงและน่ากลัวกว่าที่ใครหลายคนจะคาดคิด
ทางด้านอาซานถึงแม้จะรับมือกับองค์หญิงผิงหยางได้อย่างสูสีแต่เขากลับกำลังร้อนใจเพราะตอนนี้พลังปราณที่เขาใช้ออกมาใกล้จะหมดลงแล้วและที่สำคัญการที่พลังปราณของเขาหมดไวกว่าที่คาดคิดนี้ดูเหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะจงใจให้เป็นแบบนี้อีกด้วย
“รู้ตัวแล้วหรือ...ข้าขอยอมรับว่าเจ้าเองก็นับเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งเพียงแต่เด็กเยี่ยงเจ้ายังขาดประสบการณ์อีกมากนัก” องค์หญิงผิงหยาง พูดขึ้น
“เธอ...ว่ายังไงนะ ข้าเนี่ยนะขาดประสบการณ์!ข้าเป็นถึงนักกีฬาอีสปอร์ตที่ฝึกซ้อมและต่อสู้แบบตัวต่อตัวมาหลายครั้งจะขาดประสบการณ์ได้ยังไง”
“ข้าไม่รู้หรอกว่าอีสปอร์ตคือสิ่งใด...แต่เจ้าน่ะยังขาดประสบการณ์การหรือจะพูดให้ถูกเจ้าน่ะ...ยังผ่านสงครามมาน้อยเกินไป...การประลองกับการต่อสู้ในสงครามนั้นต่างกันและข้าไม่เคยคิดว่าการต่อสู้ของเราเป็นเพียงการประลอง...ทุกครั้งที่ข้าต่อสู้ข้ามักจะนึกว่าข้ากำลังอยู่ในสงครามเสมอ...และข้าจะต้องรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้ให้ดีๆ”องค์หญิงผิงหยาง พูดจบก็พุ่งเข้าใส่อาซานอีกครั้ง
‘เราพูดมากเกินไปแล้วมั้ง...แต่เด็กคนนี้อาจเป็นแรงผลักดันให้กับหมิงในอนาคตก็ได้...ถือว่าเราทำเพื่อหมิงแล้วกัน’องค์หญิงผิงหยาง คิดในใจ
การที่องค์หญิงผิงหยางพูดมากกว่าปกตินั้นล้วนเกิดจากความรู้สึกที่เธอได้รับจากอาซานอาซานนั้นนอกจากอาวุธและรูปร่างที่คล้ายหมิงแล้วดูเหมือนความสามารถก็ใกล้เคียงกันด้วยทำให้องค์หญิงผิงหยางเผลอคิดเปรียบเทียบระหว่างอาซานกับหมิงว่าถ้าหากทั้งคู่ต่อสู้กันใครจะเป็นฝ่ายชนะกันแน่เพราะทั้งคู่นั้นดูจะเป็นอัจฉริยะเหมือนๆ กันองค์หญิงผิงหยางจึงเผลอกระตุ้นเตือนอาซานให้เข้าใจถึงหลักการต่อสู้ที่ต้องแลกด้วยชีวิตเสียใหม่
เธอนั้นเป็น NPC มีเพียงชีวิตเดียวและตัวเธอเองก็เป็นคนเคร่งครัดระเบียบและให้เกียรติคู่ต่อสู้เสมอทำให้ทุกครั้งที่เธอต่อสู้หรือทำศึกเธอไม่เคยประมาทศัตรูและเธอก็จะเอาจริงเอาจังเสมอแตกต่างจากอาซานในเวลานี้ถึงแม้จะฝึกฝนและต่อสู้แบบตัวต่อตัวมามากก็จริงแต่อาซานคิดเพียงแค่จะเอาชนะองค์หญิงผิงหยางแต่องค์หญิงผิงหยางไม่ได้คิดแค่จะเอาชนะแต่เธอกลับคิดว่าต้องฆ่าอีกฝ่าย
เมื่อการต่อสู้เริ่มต้นฝ่ายหนึ่งกลับหวังแค่ชนะหรือหวังที่จะพิสูจน์ฝีมือแต่อีกฝ่ายกลับมองว่ากำลังทำสงคราม การเตรียมใจในการต่อสู้ล้วนต่างกันตั้งแต่ต้นเมื่อรวมกับประสบการณ์ในการต่อสู้ที่หลากหลายรูปแบบองค์หญิงผิงหยางย่อมมีมากกว่าเธอนั้นผ่านทั้งการประลองและสงครามขนาดใหญ่มาหลายครั้งย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ
วูบบบบบบ
ฉัวะ!
อั๊ก!
อาซานถูกฟันเข้าที่แขนไปหนึ่งดาบเนื่องจากพลังปราณของเขาลดลงทำให้ไม่สามารถโคจรลมปราณได้ดั่งใจเหมือนตอนแรกการเคลื่อนไหวจึงเริ่มติดขัดจนในที่สุดก็ถูกองค์หญิงผิงหยางฟันเข้าที่แขน
องค์หญิงผิงหยางย่อมไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดรอดเธอยิ้มเย็นพร้อมกับสะบัดดาบในมือเตรียมตัดหัวอีกฝ่ายลงมาแต่ทว่า
กำแพงน้ำแข็ง!
เปรี๊ยง!
ปรากฏว่าดาบในมือขององค์หญิงผิงหยางไม่อาจปลิดชีพอาซานได้ เนื่องจากมีกำแพงน้ำแข็งโผล่ขึ้นมาขวางระหว่างเธอและอาซานเอาไว้เสียก่อน
ดาร์ค โคล่า และโอโรกะเมื่อเห็นกำแพงน้ำแข็งที่ขึ้นมาขวางการต่อสู้ก็ไม่รอช้าทั้งสามคนพุ่งตัวออกไปแล้วยืนทำมุมกับองค์หญิงผิงหยางพร้อมกับตั้งท่าเตรียมต่อสู้ทันที
ทางด้านอลาโน่เองก็ไม่คิดจะพัวพันกับเล่าฮองต่อเขายอมถอยกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ทันทีนี่แสดงให้เห็นว่าสัญชาตญาณของผู้ปกป้องของอลาโน่นั้นมีมากกว่าสัญชาตญาณในการฆ่ามากนักเพราะถ้าหากเป็นคนอื่นที่กำลังได้เปรียบในการต่อสู้ย่อมอยากสู้ต่อจนฆ่าอีกฝ่ายได้มากกว่าแต่อลาโน่กลับเลือกที่จะถอยมาคอยคุ้มกันเพื่อนๆ ของเขาโคล่าและโอโรกะที่เห็นการกระทำของอลาโน่ล้วนชื่นชมเขาในใจ
‘นี่สิพาลาดินของจริง’
“ขอโทษด้วย...แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้สองคนนี้ตาย”เสียงของบุรุษดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของจอมเวทคนหนึ่ง
“แกคือ...โซโล! มหาจอมเวทธาตุน้ำนี่” โคล่า จดจำผู้มาได้จึงพูดออกมาเสียงดังเพื่อให้เพื่อนๆได้รับรู้ด้วย
“หืม...รู้จักข้าด้วยเหรอ...เป็นเกียรติจริงๆ”
“มหาจอมเวทงั้นเหรอ...เดี๋ยวสิทำไมคนจากกิลอดาเลียถึงย้ายไปอยู่กับคู่อริอย่างกิลโอเอซิสได้ละ”โอโรกะ ที่ได้ยินคำว่ามหาจอมเวทถามขึ้นอย่างสงสัย
“จะมีอะไรได้ละ ก็แค่ทรยศพวกพ้องของตัวเอง” ดาร์คใช้คำพูดสั้นๆ แต่ทำให้โซโลถึงกับจ้องเขม็งมาทางเขา
……
บ้านไม้ของเคาทู
“คนแซ่เล่า...จับลูกของเคาทูไปทำไมหรือ” ซิหลงพูดพร้อมกับชี้ไปทางเล่าปี่
“หืม...ท่านมีหลักฐานหรือ ไม่ใช่พวกท่านคิดป้ายความผิดให้ข้าผู้นี้หรอกหรือ”เล่าปี่ ตอบกลับ
ในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายต่างถกเถียงกันว่าใครกันแน่ที่จับลูกของเคาทูไปต่างฝ่ายต่างโยนความผิดให้กันและกันจนทำให้การต่อสู้ที่ชุลมุนในตอนแรกเงียบสงบลง
“หุบปากของพวกเจ้าซะ! เชิญพวกท่านเถียงกันให้พอใจข้าเคาทูจะออกไปตามหาลูกของข้า” เคาทู วางศพภรรยาของเขาลงอย่างเบามือลงในหลุมที่เขาขุดเอาไว้หน้าบ้านเขาจับมือของภรรยาทั้งสองข้างมาวางไว้ที่หน้าอกพร้อมกับหลับตาอธิษฐาน
‘เจ้าจงหลับให้สบายเถิด...ข้าสัญญาว่าจะตามหาลูกให้พบและข้าจะเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่และแข็งแรงให้จงได้’
เคาทูยืนขึ้นพร้อมกับกลบดินฝังภรรยาของเขาทุกการกระทำของเคาทูล้วนแต่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนซึ่งแตกต่างจากบุคลิกของเขาอย่างสิ้นเชิง ทหารที่ยืนอยู่รอบๆรวมถึงแม่ทัพอย่างซิหลงและจูล่ง ต่างก็ยืนนิ่งเพื่อเกียรติเคาทูถึงแม้พวกเขาจะมองเคาทูเป็นศัตรูไปแล้วแต่พวกเขาก็ยังเป็นแม่ทัพที่มีศักดิ์ศรีการใช้ตัวประกันเช่นผู้หญิงหรือเด็กความจริงแล้วหากไม่จำเป็นพวกเขาก็ไม่อยากทำเช่นนี้แต่นี่นอกจากใช้เป็นตัวประกันแล้วยังสังหารผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้อีกทำให้ตอนนี้ซิหลงที่หวังจะจับภรรยาและลูกของเคาทูเป็นตัวประกันถึงกับรู้สึกละอายใจ
“เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้...ข้าคงต้องขอลา...เอาไว้ข้าจะมาใหม่”พูดจบซิหลงก็ไม่อาจทนความละอายใจได้อีกต่อไปเขาหันหลังโบกมือแล้วเดินจากไปพร้อมกับทหารของเขาทันที
มีเพียงเล่าปี่ที่หันไปมองบังทองคล้ายกับต้องการความคิดเห็นว่าจะเอาอย่างไรดีใจหนึ่งเล่าปี่ก็เสียดายโอกาสที่จะจัดการกับเคาทูส่วนอีกใจหนึ่งเขาก็ละอายใจอยู่บ้างที่มีส่วนทำให้ภรรยาของเคาทูต้องตาย
‘คงไม่มีทางได้ตัวเขามาเข้าร่วมแน่แล้วแต่เราควรจากไปแบบนี้เลยหรือเปล่า’ บังทอง เองก็คิดไม่ตกเช่นกันเขาเป็นกุนซือที่ปกติมักจะคิดแผนการโดยไม่คำนึงถึงเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ขอแค่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเป็นใช้ได้เพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ดันเกิดตรงหน้าเขาและการกระทำของเคาทูที่มีต่อภรรยาก็ทำให้ตัวเขาลอบชื่นชมอีกฝ่ายจากใจจริง ทั้งๆที่เป้นผู้ชายหยาบกร้านแต่กลับดูแลภรรยาที่ตายไปแล้วด้วยความละเอียดอ่อนแสดงว่าทั้งสองล้วนแต่มีความรักให้กันอย่างเต็มเปี่ยม
‘หรือบางทีเราไม่ควรมาแต่แรก...ดูเหมือนเคาทูไม่คิดจะกลับไปทำสงครามอีกแน่ๆแล้ว แต่พวกเรากับซิหลงกลับมาก่อกวนจนไม่รู้แล้วว่าอนาคตของเคาทูจะเป็นเช่นไรเฮ้อ...’
บังทองที่กำลังคิดและตัดสินใจไม่ได้จนหน้านิ่วคิ้วขมวด จู่ๆก็มีเสียงของบุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาดังขึ้น
“พวกเรากลับกันเถอะ...เพียงเท่านี้ก็ควรละอายแก่ใจมากแล้ว”
บังทองและเล่าปี่เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงปรากฏว่าเป็นจูล่งที่พูดประโยคเมื่อสักครู่ออกมา
“อ่า...นั่นสินะ ยังคงเป็นท่านแม่ทัพที่ล้วนเข้าใจหัวอกของชายชาตรีเช่นเคาทู”บังทอง ที่ได้ยินประโยคของจูล่งก็ตัดสินใจถอนทัพกลับทันที
จ้าวไห่เฉิงที่เกือบต้องสิ้นชีวิตด้วยน้ำมือเคาทูกลับยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่เขาเดินเข้าไปหาเคาทูพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“ครั้งหน้าที่พบกันข้าจะไม่แพ้ให้กับท่านอีกแล้ว”
จ้าวไห่เฉิงจากไปเป็นคนสุดท้ายบริเวณลานกว้างหน้าบ้านกลับเป็นเงียบสงบเคาทูที่ฝังภรรยาของตัวเองเสร็จสิ้นก็ยืนไว้อาลัยอยู่ครู่หนึ่ง แต่ทว่า
เคร้ง! เคร้ง!
ตูม! เปรี๊ยง!
ด้วยความเงียบสงบทำให้เคาทูได้ยินเสียงการต่อสู้ดังแว่วมาตามสายลมที่พัดผ่านลานกว้างหน้าบ้าน เคาทูนึกสงสัยอยู่ในใจว่าใครกันที่มาต่อสู้ใกล้ๆบ้านของเขา
‘แล้วแบบนี้ซูฉีของข้าจะนอนพักอย่างสงบได้อย่างไร’
ด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวเป็นทุนเดิมทำให้เคาทูเดินไปจับขวานผ่าฟืนขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียง
......
กงจักรน้ำแข็ง!
ขว้างโล่!
เปรี๊ยง!
อลาโน่ใช้สกิลขว้างโล่ใส่เวทกงจักรน้ำแข็งที่โซโลปล่อยออกมาเพื่อขัดขวางทำให้โล่และกงจักรน้ำแข็งปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
อลาโน่พุ่งตัวขึ้นกลางอากาศจับคว้าโล่ของเขาที่กระเด็นกลับมาจากแรงปะทะหลังจากขาของเขาเหยียบลงพื้นเขาก็ไม่รอช้า กระโจนเข้าใส่โซโลต่อทันที
แต่โซโลเองก็เหมือนกับจะรู้ทัน จึงร่ายเวทขึ้นป้องกันตัวเอง
หอกน้ำแข็ง!
เปรี๊ยง!
อลาโน่ยกโล่ขึ้นป้องกันเอาไว้แต่กลับถูกแรงกระแทกของหอกน้ำแข็งทำให้ตัวของเขาเซถอยหลังไปสามก้าว
ย๊ากกกก!
โอโรกะฉวยจังหวะที่โซโลพึ่งปล่อยเวทหอกน้ำแข็งลอบเข้ามาโจมตีหวังจะสร้างความเสียหายให้กับมหาจอมเวทคนนี้บ้างแต่คมดาบของโอโรกะกลับถูกหยุดด้วยพลองของอาซานเสียก่อน
เคร้ง!
เปรี๊ยง!
อ๊ากกกกก!
โอโรกะถูกพลองของอาซานฟาดเข้าใส่หน้าอกจนกระเด็นออกไปพร้อมกับเสียงร้องที่แสดงถึงความเจ็บปวด
“โอโรกะ! แก...ตายยยย” โคล่า เห็นโอโรกะที่เปรียบเสมือนน้องชายของเขาได้รับบาดเจ็บก็เริ่มโกรธ
โคล่าเรียกใช้ลมปราณหมีคลั่งพร้อมกับเหวี่ยงขวานคู่ในมือเข้าใส่อาซาน
“ก็แค่หมีควายตัวหนึ่ง...คิดจะจัดการรุกกี้คนนี้งั้นหรือ”อาซาน พลิกไม้พลองในมือเข้ารับการโจมตีจากโคล่า
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เพียงชั่วพริบตาโคล่าและอาซานก็ประมือกันไปแล้ว 3 กระบวนท่าด้วยลมปราณหมีคลั่งทำให้โคล่าที่ควรจะได้เปรียบเรื่องพละกำลังกลับทำได้แค่สู้เสมอกับอีกฝ่ายยังไม่ต้องพูดถึงความเร็วที่อาซานนั้นมีมากกว่าตัวเขาอย่างสิ้นเชิง
‘ฝีมือระดับนี้...เหมือนกับตอนนั้นเลย’ โคล่า นึกถึงตอนที่เขาสู้กับหมิงที่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจว
ฮ่าห์!
เปรี๊ยง!
โคล่าตั้งสมาธิรับมืออย่างเอาจริงเอาจังเขาคิดใช้อาซานเป็นเครื่องมือในการวัดความสามารถของเขาว่าที่ผ่านมาเขาพัฒนาฝีมือได้ใกล้เคียงกับหมิงมากน้อยแค่ไหนแต่ทว่าอาซานที่ได้รับการฟื้นฟูพลังลมปราณมาบ้างเล็กน้อยจากเวทธาตุน้ำสายสนับสนุนของโซโลกลับรับมือเขาได้อย่างสบายๆ
‘บ้าเอ๊ย!นี่เราพัฒนาขึ้นมาแค่นี้เองเหรอ...เรามันไม่เอาไหน’ โคล่ารู้ว่าอาซานนั้นไม่ได้มีพลังเต็มร้อยเพราะเขาสู้กับองค์หญิงผิงหยางมาก่อนแล้วทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่เอาไหน
‘นี่หรือคนที่เคยครอบครองเมืองในอดีต บัดซบที่สุด!เราที่ไม่มีเบ้งตัดอยู่ข้างกายมันก็เศษสวะดีๆ นี่เอง’
ย๊ากกกกก!
โคล่าที่เริ่มเสียสมาธิเผลอเหวี่ยงขวานในมือกว้างขึ้นจนเผยช่องโห่ว
ปึก!
อ๊อก!
โคล่าทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมกับกระอักเลือดออกมาคำโตเขาถูกอาซานที่อาศัยช่องโหว่ทิ่มพลองในมือเข้าใส่จุดชีพจรบริเวณลิ้นปี่จนลมปราณหมีคลั่งตีกลับทำให้ได้รับบาดเจ็บภายใน
“โคล่า!” “พี่โคล่า!” ดาร์คและโอโรกะที่เห็นโคล่าได้รับบาดเจ็บตะโกนขึ้น
“พี่ดาร์คส่งเด็กมาให้ผมดีกว่าผม...สู้เจ้าหมอนั่นไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าเป็นพี่ต้องไหวแน่” โอโรกะวิ่งมาทางดาร์คพร้อมกับพูดขึ้น
ดาร์คไม่ตอบ แต่เขายื่นเด็กให้โอโรกะไปดูแลต่อเพราะตอนนี้อลาโน่กำลังสู้กับโซโล ส่วนองค์หญิงผิงหยางก็กำลังสู้กับเล่าฮองทำให้อาซานที่เป็นถึงรุกกี้อันดับหนึ่งของปีกลายเป็นเสี้ยนหนามที่ทำให้กลุ่มของดาร์คตกที่นั่งลำบากลำพังโคล่าและโอโรกะย่อมไม่อาจเอาชนะเด็กหนุ่มไฟแรงอย่างอาซานได้ดาร์คที่เป็นยอดฝีมือจึงตัดสินใจที่จะออกไปรับหน้าด้วยตัวเอง
“เปลี่ยนตัวนักกีฬางั้นหรือ...ความจริงเข้ามาพร้อมกันทั้งคู่เลยก็ได้นะฮ่าๆๆ” อาซาน ที่ได้ความมั่นใจกลับมาหลังจากพ่ายแพ้องค์หญิงผิงหยางพูดขึ้น
“เด็กหนอเด็ก พึ่งจะแพ้ผู้หญิงไปหยกๆกลับพูดจาวางท่าอีกแล้ว” ดาร์ค ตอกกลับ
“หุบปาก! เธอคนนั้นเป็น NPC ในประวัติศาสตร์ไม่ใช่ผู้เล่นสักหน่อยถ้าเป็นผู้เล่นด้วยกันละก็...คงมีเพียงพี่ซีโร่คนเดียวที่เอาชนะข้าได้!” อาซานเถียงกลับ
“เฮ้อ...หากนายได้เจอกับอัจฉริยะของเราคงจะต้องเปลี่ยนคำใหม่แล้ว...อ้ออีกอย่าง...ไม่แน่ว่าวันนี้เจ้าอาจจะต้องแพ้เป็นครั้งที่สองซะแล้วละ” ดาร์ค พูดพร้อมกับชักดาบออกมาเตรียมพร้อมแต่ในขณะนั้นเอง
“หยุดให้กับเรา!”เสียงตวาดที่แฝงลมปราณอันแข็งแกร่งดังขึ้น
ทุกคนรวมถึงเล่าฮองและองค์หญิงผิงหยางล้วนแต่ต้องหยุดมือ
“ส่งฝูเอ๋อร์มาแล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้าทุกคน!” เคาทูกำขวานผ่าฟืนในมือพร้อมกับปล่อยจิตสังหารออกมา
‘เฮ้อ...จะได้พักสักที’ ดาร์คถอนหายใจพร้อมกับหันไปหาเคาทู
โอโรกะมองไปที่เด็กในอ้อมกอดของเขาแล้วคิดในใจว่า 'รอดแล้วนะ พ่อมาแล้ว...'
ดาร์คยกมือขึ้นคารวะเคาทู
“ท่านแม่ทัพ...พวกข้าหามีเจตนาร้ายไม่พอดีพวกข้ากำลังเดินทางกลับแต่พบเจ้าผู้นั้นกำลังลักพาตัวเด็กพวกข้าจึงเข้าขัดขวาง” ดาร์ค ชี้ไปทางเล่าฮอง
“เป็นเช่นนี้เองหรือ...งั้นข้าคงต้องขอขอบคุณพวกเจ้า...เอาไว้ข้าจะหาทางตอบแทนให้ในภายหลัง...แต่ตอนนี้ข้าคงต้องจัดการกับโจรชั่วที่จับตัวเด็กเสียก่อน”เคาทู ก้าวเดินไปทางเล่าฮองที่กำลังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
เล่าฮองนั้นต่อสู้มานานจนเริ่มเหนื่อยยิ่งเจอกับแรงกดดันและจิตสังหารของเคาทูที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของวุยก๊กและยังเป็นแม่ทัพที่มีพละกำลังมากที่สุดในสามก๊กคนหนึ่ง ทำให้เล่าฮองถึงกับหน้าซีดด้วยความกลัว
“พวกเจ้า...ใครอยากจะตายก่อนดี?” เคาทูยืนอยู่ตรงหน้าคนทั้งสามของกิลโอเอซิสพร้อมกับถามขึ้น